คำตอบสั้น ๆ
บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมทำงานคนละจุด บทความนี้เทียบชนิดแมลงเป้าหมาย ตำแหน่งที่ใช้ เงื่อนไขความชื้นและเวลาพ่น พร้อมวิธีดูว่าได้ผลจริงจากซากแมลงที่ขึ้นรา
คำตอบเร็ว: ได้ผลจริงกับเพลี้ยหลายชนิด แต่ไม่ใช่แบบล้มทันทีเหมือนสารเคมี เชื้อต้องงอกเจาะผนังลำตัวแมลง จึงใช้เวลาประมาณ 3-7 วันกว่าแมลงจะตาย ความต่างหลักคือบิวเวอเรียเน้นแมลงปากดูดบนต้นพืชอย่างเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว ส่วนเมตาไรเซียมเด่นกับตัวหนอนและด้วงที่อยู่ในดินหรือในกองเศษพืช เช่น ด้วงแรดมะพร้าวและด้วงหนวดยาวอ้อย เงื่อนไขที่ทำให้ใช้แล้วไม่ได้ผลคือพ่นกลางแดด ความชื้นต่ำ และผสมรวมถังกับสารป้องกันกำจัดโรคพืช
คำถามที่เจอบ่อยที่สุดในกลุ่มเกษตรกรคือ พ่นบิวเวอเรียไปแล้วสองวัน เพลี้ยไฟยังเดินอยู่เต็มใบ แปลว่าใช้ไม่ได้ผลใช่ไหม คำตอบคือยังตัดสินไม่ได้ เพราะกลไกของชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ไม่ใช่สารพิษที่แมลงกินแล้วตาย แต่เป็นเชื้อราที่ต้องงอกเข้าไปเจริญในตัวแมลงก่อน ช่วงเวลาที่ต้องรอจึงเป็นคนละสเกลกับที่คุ้นเคย
บทความนี้เจาะเฉพาะเชื้อราที่ใช้กำจัดแมลงสองตัว คือบิวเวอเรียกับเมตาไรเซียม ซึ่งเป็นคนละงานกับเชื้อราที่ใช้คุมโรคพืชในดิน ถ้าปัญหาของคุณคือรากเน่าโคนเน่าหรือต้นเหี่ยว ให้ดูบทความเรื่องชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืชในหมวด โรคและการดูแล แทน เพราะใช้สลับกันไม่ได้
เชื้อสองตัวนี้ทำงานอย่างไร และทำไมถึงไม่ล้มทันที
บิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) และเมตาไรเซียม (Metarhizium anisopliae) เป็นเชื้อราก่อโรคในแมลงที่พบตามธรรมชาติในดินไทย ทั้งคู่ทำงานผ่านการสัมผัสภายนอกลำตัว ไม่ใช่การกินเข้าไป ลำดับเหตุการณ์หลังสปอร์เกาะติดตัวแมลงเป็นดังนี้
- สปอร์เกาะบนผนังลำตัวแมลงและงอกเป็นเส้นใยภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน โดยต้องมีความชื้นเพียงพอในช่วงนี้
- เส้นใยปล่อยเอนไซม์ย่อยผนังลำตัวและเจาะทะลุเข้าไปในช่องท้อง
- เชื้อเจริญในตัวแมลง แมลงเริ่มกินน้อยลงและเคลื่อนไหวช้าลงภายในราว 2-3 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสียหายต่อพืชลดลงแล้วแม้แมลงยังไม่ตาย
- แมลงตายในราว 3-7 วันสำหรับบิวเวอเรียกับแมลงปากดูดตัวเล็ก และนานกว่านั้นสำหรับเมตาไรเซียมกับด้วงตัวใหญ่ที่อาจใช้เวลาราว 7-14 วัน
- เส้นใยเจริญออกนอกซากแล้วสร้างสปอร์ ซากแมลงจะแข็งและมีราสีขาวปกคลุมในกรณีบิวเวอเรีย หรือราสีเขียวมะกอกในกรณีเมตาไรเซียม ซากเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเชื้อที่แพร่ต่อในแปลง
สิ่งที่เกษตรกรควรใช้เป็นตัวชี้วัดจึงไม่ใช่ "เพลี้ยตายภายในกี่ชั่วโมง" แต่เป็น "พบซากแมลงขึ้นราสีขาวหรือเขียวบนใบและตามซอกกาบหรือไม่ภายในสัปดาห์แรก" ซึ่งเป็นหลักฐานตรงว่าเชื้อทำงาน
บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมต่างกันตรงไหน
ความต่างที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือ "แมลงเป้าหมายอยู่ที่ไหน" มากกว่าชนิดของแมลงเพียงอย่างเดียว บิวเวอเรียถูกใช้เป็นหลักกับแมลงที่เกาะกินอยู่บนส่วนเหนือดินซึ่งพ่นให้ถูกตัวได้ ส่วนเมตาไรเซียมถูกใช้เป็นหลักกับแมลงที่ใช้ชีวิตช่วงสำคัญอยู่ในดินหรือในกองเศษพืชที่ชื้นและมืด ซึ่งเป็นสภาพที่เชื้ออยู่ได้นาน
| หัวข้อ | บิวเวอเรีย | เมตาไรเซียม |
|---|---|---|
| สีของราบนซากแมลง | ขาวถึงขาวครีม | เขียวมะกอกถึงเขียวเข้ม |
| กลุ่มแมลงเป้าหมายหลัก | แมลงปากดูดบนต้นพืช เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงหวี่ขาว | ด้วงและตัวหนอนในดินหรือในกองเศษพืช เช่น ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงหนวดยาวอ้อย หนอนด้วงในดิน ปลวก |
| ตำแหน่งที่ใช้ | พ่นบนต้นพืช เน้นใต้ใบ ยอดอ่อน และซอกกาบ | โรยหรือคลุกในกองล่อ กองปุ๋ยหมัก ตอไม้ผุ หรือราดลงดิน |
| ระยะเวลาเห็นผล | แมลงหยุดกินราว 2-3 วัน ตายราว 3-7 วัน | ตัวหนอนด้วงตายราว 7-14 วัน ขึ้นกับขนาดและอุณหภูมิ |
| ความถี่ที่แนะนำ | พ่นซ้ำทุก 5-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้งในช่วงระบาด | เติมเชื้อในกองล่อทุกประมาณ 2-3 เดือน หรือเมื่อกองเริ่มยุบและแห้ง |
| จุดที่ตัดสินความสำเร็จ | ละอองพ่นต้องถูกตัวแมลงและความชื้นหลังพ่นต้องสูง | กองล่อต้องชื้นสม่ำเสมอและไม่โดนแดดเผาแห้ง |
ตัวอย่างการเลือกใช้ในสถานการณ์จริง
- สวนมะม่วงช่วงแทงช่อดอกแล้วเจอเพลี้ยไฟ เป้าหมายอยู่ในช่อดอกและยอดอ่อน ใช้บิวเวอเรียพ่นตอนเย็น เน้นให้ละอองเข้าถึงในช่อ และต้องพ่นซ้ำตามรอบเพราะเพลี้ยไฟมีวงจรชีวิตสั้นและเข้าใหม่จากแปลงข้างเคียงได้
- สวนมะพร้าวที่พบรูเจาะบนยอดและใบเป็นรูปสามเหลี่ยม เป้าหมายคือหนอนด้วงแรดที่อยู่ในกองเศษซากพืชผุรอบสวน ใช้เมตาไรเซียมใส่กองล่อ ไม่ใช่พ่นบนต้น เพราะพ่นบนต้นแทบไม่ถูกตัวหนอนเลย
- นาข้าวที่เริ่มพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่โคนกอ ใช้บิวเวอเรียโดยต้องพ่นให้ละอองลงถึงโคนกอใต้ทรงพุ่มข้าว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แมลงอาศัยจริง การพ่นแค่ปลายใบจะไม่เกิดผล
- ไร่อ้อยที่พบกออ้อยตายเป็นหย่อมและมีหนอนด้วงกัดเหง้า ใช้เมตาไรเซียมรองพื้นร่องปลูกหรือใส่พร้อมการใส่ปุ๋ยรองพื้นขณะดินชื้น
สิ่งที่เชื้อสองตัวนี้ทำไม่ได้
- ไม่ฆ่าไข่แมลง เปลือกไข่ไม่ใช่สภาพที่เชื้อเจาะเข้าได้ดี จึงต้องพ่นซ้ำตามรอบการฟักของแมลง ไม่ใช่พ่นครั้งเดียวจบ
- ไม่ได้ผลกับหนอนที่อยู่ในลำต้นหรือในผล เช่น หนอนเจาะลำต้นและหนอนเจาะผล เพราะสปอร์เข้าไม่ถึงตัว ต้องใช้วิธีอื่นร่วม เช่น กับดักฟีโรโมนและการห่อผล
- ไม่คุมโรคพืช ทั้งโรคจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส เป็นคนละกลุ่มชีวภัณฑ์อย่างสิ้นเชิง
- ไม่กำจัดวัชพืชและไม่ใช่ปุ๋ย แม้บางผลิตภัณฑ์จะโฆษณาผลพลอยได้ ก็ไม่ควรใช้แทนการจัดการธาตุอาหาร
- ไม่เหมาะกับการดับไฟเมื่อระบาดหนักแล้ว เมื่อประชากรแมลงหนาแน่นจนใบไหม้เป็นวงกว้าง เวลารอ 5-7 วันอาจสายเกินไป กรณีเช่นนี้ต้องปรึกษาเจ้าหน้าที่อารักขาพืชเรื่องแผนจัดการที่เหมาะสม แล้วจึงกลับมาใช้ชีวภัณฑ์เพื่อคุมประชากรระยะยาว
- ไม่แยกว่าเป็นแมลงดีหรือแมลงร้าย เชื้อเข้าทำลายแมลงกลุ่มอื่นได้ด้วย จึงควรพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดและหลีกเลี่ยงช่วงที่ผึ้งออกหาอาหาร
เงื่อนไขความชื้นและเวลาพ่นที่ทำให้เชื้อไม่ตาย
นี่คือหัวใจที่แยกคนที่ใช้แล้วได้ผลกับคนที่ใช้แล้วบอกว่าไม่ได้ผล เพราะสปอร์เป็นสิ่งมีชีวิต ทั้งแสงแดด ความร้อน และความแห้ง ล้วนฆ่ามันได้ก่อนที่มันจะทำงาน
- ความชื้นสัมพัทธ์ ช่วงสปอร์งอกต้องการความชื้นสูง โดยทั่วไปเอกสารส่งเสริมแนะนำให้พ่นในสภาพที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่าราว 70-80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางปฏิบัติคือช่วงหลังพระอาทิตย์ตกและช่วงเช้ามืดที่มีน้ำค้าง ในฤดูแล้งที่อากาศแห้งจัด ควรให้น้ำแปลงก่อนพ่นเพื่อยกความชื้นในทรงพุ่ม
- เวลาพ่น ช่วงเย็นตั้งแต่ราว 16.30 น. เป็นต้นไป หรือเช้ามืดก่อนแดดแรง ห้ามพ่นช่วงสายถึงบ่ายเด็ดขาด เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตทำลายสปอร์ได้ภายในเวลาไม่นาน
- อุณหภูมิ เชื้อทำงานได้ดีในช่วงราว 25-30 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิสูงเกินราว 35 องศาเซลเซียส การงอกของสปอร์จะลดลงชัดเจน นี่คือเหตุผลที่ผลลัพธ์ในเดือนเมษายนมักด้อยกว่าในฤดูฝน
- ฝนหลังพ่น ถ้าฝนตกหนักภายในราว 4-6 ชั่วโมงหลังพ่น ให้ถือว่าต้องพ่นซ้ำ เพราะสปอร์ถูกชะออกจากใบก่อนงอกเข้าตัวแมลง
- คุณภาพน้ำที่ผสม ใช้น้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีน ถ้าจำเป็นต้องใช้น้ำประปา ให้พักไว้อย่างน้อยหนึ่งคืน และหลีกเลี่ยงน้ำที่เป็นด่างจัด เพราะทำให้สปอร์เสื่อมสภาพเร็ว
- อายุน้ำเชื้อในถัง ผสมแล้วต้องพ่นให้หมดภายในไม่กี่ชั่วโมงในวันเดียวกัน ห้ามผสมค้างคืนแล้วพ่นเช้าวันรุ่งขึ้น
- ความละเอียดของละออง ต้องพ่นให้ถูกตัวแมลง จึงต้องเปิดใต้ใบและซอกกาบ การพ่นแบบกวาดผ่านเร็ว ๆ บนทรงพุ่มอย่างเดียวมักไม่พอ
อัตราใช้และการเตรียม
สำหรับเชื้อสดที่ขยายบนเมล็ดข้าวเอง แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือขยำเชื้อสดในน้ำสะอาดแล้วกรองเอากากออกก่อนพ่น โดยอัตราส่วนเชื้อสดต่อน้ำที่ระบุในเอกสารส่งเสริมจะแตกต่างกันตามชนิดเชื้อ ชนิดพืช และระดับการระบาด ส่วนการใช้เมตาไรเซียมกับด้วงแรดมะพร้าว วิธีมาตรฐานคือทำกองล่อจากเศษซากพืชผุหรือปุ๋ยหมักแล้วใส่เชื้อลงในกอง คลุกให้ทั่วและรดน้ำให้ชื้นสม่ำเสมอ แล้วคลุมกองด้วยทางมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้น
อัตราที่ระบุในคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรมีการปรับปรุงเป็นระยะ และแตกต่างกันระหว่างเชื้อสดที่ขยายเองกับผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียน ให้ยึดอัตราบนฉลากผลิตภัณฑ์เป็นหลักเสมอเมื่อใช้ของที่ซื้อมา และขอเอกสารคำแนะนำฉบับปัจจุบันจากสำนักงานเกษตรอำเภอหรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชสำหรับกรณีที่ขยายเชื้อเอง อย่าคาดเดาอัตราเอง เพราะการใช้เข้มข้นเกินไม่ได้เพิ่มผลแต่เพิ่มต้นทุน ส่วนการใช้เจือจางเกินทำให้เชื้อไม่ถึงระดับที่ก่อโรคในแมลงได้
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ใช้แล้วไม่ได้ผล
- ผสมรวมถังกับสารป้องกันกำจัดโรคพืช นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง สารกลุ่มที่ออกฤทธิ์กับเชื้อรา เช่น กลุ่มเบนซิมิดาโซล กลุ่มไดไทโอคาร์บาเมต กลุ่มไตรอะโซล และกลุ่มสโตรบิลูริน ฆ่าบิวเวอเรียและเมตาไรเซียมเช่นเดียวกับที่ฆ่าเชื้อราโรคพืช การผสมรวมถังเท่ากับเทเงินทิ้ง
- ไม่เว้นระยะหลังพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช แม้ไม่ผสมรวมถัง แต่ถ้าพ่นห่างกันเพียงวันเดียว สารตกค้างบนใบก็ยังฆ่าสปอร์ได้ แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือเว้นอย่างน้อยราว 7-10 วัน และอ่านฉลากเรื่องระยะตกค้างของสารนั้น ๆ ประกอบ
- พ่นตอนสายหรือบ่าย สปอร์เสียหายจากแสงแดดและความร้อนก่อนจะงอก
- พ่นในวันที่อากาศแห้งจัดโดยไม่ยกความชื้นก่อน เชื้อจะไม่งอก และเกษตรกรจะสรุปผิดว่าเชื้อไม่ดี
- พ่นครั้งเดียวแล้วเลิก เนื่องจากเชื้อไม่ฆ่าไข่ แมลงรุ่นใหม่ที่ฟักออกมาจะกลับมาระบาด ต้องพ่นซ้ำตามรอบ 5-7 วัน อย่างน้อย 2-3 ครั้ง
- ผสมค้างคืน สปอร์เริ่มงอกในถังแล้วตายเพราะไม่มีแมลงให้เข้า
- เก็บเชื้อไว้ในรถกลางแดดหรือในโรงเก็บที่ร้อนจัด ความร้อนสะสมทำให้สปอร์ตายทั้งถุงก่อนถึงแปลง
- ใช้ผิดตัวกับผิดตำแหน่ง เช่น พ่นเมตาไรเซียมบนใบเพื่อหวังคุมเพลี้ยไฟ หรือราดบิวเวอเรียลงกองเศษพืชเพื่อหวังคุมหนอนด้วงแรด ทั้งสองกรณีคือเลือกเครื่องมือผิดงาน
- ใช้สารจับใบที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ สารจับใบบางชนิดมีส่วนผสมที่ทำลายสปอร์ ให้สอบถามชนิดที่ใช้ร่วมกับชีวภัณฑ์ได้จากเจ้าหน้าที่ก่อน
แผนการใช้ที่เป็นระบบ ไม่ใช่พ่นเมื่อเห็นแมลง
ชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้เป็นการควบคุมประชากรตั้งแต่ระดับการระบาดยังต่ำ แผนที่ใช้ได้จริงในแปลงคือ
- สำรวจแปลงสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย สุ่มนับจุดกระจายทั่วแปลง บันทึกว่าพบแมลงกี่ตัวต่อยอดหรือต่อกอ เพื่อรู้แนวโน้มก่อนที่จะระบาดหนัก
- เริ่มพ่นทันทีที่พบระยะแรก ไม่ต้องรอให้ใบไหม้หรือยอดหงิก เพราะเวลาที่เชื้อต้องใช้คือ 3-7 วัน ต้องเผื่อเวลานี้ไว้ในแผน
- พ่นซ้ำตามรอบ ทุก 5-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง แล้วประเมินจากการสำรวจอีกครั้ง
- ตรวจหาซากแมลงขึ้นรา ในวันที่ 4-7 หลังพ่นครั้งแรก ถ้าพบซากขึ้นราขาวหรือเขียว แปลว่าเชื้อทำงาน ให้เดินแผนต่อ ถ้าไม่พบเลย ให้ทบทวนเรื่องเวลาพ่น ความชื้น และการผสมสารอื่น
- รักษาสภาพแวดล้อมให้เชื้ออยู่ได้ เช่น คลุมโคนด้วยเศษพืชเพื่อรักษาความชื้นดิน และลดการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชเท่าที่จำเป็น
ในสวนที่ทำอย่างต่อเนื่องหลายฤดู เชื้อจะสะสมในแปลงจากซากแมลงที่ตายและช่วยกดประชากรศัตรูพืชในระดับพื้นฐานได้ ซึ่งเป็นผลที่ไม่เกิดจากการพ่นครั้งเดียว หากต้องวางแผนรอบการดูแลทั้งฤดู ลองใช้ เครื่องมือวางแผนฟาร์ม จดรอบการสำรวจและรอบการพ่นไว้
ขอเชื้อและซื้ออย่างไรให้ได้ของที่ยังมีชีวิต
- ขอรับเชื้อและเข้าอบรมวิธีขยายเชื้อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดของกรมวิชาการเกษตร ควรโทรสอบถามก่อนเดินทางเพราะเชื้อมีรอบผลิตและอาจหมดสต๊อก
- ถ้าซื้อผลิตภัณฑ์เชิงการค้า ให้เลือกเฉพาะที่มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายจากกรมวิชาการเกษตรบนฉลาก พร้อมระบุชนิดเชื้อ ปริมาณสปอร์ต่อกรัม วันผลิต และวันหมดอายุ
- ตรวจสภาพสินค้าก่อนรับ ถุงเชื้อสดที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว มีสีดำหรือสีชมพูปน หรือเปียกแฉะ ให้ปฏิเสธไม่รับ
- ขนกลับโดยไม่วางในรถที่จอดตากแดด และใช้ให้เร็วที่สุดตามอายุที่หน่วยงานหรือฉลากระบุ
- เก็บในที่เย็นและมืดตามคำแนะนำ ห้ามแช่ช่องแข็ง
สรุป
บิวเวอเรียและเมตาไรเซียมกำจัดแมลงได้จริง แต่เป็นเครื่องมือคนละแบบกับสารเคมี ต้องวัดผลด้วยซากแมลงที่ขึ้นราในวันที่สี่ถึงเจ็ด ไม่ใช่ด้วยการล้มทันที และต้องเลือกให้ตรงตำแหน่ง คือบิวเวอเรียสำหรับแมลงปากดูดบนต้นพืช เมตาไรเซียมสำหรับด้วงและหนอนในดินหรือในกองเศษพืช
สามเงื่อนไขที่ตัดสินความสำเร็จคือพ่นช่วงเย็นหรือเช้ามืดเลี่ยงแสงแดด จัดความชื้นให้พอในช่วงสปอร์งอก และห้ามให้เชื้อเจอสารป้องกันกำจัดโรคพืชทั้งในถังและบนใบ อัตราการใช้และคำแนะนำอาจปรับปรุงตามงานวิจัยใหม่ ให้ยึดฉลากผลิตภัณฑ์และเอกสารคำแนะนำฉบับล่าสุดจากหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการใช้เชื้อราบิวเวอเรียและเมตาไรเซียมควบคุมแมลงศัตรูพืช และการตรวจสอบทะเบียนวัตถุอันตรายของผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์
- กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการผลิตขยายชีวภัณฑ์และการขอรับเชื้อผ่านศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช
- สำนักงานเกษตรอำเภอและคลินิกพืชของสำนักงานเกษตรจังหวัด — บริการวินิจฉัยศัตรูพืชและคำแนะนำอัตราการใช้ที่เหมาะกับพืชและพื้นที่
- สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ — ข้อกำหนดเรื่องปัจจัยการผลิตที่ใช้ได้ในระบบการผลิตที่ขอการรับรองมาตรฐาน
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สังเกตอาการ แมลงพาหะ และวิธีจัดการ
โรคพุ่มแจ้ทำให้มันสำปะหลังแคระ แตกยอดเป็นพุ่มฝอย และมีเส้นดำใต้เปลือก บทความนี้เล่าอาการ หลักฐานเรื่องพาหะที่ยังไม่ตรงกัน และแนวทางจัดการตามกรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แมลงวันผลไม้เจาะผลมะม่วง ใช้กับดักและเหยื่อโปรตีนอย่างไรให้ได้ผล
กับดักเมทิลยูจีนอลกับเหยื่อโปรตีนทำงานต่างกัน บทความนี้อธิบายวิธีใช้คู่กับการห่อผลและสุขาภิบาลสวนตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ข้าวนาปรังเจออากาศหนาว ใบเหลือง ต้นชะงัก เมล็ดลีบ ต้องแก้อย่างไร
ข้าวกระทบหนาวเกิดเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส อาการต่างกันตามระยะของต้นข้าว บทความนี้แยกอาการแต่ละระยะ วิธีแก้ที่หน่วยงานรัฐแนะนำ และการวางวันปลูกรอบหน้าเพื่อหลบหนาว
โรคสัตว์เลี้ยงหลังน้ำท่วม ฉี่หนูในสุนัข อาการแบบไหนต้องพาไปหาหมอ
หลังน้ำลด เจ้าของหมาแมวหลายคนเจอคำถามเดียวกัน หมาซึมไปสองวัน ไม่ยอมกินข้าว เป็นแค่เหนื่อยจากการอพยพ หรือเริ่มป่วยแล้ว บทความนี้ไม่ใช่คู่มือดูแลสัตว์ทั
โรคสัตว์หลังน้ำท่วมและการทำวัคซีน ควรทำเมื่อไหร่
หลังน้ำลด คนเลี้ยงสัตว์มักถามคำถามเดียวกันว่า ควรรีบฉีดวัคซีนทั้งฝูงเลยไหม หรือควรรอ คำตอบขึ้นกับว่าสัตว์ตอนนี้อยู่ในสภาพไหน และโรคที่เสี่ยงคือโรคอะไร
ไม้ผลรากเน่าหลังน้ำท่วม สังเกตอาการและแก้อย่างไร
หลายสวนเจอปัญหาเดียวกันหลังน้ำลด คือ ช่วงแรกต้นไม้ผลยังดูปกติ แต่ผ่านไปไม่นานใบเริ่มเหลือง ร่วงทีละน้อย บางต้นยืนต้นแห้งตายทั้งที่น้ำลดไปแล้ว นี่คืออา
คำถามที่พบบ่อย
พ่นบิวเวอเรียแล้วกี่วันถึงจะรู้ว่าได้ผล
ให้ดูสองสัญญาณคือแมลงเริ่มเคลื่อนไหวช้าและกินน้อยลงในวันที่สองถึงสาม และพบซากแมลงขึ้นราสีขาวตามใต้ใบหรือซอกกาบในวันที่สี่ถึงเจ็ด ถ้าครบเจ็ดวันแล้วไม่พบซากขึ้นราเลย ให้ทบทวนเรื่องเวลาที่พ่น ความชื้นในวันนั้น และว่ามีการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชใกล้กันหรือไม่
ใช้บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมพร้อมกันในถังเดียวได้ไหม
โดยหลักการเชื้อทั้งสองไม่ได้ฆ่ากันเอง แต่การผสมรวมกันมักไม่จำเป็น เพราะเป้าหมายและตำแหน่งที่ใช้ต่างกัน การพ่นบนใบเพื่อคุมแมลงปากดูดใช้บิวเวอเรียก็เพียงพอ ส่วนเมตาไรเซียมควรไปอยู่ในกองล่อหรือในดินซึ่งเป็นที่ที่แมลงเป้าหมายอยู่จริง ควรสอบถามเจ้าหน้าที่อารักขาพืชก่อนหากต้องการใช้ร่วมกันในแปลงเดียว
ชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ปลอดภัยกับผึ้งและแมลงศัตรูธรรมชาติหรือไม่
เชื้อเข้าทำลายแมลงได้หลายกลุ่มจึงไม่ถือว่าปลอดภัยต่อแมลงทุกชนิดโดยสมบูรณ์ แนวปฏิบัติที่ดีคือพ่นช่วงเย็นซึ่งผึ้งกลับรังแล้ว หลีกเลี่ยงการพ่นช่วงพืชกำลังบานเต็มที่ และพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดแทนการพ่นครอบทั้งแปลง หากในพื้นที่มีการเลี้ยงผึ้ง ควรแจ้งผู้เลี้ยงล่วงหน้า
ใช้ชีวภัณฑ์แล้วยังต้องใช้สารเคมีอยู่ไหม
ขึ้นกับระดับการระบาดและชนิดพืช ในระบบที่จัดการดี ชีวภัณฑ์ทำหน้าที่กดประชากรตั้งแต่ระดับต่ำจึงลดความจำเป็นในการใช้สารเคมีลงได้ แต่ในกรณีระบาดรุนแรงเฉียบพลัน ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่อารักขาพืชเรื่องแผนจัดการที่เหมาะสมกับพืชและระยะการเจริญเติบโตนั้น และหากต้องใช้สารเคมี ให้อ่านฉลากและเว้นระยะก่อนกลับมาใช้ชีวภัณฑ์อีกครั้ง
ชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ใช้ในแปลงที่ขอการรับรองมาตรฐานได้หรือไม่
โดยทั่วไปชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องสามารถใช้ในระบบการผลิตที่ขอการรับรองได้ แต่เงื่อนไขของแต่ละมาตรฐานต่างกันและมีการปรับปรุงเป็นระยะ ให้ตรวจสอบรายการปัจจัยการผลิตที่อนุญาตกับหน่วยรับรองที่คุณขอการรับรองอยู่ก่อนใช้ และเก็บใบเสร็จกับฉลากไว้เป็นหลักฐานการใช้ทุกครั้ง
