คำตอบสั้น ๆ
โรคพุ่มแจ้ทำให้มันสำปะหลังแคระ แตกยอดเป็นพุ่มฝอย และมีเส้นดำใต้เปลือก บทความนี้เล่าอาการ หลักฐานเรื่องพาหะที่ยังไม่ตรงกัน และแนวทางจัดการตามกรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คำตอบเร็ว: โรคพุ่มแจ้ทำให้ยอดมันสำปะหลังแคระ แตกตาข้างเป็นพุ่มฝอยคล้ายไม้กวาด ใบเล็กเหลืองซีด และใต้เปลือกลำต้นมีเส้นสีดำ กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าโรคติดไปกับท่อนพันธุ์และมีเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะหลัก ต้นสาบม่วงเป็นพืชอาศัยของโรค วิธีจัดการที่ตรวจได้คือ ใช้ท่อนพันธุ์จากแปลงปลอดโรค ถอนต้นผิดปกติตั้งแต่เดือนแรก กำจัดสาบม่วง และตัดส่วนที่เป็นโรคให้ลึกเลยรอยโรคอย่างน้อย 30 เซนติเมตร (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
เจ้าของไร่มันสำปะหลังหลายรายเจอเหตุการณ์คล้ายกัน คือปลูกไปได้สามสี่เดือน เดินแปลงแล้วเห็นต้นหนึ่งแตกยอดเป็นกระจุกเหมือนไม้กวาด ใบเล็กและซีด ขณะที่ต้นข้าง ๆ ยังปกติ ปล่อยไว้ก็ไม่รู้ว่าจะลามหรือไม่ ถอนทิ้งก็เสียดาย บทความนี้ตอบ 3 เรื่องตามชื่อคำถาม คือสังเกตอาการอย่างไร แมลงพาหะคืออะไรและมีหลักฐานแค่ไหน และจัดการอย่างไรก่อนลามทั้งแปลง โดยอ้างเฉพาะแหล่งที่ผมเปิดอ่านจริง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ความรู้มันสำปะหลังของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (iCassava และ CassavaHub) และงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ปี 2566
เว็บเรามีบทความเรื่องโรคใบด่างมันสำปะหลังอยู่แล้ว (โรคใบด่างมันสำปะหลัง สังเกตอาการและป้องกันก่อนระบาด) ซึ่งเป็นโรคไวรัสที่มีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ บทความนี้เน้นโรคพุ่มแจ้ซึ่งเป็นคนละโรค มีอาการและวิธีจัดการต่างกัน จึงไม่ซ้ำเนื้อหาเดิม
โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลังคืออะไร
ศูนย์ความรู้มันสำปะหลังของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (iCassava) ระบุว่าเชื้อสาเหตุเป็นเชื้อราชนิด Ceratobasidium theobromae ซึ่งคล้ายกับเชื้อที่ทำให้โกโก้เกิดโรคปลายกิ่งแห้ง ส่วนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports ปี 2566 รายงานว่าพบเชื้อราสกุล Ceratobasidium ที่มีความคล้ายทางพันธุกรรมกับ C. theobromae ถึง 98.3-99.7% สัมพันธ์กับโรคนี้ และเป็นรายงานแรกที่เชื่อมเชื้อสกุลนี้กับโรคของมันสำปะหลัง ดังนั้นภาพที่ชัดที่สุดตอนนี้คือโรคนี้เกี่ยวข้องกับเชื้อรา ไม่ใช่ไวรัสเหมือนโรคใบด่าง (ผมเขียนคำว่า "เกี่ยวข้อง" เพราะงานวิจัยใช้ถ้อยคำว่าสัมพันธ์กับโรค)
รายงานฉบับเดียวกันระบุว่าพบโรคนี้ในลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และฟิลิปปินส์ โดยรายงานแรกย้อนไปถึงราวปี 2553 ส่วนในไทย CassavaHub ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งลงประกาศเตือนเมื่อ 4 มิถุนายน 2568 ระบุว่าการระบาดครั้งแรกมีรายงานที่จังหวัดระยอง
สังเกตอาการ ตั้งแต่ยอดจนถึงใต้เปลือก
กรมส่งเสริมการเกษตร (ข่าว มี.ค. 2566) อธิบายอาการว่า ยอดแตกเป็นพุ่มฝอยมากกว่าปกติ ใบมีขนาดเล็กและเหลืองซีด เมื่อปอกเปลือกดูจะพบเส้นสีดำและข้อปล้องสั้นกว่าปกติ CassavaHub ระบุว่าอาการมักเห็นชัดประมาณ 4-5 เดือนหลังปลูก ได้แก่ ต้นแคระ ปล้องสั้น แตกกิ่งมากจนเป็นรูปไม้กวาด ใบเหลืองถึงเหลืองซีด และท่อลำเลียงเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำ งานใน Scientific Reports เพิ่มว่าต้นที่เป็นหนักมักมีใบแห้งสะสมที่โคนพุ่ม และลำต้นอาจแตก
จุดที่ควรรู้คือ อาการในแปลงจริงปรากฏช้า งานวิจัยปี 2566 ระบุว่าอาการในไร่ "พัฒนาช้า" ทำให้ตรวจพบยาก และท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อมีอัตรางอกต่ำ ซึ่งหมายความว่าท่อนที่ดูปกติอาจพาเชื้อมาก่อนที่คุณจะเห็นอะไร การเฝ้าระวังจึงต้องเริ่มตั้งแต่ดูท่อนพันธุ์ ไม่ใช่รอเห็นยอดพุ่มแล้วค่อยแก้
แยกจากโรคอื่นที่ยอดผิดปกติ
| ลักษณะ | โรคพุ่มแจ้ | โรคใบด่าง |
|---|---|---|
| ที่ยอด | แคระ แตกตาข้างมาก เป็นพุ่มฝอย | ยอดอ่อนด่างเขียวอ่อนหรือเหลืองสลับเขียวเข้ม หงิกงอ เสียรูปทรง |
| สีใบ | เล็กลง เหลืองซีด | ด่างเป็นแถบหรือแต้มสลับสี |
| ใต้เปลือก | เส้นสีดำตามท่อลำเลียง | ไม่ใช่ลักษณะหลัก |
| ผู้นำโรคที่หน่วยงานระบุ | เพลี้ยจักจั่น (กรมส่งเสริมการเกษตร) และท่อนพันธุ์ | แมลงหวี่ขาวยาสูบ และท่อนพันธุ์ |
ข้อมูลโรคใบด่างในตารางมาจากข่าวของกรมส่งเสริมการเกษตรเรื่อง 4 โรคและแมลงที่ติดมากับท่อนพันธุ์ ถ้ายอดแคระแต่ใต้เปลือกไม่มีเส้นดำ อาจเป็นปัญหาอื่น เช่น ขาดน้ำหรือขาดธาตุอาหารหรือแมลงดูดน้ำเลี้ยง ให้ถ่ายรูปส่งเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยพืชไร่ในพื้นที่ช่วยวินิจฉัย อย่าเดาแล้วใช้สารเคมีทันที
แมลงพาหะ: เพลี้ยจักจั่นจริงหรือไม่
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะหลัก คู่กับการใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อ และ iCassava ก็ระบุเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลเป็นพาหะเช่นกัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกษตรกรไทยได้รับมานาน แต่งานใน Scientific Reports ปี 2566 ที่ศึกษาเชื้อสาเหตุยืนยันการถ่ายทอดโดยวิธีทาบกิ่ง (grafting) โดยอาการปรากฏหลัง 21 วันในพันธุ์หนึ่งและ 50 วันในอีกพันธุ์ และ "ไม่มีหลักฐานการถ่ายทอดโดยแมลง" ในงานนั้น
ผมสรุปให้ตรงตามที่อ่านได้คือ ในแง่ข้อแนะนำภาคสนาม หน่วยงานไทยยังระบุเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะ ส่วนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในงานที่ผมเปิดอ่านยังไม่ได้พิสูจน์บทบาทของแมลงนี้ ผมไม่ได้เปิดอ่านงานที่ยืนยันหรือปฏิเสธเรื่องนี้เพิ่ม ดังนั้นถ้ามีคนบอกว่า "พ่นยาฆ่าเพลี้ยจักจั่นแล้วโรคหาย" ควรระวัง เพราะสิ่งที่หลักฐานรองรับแน่นที่สุดคือการลดโรคจากต้นทาง คือท่อนพันธุ์สะอาดและการถอนต้นป่วย
ต้นสาบม่วงกับวัชพืชในแปลง
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าต้นสาบม่วงเป็นพืชอาศัยของโรค ทำให้เป็นแหล่งที่โรคอยู่ข้ามฤดู ข้อนี้ทำได้ทันทีและไม่ต้องใช้สารเคมี คือเดินรอบแปลงและคันดิน ถางสาบม่วงที่ขึ้นตามแนวรั้วและริมคูก่อนปลูกรอบใหม่ ผมไม่มีตัวเลขว่ารัศมีกี่เมตรจึงเพียงพอ เพราะเอกสารที่เปิดอ่านไม่ได้ระบุ จึงแนะนำให้ถางให้ทั่วแปลงและขอบรอบแปลงที่เข้าถึงได้
วิธีจัดการตามลำดับเวลา
จากเอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรและ CassavaHub ผมเรียงงานที่ทำได้ตามอายุมัน ดังนี้ (ตัวเลขเดือนมาจากเอกสารทั้งสอง ส่วนวิธีเรียงขั้นเป็นการเรียบเรียงของผม)
| ช่วง | งาน | ที่มา |
|---|---|---|
| ก่อนปลูก (ปลายฝนถึงต้นหนาว) | เลือกท่อนพันธุ์จากแปลงปลอดโรค ไม่ย้ายท่อนจากพื้นที่ที่เคยพบโรค ถางสาบม่วง | กรมส่งเสริมการเกษตร และ Scientific Reports 2566 |
| เดือนที่ 1 หลังปลูก | เดินแปลง ถอนต้นที่ยอดผิดปกติออกทันที | กรมส่งเสริมการเกษตร |
| เดือนที่ 4 | หักหรือตัดกิ่งที่ผิดปกติ ตรวจแปลงซ้ำ และดูแลแมลงตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ | กรมส่งเสริมการเกษตร |
| เดือนที่ 4-5 | ตรวจหาอาการชัดเจน ตัดส่วนที่เป็นโรคให้ลึกเลยรอยโรคอย่างน้อย 30 ซม. | CassavaHub (4 มิ.ย. 2568) |
| ตลอดฤดู | บำรุงต้นให้แข็งแรง ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ปรับปรุงดิน | กรมส่งเสริมการเกษตร |
เรื่องสารเคมี
ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวถึงการพ่นสารกำจัดแมลงในเดือนที่ 4 โดยไม่ระบุชื่อสาร ผมจึงไม่ระบุชื่อสามัญหรือชื่อการค้าใด ๆ ถ้าจะพ่น ให้ถามเกษตรอำเภอว่ามีคำแนะนำสำหรับแปลงของคุณหรือไม่ และใช้ตามฉลากผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น ใส่อุปกรณ์ป้องกันตามฉลากทุกครั้ง และไม่พ่นเมื่อลมแรงหรือใกล้แหล่งน้ำ
ถอนทิ้งหรือตัดแต่ง ตัดสินใจอย่างไร
เอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ถอนต้นที่แสดงอาการภายในเดือนแรก ส่วน CassavaHub แนะนำการตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคให้ลึกกว่ารอยโรค 30 เซนติเมตรเมื่ออาการชัดแล้ว ในทางปฏิบัติการตัดสินใจขึ้นกับจำนวนต้นและอายุ
- ต้นป่วยไม่กี่ต้นกระจายห่างกัน และยังอายุไม่เกินเดือนแรก ถอนทิ้งทั้งต้น ใส่ถุงนำออกนอกแปลง ไม่ทิ้งกองไว้ข้างแปลง
- อายุเกิน 4 เดือนและต้นเริ่มเป็นพุ่มชัด ใช้การตัดให้ลึกกว่ารอยโรค และใช้มีดหรือกรรไกรที่ล้างทำความสะอาดทุกต้น เพื่อไม่พาเชื้อจากต้นป่วยไปต้นดี
- พบเป็นกลุ่มหนาแน่นหลายสิบต้นติดกัน ให้แจ้งเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยพืชไร่ เพราะอาจเกี่ยวกับท่อนพันธุ์ล็อตเดียวกัน และหน่วยงานอาจต้องเก็บตัวอย่างตรวจ
ข้อควรจำเรื่องท่อนพันธุ์ที่เก็บจากแปลงตัวเองเพื่อใช้ต่อ ถ้าแปลงมีต้นผิดปกติ อย่าเก็บท่อนจากแปลงนั้นไปปลูก ทั้งที่ต้นข้างเคียงดูปกติ เพราะอาการแสดงช้า และท่อนจากต้นที่ติดเชื้อมีอัตรางอกต่ำตามที่งานวิจัยรายงาน การเก็บท่อนจากแปลงที่สะอาดและซื้อต่อจากแหล่งที่ขึ้นทะเบียนหรือแหล่งที่หน่วยงานรับรอง ช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าการซื้อท่อนถูกจากพ่อค้าที่ไม่รู้ที่มา
ผลต่อผลผลิต: รู้แค่ไหนและยังไม่รู้
CassavaHub ระบุว่าโรคทำให้คุณภาพผลผลิตและปริมาณแป้งลดลง และงานวิจัยปี 2566 รายงานว่าต้นที่เป็นโรคมีผลผลิตหัวสดและแป้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้ให้เปอร์เซ็นต์ที่ผมนำมาอ้างได้ ผมจึงไม่ระบุตัวเลขว่าเสียหายกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าต้องการประเมินความเสียหายของแปลงตัวเอง ให้นับจำนวนต้นที่เป็นโรคเทียบกับต้นทั้งหมดในแปลง 2-3 จุดสุ่ม แล้วถามศูนย์วิจัยพืชไร่ในพื้นที่ว่าแปลงระดับนี้ควรไว้หรือรื้อ
ช่วงนี้ (ต.ค. 2569) ควรทำอะไร
ปลายฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูแล้ง เป็นช่วงที่เกษตรกรตัดท่อนพันธุ์เก็บไว้ปลูกรอบหน้า กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนไว้ว่าต้องเฝ้าระวังโรคและแมลงที่ติดมากับท่อนพันธุ์ในช่วงนี้ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ
- เดินแปลงที่จะตัดท่อน เลือกต้นที่ยอดปกติ ปล้องไม่สั้นผิดปกติ และผ่าตัวอย่างดูเปลือกว่ามีเส้นดำหรือไม่
- ถางสาบม่วงรอบแปลงก่อนปลูก
- แยกท่อนพันธุ์จากแปลงที่เคยพบโรคออกจากกอง ไม่ปะปนกัน
- ถ้าซื้อท่อนพันธุ์ ถามที่มาและขอดูแปลงต้นทาง
- ติดตามประกาศของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเรื่องการเฝ้าระวังและมาตรการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ผมไม่พบประกาศบังคับที่ระบุเงื่อนไขเฉพาะสำหรับโรคนี้ ให้สอบถามเกษตรจังหวัดว่ามีมาตรการล่าสุดหรือไม่
ถ้ากำลังวางแผนระยะปลูกและจำนวนต้นต่อไร่ ดู มันสำปะหลังปลูกระยะเท่าไหร่ 1 ไร่ได้กี่ต้น และถ้าแปลงเดียวกันมีปัญหาเพลี้ยแป้งด้วย อ่านต่อที่ เพลี้ยแป้งสีชมพูในมันสำปะหลัง ส่วนโรคหัวเน่าซึ่งเป็นปัญหาตอนขุด ดูที่ โรคหัวเน่ามันสำปะหลัง สาเหตุและวิธีป้องกัน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เห็นยอดพุ่มแล้วปล่อยไว้ เพราะเสียดายต้น ทำให้แปลงมีแหล่งเชื้อไปตลอดฤดู ควรถอนหรือตัดตามช่วงอายุ
- เก็บท่อนพันธุ์จากแปลงที่เคยพบโรค โดยดูแค่ต้นข้างเคียงว่าปกติ ทั้งที่อาการแสดงช้า
- ตัดต้นป่วยแล้วใช้มีดเดิมตัดต้นดี ควรล้างหรือฆ่าเชื้อใบมีดทุกต้น
- ทิ้งต้นที่ถอนไว้ริมแปลง ควรนำออกและกำจัดตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
- พ่นยาฆ่าแมลงอย่างเดียวโดยไม่ถอนต้นป่วย ทั้งที่หลักฐานเรื่องแมลงพาหะยังไม่ชัดเท่าเรื่องท่อนพันธุ์
- ไม่ถางสาบม่วงรอบแปลง ซึ่งเป็นพืชอาศัยของโรค
- เหมารวมทุกอาการว่าเป็นพุ่มแจ้ ทั้งที่ยอดแคระอาจมาจากภัยแล้งหรือขาดธาตุอาหาร ควรตรวจใต้เปลือกและถามเจ้าหน้าที่
สรุป
โรคพุ่มแจ้ต้องเฝ้าระวังตั้งแต่ท่อนพันธุ์ ไม่ใช่รอเห็นพุ่มแล้วค่อยแก้ ถอนต้นผิดปกติเร็ว กำจัดสาบม่วง และไม่เอาท่อนจากแปลงที่มีโรคไปปลูกต่อ ส่วนเรื่องแมลงพาหะ ยังมีหลักฐานที่ไม่ตรงกัน และผมไม่พบตัวเลขความเสียหายที่ยืนยันได้ ถ้าสงสัยว่าเป็นโรคนี้ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรให้ตรวจ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — DOAE News — https://doaenews.doae.go.th/archives/17435
- ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร 4 โรคและแมลงที่ติดมากับท่อนพันธุ์ (LINE Today) — https://today.line.me/th/v3/article/KwPYmJa
- iCassava มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ — โรคพุ่มแจ้ (witches broom) — https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=โรคพุ่มแจ้_(witches_broom)
- CassavaHub — ข่าวเตือนโรคพุ่มแจ้ — https://cassavahub.org/en/news/1983
- Scientific Reports 2023 — Ceratobasidium และโรคพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง (PMC10728180) — https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10728180/
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
แมลงวันผลไม้เจาะผลมะม่วง ใช้กับดักและเหยื่อโปรตีนอย่างไรให้ได้ผล
กับดักเมทิลยูจีนอลกับเหยื่อโปรตีนทำงานต่างกัน บทความนี้อธิบายวิธีใช้คู่กับการห่อผลและสุขาภิบาลสวนตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ข้าวนาปรังเจออากาศหนาว ใบเหลือง ต้นชะงัก เมล็ดลีบ ต้องแก้อย่างไร
ข้าวกระทบหนาวเกิดเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส อาการต่างกันตามระยะของต้นข้าว บทความนี้แยกอาการแต่ละระยะ วิธีแก้ที่หน่วยงานรัฐแนะนำ และการวางวันปลูกรอบหน้าเพื่อหลบหนาว
โรคสัตว์เลี้ยงหลังน้ำท่วม ฉี่หนูในสุนัข อาการแบบไหนต้องพาไปหาหมอ
หลังน้ำลด เจ้าของหมาแมวหลายคนเจอคำถามเดียวกัน หมาซึมไปสองวัน ไม่ยอมกินข้าว เป็นแค่เหนื่อยจากการอพยพ หรือเริ่มป่วยแล้ว บทความนี้ไม่ใช่คู่มือดูแลสัตว์ทั
โรคสัตว์หลังน้ำท่วมและการทำวัคซีน ควรทำเมื่อไหร่
หลังน้ำลด คนเลี้ยงสัตว์มักถามคำถามเดียวกันว่า ควรรีบฉีดวัคซีนทั้งฝูงเลยไหม หรือควรรอ คำตอบขึ้นกับว่าสัตว์ตอนนี้อยู่ในสภาพไหน และโรคที่เสี่ยงคือโรคอะไร
ไม้ผลรากเน่าหลังน้ำท่วม สังเกตอาการและแก้อย่างไร
หลายสวนเจอปัญหาเดียวกันหลังน้ำลด คือ ช่วงแรกต้นไม้ผลยังดูปกติ แต่ผ่านไปไม่นานใบเริ่มเหลือง ร่วงทีละน้อย บางต้นยืนต้นแห้งตายทั้งที่น้ำลดไปแล้ว นี่คืออา
น้ำส้มควันไม้ใช้ยังไง ผสมกี่ส่วนถึงไล่แมลงได้จริง
รวมอัตราเจือจางน้ำส้มควันไม้สำหรับพ่นใบไล่แมลง ราดดิน และแช่เมล็ด พร้อมช่วงเวลาพ่นที่ปลอดภัย ความเข้มข้นที่ทำให้ใบไหม้ และข้อจำกัดที่ต้องพ่นซ้ำเป็นรอบ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
![Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F27424125085.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_F2oBEV47oB6RoBVzqn188zWoDYP2)
Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก
ดูรายละเอียด
Srithai Superware ลัง พลาสติก อเนกประสงค์ สำหรับ ใส่ผักผลไม้ สิ่งของ อุตสาหกรรม อะไหล่รถ ซ้อนกันได้ รุ่น CBL 230, 230S
ดูรายละเอียด
ส่งด่วน Zebra ZD230 เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด พิมพ์ใบปะหน้า สติกเกอร์ พิมพ์ระบบ TT และ DT แถมฟรี สติกเกอร์ + หมึกริบบอน
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลังมีอาการอย่างไร
ยอดแคระ แตกตาข้างเป็นพุ่มฝอยคล้ายไม้กวาด ใบเล็กเหลืองซีด ปล้องสั้น และเมื่อปอกเปลือกจะเห็นเส้นสีดำ CassavaHub ระบุว่ามักเห็นชัดราว 4-5 เดือนหลังปลูก
โรคพุ่มแจ้เกิดจากอะไร
iCassava ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุเชื้อรา Ceratobasidium theobromae ส่วนงานวิจัย Scientific Reports ปี 2566 รายงานเชื้อสกุลนี้สัมพันธ์กับโรค จึงไม่ใช่ไวรัสแบบโรคใบด่าง
โรคพุ่มแจ้ติดต่อผ่านแมลงจริงหรือไม่
หน่วยงานไทยอย่างกรมส่งเสริมการเกษตรระบุเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะ แต่งานวิจัยปี 2566 พบหลักฐานการถ่ายทอดผ่านการต่อกิ่งเท่านั้น ไม่พบหลักฐานแมลงพาหะ ข้อนี้ยังขัดแย้งกันอยู่ การคัดท่อนพันธุ์จึงสำคัญที่สุด
ท่อนพันธุ์ที่ดูปกติจะมีเชื้อได้ไหม
ได้ งานวิจัยปี 2566 ระบุว่าอาการในแปลงพัฒนาช้า จึงตรวจพบยาก ควรเลือกท่อนพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีต้นผิดปกติและตัดดูใต้เปลือกก่อนปลูก
เจอต้นเป็นโรคควรถอนหรือตัดแต่ง
ตามข้อมูลที่ตรวจได้ ให้ถอนต้นผิดปกติตั้งแต่เดือนแรกเมื่อพบ และกำจัดสาบม่วงรอบแปลง ส่วนการตัดแต่งต้องตัดลึกเลยรอยโรคอย่างน้อย 30 เซนติเมตร ถ้าต้นเป็นหนักให้ถอนจะปลอดภัยกว่า
ใช้สารเคมีอะไรกับโรคพุ่มแจ้ได้
บทความนี้ไม่ระบุชื่อสารเคมี เพราะแหล่งทางการที่เปิดอ่านไม่ได้ระบุชื่อสารที่ยืนยันได้ ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตร และทำตามฉลากเสมอ
