โรคและการดูแลเผยแพร่ 19 ตุลาคม 2569

ราแป้งในแตงและฟักทองช่วงหนาวแห้ง สังเกตเร็วและคุมอย่างไร

ราแป้งในแตงกวา แตงโม เมล่อน ฟักทอง มักโผล่ช่วงหนาวแห้งมีหมอก ดูอาการแรกที่ใบล่าง จัดแปลงให้ลมผ่าน เด็ดใบเป็นโรค และใช้สารตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร ทำตามฉลาก

ราแป้งในแตงและฟักทองช่วงหนาวแห้ง สังเกตเร็วและคุมอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

ราแป้งในพืชตระกูลแตงชอบอากาศค่อนข้างแห้งช่วงหนาวที่มีหมอกตอนเช้า ตรวจใบล่างให้เจอเร็ว จัดแปลงให้โปร่ง และใช้สารตามชื่อสามัญที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำแบบสลับกลุ่ม

คำตอบเร็ว: ราแป้งในแตงและฟักทองเกิดจากเชื้อรา Oidium sp. ชอบอากาศค่อนข้างแห้งที่อุณหภูมิราว 22–31 องศาเซลเซียส จึงมักโผล่ช่วงหนาวที่เช้ามีหมอก กลางวันแดดแห้ง อาการแรกคือจุดผงสีขาวบนใบล่าง แล้วลามขึ้นใบบน ให้เดินดูใต้ทรงพุ่มทุก 2–3 วัน กำจัดวัชพืชให้ลมผ่าน เด็ดใบที่เป็นหนักออกจากแปลง และถ้าเริ่มพบโรค ให้ใช้สารที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ พ่นทุก 5–7 วัน สลับกลุ่มสาร และทำตามฉลากทุกครั้ง

ช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคม คนปลูกแตงกวา แตงร้าน แตงโม เมล่อน ฟักทอง และมะระ มักบ่นตรงกันว่าใบล่างเริ่มมีคราบขาวเหมือนใครเอาแป้งฝุ่นมาโรย บางคนนึกว่าเป็นฝุ่นจากถนนหรือคราบปุ๋ยเกล็ดที่พ่นไว้ ปล่อยไว้ไม่กี่วันใบก็เหลืองกรอบทั้งแถว นี่คือโรคราแป้ง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรออกประกาศเตือนภัยในช่วงที่อากาศเย็นและมีหมอกตอนเช้าอยู่เป็นประจำ บทความนี้จะพาดูว่าทำไมหน้าหนาวแห้งถึงเป็นเวลาของราแป้ง สังเกตตรงไหนก่อน และคุมแบบไหนที่ไม่เปลืองสารเกินจำเป็น (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

หนาวปีนี้มาช้า แต่ช่วงเสี่ยงยังอยู่ที่ธันวาคมถึงมกราคม

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเมื่อ 16 ต.ค. 2569 ว่าฤดูหนาวของประเทศไทยตอนบนปีนี้จะเริ่มประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม ช้ากว่าปกติราว 1 สัปดาห์ และจะสิ้นสุดราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2570 อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยคาดว่าอยู่ที่ 22–23 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าปกติประมาณ 2 องศา ช่วงที่หนาวที่สุดคือปลายธันวาคม 2569 ถึงต้นกุมภาพันธ์ 2570 และจะมีหมอกหนาในหลายพื้นที่ช่วงธันวาคมถึงมกราคม

ตัวเลขนี้สำคัญกับคนปลูกแตงตรงที่ รายงานผลการทดลองของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าราแป้งชอบอากาศค่อนข้างแห้งที่อุณหภูมิราว 22–31 องศาเซลเซียส แค่อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยที่คาดไว้ 22–23 องศาก็อยู่ในย่านนี้แล้ว ปีที่กลางคืนไม่เย็นจัดจึงไม่ได้แปลว่าราแป้งจะน้อยลง เมื่อบวกกับอากาศค่อนข้างแห้งและหมอกตอนเช้า แปลงแตงที่ปลูกแน่นก็กลายเป็นที่สะสมเชื้ออย่างดี

เชื้อราแป้งลามได้อย่างไร

รายงานของกรมวิชาการเกษตรอธิบายว่าสปอร์ของราแป้งปลิวไปกับลม และกระเด็นไปกับน้ำที่รดต้นไม้ แปลงไหนเป็นก่อน แปลงข้างเคียงที่อยู่ใต้ลมก็มักเป็นตาม โรคนี้พบได้ในทุกแหล่งปลูกพืชตระกูลแตง รวมถึงตำลึงที่ขึ้นตามรั้ว ซึ่งหลายคนไม่ได้นึกถึงว่าเป็นที่หลบของเชื้อ

จุดที่คนมักพลาดคือคิดว่าโรคราต้องมากับฝน ราแป้งต่างจากราอื่นตรงที่ไม่ต้องการใบเปียกโชก อากาศแห้งก็ลามได้ ฉะนั้นการลดการรดน้ำทางใบอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ลมผ่านทรงพุ่มได้และตรวจให้เจอตั้งแต่ใบแรก ๆ

สังเกตเร็ว: ดูใบล่างก่อนใบบน

ประกาศเตือนภัยของกรมวิชาการเกษตรบรรยายอาการไว้ตรงกับที่เห็นในแปลง ดังนี้

  • ระยะแรกเป็นปุยหรือผงสีขาวคล้ายแป้งขึ้นเป็นหย่อม ๆ บนใบ มักเริ่มที่ใบล่างก่อน
  • ต่อมาผงขาวขยายจนคลุมใบ และลามขึ้นไปยังใบด้านบน
  • ใบที่เป็นหนักจะเหลือง แห้ง และถ้าระบาดรุนแรงต้นอาจตายได้
  • ถ้าเชื้อเข้าทำลายตอนติดผลอ่อน ผลจะแคระแกร็น บิดเบี้ยว ผิวขรุขระ เป็นปุ่มปมหรือแผลเป็น ขายไม่ได้ราคา

วิธีเดินตรวจที่ใช้ได้จริง คือย่อตัวมองใต้ทรงพุ่มช่วงสายหลังหมอกจาง เพราะแสงช่วงนั้นทำให้เห็นคราบขาวชัด ให้พลิกดูใบล่างทั้งสองด้าน ตรวจทุก 2–3 วันตั้งแต่ต้นเริ่มเลื้อยหรือขึ้นค้าง อย่ารอดูเฉพาะใบบนที่โดนแดด เพราะกว่าจะเห็นจากข้างบน ใบล่างก็เป็นไปครึ่งต้นแล้ว

ถ้าอาการที่เห็นไม่ใช่ผงขาวบนผิวใบ แต่เป็นปื้นเหลืองหรือแผลแบบอื่น อาจเป็นโรคอื่นที่ใช้สารคนละกลุ่ม เช่น โรคราน้ำค้าง แนะนำให้อ่านเปรียบเทียบที่ โรคราน้ำค้าง ก่อนตัดสินใจพ่น ถ้ายังไม่แน่ใจให้เก็บใบใส่ถุงไปให้เกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ช่วยดู พ่นผิดโรคนอกจากเสียเงินแล้วยังเสียเวลาที่โรคจริงกำลังลาม

พืชที่กรมวิชาการเกษตรเตือนว่าเสี่ยง

ประกาศเตือนภัยช่วงอากาศเย็นมีหมอกตอนเช้าของกรมวิชาการเกษตรระบุพืชที่ต้องเฝ้าระวังไว้กว้างมาก ได้แก่ แตงกวา แตงร้าน แตงโม แตงไทย เมล่อน แคนตาลูป ซูกินี ฟักทอง ฟักเขียว ฟักแม้ว มะระจีน และบวบ ใครปลูกหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันควรถือว่าเป็นแหล่งเชื้อเดียวกัน เดินตรวจแปลงที่เป็นก่อนเป็นแปลงสุดท้าย เพื่อไม่ให้มือ เสื้อ และอุปกรณ์พาสปอร์ตจากแปลงที่เป็นโรคไปยังแปลงที่ยังสะอาด

คนที่ปลูกฟักทองหรือแตงโมหลังนา ช่วงปลายปีมักเจอราแป้งตอนต้นกำลังติดผลพอดี ถ้าเพิ่งเริ่มวางแผนปลูก ดูช่วงปลูกและอายุเก็บเกี่ยวได้ที่ ฟักทองปลูกเดือนไหน เก็บเกี่ยวกี่วัน แล้วกะให้ช่วงติดผลไม่ตรงกับปลายธันวาคมถึงมกราคมเท่าที่ทำได้

คุมโรคโดยไม่ต้องพึ่งสารอย่างเดียว

1. ทำให้ลมผ่านทรงพุ่ม

กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้กำจัดวัชพืชเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี ในทางปฏิบัติ หมายถึงถางหญ้าระหว่างแถวไม่ให้สูงจนปิดโคนต้น ไม่ปลูกแน่นเกินระยะที่แนะนำของพันธุ์นั้น และจัดเถาบนค้างไม่ให้ซ้อนกันเป็นก้อน หลายคนอยากได้จำนวนต้นมากจึงปลูกถี่ แต่ในหน้าหนาว แปลงที่แน่นมักต้องพ่นสารบ่อยกว่าจนคุ้มไม่คุ้มต้องคิดดี ๆ

2. เด็ดใบล่างที่เป็นหนักออกจากแปลง

ใบล่างที่ขาวเต็มใบแล้วสังเคราะห์แสงได้น้อย แต่ยังเป็นแหล่งปล่อยสปอร์ ให้เด็ดใส่ถุงหรือกระสอบแล้วนำออกไปนอกแปลง ห้ามเด็ดแล้ววางทิ้งไว้ร่องข้างต้น เพราะสปอร์จะปลิวกลับขึ้นมาอีก อย่าเด็ดหมดจนต้นเหลือใบน้อย โดยเฉพาะตอนเลี้ยงผล ให้เอาเฉพาะใบที่เป็นหนักจริง

3. ระวังการรดน้ำแบบฉีดแรงใส่ใบ

เพราะน้ำที่กระเด็นช่วยพาสปอร์ไปใบอื่น ถ้าใช้สายยางหรือสปริงเกอร์ ให้รดที่โคนและรดช่วงเช้าเพื่อให้ใบแห้งเร็ว ระบบน้ำหยดจะช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

4. เก็บเศษซากหลังเก็บเกี่ยว

กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เก็บเศษซากพืชออกจากแปลงหลังเก็บเกี่ยว และไม่ปลูกแตงซ้ำที่เดิมต่อเนื่อง การหมุนไปปลูกถั่วหรือพืชอื่นคั่นช่วยตัดวงจรเชื้อได้ ดูตัวอย่างการวางรอบได้ที่ การปลูกพืชหมุนเวียนถั่วกับพืชหลัก

สารที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำเมื่อเริ่มพบโรค

ประกาศเตือนภัยการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรช่วงวันที่ 3–15 มกราคม 2566 แนะนำให้ "เมื่อเริ่มพบอาการของโรค" พ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ทุก 5–7 วัน อัตราด้านล่างเป็นอัตราต่อน้ำ 20 ลิตร ตามที่ประกาศระบุ

ชื่อสามัญของสารสูตรอัตราต่อน้ำ 20 ลิตร
ฟลูโอไพแรม + ไตรฟลอกซีสโตรบิน25% + 25% SC10 มิลลิลิตร
ทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน50% + 25% WG10 กรัม
เพนทิโอไพแรด20% SC5–10 มิลลิลิตร
โพรพิเนบ70% WP40 กรัม
เตตระโคนาโซล4% EW10–20 มิลลิลิตร

นอกจากนี้ รายงานผลการทดลองของกรมวิชาการเกษตรที่ทำในเมล่อนพันธุ์กรีนเนท อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ช่วงธันวาคม 2560 ถึงกุมภาพันธ์ 2561 ทดสอบสาร 9 ชนิด พ่น 4 ครั้งห่างกัน 7 วัน พบว่าแปลงที่ไม่พ่นสารมีความรุนแรงของโรคสูงถึง 96.75% และรายงานสรุปคำแนะนำปี 2562 ไว้คือ เฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 4–8 มิลลิลิตร ไมโคลบิวทานิล 12.5% SC อัตรา 4–6 มิลลิลิตร เตตระโคนาโซล 4% EW อัตรา 10–20 มิลลิลิตร และไพราโคลสโตรบิน 25% EC อัตรา 5–10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ข้อควรรู้ที่รายงานเดียวกันเน้นไว้ คือเชื้อราแป้งสร้างความต้านทานต่อสารได้ จึงควรใช้แบบป้องกันตั้งแต่เริ่มเห็นโรค และสลับใช้สารต่างกลุ่มกัน ไม่ใช่พ่นตัวเดิมซ้ำทุกรอบจนจบฤดู

เรื่องที่ต้องย้ำ: ตารางข้างบนเป็นชื่อสามัญของสาร ไม่ใช่ชื่อการค้า ก่อนซื้อให้อ่านชื่อสามัญและเปอร์เซ็นต์บนฉลากให้ตรง อัตราใช้ ระยะห่างก่อนเก็บเกี่ยว และพืชที่ขึ้นทะเบียนให้ยึดตามฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาเป็นหลัก แตงกวาและแตงร้านเก็บผลเกือบทุกวัน จึงต้องดูระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวให้ดีเป็นพิเศษ ถ้าระยะบนฉลากยาวกว่ารอบเก็บผล ให้ปรึกษาเกษตรอำเภอก่อนใช้

ปฏิทินเฝ้าระวังหน้าหนาว 2569/70 สำหรับแปลงแตง

ช่วงเวลาสภาพอากาศตามการคาดหมายสิ่งที่ควรทำในแปลง
กลาง ต.ค. – กลาง พ.ย. 2569อากาศเย็นลง มีหมอกตอนเช้า ยังมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถางหญ้า จัดค้าง เริ่มตรวจใบล่างทุก 2–3 วัน
ธ.ค. 2569 – ม.ค. 2570หมอกหนาหลายพื้นที่ ปลายธันวาคมเข้าช่วงหนาวที่สุดช่วงเสี่ยงสูง ตรวจถี่ขึ้น เด็ดใบเป็นโรคออก ถ้าเริ่มพบโรคให้ใช้สารตามคำแนะนำและสลับกลุ่ม
ม.ค. – กลาง ก.พ. 2570ยังหนาวต่อเนื่อง อาจมีพายุฤดูร้อน ลมกระโชก ลูกเห็บบางแห่งเฝ้าระวังต่อจนเก็บเกี่ยว เก็บเศษซากออกหลังเก็บเกี่ยว

แปลงในพื้นที่สูงทางภาคเหนือที่อาจมีน้ำค้างแข็งบนยอดดอย ให้ระวังอาการใบไหม้จากความเย็นปนกับโรค ซึ่งดูแลคนละแบบ อ่านเพิ่มที่ ผักเสียหายจากน้ำค้างแข็งทางภาคเหนือ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • รอให้เห็นผงขาวบนใบบนก่อนค่อยทำอะไร ทั้งที่โรคเริ่มที่ใบล่างมาหลายวันแล้ว
  • คิดว่าไม่มีฝนคงไม่มีเชื้อรา จึงไม่ตรวจแปลงช่วงหนาวแห้ง ทั้งที่ราแป้งชอบอากาศค่อนข้างแห้ง
  • เด็ดใบที่เป็นโรคแล้วทิ้งไว้ในร่อง สปอร์ก็ปลิวกลับขึ้นต้นอีกรอบ
  • พ่นสารตัวเดิมซ้ำทุกครั้งจนเชื้อดื้อ แล้วไปเพิ่มอัตราเองเกินฉลาก
  • ปล่อยตำลึงหรือแตงที่ขึ้นเองตามรั้วไว้ข้างแปลง กลายเป็นแหล่งเชื้อที่ไม่มีใครดูแล
  • เก็บแตงกวาขายโดยไม่นับระยะปลอดภัยหลังพ่นสารตามที่ฉลากกำหนด

สรุป

ราแป้งเป็นโรคของหน้าหนาวแห้งที่มาพร้อมหมอกตอนเช้า ปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าช่วงหนาวที่สุดคือปลายธันวาคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องตรวจใบล่างให้ถี่ที่สุด การถางหญ้า ไม่ปลูกแน่น เด็ดใบที่เป็นหนักออกนอกแปลง และเก็บเศษซากหลังเก็บเกี่ยว ช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องพ่นสารได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้สาร ให้เลือกตามชื่อสามัญที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ สลับกลุ่ม และทำตามฉลากทุกครั้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร (สำนักวิจัยพัฒนาการเกษตร/กลุ่มพืชสวน) — ประกาศเตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 3–15 มกราคม 2566: อาการโรคราแป้งพืชตระกูลแตง รายชื่อพืชเสี่ยง และสารแนะนำพร้อมอัตรา https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2023/03/เตือนภัยการเกษตรช่วงวันที่-3-15-มกราคม-2566.pdf
  • 📄กรมวิชาการเกษตร — รายงานผลการทดลองประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดโรคราแป้ง (Powdery mildew) ในแตงเทศที่เกิดจากเชื้อ Oidium sp. https://doa.go.th/plan/wp-content/uploads/2021/05/2862.21ทดลองประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดโรคราแป้ง-Powdery-mildew-ในแตงเทศที่เกิดจากเชื้อสาเหตุ-Oidium-sp.pdf
  • 📄ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา — ประกาศการเริ่มต้นฤดูหนาวและการคาดหมายลักษณะอากาศฤดูหนาว 2569–2570 (16 ต.ค. 2569) https://cmmet.tmd.go.th/forecast/winter.pdf

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ราแป้งในแตงเกิดจากอะไร

เกิดจากเชื้อรา Oidium sp. ตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร สปอร์ปลิวไปกับลมและกระเด็นไปกับน้ำที่รด และชอบอากาศค่อนข้างแห้งที่อุณหภูมิราว 22–31 องศาเซลเซียส

ทำไมหน้าหนาวไม่มีฝนแต่ราแป้งกลับระบาด

ราแป้งไม่ต้องการใบเปียกเหมือนราอีกหลายชนิด อากาศค่อนข้างแห้งกับหมอกตอนเช้าก็เพียงพอให้เชื้อลาม ประกาศเตือนภัยของกรมวิชาการเกษตรจึงออกในช่วงอากาศเย็นที่มีหมอก

ควรดูอาการราแป้งตรงไหนก่อน

ดูใบล่างก่อน เพราะผงขาวมักเริ่มที่ใบล่างแล้วลามขึ้นใบบน ให้ย่อตัวมองใต้ทรงพุ่มช่วงสายหลังหมอกจาง ตรวจทุก 2–3 วัน

พ่นสารป้องกันราแป้งบ่อยแค่ไหน

ประกาศของกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้พ่นเมื่อเริ่มพบโรคทุก 5–7 วัน และควรสลับกลุ่มสารเพราะเชื้อดื้อสารได้ อัตราและระยะก่อนเก็บเกี่ยวให้ยึดตามฉลากของผลิตภัณฑ์

เด็ดใบที่เป็นราแป้งออกได้ไหม

เด็ดเฉพาะใบที่เป็นหนักออกได้ แต่ต้องใส่ถุงนำออกนอกแปลง ห้ามวางทิ้งในร่อง และอย่าเด็ดมากจนต้นเหลือใบน้อยช่วงเลี้ยงผล

ปีนี้ช่วงไหนต้องระวังราแป้งที่สุด

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าช่วงหนาวที่สุดคือปลายธันวาคม 2569 ถึงต้นกุมภาพันธ์ 2570 และมีหมอกหนาช่วงธันวาคมถึงมกราคม ช่วงนี้ควรตรวจแปลงถี่ที่สุด