ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

รถจมน้ำหรือดับกลางน้ำ ทำอย่างไรต่อ และห้ามทำอะไร

รถจมน้ำหรือดับกลางน้ำ ทำอย่างไรต่อและห้ามทำอะไร ตามคำแนะนำกรมการขนส่งทางบกและ คปภ. ระดับน้ำที่ไม่ควรขับผ่าน การไม่สตาร์ทซ้ำ การเก็บหลักฐาน และสายด่วนติดต่อ

รถจมน้ำหรือดับกลางน้ำ ทำอย่างไรต่อ และห้ามทำอะไร

คำตอบสั้น ๆ

สถานการณ์ที่คนขับรถเจอบ่อยช่วงน้ำท่วมคือ ขับมาถึงช่วงที่น้ำสูงกว่าที่คิด รถเริ่มสะดุดแล้วดับไปกลางน้ำ หรือกลับมาที่ลานจอดแล้วพบว่ารถจมไปครึ่งคัน สัญชา

คำตอบเร็ว: ถ้ารถดับกลางน้ำหรือจมน้ำ ให้ดับเครื่องทันทีและห้ามสตาร์ทซ้ำเด็ดขาด ตามคำแนะนำของกรมการขนส่งทางบก เพราะน้ำอาจเข้าระบบไฟฟ้าจนลัดวงจรและทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักขึ้น ความปลอดภัยของคนต้องมาก่อนรถเสมอ เมื่อน้ำลดให้ยกรถเข้าศูนย์หรืออู่ ถ่ายภาพให้เห็นระดับน้ำ แล้วแจ้งบริษัทประกันโดยเร็ว ส่วนระดับน้ำที่ลุยได้ กรมการขนส่งทางบกปี 2569 ระบุว่าไม่เกิน 30 เซนติเมตรยังพอขับผ่านได้ และ 60–80 เซนติเมตรเป็นระดับอันตราย (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

สถานการณ์ที่คนขับรถเจอบ่อยช่วงน้ำท่วมคือ ขับมาถึงช่วงที่น้ำสูงกว่าที่คิด รถเริ่มสะดุดแล้วดับไปกลางน้ำ หรือกลับมาที่ลานจอดแล้วพบว่ารถจมไปครึ่งคัน สัญชาตญาณแรกของแทบทุกคนคือ "ลองบิดกุญแจอีกที" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งกรมการขนส่งทางบกและสำนักงาน คปภ. บอกตรงกันว่าห้ามทำ บทความนี้เรียงขั้นตอนตามเวลา ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจลุยน้ำ ตอนรถดับ ไปจนถึงหลังน้ำลด โดยใช้เฉพาะแนวทางของหน่วยงานทางการ และบอกชัดว่าข้อไหนยังไม่มีแหล่งทางการยืนยัน

รถลุยน้ำได้แค่ไหน: ใช้เกณฑ์ปี 2569 ของกรมการขนส่งทางบกเป็นหลัก

ภาพประกอบ รถลุยน้ำได้แค่ไหน: ใช้เกณฑ์ปี 2569 ของกรมการขนส่งทางบกเป็นหลัก

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ให้คำแนะนำในฤดูน้ำท่วมปี 2569 ว่า "หากระดับน้ำสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร ยังพอขับผ่านได้ แต่ต้องปิดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ใช้เกียร์ต่ำ และค่อย ๆ ชะลอความเร็ว" แต่หากระดับน้ำสูงถึง 60–80 เซนติเมตร "ถือเป็นระดับอันตรายที่ไม่แนะนำให้ขับลุยโดยเด็ดขาด" เพราะน้ำอาจไหลเข้าห้องเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องดับและระบบต่าง ๆ เสียหาย

ระดับน้ำคำแนะนำแหล่ง
ไม่เกิน 30 ซม.ยังพอขับผ่านได้ ปิดแอร์ ใช้เกียร์ต่ำ ชะลอความเร็วกรมการขนส่งทางบก 2569
60–80 ซม.อันตราย ไม่แนะนำให้ขับลุยโดยเด็ดขาดกรมการขนส่งทางบก 2569
น้ำสูงจนมองไม่เห็นขอบทางควรหลีกเลี่ยงเส้นทาง ถ้าจำเป็นต้องขับ ให้เปิดไฟหน้า ใช้ความเร็วต่ำ ไม่เปิดแอร์ เว้นระยะจากคันหน้ามากกว่าปกติกรมการขนส่งทางบก 2569
มีคำเตือนน้ำท่วมฉับพลันรีบเคลื่อนย้ายยานพาหนะขึ้นที่สูงกรมการขนส่งทางบก 2569

หลายคนอาจเคยเห็นตารางระดับน้ำที่ละเอียดกว่านี้ เช่น ตารางจากเพจ "ขับขี่ปลอดภัย by DLT" ซึ่งเป็นโพสต์ปี 2565 ที่บอกว่ารถอีโคคาร์ต้องระวังที่ระดับ 20–40 ซม. เพราะส่วนใหญ่สูงจากพื้น 15–17 ซม. และระดับเกิน 80 ซม. ควรใช้เส้นทางอื่น ตารางนี้เก่ากว่าและให้เพดานต่างจากคำแนะนำปี 2569 จึงควรยึดเกณฑ์ 30 ซม. ของปี 2569 เป็นหลัก ส่วนรถ EV ยังไม่มีต้นฉบับของกรมการขนส่งทางบกที่ระบุความลึกเฉพาะ ให้ยึดเกณฑ์เดียวกันและดูคู่มือของผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อ

ข้อสังเกตจากคนที่เคยลุยน้ำจริง คือระดับน้ำที่เห็นจากริมถนนมักต่ำกว่าระดับจริงตรงกลางทางหรือในหลุม และคลื่นที่รถคันหน้าดันมาก็ทำให้น้ำสูงขึ้นชั่วขณะ ถ้าประเมินไม่ได้ว่าน้ำลึกเท่าไร ให้ถือว่าเกินเกณฑ์และหาเส้นทางอื่น

รถดับกลางน้ำทำอย่างไร: ลำดับสิ่งที่ต้องทำทันที

  1. ดับเครื่องและห้ามสตาร์ทซ้ำ: กรมการขนส่งทางบกระบุว่า "หากพบกรณีน้ำท่วมจนเคลื่อนย้ายรถไม่ได้ ให้รีบดับเครื่องยนต์ทันที และห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด เพราะน้ำอาจเข้าสู่ระบบไฟฟ้าทำให้ลัดวงจรได้"
  2. ประเมินความปลอดภัยของคนก่อนรถ: เลขาธิการ คปภ. ให้หลักจำง่ายว่า "ความปลอดภัยมาก่อน–แจ้งบริษัทไว้ก่อน–เก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้" ถ้าน้ำยังสูงขึ้นหรือไหลแรง อย่าอยู่เฝ้ารถ
  3. ขอความช่วยเหลือถ้าออกจากพื้นที่เองไม่ได้: สายด่วนนิรภัย ปภ. 1784 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือ LINE @1784DDPM สำหรับขอความช่วยเหลือ การอพยพ และแจ้งเหตุอุทกภัย ถ้ามีผู้บาดเจ็บโทร 1669
  4. ไม่เสี่ยงกลับไปถ่ายรูป: คปภ. แนะนำว่าถ้าขณะเกิดเหตุถ่ายภาพไม่ได้หรือต้องอพยพก่อน "ไม่ควรเสี่ยงกลับเข้าไปเพียงเพื่อเก็บหลักฐาน แต่ควรแจ้งบริษัทประกันภัยไว้ก่อน"
  5. แจ้งบริษัทประกันโดยเร็ว: พร้อมข้อมูลกรมธรรม์ ทะเบียนรถ สถานที่เกิดเหตุ และลักษณะความเสียหาย

ต้องบอกตรง ๆ ว่าในชุดข้อมูลทางการที่เราตรวจสอบ ไม่มีคู่มือของหน่วยงานไทยที่อธิบายวิธีหนีออกจากรถที่กำลังจมน้ำทีละขั้น เราจึงไม่ใส่เทคนิคที่ไม่มีแหล่งรองรับ สิ่งที่ทางการพูดชัดคืออย่าขับลุยน้ำระดับอันตรายตั้งแต่แรก และให้คนปลอดภัยก่อนรถ

รถจมน้ำทำอย่างไรหลังน้ำลด

เมื่อน้ำลดและเข้าถึงรถได้อย่างปลอดภัยแล้ว ให้ทำตามลำดับนี้

  1. อย่าเพิ่งสตาร์ทรถ: คปภ. อธิบายว่าการสตาร์ทอาจทำให้เครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ภายในรถเสียหายเพิ่มขึ้น
  2. ถ่ายภาพหรือวิดีโอ: ให้เห็นสภาพรถทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงระดับน้ำหรือรอยคราบน้ำ
  3. แจ้งบริษัทประกัน: ให้บริษัทนัดเข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย ถ้าไม่รู้ช่องทางของบริษัท ตรวจได้จาก "ศูนย์รวมช่องทางเคลมประกันภัยทุกบริษัท" ที่เว็บไซต์ www.oic.or.th หรือ LINE @OICCONNECT
  4. ยกรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่: กรมการขนส่งทางบกแนะนำให้ยกรถเข้าไปตรวจเช็กโดยละเอียดเมื่อน้ำลด

ประเมินความเสียหายเบื้องต้นตามระดับน้ำ (คปภ.)

สำนักงาน คปภ. แบ่งความเสียหายของรถเครื่องยนต์สันดาปจากน้ำท่วมเป็น 5 ระดับ ตัวเลขเป็น "ค่าซ่อมประมาณ" ไม่ใช่เงินที่จะได้แน่ ๆ เพราะการจ่ายค่าสินไหมเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ระดับน้ำท่วมถึงค่าซ่อมประมาณ
Aพรมพื้นรถยนต์8,000 – 10,000 บาท
Bเบาะ15,000 – 20,000 บาท
Cด้านล่างของคอนโซล25,000 – 30,000 บาท
Dด้านบนของคอนโซล30,000 บาทขึ้นไป
Eรถจมน้ำทั้งคันพิจารณาเป็นความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss)

ตัวอย่างการใช้ตาราง (เป็นตัวอย่างเท่านั้น): ถ้ารอยคราบน้ำในรถอยู่ที่ระดับเบาะ จะตรงกับระดับ B ซึ่ง คปภ. ประเมินค่าซ่อมประมาณ 15,000 – 20,000 บาท นี่คือเหตุผลที่ต้องถ่ายภาพให้เห็นรอยคราบน้ำชัด ๆ ก่อนรถถูกล้างหรือเคลื่อนย้าย เพราะเป็นหลักฐานระดับน้ำที่ผู้สำรวจใช้ เรื่องประกันชั้นต่าง ๆ คุ้มครองแค่ไหนอ่านต่อที่ รถยนต์น้ำท่วมประกันจ่ายไหม ประกันชั้นไหนคุ้มครอง และเคลมอย่างไร

รถ EV และมอเตอร์ไซค์: ข้อห้ามที่ต่างออกไป

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไทยรัฐ (26 ก.ย. 2569) อ้างคำแนะนำของ NHTSA หน่วยงานความปลอดภัยการจราจรของสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานไทย ว่าห้ามสตาร์ทหรือกดปุ่ม ON ห้ามสัมผัสสายไฟแรงดันสูงสีส้ม ถ้าต้องย้ายรถให้ใช้รถสไลด์หรือรถยกแทนการลาก และรอให้น้ำลดต่ำกว่าท้องรถ ทิ้งรถไว้ให้แห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน การรอให้แห้งไม่ได้แปลว่ารถปลอดภัยพอจะเปิดระบบเอง และถ้าพบควัน กลิ่นผิดปกติ หรือรถร้อนผิดปกติ ให้ถอยห่างและแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทันที

สำหรับมอเตอร์ไซค์ คำแนะนำจากเพจขับขี่ปลอดภัย by DLT (ปี 2565) คือระดับน้ำต้องไม่เกิน 1 ฟุตจากพื้นถนน ห้ามท่วมถึงกรองอากาศหรือสูงเกินท่อไอเสีย และ "หากเครื่องยนต์ดับ ห้ามสตาร์ทรถโดยเด็ดขาดให้รีบเข็นไปไว้บนที่แห้ง แล้วทำการตรวจเช็ก" แหล่งเดียวกันมีประโยคท้ายที่ให้สตาร์ทเร่งเครื่องไล่น้ำ ซึ่งขัดกับข้อห้ามข้างต้น เราจึงไม่แนะนำส่วนนั้น รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ใน รถ EV และมอเตอร์ไซค์โดนน้ำท่วม อันตรายไหม ต้องเช็กอะไรก่อนใช้

หลังลุยน้ำมาได้ (รถไม่ดับ) ต้องเช็กอะไร

ถ้าคุณขับผ่านน้ำระดับต่ำมาได้ เพจขับขี่ปลอดภัย by DLT (ปี 2565) แนะนำให้ตรวจเช็กการทำงานของระบบเบรก โดยเหยียบเบรกย้ำ ๆ เพื่อไล่น้ำออก และสำหรับมอเตอร์ไซค์ให้หยอดน้ำมันโซ่ เพราะน้ำมันโซ่มักแห้งหลังโดนน้ำนาน

ป้ายทะเบียนหลุดหายไปกับน้ำ

กรมการขนส่งทางบกระบุว่าขอรับป้ายใหม่ได้ที่สำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ ใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริงและบัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงของเจ้าของรถ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท รถติดไฟแนนซ์ให้ติดต่อไฟแนนซ์ให้ดำเนินการแทน หรือถ้าทำเองต้องมีหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจจากไฟแนนซ์ สอบถามได้ที่สายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • สตาร์ทซ้ำหลังรถดับในน้ำ: ทั้งกรมการขนส่งทางบกและ คปภ. ห้ามไว้ เพราะน้ำเข้าระบบไฟฟ้าจนลัดวงจรและเครื่องเสียหายหนักขึ้น
  • เปิดแอร์ขณะลุยน้ำ: กรมการขนส่งทางบกแนะนำให้ปิดแอร์
  • ขับตามคันหน้าชิดเกินไป: ทางการให้เว้นระยะมากกว่าปกติ
  • ใช้ตารางระดับน้ำเก่าที่ให้ลุยได้ลึกกว่า: ควรยึดเกณฑ์ปี 2569 ที่ 30 ซม.
  • กลับเข้าไปในน้ำเพื่อถ่ายรูปรถ: คปภ. แนะนำให้แจ้งบริษัทไว้ก่อนแทนการเสี่ยง
  • ลากรถ EV โดยให้ล้อขับเคลื่อนหมุน: คำแนะนำที่อ้าง NHTSA ให้ใช้รถสไลด์หรือรถยก
  • ล้างรถก่อนถ่ายภาพ: รอยคราบน้ำคือหลักฐานระดับความเสียหาย

เรื่องที่หลายคนกังวลคือ ถ้าสตาร์ทซ้ำหรือจงใจขับลุยน้ำ ประกันจะปฏิเสธไหม เราไม่พบคำอธิบายจาก คปภ. หรือหน่วยงานรัฐที่ระบุเรื่องนี้ไว้ สิ่งที่ คปภ. พูดคือการพิจารณาค่าสินไหม "จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ความเสียหายที่เกิดขึ้น และเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์เป็นสำคัญ" จึงควรอ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ของตัวเองหรือสอบถามบริษัทโดยตรง ถ้าบ้านหรือร้านค้าโดนน้ำด้วย ดูต่อที่ ประกันบ้านน้ำท่วมจ่ายไหม และสิทธิช่วยเหลืออื่น ๆ ใน คู่มือช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2569

สรุป

หัวใจของการรับมือเมื่อรถจมน้ำหรือดับกลางน้ำมีสองข้อ คือคนต้องปลอดภัยก่อนรถ และห้ามสตาร์ทซ้ำ ก่อนลุยน้ำให้ยึดเกณฑ์ปี 2569 ของกรมการขนส่งทางบก ไม่เกิน 30 เซนติเมตร และเลี่ยงระดับ 60–80 เซนติเมตร หลังน้ำลดให้ถ่ายภาพรอยคราบน้ำทั้งในและนอกรถ แจ้งบริษัทประกันพร้อมข้อมูลกรมธรรม์และทะเบียน แล้วยกรถเข้าศูนย์หรืออู่ ส่วนเรื่องข้อยกเว้นประกันจากการสตาร์ทซ้ำ ยังไม่มีแหล่งทางการระบุ ให้ตรวจเงื่อนไขกรมธรรม์ของตัวเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมประชาสัมพันธ์ (https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/545262) — คำแนะนำกรมการขนส่งทางบกฤดูน้ำท่วม 2569 ระดับน้ำ รถดับกลางน้ำ และป้ายทะเบียนทดแทน
  • 📄กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1254749) — แนวทางเลขาธิการ คปภ. อย่าเพิ่งสตาร์ทรถ การเก็บหลักฐาน ระดับความเสียหาย A–E และศูนย์รวมช่องทางเคลม (2 ต.ค. 2569)
  • 📄The Standard (https://thestandard.co/oic-insurance-flood-claims-relief/) — มาตรการ คปภ. 2569 และการประสานสมาคมธนาคารไทยกรณีรถติดไฟแนนซ์ (28 ก.ย. 2569)
  • 📄ไทยรัฐ (https://www.thairath.co.th/news/auto/evcar/2962163) — ข้อปฏิบัติเมื่อรถ EV จมน้ำ อ้างอิง NHTSA สหรัฐฯ (26 ก.ย. 2569)
  • 📄ไทยโพสต์ (https://www.thaipost.net/general-news/219055/) — ตารางระดับน้ำและคำแนะนำมอเตอร์ไซค์จากเพจขับขี่ปลอดภัย by DLT (11 ก.ย. 2565)
  • 📄ไทยรัฐ (https://www.thairath.co.th/news/local/2964038) — สายด่วนนิรภัย ปภ. 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และ LINE @1784DDPM (4 ต.ค. 2569)
  • 📄ไทยรัฐ (https://www.thairath.co.th/news/local/2962130) — รายชื่อสายด่วนรวมถึง 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (26 ก.ย. 2569)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

รถดับกลางน้ำ ลองสตาร์ทใหม่ได้ไหม

ไม่ได้ กรมการขนส่งทางบกให้ดับเครื่องทันทีและห้ามสตาร์ทเด็ดขาด เพราะน้ำอาจเข้าระบบไฟฟ้าทำให้ลัดวงจรและเครื่องยนต์เสียหายหนักขึ้น เมื่อน้ำลดให้ยกรถเข้าศูนย์หรืออู่

รถเก๋งลุยน้ำได้ลึกแค่ไหน

เกณฑ์ปี 2569 ของกรมการขนส่งทางบกคือไม่เกิน 30 เซนติเมตรยังพอขับผ่านได้ โดยปิดแอร์ ใช้เกียร์ต่ำ ชะลอความเร็ว ส่วน 60–80 เซนติเมตรเป็นระดับอันตรายที่ไม่แนะนำให้ลุยโดยเด็ดขาด

รถจมน้ำทั้งคัน ประกันจะถือว่าอย่างไร

คปภ. จัดเป็นระดับ E และให้พิจารณาเป็นความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) โดยการจ่ายค่าสินไหมเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ถ้ารถติดไฟแนนซ์ คปภ. จะประสานสมาคมธนาคารไทยเพื่อลดขั้นตอนเอกสาร

ถ่ายรูปรถไม่ทันเพราะต้องอพยพ จะเคลมได้ไหม

คปภ. แนะนำว่าไม่ควรเสี่ยงกลับเข้าไปเพียงเพื่อเก็บหลักฐาน ให้แจ้งบริษัทประกันไว้ก่อน แล้วเก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้เมื่อปลอดภัย

รถ EV จมน้ำ ต้องรอนานแค่ไหนก่อนให้ช่างตรวจ

คำแนะนำที่ไทยรัฐอ้างจาก NHTSA ของสหรัฐฯ คือรอให้น้ำลดต่ำกว่าท้องรถ และทิ้งรถให้แห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และห้ามสตาร์ท ชาร์จ หรือทดลองขับเอง

ป้ายทะเบียนหายไปกับน้ำ ขอใหม่เสียเท่าไร

ขอได้ที่สำนักงานขนส่งทุกแห่ง ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท สอบถามสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584