คำตอบเร็ว: โรคราสีชมพูสังเกตได้จากคราบเชื้อราสีชมพูอมส้มเกาะตามกิ่งและลำต้น มักเริ่มจากคราบใยสีขาวคล้ายใยแมงมุมก่อนพัฒนาเป็นสีชมพูชัดเจน ทำให้เปลือกแตกและกิ่งแห้งตายเหนือจุดที่เป็นโรค พืชที่เสี่ยงบ่อยคือทุเรียนและยางพารา โดยเฉพาะกิ่งที่อยู่สูงและทรงพุ่มทึบ วิธีป้องกันหลักคือตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่งรับแสงและอากาศถ่ายเทดี ตัดกิ่งที่เป็นโรคออกและทำลายทันทีที่พบ โรคนี้ระบาดหนักในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูงต่อเนื่อง
เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและชาวสวนยางพาราหลายรายเจอปัญหากิ่งแห้งตายทั้งที่ใบยังเขียวสมบูรณ์อยู่ด้านล่าง เมื่อสังเกตใกล้ๆ จะพบคราบสีชมพูอมส้มเกาะอยู่ตามผิวเปลือกกิ่งหรือลำต้น นี่คือลักษณะของโรคราสีชมพู (Pink Disease) ที่เกิดจากเชื้อรา Erythricium salmonicolor ซึ่งพบได้บ่อยในสวนทุเรียนและสวนยางพาราของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน บทความนี้จะพาไปดูลักษณะอาการของโรค พืชที่เสี่ยงเป็นโรคนี้บ่อย วิธีป้องกันและกำจัด และช่วงฤดูที่มักระบาดหนัก
ลักษณะอาการของโรคราสีชมพู

อาการของโรคราสีชมพูมีลำดับการพัฒนาที่สังเกตได้ค่อนข้างชัดเจนหากหมั่นตรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ:
- ระยะเริ่มต้น พบคราบใยเชื้อราสีขาวบางคล้ายใยแมงมุมเกาะตามผิวเปลือกกิ่งหรือคาคบกิ่ง มักเริ่มจากง่ามกิ่งที่ชื้นและอับแสง
- ระยะพัฒนา คราบใยขาวเปลี่ยนเป็นแผ่นเชื้อราสีชมพูอมส้มเห็นชัดเจน ลามคลุมรอบกิ่งเป็นวงแหวน
- ระยะรุนแรง เปลือกบริเวณที่เป็นโรคแตกแยก มีน้ำยางหรือของเหลวไหลซึมออกมาในต้นยางพารา ส่วนใบเหนือจุดที่เป็นโรคจะเหี่ยวเหลืองและกิ่งแห้งตายทั้งที่ส่วนล่างของต้นยังดูปกติ
- ในทุเรียน หากเชื้อลามไปถึงกิ่งใหญ่หรือลำต้นหลัก อาจทำให้กิ่งทั้งกิ่งแห้งตายและกระทบต่อทรงพุ่มโดยรวม
พืชที่เสี่ยงเป็นโรคนี้บ่อย
โรคราสีชมพูพบได้ในพืชยืนต้นหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยและสร้างความเสียหายชัดเจนในประเทศไทยคือทุเรียนและยางพารา เนื่องจากทั้งสองชนิดมีทรงพุ่มหนาแน่นและปลูกในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะสวนที่ปลูกถี่เกินไปหรือขาดการตัดแต่งกิ่งอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังพบในไม้ผลและไม้ยืนต้นชนิดอื่นได้บ้าง เช่น กาแฟและไม้ผลเมืองร้อนบางชนิด แต่ความรุนแรงและความถี่ของการระบาดในสวนทุเรียนและสวนยางพารามักสูงกว่าพืชชนิดอื่นอย่างชัดเจน เพราะโครงสร้างทรงพุ่มที่เอื้อต่อความชื้นสะสมตามซอกกิ่ง
| พืช | จุดที่มักพบโรคก่อน | ผลกระทบหากไม่จัดการ |
|---|---|---|
| ทุเรียน | ง่ามกิ่งและกิ่งกลางทรงพุ่มที่แสงส่องไม่ถึง | กิ่งแห้งตาย กระทบการออกดอกติดผลของกิ่งนั้น |
| ยางพารา | กิ่งและลำต้นส่วนบนที่ชื้นจากน้ำค้างสะสม | เปลือกแตก น้ำยางไหลซึม กิ่งแห้งตายเหนือจุดติดเชื้อ |
วิธีป้องกันและกำจัด

- ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่งอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิ่งที่ซ้อนทับกันหนาแน่นบริเวณกลางทรงพุ่ม เพื่อให้แสงแดดและลมผ่านเข้าไปลดความชื้นสะสม
- ตัดกิ่งที่เริ่มแสดงอาการออกทันทีที่พบ โดยตัดให้ต่ำกว่าจุดที่เป็นโรคอย่างน้อยหนึ่งช่วงข้อ และทำลายกิ่งที่ตัดออกให้ห่างจากสวน ไม่ทิ้งกองไว้ใกล้ต้น
- ทาแผลรอยตัดด้วยสารป้องกันเชื้อราตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันเชื้อกลับเข้าทำลายซ้ำที่รอยแผล
- หมั่นตรวจสวนในช่วงฤดูฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณง่ามกิ่งและกิ่งกลางทรงพุ่มที่อับแสง เพื่อจับสัญญาณระยะเริ่มต้นก่อนลุกลาม
- ทำความสะอาดเครื่องมือตัดแต่งกิ่งระหว่างต้น เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อจากต้นที่เป็นโรคไปยังต้นปกติ
สำหรับผู้ที่ดูแลยางพาราควรผนวกการตรวจโรคราสีชมพูเข้าไปในรอบการดูแลยางพาราตามปกติ ส่วนชาวสวนทุเรียนก็ควรตรวจสอบทรงพุ่มควบคู่กับการดูแลทุเรียนในแต่ละช่วงฤดู เพราะการตัดแต่งกิ่งเพื่อระบายความชื้นเป็นมาตรการเดียวกันที่ช่วยป้องกันได้ทั้งสองชนิดพืช
ช่วงฤดูที่ระบาดหนัก
โรคราสีชมพูระบาดรุนแรงที่สุดในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงกลางถึงปลายฤดูฝนที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันทำให้กิ่งและลำต้นไม่มีโอกาสแห้งสนิท เชื้อราจึงเจริญและแพร่กระจายได้ดี ในทางตรงข้าม ช่วงฤดูแล้งที่อากาศแห้งและมีแสงแดดจัดต่อเนื่องมักพบการระบาดของโรคนี้น้อยลงอย่างชัดเจน เกษตรกรจึงควรเพิ่มความถี่ในการตรวจสวนและตัดแต่งกิ่งให้โปร่งก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงการระบาดตั้งแต่ต้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

- ปล่อยทรงพุ่มหนาแน่นไม่ตัดแต่งกิ่งเป็นเวลานาน ทำให้ความชื้นสะสมตามซอกกิ่งเอื้อต่อการระบาดของเชื้อรา
- เห็นคราบขาวระยะเริ่มต้นแต่คิดว่าเป็นไลเคนหรือตะไคร่ทั่วไป ไม่รีบตัดกิ่งออก ทำให้เชื้อพัฒนาลุกลามจนกิ่งแห้งตาย
- ตัดกิ่งที่เป็นโรคแล้วทิ้งไว้ใกล้ต้นเดิม โดยไม่นำออกจากสวน กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อกลับเข้าต้นเดิมหรือต้นข้างเคียง
- ใช้เครื่องมือตัดแต่งกิ่งเดียวกันตัดหลายต้นโดยไม่ทำความสะอาด ทำให้เชื้อแพร่กระจายจากต้นที่เป็นโรคไปยังต้นปกติ
- ไม่ทาสารป้องกันเชื้อราที่รอยแผลหลังตัดกิ่ง ทำให้แผลเปิดเป็นช่องทางให้เชื้อกลับเข้าทำลายซ้ำ
สรุป
โรคราสีชมพูเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสวนทุเรียนและยางพารา โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่ความชื้นสูงต่อเนื่อง การตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่งรับแสงและอากาศถ่ายเทดี ร่วมกับการตรวจสวนสม่ำเสมอและตัดทำลายกิ่งที่เป็นโรคทันทีที่พบ คือแนวทางป้องกันและควบคุมที่ได้ผลดีที่สุด ก่อนที่เชื้อจะลุกลามจนกิ่งแห้งตายและกระทบต่อผลผลิตของทั้งต้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการป้องกันกำจัดโรคราสีชมพูในไม้ผลและไม้ยืนต้น
- การยางแห่งประเทศไทย — แนวทางการจัดการโรคราสีชมพูในสวนยางพาราตามฤดูกาล
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน ระบาดหน้าฝน ป้องกันไม่ให้ต้นตายทั้งสวนอย่างไร
โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนจากเชื้อ Phytophthora ระบาดหนักในหน้าฝนเมื่อดินอุ้มน้ำนาน เช็กอาการ ปัจจัยเสี่ยง และวิธีป้องกันไม่ให้ต้นตายทั้งสวน
โรคใบร่วงชนิดใหม่ยางพารา ระบาดหนักภาคใต้ ป้องกันอย่างไร
โรคใบร่วงชนิดใหม่ยางพาราจากเชื้อ Pestalotiopsis ระบาดหนักในสวนยางภาคใต้ที่ฝนตกชุก เช็กอาการ พื้นที่เสี่ยง และวิธีป้องกันไม่ให้กระทบผลผลิตน้ำยาง
โรคยอดเน่ามะพร้าว ระบาดจากเชื้อราหรือแมลง อาการและวิธีป้องกันต้นตายทั้งต้น
โรคยอดเน่ามะพร้าวเกิดจากเชื้อรา Phytophthora ร่วมกับแมลงพาหะ เช็กอาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันก่อนต้นตายทั้งต้น เพราะมะพร้าวมีจุดเจริญเติบโตเดียว
โรคหัวเน่าสับปะรด ระบาดในดินระบายน้ำไม่ดี ป้องกันและรักษาอย่างไร
โรคหัวเน่าสับปะรดเกิดจากเชื้อรา Phytophthora ที่ระบาดหนักในดินระบายน้ำไม่ดี เช็กอาการเริ่มต้น สาเหตุ และวิธีป้องกันไม่ให้ลามทั้งแปลง
โรคเหี่ยวเขียวมะเขือเทศ ระบาดเร็วในหน้าฝน ป้องกันอย่างไรไม่ให้ลามทั้งแปลง
อาการโรคเหี่ยวเขียวมะเขือเทศจากเชื้อแบคทีเรียในดิน ระบาดเร็วในหน้าฝน พร้อมวิธีป้องกันและหมุนเวียนปลูกไม่ให้ลามทั้งแปลง
โรคใบไหม้แผลใหญ่ข้าวโพด ระบาดหน้าฝนชื้น ป้องกันอย่างไรไม่ให้ลามทั้งแปลง
อาการแผลรูปทรงซิการ์ของโรคใบไหม้แผลใหญ่ข้าวโพด สภาพอากาศที่ทำให้ระบาดหนักหน้าฝน และวิธีป้องกันไม่ให้ลามทั้งแปลง
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
![[H&L]เทปปลูกถ่ายอวัยวะพืชเขตร้อน 2 ซม./3 ซม. - 100 ม. สายสวน PE, การแตะแบบยืดหยุ่นสําหรับต้นไม้มะม่วง/ทุเรียน, อุปกรณ์พืชสวนทนความร้อน](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F26537031132.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_5m9YGeLthSnbjAcMLaZk9ipd3KhA)
[H&L]เทปปลูกถ่ายอวัยวะพืชเขตร้อน 2 ซม./3 ซม. - 100 ม. สายสวน PE, การแตะแบบยืดหยุ่นสําหรับต้นไม้มะม่วง/ทุเรียน, อุปกรณ์พืชสวนทนความร้อน
ดูรายละเอียด
คู่มือ ยางพารา สอนการปลูก ยาง หนังสือ เกษตร การคัดเลือกพันธุ์ การขยายพันธุ์ การกรีดยาง การแปรรูป การทำยางแผ่น US.Station
ดูรายละเอียด
MBK เครื่องอบผลไม้แห้ง แบบ 5 ชั้น ใหญ่ เครื่องถนอมอาหาร ด้วยลมร้อน อบผลไม้แห้ง อบเนื้อแห้ง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
โรคราสีชมพูทำให้ต้นตายทั้งต้นไหม
ส่วนใหญ่มักทำให้กิ่งที่ติดเชื้อแห้งตายเฉพาะส่วนมากกว่าทำให้ทั้งต้นตาย ยกเว้นกรณีที่เชื้อลามไปถึงลำต้นหลักหรือปล่อยไว้นานโดยไม่จัดการ ซึ่งอาจกระทบต่อความสมบูรณ์ของทั้งต้นในระยะยาว
คราบสีขาวกับคราบสีชมพูต่างกันอย่างไร
คราบสีขาวคล้ายใยแมงมุมเป็นระยะเริ่มต้นของเชื้อราที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ส่วนคราบสีชมพูอมส้มคือระยะที่เชื้อเจริญเต็มที่แล้วและกำลังลุกลามรุนแรงขึ้น ควรตัดกิ่งออกทันทีที่พบคราบขาวโดยไม่ต้องรอให้เปลี่ยนเป็นสีชมพูก่อน
ตัดกิ่งที่เป็นโรคแล้วนำไปทำอะไรได้บ้าง
ควรนำออกจากสวนให้ห่างและเผาทำลายหรือฝังกลบให้ลึก ไม่ควรนำไปกองรวมหรือใช้เป็นวัสดุคลุมดินในสวน เพราะเชื้อในกิ่งที่ตัดออกยังสามารถแพร่กระจายต่อได้หากอยู่ใกล้ต้นปกติ
ทำไมโรคนี้มักเริ่มจากง่ามกิ่งหรือกิ่งกลางทรงพุ่ม
เพราะบริเวณเหล่านี้เป็นจุดที่แสงแดดส่องไม่ถึงและอากาศถ่ายเทน้อยที่สุด ทำให้ความชื้นสะสมนานกว่าจุดอื่นของต้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญของเชื้อรามากที่สุด
ควรตรวจสวนบ่อยแค่ไหนในช่วงฤดูฝน
ควรเดินตรวจทรงพุ่มอย่างน้อยทุก 2-3 สัปดาห์ในช่วงฤดูฝน โดยเน้นดูบริเวณง่ามกิ่งและกิ่งกลางทรงพุ่มเป็นพิเศษ เพื่อจับสัญญาณคราบขาวระยะเริ่มต้นก่อนที่จะพัฒนาเป็นคราบสีชมพูและลุกลามรุนแรง
