โรคและการดูแลเผยแพร่ 18 กันยายน 2569

บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมกำจัดเพลี้ยได้จริงไหม ใช้ต่างกันยังไง

บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมต่างกันยังไง ใช้กับแมลงกลุ่มไหน พ่นเวลาใดและต้องการความชื้นเท่าไร ทำไมห้ามผสมกับสารกำจัดโรคพืช พร้อมวิธีตรวจผลจากซากแมลงขึ้นรา

บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมกำจัดเพลี้ยได้จริงไหม ใช้ต่างกันยังไง

คำตอบสั้น ๆ

บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมทำงานคนละจุด บทความนี้เทียบชนิดแมลงเป้าหมาย ตำแหน่งที่ใช้ เงื่อนไขความชื้นและเวลาพ่น พร้อมวิธีดูว่าได้ผลจริงจากซากแมลงที่ขึ้นรา

คำตอบเร็ว: ได้ผลจริงกับเพลี้ยหลายชนิด แต่ไม่ใช่แบบล้มทันทีเหมือนสารเคมี เชื้อต้องงอกเจาะผนังลำตัวแมลง จึงใช้เวลาประมาณ 3-7 วันกว่าแมลงจะตาย ความต่างหลักคือบิวเวอเรียเน้นแมลงปากดูดบนต้นพืชอย่างเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว ส่วนเมตาไรเซียมเด่นกับตัวหนอนและด้วงที่อยู่ในดินหรือในกองเศษพืช เช่น ด้วงแรดมะพร้าวและด้วงหนวดยาวอ้อย เงื่อนไขที่ทำให้ใช้แล้วไม่ได้ผลคือพ่นกลางแดด ความชื้นต่ำ และผสมรวมถังกับสารป้องกันกำจัดโรคพืช

คำถามที่เจอบ่อยที่สุดในกลุ่มเกษตรกรคือ พ่นบิวเวอเรียไปแล้วสองวัน เพลี้ยไฟยังเดินอยู่เต็มใบ แปลว่าใช้ไม่ได้ผลใช่ไหม คำตอบคือยังตัดสินไม่ได้ เพราะกลไกของชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ไม่ใช่สารพิษที่แมลงกินแล้วตาย แต่เป็นเชื้อราที่ต้องงอกเข้าไปเจริญในตัวแมลงก่อน ช่วงเวลาที่ต้องรอจึงเป็นคนละสเกลกับที่คุ้นเคย

บทความนี้เจาะเฉพาะเชื้อราที่ใช้กำจัดแมลงสองตัว คือบิวเวอเรียกับเมตาไรเซียม ซึ่งเป็นคนละงานกับเชื้อราที่ใช้คุมโรคพืชในดิน ถ้าปัญหาของคุณคือรากเน่าโคนเน่าหรือต้นเหี่ยว ให้ดูบทความเรื่องชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืชในหมวด โรคและการดูแล แทน เพราะใช้สลับกันไม่ได้

เชื้อสองตัวนี้ทำงานอย่างไร และทำไมถึงไม่ล้มทันที

ภาพประกอบ เชื้อสองตัวนี้ทำงานอย่างไร และทำไมถึงไม่ล้มทันที

บิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) และเมตาไรเซียม (Metarhizium anisopliae) เป็นเชื้อราก่อโรคในแมลงที่พบตามธรรมชาติในดินไทย ทั้งคู่ทำงานผ่านการสัมผัสภายนอกลำตัว ไม่ใช่การกินเข้าไป ลำดับเหตุการณ์หลังสปอร์เกาะติดตัวแมลงเป็นดังนี้

  1. สปอร์เกาะบนผนังลำตัวแมลงและงอกเป็นเส้นใยภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน โดยต้องมีความชื้นเพียงพอในช่วงนี้
  2. เส้นใยปล่อยเอนไซม์ย่อยผนังลำตัวและเจาะทะลุเข้าไปในช่องท้อง
  3. เชื้อเจริญในตัวแมลง แมลงเริ่มกินน้อยลงและเคลื่อนไหวช้าลงภายในราว 2-3 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสียหายต่อพืชลดลงแล้วแม้แมลงยังไม่ตาย
  4. แมลงตายในราว 3-7 วันสำหรับบิวเวอเรียกับแมลงปากดูดตัวเล็ก และนานกว่านั้นสำหรับเมตาไรเซียมกับด้วงตัวใหญ่ที่อาจใช้เวลาราว 7-14 วัน
  5. เส้นใยเจริญออกนอกซากแล้วสร้างสปอร์ ซากแมลงจะแข็งและมีราสีขาวปกคลุมในกรณีบิวเวอเรีย หรือราสีเขียวมะกอกในกรณีเมตาไรเซียม ซากเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเชื้อที่แพร่ต่อในแปลง

สิ่งที่เกษตรกรควรใช้เป็นตัวชี้วัดจึงไม่ใช่ "เพลี้ยตายภายในกี่ชั่วโมง" แต่เป็น "พบซากแมลงขึ้นราสีขาวหรือเขียวบนใบและตามซอกกาบหรือไม่ภายในสัปดาห์แรก" ซึ่งเป็นหลักฐานตรงว่าเชื้อทำงาน

บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมต่างกันตรงไหน

ความต่างที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือ "แมลงเป้าหมายอยู่ที่ไหน" มากกว่าชนิดของแมลงเพียงอย่างเดียว บิวเวอเรียถูกใช้เป็นหลักกับแมลงที่เกาะกินอยู่บนส่วนเหนือดินซึ่งพ่นให้ถูกตัวได้ ส่วนเมตาไรเซียมถูกใช้เป็นหลักกับแมลงที่ใช้ชีวิตช่วงสำคัญอยู่ในดินหรือในกองเศษพืชที่ชื้นและมืด ซึ่งเป็นสภาพที่เชื้ออยู่ได้นาน

หัวข้อบิวเวอเรียเมตาไรเซียม
สีของราบนซากแมลงขาวถึงขาวครีมเขียวมะกอกถึงเขียวเข้ม
กลุ่มแมลงเป้าหมายหลักแมลงปากดูดบนต้นพืช เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงหวี่ขาวด้วงและตัวหนอนในดินหรือในกองเศษพืช เช่น ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงหนวดยาวอ้อย หนอนด้วงในดิน ปลวก
ตำแหน่งที่ใช้พ่นบนต้นพืช เน้นใต้ใบ ยอดอ่อน และซอกกาบโรยหรือคลุกในกองล่อ กองปุ๋ยหมัก ตอไม้ผุ หรือราดลงดิน
ระยะเวลาเห็นผลแมลงหยุดกินราว 2-3 วัน ตายราว 3-7 วันตัวหนอนด้วงตายราว 7-14 วัน ขึ้นกับขนาดและอุณหภูมิ
ความถี่ที่แนะนำพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้งในช่วงระบาดเติมเชื้อในกองล่อทุกประมาณ 2-3 เดือน หรือเมื่อกองเริ่มยุบและแห้ง
จุดที่ตัดสินความสำเร็จละอองพ่นต้องถูกตัวแมลงและความชื้นหลังพ่นต้องสูงกองล่อต้องชื้นสม่ำเสมอและไม่โดนแดดเผาแห้ง

ตัวอย่างการเลือกใช้ในสถานการณ์จริง

  • สวนมะม่วงช่วงแทงช่อดอกแล้วเจอเพลี้ยไฟ เป้าหมายอยู่ในช่อดอกและยอดอ่อน ใช้บิวเวอเรียพ่นตอนเย็น เน้นให้ละอองเข้าถึงในช่อ และต้องพ่นซ้ำตามรอบเพราะเพลี้ยไฟมีวงจรชีวิตสั้นและเข้าใหม่จากแปลงข้างเคียงได้
  • สวนมะพร้าวที่พบรูเจาะบนยอดและใบเป็นรูปสามเหลี่ยม เป้าหมายคือหนอนด้วงแรดที่อยู่ในกองเศษซากพืชผุรอบสวน ใช้เมตาไรเซียมใส่กองล่อ ไม่ใช่พ่นบนต้น เพราะพ่นบนต้นแทบไม่ถูกตัวหนอนเลย
  • นาข้าวที่เริ่มพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่โคนกอ ใช้บิวเวอเรียโดยต้องพ่นให้ละอองลงถึงโคนกอใต้ทรงพุ่มข้าว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แมลงอาศัยจริง การพ่นแค่ปลายใบจะไม่เกิดผล
  • ไร่อ้อยที่พบกออ้อยตายเป็นหย่อมและมีหนอนด้วงกัดเหง้า ใช้เมตาไรเซียมรองพื้นร่องปลูกหรือใส่พร้อมการใส่ปุ๋ยรองพื้นขณะดินชื้น

สิ่งที่เชื้อสองตัวนี้ทำไม่ได้

  • ไม่ฆ่าไข่แมลง เปลือกไข่ไม่ใช่สภาพที่เชื้อเจาะเข้าได้ดี จึงต้องพ่นซ้ำตามรอบการฟักของแมลง ไม่ใช่พ่นครั้งเดียวจบ
  • ไม่ได้ผลกับหนอนที่อยู่ในลำต้นหรือในผล เช่น หนอนเจาะลำต้นและหนอนเจาะผล เพราะสปอร์เข้าไม่ถึงตัว ต้องใช้วิธีอื่นร่วม เช่น กับดักฟีโรโมนและการห่อผล
  • ไม่คุมโรคพืช ทั้งโรคจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส เป็นคนละกลุ่มชีวภัณฑ์อย่างสิ้นเชิง
  • ไม่กำจัดวัชพืชและไม่ใช่ปุ๋ย แม้บางผลิตภัณฑ์จะโฆษณาผลพลอยได้ ก็ไม่ควรใช้แทนการจัดการธาตุอาหาร
  • ไม่เหมาะกับการดับไฟเมื่อระบาดหนักแล้ว เมื่อประชากรแมลงหนาแน่นจนใบไหม้เป็นวงกว้าง เวลารอ 5-7 วันอาจสายเกินไป กรณีเช่นนี้ต้องปรึกษาเจ้าหน้าที่อารักขาพืชเรื่องแผนจัดการที่เหมาะสม แล้วจึงกลับมาใช้ชีวภัณฑ์เพื่อคุมประชากรระยะยาว
  • ไม่แยกว่าเป็นแมลงดีหรือแมลงร้าย เชื้อเข้าทำลายแมลงกลุ่มอื่นได้ด้วย จึงควรพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดและหลีกเลี่ยงช่วงที่ผึ้งออกหาอาหาร

เงื่อนไขความชื้นและเวลาพ่นที่ทำให้เชื้อไม่ตาย

นี่คือหัวใจที่แยกคนที่ใช้แล้วได้ผลกับคนที่ใช้แล้วบอกว่าไม่ได้ผล เพราะสปอร์เป็นสิ่งมีชีวิต ทั้งแสงแดด ความร้อน และความแห้ง ล้วนฆ่ามันได้ก่อนที่มันจะทำงาน

  • ความชื้นสัมพัทธ์ ช่วงสปอร์งอกต้องการความชื้นสูง โดยทั่วไปเอกสารส่งเสริมแนะนำให้พ่นในสภาพที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่าราว 70-80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางปฏิบัติคือช่วงหลังพระอาทิตย์ตกและช่วงเช้ามืดที่มีน้ำค้าง ในฤดูแล้งที่อากาศแห้งจัด ควรให้น้ำแปลงก่อนพ่นเพื่อยกความชื้นในทรงพุ่ม
  • เวลาพ่น ช่วงเย็นตั้งแต่ราว 16.30 น. เป็นต้นไป หรือเช้ามืดก่อนแดดแรง ห้ามพ่นช่วงสายถึงบ่ายเด็ดขาด เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตทำลายสปอร์ได้ภายในเวลาไม่นาน
  • อุณหภูมิ เชื้อทำงานได้ดีในช่วงราว 25-30 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิสูงเกินราว 35 องศาเซลเซียส การงอกของสปอร์จะลดลงชัดเจน นี่คือเหตุผลที่ผลลัพธ์ในเดือนเมษายนมักด้อยกว่าในฤดูฝน
  • ฝนหลังพ่น ถ้าฝนตกหนักภายในราว 4-6 ชั่วโมงหลังพ่น ให้ถือว่าต้องพ่นซ้ำ เพราะสปอร์ถูกชะออกจากใบก่อนงอกเข้าตัวแมลง
  • คุณภาพน้ำที่ผสม ใช้น้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีน ถ้าจำเป็นต้องใช้น้ำประปา ให้พักไว้อย่างน้อยหนึ่งคืน และหลีกเลี่ยงน้ำที่เป็นด่างจัด เพราะทำให้สปอร์เสื่อมสภาพเร็ว
  • อายุน้ำเชื้อในถัง ผสมแล้วต้องพ่นให้หมดภายในไม่กี่ชั่วโมงในวันเดียวกัน ห้ามผสมค้างคืนแล้วพ่นเช้าวันรุ่งขึ้น
  • ความละเอียดของละออง ต้องพ่นให้ถูกตัวแมลง จึงต้องเปิดใต้ใบและซอกกาบ การพ่นแบบกวาดผ่านเร็ว ๆ บนทรงพุ่มอย่างเดียวมักไม่พอ

อัตราใช้และการเตรียม

สำหรับเชื้อสดที่ขยายบนเมล็ดข้าวเอง แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือขยำเชื้อสดในน้ำสะอาดแล้วกรองเอากากออกก่อนพ่น โดยอัตราส่วนเชื้อสดต่อน้ำที่ระบุในเอกสารส่งเสริมจะแตกต่างกันตามชนิดเชื้อ ชนิดพืช และระดับการระบาด ส่วนการใช้เมตาไรเซียมกับด้วงแรดมะพร้าว วิธีมาตรฐานคือทำกองล่อจากเศษซากพืชผุหรือปุ๋ยหมักแล้วใส่เชื้อลงในกอง คลุกให้ทั่วและรดน้ำให้ชื้นสม่ำเสมอ แล้วคลุมกองด้วยทางมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้น

อัตราที่ระบุในคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรมีการปรับปรุงเป็นระยะ และแตกต่างกันระหว่างเชื้อสดที่ขยายเองกับผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียน ให้ยึดอัตราบนฉลากผลิตภัณฑ์เป็นหลักเสมอเมื่อใช้ของที่ซื้อมา และขอเอกสารคำแนะนำฉบับปัจจุบันจากสำนักงานเกษตรอำเภอหรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชสำหรับกรณีที่ขยายเชื้อเอง อย่าคาดเดาอัตราเอง เพราะการใช้เข้มข้นเกินไม่ได้เพิ่มผลแต่เพิ่มต้นทุน ส่วนการใช้เจือจางเกินทำให้เชื้อไม่ถึงระดับที่ก่อโรคในแมลงได้

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ใช้แล้วไม่ได้ผล

  • ผสมรวมถังกับสารป้องกันกำจัดโรคพืช นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง สารกลุ่มที่ออกฤทธิ์กับเชื้อรา เช่น กลุ่มเบนซิมิดาโซล กลุ่มไดไทโอคาร์บาเมต กลุ่มไตรอะโซล และกลุ่มสโตรบิลูริน ฆ่าบิวเวอเรียและเมตาไรเซียมเช่นเดียวกับที่ฆ่าเชื้อราโรคพืช การผสมรวมถังเท่ากับเทเงินทิ้ง
  • ไม่เว้นระยะหลังพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช แม้ไม่ผสมรวมถัง แต่ถ้าพ่นห่างกันเพียงวันเดียว สารตกค้างบนใบก็ยังฆ่าสปอร์ได้ แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือเว้นอย่างน้อยราว 7-10 วัน และอ่านฉลากเรื่องระยะตกค้างของสารนั้น ๆ ประกอบ
  • พ่นตอนสายหรือบ่าย สปอร์เสียหายจากแสงแดดและความร้อนก่อนจะงอก
  • พ่นในวันที่อากาศแห้งจัดโดยไม่ยกความชื้นก่อน เชื้อจะไม่งอก และเกษตรกรจะสรุปผิดว่าเชื้อไม่ดี
  • พ่นครั้งเดียวแล้วเลิก เนื่องจากเชื้อไม่ฆ่าไข่ แมลงรุ่นใหม่ที่ฟักออกมาจะกลับมาระบาด ต้องพ่นซ้ำตามรอบ 5-7 วัน อย่างน้อย 2-3 ครั้ง
  • ผสมค้างคืน สปอร์เริ่มงอกในถังแล้วตายเพราะไม่มีแมลงให้เข้า
  • เก็บเชื้อไว้ในรถกลางแดดหรือในโรงเก็บที่ร้อนจัด ความร้อนสะสมทำให้สปอร์ตายทั้งถุงก่อนถึงแปลง
  • ใช้ผิดตัวกับผิดตำแหน่ง เช่น พ่นเมตาไรเซียมบนใบเพื่อหวังคุมเพลี้ยไฟ หรือราดบิวเวอเรียลงกองเศษพืชเพื่อหวังคุมหนอนด้วงแรด ทั้งสองกรณีคือเลือกเครื่องมือผิดงาน
  • ใช้สารจับใบที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ สารจับใบบางชนิดมีส่วนผสมที่ทำลายสปอร์ ให้สอบถามชนิดที่ใช้ร่วมกับชีวภัณฑ์ได้จากเจ้าหน้าที่ก่อน

แผนการใช้ที่เป็นระบบ ไม่ใช่พ่นเมื่อเห็นแมลง

ชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้เป็นการควบคุมประชากรตั้งแต่ระดับการระบาดยังต่ำ แผนที่ใช้ได้จริงในแปลงคือ

  1. สำรวจแปลงสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย สุ่มนับจุดกระจายทั่วแปลง บันทึกว่าพบแมลงกี่ตัวต่อยอดหรือต่อกอ เพื่อรู้แนวโน้มก่อนที่จะระบาดหนัก
  2. เริ่มพ่นทันทีที่พบระยะแรก ไม่ต้องรอให้ใบไหม้หรือยอดหงิก เพราะเวลาที่เชื้อต้องใช้คือ 3-7 วัน ต้องเผื่อเวลานี้ไว้ในแผน
  3. พ่นซ้ำตามรอบ ทุก 5-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง แล้วประเมินจากการสำรวจอีกครั้ง
  4. ตรวจหาซากแมลงขึ้นรา ในวันที่ 4-7 หลังพ่นครั้งแรก ถ้าพบซากขึ้นราขาวหรือเขียว แปลว่าเชื้อทำงาน ให้เดินแผนต่อ ถ้าไม่พบเลย ให้ทบทวนเรื่องเวลาพ่น ความชื้น และการผสมสารอื่น
  5. รักษาสภาพแวดล้อมให้เชื้ออยู่ได้ เช่น คลุมโคนด้วยเศษพืชเพื่อรักษาความชื้นดิน และลดการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชเท่าที่จำเป็น

ในสวนที่ทำอย่างต่อเนื่องหลายฤดู เชื้อจะสะสมในแปลงจากซากแมลงที่ตายและช่วยกดประชากรศัตรูพืชในระดับพื้นฐานได้ ซึ่งเป็นผลที่ไม่เกิดจากการพ่นครั้งเดียว หากต้องวางแผนรอบการดูแลทั้งฤดู ลองใช้ เครื่องมือวางแผนฟาร์ม จดรอบการสำรวจและรอบการพ่นไว้

ขอเชื้อและซื้ออย่างไรให้ได้ของที่ยังมีชีวิต

  • ขอรับเชื้อและเข้าอบรมวิธีขยายเชื้อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดของกรมวิชาการเกษตร ควรโทรสอบถามก่อนเดินทางเพราะเชื้อมีรอบผลิตและอาจหมดสต๊อก
  • ถ้าซื้อผลิตภัณฑ์เชิงการค้า ให้เลือกเฉพาะที่มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายจากกรมวิชาการเกษตรบนฉลาก พร้อมระบุชนิดเชื้อ ปริมาณสปอร์ต่อกรัม วันผลิต และวันหมดอายุ
  • ตรวจสภาพสินค้าก่อนรับ ถุงเชื้อสดที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว มีสีดำหรือสีชมพูปน หรือเปียกแฉะ ให้ปฏิเสธไม่รับ
  • ขนกลับโดยไม่วางในรถที่จอดตากแดด และใช้ให้เร็วที่สุดตามอายุที่หน่วยงานหรือฉลากระบุ
  • เก็บในที่เย็นและมืดตามคำแนะนำ ห้ามแช่ช่องแข็ง

สรุป

บิวเวอเรียและเมตาไรเซียมกำจัดแมลงได้จริง แต่เป็นเครื่องมือคนละแบบกับสารเคมี ต้องวัดผลด้วยซากแมลงที่ขึ้นราในวันที่สี่ถึงเจ็ด ไม่ใช่ด้วยการล้มทันที และต้องเลือกให้ตรงตำแหน่ง คือบิวเวอเรียสำหรับแมลงปากดูดบนต้นพืช เมตาไรเซียมสำหรับด้วงและหนอนในดินหรือในกองเศษพืช

สามเงื่อนไขที่ตัดสินความสำเร็จคือพ่นช่วงเย็นหรือเช้ามืดเลี่ยงแสงแดด จัดความชื้นให้พอในช่วงสปอร์งอก และห้ามให้เชื้อเจอสารป้องกันกำจัดโรคพืชทั้งในถังและบนใบ อัตราการใช้และคำแนะนำอาจปรับปรุงตามงานวิจัยใหม่ ให้ยึดฉลากผลิตภัณฑ์และเอกสารคำแนะนำฉบับล่าสุดจากหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการใช้เชื้อราบิวเวอเรียและเมตาไรเซียมควบคุมแมลงศัตรูพืช และการตรวจสอบทะเบียนวัตถุอันตรายของผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการผลิตขยายชีวภัณฑ์และการขอรับเชื้อผ่านศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช
  • 📄สำนักงานเกษตรอำเภอและคลินิกพืชของสำนักงานเกษตรจังหวัด — บริการวินิจฉัยศัตรูพืชและคำแนะนำอัตราการใช้ที่เหมาะกับพืชและพื้นที่
  • 📄สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ — ข้อกำหนดเรื่องปัจจัยการผลิตที่ใช้ได้ในระบบการผลิตที่ขอการรับรองมาตรฐาน

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

พ่นบิวเวอเรียแล้วกี่วันถึงจะรู้ว่าได้ผล

ให้ดูสองสัญญาณคือแมลงเริ่มเคลื่อนไหวช้าและกินน้อยลงในวันที่สองถึงสาม และพบซากแมลงขึ้นราสีขาวตามใต้ใบหรือซอกกาบในวันที่สี่ถึงเจ็ด ถ้าครบเจ็ดวันแล้วไม่พบซากขึ้นราเลย ให้ทบทวนเรื่องเวลาที่พ่น ความชื้นในวันนั้น และว่ามีการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชใกล้กันหรือไม่

ใช้บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมพร้อมกันในถังเดียวได้ไหม

โดยหลักการเชื้อทั้งสองไม่ได้ฆ่ากันเอง แต่การผสมรวมกันมักไม่จำเป็น เพราะเป้าหมายและตำแหน่งที่ใช้ต่างกัน การพ่นบนใบเพื่อคุมแมลงปากดูดใช้บิวเวอเรียก็เพียงพอ ส่วนเมตาไรเซียมควรไปอยู่ในกองล่อหรือในดินซึ่งเป็นที่ที่แมลงเป้าหมายอยู่จริง ควรสอบถามเจ้าหน้าที่อารักขาพืชก่อนหากต้องการใช้ร่วมกันในแปลงเดียว

ชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ปลอดภัยกับผึ้งและแมลงศัตรูธรรมชาติหรือไม่

เชื้อเข้าทำลายแมลงได้หลายกลุ่มจึงไม่ถือว่าปลอดภัยต่อแมลงทุกชนิดโดยสมบูรณ์ แนวปฏิบัติที่ดีคือพ่นช่วงเย็นซึ่งผึ้งกลับรังแล้ว หลีกเลี่ยงการพ่นช่วงพืชกำลังบานเต็มที่ และพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดแทนการพ่นครอบทั้งแปลง หากในพื้นที่มีการเลี้ยงผึ้ง ควรแจ้งผู้เลี้ยงล่วงหน้า

ใช้ชีวภัณฑ์แล้วยังต้องใช้สารเคมีอยู่ไหม

ขึ้นกับระดับการระบาดและชนิดพืช ในระบบที่จัดการดี ชีวภัณฑ์ทำหน้าที่กดประชากรตั้งแต่ระดับต่ำจึงลดความจำเป็นในการใช้สารเคมีลงได้ แต่ในกรณีระบาดรุนแรงเฉียบพลัน ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่อารักขาพืชเรื่องแผนจัดการที่เหมาะสมกับพืชและระยะการเจริญเติบโตนั้น และหากต้องใช้สารเคมี ให้อ่านฉลากและเว้นระยะก่อนกลับมาใช้ชีวภัณฑ์อีกครั้ง

ชีวภัณฑ์กลุ่มนี้ใช้ในแปลงที่ขอการรับรองมาตรฐานได้หรือไม่

โดยทั่วไปชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องสามารถใช้ในระบบการผลิตที่ขอการรับรองได้ แต่เงื่อนไขของแต่ละมาตรฐานต่างกันและมีการปรับปรุงเป็นระยะ ให้ตรวจสอบรายการปัจจัยการผลิตที่อนุญาตกับหน่วยรับรองที่คุณขอการรับรองอยู่ก่อนใช้ และเก็บใบเสร็จกับฉลากไว้เป็นหลักฐานการใช้ทุกครั้ง