ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

ปีเอลนีโญฝนมาช้า ชาวนาควรเลื่อนหว่านข้าวนาปีไหม

ปีเอลนีโญฝนมาช้า ควรเลื่อนหว่านข้าวนาปีไหม สรุปคำแนะนำกรมส่งเสริมการเกษตร กรมอุตุนิยมวิทยา ปี 2563 และ 2569 พร้อมตารางตัดสินใจตามสภาพน้ำในแปลง ณ ต.ค. 2569

ปีเอลนีโญฝนมาช้า ชาวนาควรเลื่อนหว่านข้าวนาปีไหม

คำตอบสั้น ๆ

ไม่ต้องเลื่อนทุกแปลง แต่แปลงนอกเขตชลประทานที่ฝนยังไม่ชุกควรชะลอไว้ก่อน บทความนี้เทียบคำแนะนำทางการปี 2563 กับ 2569 และสรุปตารางตัดสินใจแบบถ้า...ให้ทำ...

คำตอบเร็ว: ไม่ต้องเลื่อนทุกแปลง แต่ถ้านาอยู่นอกเขตชลประทานและฝนยังไม่ตกสม่ำเสมอ หน่วยงานรัฐเคยแนะนำให้ชะลอการปลูกนาปีออกไปก่อน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อปี 2563 ที่พยากรณ์ฝนทิ้งช่วงปลายมิถุนายนถึงกลางกรกฎาคม แนะให้เริ่มปลูกราวกลางกรกฎาคมเป็นต้นไป ส่วนปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าฝนทิ้งช่วงปลายมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคม และปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราวร้อยละ 10 ตัวตัดสินจริงคือสภาพน้ำในแปลงของคุณ ไม่ใช่ปฏิทิน (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

คำถามนี้มักมาพร้อมความลังเลสองทาง ถ้าหว่านเร็วแล้วฝนทิ้งช่วง ข้าวงอกแล้วเหี่ยวต้องหว่านซ้ำ เสียค่าเมล็ด ค่าแรง ค่าน้ำ แต่ถ้ารอนานเกินไป ข้าวออกรวงช้า เก็บเกี่ยวตรงกับช่วงที่ฝนหายหรือเสี่ยงชนช่วงน้ำหลากปลายฤดู บทความนี้ไม่ได้ซ้ำกับ เอลนีโญกับลานีญาส่งผลกับการเกษตรไทยยังไง ซึ่งอธิบายภาพรวมของปรากฏการณ์ แต่เจาะเฉพาะการตัดสินใจเรื่องจังหวะหว่านข้าวนาปีแบบ "ถ้าเจอแบบนี้ ให้ทำแบบนี้" และบอกตรง ๆ ว่าส่วนไหนยังไม่มีข้อมูลทางการยืนยัน

สิ่งที่หน่วยงานรัฐประกาศไว้สำหรับฤดูฝน 2569

ภาพประกอบ สิ่งที่หน่วยงานรัฐประกาศไว้สำหรับฤดูฝน 2569

กรมอุตุนิยมวิทยาแถลงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2569 ปริมาณฝนตลอดปีคาดว่าน้อยกว่าปี 2568 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณร้อยละ 10 โดยขณะประกาศสภาวะ ENSO ยังเป็นกลาง แต่มีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าเป็นเอลนีโญในครึ่งหลังของปี ช่วงฝนทิ้งช่วงคาดว่าเป็นปลายมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคม ส่วนสิงหาคมถึงกันยายนเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักมากที่สุด และคาดว่ามีพายุหมุนเขตร้อนประมาณ 1–2 ลูก

กรมส่งเสริมการเกษตรออกคำแนะนำเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ให้ยึด 3 หลักคือ คลุมดิน จัดการน้ำ และใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ในส่วนของข้าว ให้รักษาระดับน้ำในนา 5–10 เซนติเมตร โดยเฉพาะช่วง 80 วันแรกหลังปักดำ และใส่ปุ๋ยหลังให้น้ำ ในข่าวเดียวกันระบุว่าเอลนีโญอาจทำให้ฝนเดือนมิถุนายนลดลงราวร้อยละ 20 ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลที่วัดได้จริงในแปลงของคุณ

ส่วนข้อมูลในหน้าเว็บของสำนักประชาสัมพันธ์ที่สรุปมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุ 4 ยุทธศาสตร์คือ กักเก็บ เติมน้ำ ปรับเปลี่ยน เฝ้าระวัง ขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบ 2 ให้หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย อายุสั้น ทนแล้ง และ "รอประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการและฝนตกชุกก่อนปลูก" ประโยคสุดท้ายนี้ตอบโจทย์คำถามของบทความตรงที่สุด

ปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรเคยแนะนำให้เลื่อนปลูก ปี 2569 ต่างอย่างไร

เมื่อ 22 มิถุนายน 2563 รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำว่า ตามพยากรณ์ที่จะมีฝนทิ้งช่วงปลายมิถุนายนถึงกลางกรกฎาคม ให้เกษตรกรเลื่อนการปลูกข้าวนาปีออกไปก่อน เริ่มปลูกกลางกรกฎาคมเป็นต้นไป และแนะวิธีหว่านแห้ง (หว่านสำรวย) ซึ่งเหมาะกับพื้นที่นอกเขตชลประทาน

แต่ในปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรออกข่าวเมื่อ 9 มิถุนายน 2569 เตือนเรื่องศัตรูข้าวช่วงฝนทิ้งช่วง ได้แก่ เพลี้ยไฟข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนกอข้าว และด้วงดำ และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการหว่านข้าวแห้ง โดยใช้วิธีปักดำแทน หรือปล่อยน้ำท่วมนาสูงประมาณ 8 เซนติเมตรนาน 5 วัน สองปีนี้จึงให้คำแนะนำที่ดูสวนกันเรื่องหว่านแห้ง ผมตีความว่า คำแนะนำปี 2563 เน้นปัญหา "ไม่มีน้ำให้หว่านน้ำตม" ส่วนปี 2569 เน้นปัญหา "ข้าวหว่านแห้งที่งอกในสภาพแล้งมีแมลงเข้าทำลายง่าย" ทั้งสองเป็นข้อมูลจากหน่วยงานเดียวกันแต่คนละปี ผู้อ่านควรถามเกษตรอำเภอว่าปีนี้ในพื้นที่ใช้วิธีไหนก่อนตัดสินใจ

ตารางตัดสินใจ ถ้าเป็นแบบนี้ให้ทำแบบนี้

ภาพประกอบ ตารางตัดสินใจ ถ้าเป็นแบบนี้ให้ทำแบบนี้
สถานการณ์ในแปลงแนวทางที่สอดคล้องกับคำแนะนำทางการเหตุผล
นอกเขตชลประทาน พึ่งฝนอย่างเดียว ฝนยังตกไม่ต่อเนื่องชะลอการปลูกนาปีไว้ก่อน รอฝนตกชุก (ปี 2563 แนะให้เริ่มราวกลางกรกฎาคม)ลดความเสี่ยงข้าวงอกแล้วขาดน้ำ ต้องหว่านซ้ำ
อยู่ในเขตชลประทานและมีน้ำจากส่งน้ำของโครงการปลูกตามรอบที่โครงการกำหนด และสอบถามปริมาณน้ำต้นทุนก่อนวางแผนน้ำไม่ได้ขึ้นกับฝนอย่างเดียว แต่ต้องดูรอบส่งน้ำ
มีบ่อหรือสระในไร่ แต่ปริมาณน้ำจำกัดกักเก็บน้ำไว้ก่อน เตรียมหมุนใช้เฉพาะช่วงแรกของการงอก ลดพื้นที่ถ้าน้ำไม่พอข้อสรุปจากยุทธศาสตร์ "กักเก็บ" ของกระทรวง
แปลงที่เคยมีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหรือเพลี้ยไฟเลี่ยงหว่านแห้ง ปักดำหรือขังน้ำ 8 เซนติเมตร 5 วันตามคำแนะนำปี 2569 และสำรวจแปลงทุกสัปดาห์ศัตรูข้าวระบาดง่ายช่วงฝนทิ้ง
ฝนลงแล้ว ดินเปียกพอ ต่อเนื่องหลายวันเริ่มเตรียมแปลงและหว่านได้ตามปกติ แต่ติดตามพยากรณ์ 7 วันและหลีกเลี่ยงหว่านก่อนฝนทิ้งช่วงที่ประกาศหลักคือรอฝนตกชุก ไม่ใช่รอวันที่

ขั้นตอนตัดสินใจก่อนหว่านจริง

  1. เช็กแหล่งน้ำก่อนเช็กปฏิทิน ถ้ามีน้ำจากชลประทาน บ่อ หรือคลองที่ปั๊มได้แน่ว่าพอเท่าไร ให้ตัดสินใจจากปริมาณน้ำที่มีจริง
  2. ดูประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่ เช่น ฝนทิ้งช่วงจะกินเวลาแค่ไหน ปีนั้นมีข่าวฝนทิ้งช่วงช่วงใด
  3. ถามเกษตรอำเภอ ว่าพื้นที่คุณมีประกาศแนะนำช่วงปลูกหรือไม่ เพราะเงื่อนไขชลประทานและพื้นที่ต่างกัน
  4. เลือกวิธีปลูกตามน้ำ ถ้ามีน้ำพอ หว่านน้ำตมหรือปักดำ ถ้าไม่มี ให้ชะลอไว้ก่อน
  5. เตรียมแปลงให้เสร็จก่อนฝน ไถเตรียม ปรับระดับ ซ่อมคันนา ให้พร้อม เมื่อฝนตกชุกจะหว่านได้ทันที ไม่เสียเวลา
  6. เลือกพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตรยกตัวอย่างพันธุ์ต้านทานศัตรูข้าว ได้แก่ กข107 และ กข31 ในข่าวเดือนมิถุนายน 2569 และแนะนำอย่าปลูกพันธุ์เดิมซ้ำเกิน 4 ฤดูปลูก ผมไม่พบข้อมูลทางการที่ยืนยันว่าพันธุ์ใดทนฝนทิ้งช่วงได้ดีที่สุดในทุกพื้นที่ ให้ถามศูนย์วิจัยข้าวหรือสำนักงานเกษตรอำเภอ
  7. ติดตามหลังหว่าน เมื่อข้าวงอก รักษาน้ำให้ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ ใส่ปุ๋ยหลังให้น้ำ ไม่ใส่ตอนดินแห้ง

ถ้าเลื่อนหว่านแล้วจะเสียหรือได้อะไร ตัวอย่างวิธีคิด

ภาพประกอบ ถ้าเลื่อนหว่านแล้วจะเสียหรือได้อะไร ตัวอย่างวิธีคิด

ผมไม่ใส่ตัวเลขราคาข้าวหรือต้นทุนต่อไร่ เพราะไม่มีแหล่งทางการที่เปิดอ่านและระบุวันที่ได้ในรอบนี้ แต่วิธีคิดที่ใช้ได้กับทุกปีคือเปรียบเทียบสองทางตามสูตรที่เกษตรกรใช้อยู่แล้ว

  • ต้นทุนเสี่ยงของการหว่านเร็ว = ค่าเมล็ดพันธุ์ + ค่าแรงหว่าน + ค่าน้ำหรือค่าปั๊ม × โอกาสที่ต้องหว่านซ้ำ ยิ่งอยู่นอกเขตชลประทานโอกาสยิ่งสูง
  • ต้นทุนของการรอ = ค่าเสียโอกาสจากการออกรวงช้า เช่น เก็บเกี่ยวช้าลงและอาจชนช่วงฝนปลายฤดู ซึ่งต้องดูอายุพันธุ์ที่ใช้ว่าอายุเก็บเกี่ยวกี่วัน (ข้อมูลจากฉลากหรือหน่วยงานผู้ผลิตพันธุ์)
  • ผลต่างกำไรสุทธิ = รายได้ที่ขายได้ − ต้นทุนรวมของแต่ละทาง เขียนตัวเลขของคุณเองลงสมุดทั้งสองทางก่อนตัดสินใจ

ถ้าอยากเทียบต้นทุนค่าน้ำของฤดูฝนกับฤดูแล้ง อ่านเพิ่มที่ ปฏิทินต้นทุนน้ำทำนาปรังเทียบนาปี และถ้ากังวลเรื่องความเสี่ยงจากน้ำแล้ง ดู ประกันภัยข้าวนาปีคุ้มครองอะไร เคลมยังไง

ผ่านมาถึงตุลาคม 2569 แล้ว ตอนนี้ควรทำอะไร

ถึงวันที่เขียนบทความนี้ นาปีปีนี้ส่วนใหญ่ผ่านช่วงหว่านไปแล้ว และผมไม่มีข้อมูลทางการที่เปิดอ่านได้เกี่ยวกับผลผลิตนาปี 2569 โดยรวม คำแนะนำจากกระทรวงที่ขอให้ไม่ทำนาปรังรอบ 2 และหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เป็นข้อมูลที่ยังควรจับตา เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาระบุแนวโน้มเอลนีโญในครึ่งหลังของปีและอาจส่งผลต่อเนื่อง ถ้าต้องวางแผนฤดูแล้งนี้ ให้ตรวจปริมาณน้ำต้นทุนจากกรมชลประทานและประกาศของจังหวัดก่อนตัดสินใจเรื่องนาปรัง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • เห็นฝนตกครั้งสองครั้งแล้วรีบหว่าน ทั้งที่ฝนยังไม่ต่อเนื่อง จึงต้องหว่านซ้ำเมื่อฝนทิ้งช่วง
  • เชื่อว่าต้องเลื่อนทุกพื้นที่เท่ากัน ทั้งที่แปลงในเขตชลประทานมีเงื่อนไขต่างจากแปลงพึ่งฝน
  • ใช้คำแนะนำของปีก่อนโดยไม่เช็กประกาศปีนี้ เช่น ปี 2563 แนะหว่านแห้ง ส่วนปี 2569 แนะหลีกเลี่ยงหว่านแห้ง
  • ใส่ปุ๋ยขณะดินแห้ง ทำให้ปุ๋ยสูญเสียและข้าวใช้ไม่ได้ กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใส่หลังให้น้ำ
  • ไม่ลงสำรวจแปลงทุกสัปดาห์ ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยไฟระบาดโดยไม่รู้ตัว ดูอาการเพิ่มเติมที่ นาข้าวเป็นวงไหม้แห้งเป็นหย่อม ๆ ไม่ใช่แล้งแต่คือเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
  • ปลูกพันธุ์เดิมซ้ำหลายฤดูต่อเนื่อง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำอย่าปลูกซ้ำเกิน 4 ฤดูปลูก
  • วางแผนแค่นาปี ไม่ได้คิดต่อไปถึงฤดูแล้ง ทั้งที่เอลนีโญอาจต่อเนื่อง

ข้อมูลที่ยังยืนยันไม่ได้และควรถามใคร

  • วันเริ่มหว่านที่เหมาะสมของแต่ละอำเภอ ไม่มีประกาศกลางที่ใช้ได้ทั่วประเทศ ให้ถามเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่
  • พันธุ์ข้าวที่ทนฝนทิ้งช่วงที่สุด ผมยังไม่พบแหล่งทางการที่ระบุชื่อพันธุ์สำหรับกรณีนี้โดยตรง ให้สอบถามกรมการข้าว
  • ราคาข้าวและราคาเมล็ดพันธุ์ ผันผวนตามฤดูและพื้นที่ จึงไม่ใส่ตัวเลข ให้ดูประกาศล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การเยียวยาหรือเงินช่วยเหลือ ผมไม่ได้ยืนยันเงื่อนไขของปีนี้ ให้ตรวจกับสำนักงานเกษตรอำเภอ ธ.ก.ส. และกรมส่งเสริมการเกษตร

สรุป

การเลื่อนหว่านข้าวนาปีในปีเอลนีโญไม่ใช่กฎตายตัว หลักที่หน่วยงานรัฐใช้คือรอให้ฝนตกชุกและมีน้ำพอก่อนปลูก แปลงนอกเขตชลประทานเสี่ยงสุดจึงควรชะลอ ส่วนแปลงที่มีน้ำควรเลือกวิธีปลูกที่ลดศัตรูข้าว คำแนะนำเรื่องหว่านแห้งต่างกันในปี 2563 และ 2569 จึงต้องเช็กประกาศปีนั้นเสมอ ข้อมูลที่ยังยืนยันไม่ได้ ให้ถามเกษตรอำเภอ กรมการข้าว และกรมอุตุนิยมวิทยา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมอุตุนิยมวิทยา (ผ่านกรมประชาสัมพันธ์) — แถลงเข้าฤดูฝน 2569 เมื่อ 14 พ.ค. 2569 ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 10 ช่วงฝนทิ้งช่วง (prd.go.th)
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำเอลนีโญ-ฝนทิ้งช่วง 3 หลัก ระดับน้ำนา 5–10 ซม. (ข่าว 11 มิ.ย. 2569) (doaenews.doae.go.th)
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำเกษตรกรช่วงฝนทิ้งช่วง 22 มิ.ย. 2563 เลื่อนปลูกนาปีและหว่านแห้ง (secreta.doae.go.th)
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร (ผ่าน Thaipr) — 4 ศัตรูข้าวช่วงฝนทิ้งช่วง และ 4 วิธีป้องกัน เผยแพร่ 9 มิ.ย. 2569 (thaipr.net)
  • 📄กรมประชาสัมพันธ์ (มาตรการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) — 4 ยุทธศาสตร์รับมือเอลนีโญ ขอความร่วมมืองดนาปรังรอบ 2 และรอฝนตกชุกก่อนปลูก (prd.go.th)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ปีเอลนีโญต้องเลื่อนหว่านข้าวนาปีทุกครั้งไหม

ไม่ใช่ทุกครั้ง เกณฑ์ที่หน่วยงานรัฐใช้คือฝนตกชุกและน้ำพอหรือยัง ปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรแนะให้เลื่อนไปเริ่มราวกลางกรกฎาคมสำหรับพื้นที่ที่คาดว่าฝนทิ้งช่วง ส่วนแปลงที่มีน้ำชลประทานเพียงพอไม่จำเป็นต้องเลื่อนเท่ากัน

ฝนทิ้งช่วงปี 2569 คาดว่าเกิดช่วงไหน

กรมอุตุนิยมวิทยาแถลง 14 พฤษภาคม 2569 ว่าคาดฝนทิ้งช่วงปลายมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคม และปริมาณฝนตลอดปีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราวร้อยละ 10 เป็นพยากรณ์ ไม่ใช่ผลตรวจวัด

หว่านข้าวแห้งหรือหว่านน้ำตมดีกว่ากันในปีฝนทิ้งช่วง

แหล่งข้อมูลรัฐให้คำแนะนำต่างกันตามปี ปี 2563 แนะหว่านแห้งสำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่วนปี 2569 แนะหลีกเลี่ยงหว่านแห้งเพราะเสี่ยงศัตรูข้าว ให้ใช้ปักดำหรือขังน้ำ ควรปรึกษาเกษตรอำเภอตามสภาพน้ำของแปลง

ควรเก็บน้ำในนาให้สูงเท่าไร

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำรักษาระดับน้ำ 5-10 เซนติเมตร โดยเฉพาะ 80 วันแรกหลังปักดำ และใส่ปุ๋ยหลังให้น้ำ ตามข่าวเดือนมิถุนายน 2569

ปีนี้ควรทำนาปรังต่อไหม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบ 2 และให้หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย แต่รายละเอียดแต่ละพื้นที่ต้องดูประกาศของชลประทานและจังหวัด

พันธุ์ข้าวอะไรทนฝนทิ้งช่วงที่สุด

ยังไม่พบแหล่งทางการที่ระบุชื่อพันธุ์สำหรับกรณีนี้โดยตรง กรมส่งเสริมการเกษตรยกตัวอย่างพันธุ์ต้านทานศัตรูข้าว เช่น กข107 และ กข31 ควรสอบถามกรมการข้าวหรือเกษตรอำเภอก่อนเลือกพันธุ์