คำตอบสั้น ๆ
โรคใบจุดสีม่วงจากเชื้อ Alternaria porri ระบาดเมื่อหมอกและน้ำค้างลงหนัก บทความนี้ช่วยแยกอาการจากแอนแทรคโนส และวางแผนป้องกันตั้งแต่หัวพันธุ์จนถึงหลังเก็บเกี่ยว
คำตอบเร็ว: โรคใบจุดสีม่วงเกิดจากเชื้อรา Alternaria porri ระบาดช่วงปลายฝนต่อต้นหนาวที่มีหมอกและน้ำค้างหนัก แผลเป็นวงรีสีม่วงเข้มยุบตัว มีขอบสีขาวหรือเหลืองส้มล้อมรอบ ป้องกันโดยใช้หัวพันธุ์ปลอดโรคและแช่หัวพันธุ์ก่อนปลูก จัดการเพลี้ยไฟ เก็บซากพืชเป็นโรคออก และเมื่อพบโรคให้พ่นสารตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตรทุก 5–7 วัน ไม่เกิน 4 ครั้ง แล้วสลับกลุ่มสาร ทำตามฉลากทุกครั้ง
ใครปลูกหอมแดงหรือหอมหัวใหญ่ช่วงปลายปี คงเคยเจอใบที่มีแผลยาวสีม่วงคล้ำ เช้า ๆ ที่น้ำค้างยังเกาะ แผลดูชื้นและมีผงดำ ๆ ขึ้น ผ่านไปสัปดาห์เดียวปลายใบแห้งหักพับทั้งแปลง ชาวบ้านหลายแห่งเรียกโรคนี้ว่า "โรคใบลาย" ส่วนเอกสารทางการเรียกว่าโรคใบจุดสีม่วง ปัญหาคือหลายคนแยกไม่ออกกับโรคแอนแทรคโนสหรือหอมเลื้อย จึงพ่นสารผิดตัวหรือพ่นช้าไป บทความนี้จะช่วยให้แยกอาการได้ และวางแผนป้องกันได้ก่อนเข้าช่วงหมอกลงจัด (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
ทำไมโรคนี้มากับหมอกและน้ำค้าง
รายงานผลการทดลองของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าโรคใบจุดสีม่วงมักระบาดช่วงปลายฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว หรือช่วงต้นหนาวที่อากาศเย็น อุณหภูมิประมาณ 21–30 องศาเซลเซียส และมีหมอกหรือน้ำค้างลงจัด ถ้าอุณหภูมิอยู่ที่ 22–25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 80% ต่อเนื่องนานเกิน 4 ชั่วโมง เชื้อจะเจริญได้รวดเร็ว
ปีนี้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเมื่อ 16 ต.ค. 2569 ว่าฤดูหนาวของไทยตอนบนจะเริ่มราวสัปดาห์ที่ 3 ของตุลาคม และคาดว่าจะมีหมอกหนาในหลายพื้นที่ช่วงธันวาคมถึงมกราคม อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 22–23 องศาเซลเซียส สภาพนี้ตรงกับย่านที่เชื้อชอบพอดี แปลงหอมที่ปลูกช่วงพฤศจิกายนถึงมกราคมจึงต้องเฝ้าระวังตลอดอายุ
รายงานเดียวกันยังระบุว่าแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่ที่สำคัญอยู่ที่เชียงใหม่ กาญจนบุรี และนครสวรรค์ หอมหัวใหญ่นอกฤดูปลูกราวกันยายนถึงตุลาคม เก็บเกี่ยวพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ส่วนในฤดูปลูกพฤศจิกายนถึงมกราคม เก็บเกี่ยวมกราคมถึงเมษายน ทั้งสองรุ่นอยู่ในช่วงหมอกเกือบทั้งหมด
อาการของโรคใบจุดสีม่วง ดูอย่างไร
ประกาศเตือนภัยของกรมวิชาการเกษตรบรรยายอาการไว้เป็นลำดับ ดังนี้
- เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ฉ่ำน้ำ รูปกลมหรือรี ต่อมาแห้งเป็นจุดสีขาว
- แผลขยายยาวไปตามใบเป็นวงรี เนื้อแผลยุบตัว สีม่วงเข้มหรือม่วงปนน้ำตาล ตรงกลางสีจางกว่า
- รอบแผลมีขอบสีขาวหรือสีเหลืองส้ม
- อากาศชื้นจะเห็นผงสปอร์สีดำบนแผล
- หลายแผลรวมกันทำให้ใบแห้ง ถ้าเชื้อเข้าถึงหัว หัวจะเน่าในช่วงเก็บรักษา
จุดที่ต้องดูคือ ตรวจตอนเช้าหลังหมอกจางเล็กน้อย เพราะแผลที่ชื้นจะเห็นผงสปอร์ดำชัดกว่าตอนบ่าย ให้เดินตรวจเป็นแนวทแยงของแปลง ไม่ใช่ดูแค่ริมคันที่เดินผ่านทุกวัน เพราะกลางแปลงที่ลมผ่านน้อยมักเป็นก่อน
อีกเรื่องที่คนมองข้าม: รายงานของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าแปลงหอมที่ถูกเพลี้ยไฟทำลายจะอ่อนแอต่อโรคมากขึ้น ใบที่มีรอยขีดสีเงินจากเพลี้ยไฟจึงเป็นทางเปิดให้เชื้อ ถ้ายังคุมเพลี้ยไฟไม่ได้ การพ่นสารกันราอย่างเดียวมักไม่ค่อยได้ผล อ่านวิธีจัดการเพิ่มที่ เพลี้ยไฟ
แยกให้ออก: ใบจุดสีม่วง กับ แอนแทรคโนส (หอมเลื้อย)
สองโรคนี้ระบาดในช่วงอากาศชื้นเหมือนกันและเป็นพร้อมกันได้ แต่ใช้สารบางตัวต่างกัน ตารางนี้สรุปจากประกาศเตือนภัยของกรมวิชาการเกษตรทั้งสองฉบับ
| ประเด็น | โรคใบจุดสีม่วง | โรคแอนแทรคโนส (หอมเลื้อย/หมานอน) |
|---|---|---|
| เชื้อสาเหตุ | Alternaria porri | Colletotrichum gloeosporioides |
| ลักษณะแผล | วงรียาวตามใบ สีม่วงเข้มหรือม่วงปนน้ำตาล ขอบขาวหรือเหลืองส้ม | แผลกลมหรือรียุบตัว มีเมือกสปอร์สีชมพูส้ม แห้งแล้วเป็นจุดน้ำตาลดำเรียงเป็นวง |
| ผงหรือเมือกบนแผล | ผงสปอร์สีดำเมื่ออากาศชื้น | เมือกสีชมพูส้ม |
| ทรงต้น | ใบแห้งจากแผลที่รวมกัน | ก่อนลงหัว ต้นแคระ ใบบิดเป็นเกลียว ต้นล้มเลื้อย ไม่ลงหัว ถ้าเป็นช่วงลงหัว หัวยาว คอยืด รากสั้น |
| ผลต่อหัว | หัวเน่าในช่วงเก็บรักษา | หัวยาวและโค้งงอ คอยืดยาว |
ถ้าแปลงของคุณใบบิดเป็นเกลียวและต้นล้มเลื้อย ให้ไปอ่าน โรคแอนแทรคโนสในหอมแดง ส่วนโรคใบไหม้ในหอมซึ่งมีอาการปลายใบแห้งคล้ายกัน ผู้เขียนไม่พบเอกสารทางการที่บรรยายอาการเปรียบเทียบไว้ชัดเจนพอจะสรุปในที่นี้ ให้ดูข้อมูลแยกที่ โรคใบไหม้ และถ้ายังแยกไม่ได้ ให้นำใบไปให้เกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรใกล้บ้านตรวจ
ป้องกันตั้งแต่ก่อนปลูก
1. เตรียมดินและเลือกหัวพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เตรียมดินด้วยปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ และใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค หัวพันธุ์ที่เก็บเองจากแปลงที่เคยเป็นโรคเป็นทางพาเชื้อข้ามฤดูที่พบบ่อยมาก ถ้าเห็นหัวมีรอยเน่าหรือแผลช้ำ ให้คัดออกก่อน อย่าเสียดาย
2. แช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าก่อนปลูก
ประกาศเตือนภัยของกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้แช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าในสารอย่างใดอย่างหนึ่งนาน 15–20 นาทีก่อนปลูก ได้แก่ ไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 30–40 มิลลิลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50% WP อัตรา 30–40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
เรื่องเล็กที่คนข้ามบ่อย คือแช่หัวพันธุ์เป็นกระสอบทั้งกระสอบ น้ำยาไม่ทั่วหัวที่อยู่ตรงกลาง ควรแบ่งใส่ตะกร้าหรือถุงตาข่ายใบเล็กแล้วจุ่มให้มิด และสวมถุงมือทุกครั้ง
3. ไม่ปลูกแน่นจนลมไม่ผ่าน
ระยะปลูกที่เหมาะกับพันธุ์และพื้นที่ต่างกันไป ผู้เขียนไม่พบตัวเลขทางการที่ใช้ได้กับทุกพื้นที่ ให้ยึดระยะที่แนะนำสำหรับพันธุ์ที่ใช้ และหลีกเลี่ยงการปลูกถี่เพื่อหวังจำนวนหัว เพราะช่วงหมอกลงจัด แปลงแน่นจะเก็บความชื้นไว้ที่ใบนาน ดูวิธีปลูกพื้นฐานได้ที่ วิธีปลูกหอมแดง
เมื่อพบโรคในแปลง: สารที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ
ประกาศเตือนภัยการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร (ช่วง 16–30 พฤศจิกายน 2565 และช่วง 16–29 ธันวาคม 2565) แนะนำให้พ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อพบโรค ทุก 5–7 วัน ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง แล้วสลับกับแมนโคเซบเพื่อป้องกันเชื้อดื้อสาร
| ชื่อสามัญของสาร | สูตร | อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ไดฟีโนโคนาโซล | 25% EC | 20 มิลลิลิตร | พ่นเมื่อพบโรค ทุก 5–7 วัน ไม่เกิน 4 ครั้ง |
| ไอโพรไดโอน | 50% WP | 30 กรัม | พ่นเมื่อพบโรค ทุก 5–7 วัน ไม่เกิน 4 ครั้ง |
| โพรคลอราซ | 50% WP | 20 กรัม | พ่นเมื่อพบโรค ทุก 5–7 วัน ไม่เกิน 4 ครั้ง |
| แมนโคเซบ | 80% WP | 40–50 กรัม | ใช้สลับเพื่อลดการดื้อสาร |
รายงานผลการทดลองของกรมวิชาการเกษตรในแปลงหอมหัวใหญ่ที่ ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง (ธันวาคม 2561 ถึงมีนาคม 2562) และ ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ (ธันวาคม 2562 ถึงกุมภาพันธ์ 2563) พ่นสาร 4 ครั้งทุก 5 วัน พบว่าฟลูโอไพแรม + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25% + 25% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ควบคุมโรคได้ดีที่สุด รองลงมาคือไอโพรไดโอน 50% WP อัตรา 30 กรัม ไพราโคลสโตรบิน 25% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร อะซอกซีสโตรบิน 25% SC อัตรา 15 มิลลิลิตร ทีบูโคนาโซล 25% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร และไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร
รายงานเดียวกันกำชับให้อ่านฉลากก่อนใช้ สลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ และหยุดพ่นสารอย่างน้อย 15 วันก่อนเก็บเกี่ยว ถ้าฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมากำหนดระยะนานกว่านั้น ให้ยึดตามฉลาก หอมแดงที่ตั้งใจเก็บขายเป็นหอมใบหรือต้นหอมต้องนับระยะนี้ให้ดี เพราะเก็บเร็วกว่าหอมหัว
หลังเก็บเกี่ยวและรอบปลูกถัดไป
กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เก็บซากพืชที่เป็นโรคออกนอกแปลงไปทำลาย และในพื้นที่ที่เคยระบาดให้ปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชตระกูลหอมกระเทียม ใบแห้งที่กองไว้ริมคันคือแหล่งเชื้อที่ปลิวกลับเข้าแปลงรอบหน้าได้ ถ้าเอาไปหมักปุ๋ยให้หมักจนสลายดี ไม่ใช่โรยกลับลงแปลงสด ๆ
หัวที่จะเก็บไว้ทำพันธุ์หรือรอขาย ให้คัดหัวที่มีแผลออก ผึ่งในที่ลมโกรกและแห้ง เพราะเชื้อที่ติดหัวทำให้หัวเน่าระหว่างเก็บรักษาตามที่ประกาศของกรมวิชาการเกษตรระบุ ดูช่วงปลูกและเก็บเกี่ยวทั้งปีได้ที่ ปฏิทินปลูกหอมแดง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้หัวพันธุ์จากแปลงที่เคยเป็นโรคโดยไม่คัดและไม่แช่สารก่อนปลูก
- เห็นปลายใบแห้งแล้วเหมาว่าเป็นโรคเดียวกันหมด ไม่ได้ดูสีแผลและผงสปอร์ จึงพ่นสารไม่ตรงโรค
- คุมแต่โรค ปล่อยเพลี้ยไฟระบาด ใบเป็นแผลจนเชื้อเข้าง่าย
- พ่นสารตัวเดียวกันเกิน 4 ครั้งติดกัน ไม่สลับกลุ่ม จนเชื้อดื้อสาร
- พ่นจนใกล้วันเก็บเกี่ยว ไม่นับระยะหยุดพ่นอย่างน้อย 15 วันหรือตามฉลาก
- กองใบหอมที่เป็นโรคไว้ริมแปลงหลังตัดแต่ง กลายเป็นแหล่งเชื้อรอบถัดไป
สรุป
โรคใบจุดสีม่วงในหอมแดงและหอมหัวใหญ่เป็นโรคของช่วงต้นหนาวที่หมอกและน้ำค้างลงจัด ซึ่งปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะมีหมอกหนาช่วงธันวาคมถึงมกราคม ป้องกันที่ต้นทางด้วยหัวพันธุ์ปลอดโรค การแช่หัวพันธุ์ คุมเพลี้ยไฟ และไม่ปลูกแน่น เมื่อพบโรคให้ใช้สารตามชื่อสามัญที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ ไม่เกิน 4 ครั้งแล้วสลับกลุ่ม หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวตามฉลาก และเก็บซากพืชเป็นโรคออกจากแปลงทุกรอบ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — ประกาศเตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 16–30 พฤศจิกายน 2565: อาการโรคใบจุดสีม่วง การแช่หัวพันธุ์ และสารแนะนำพร้อมอัตรา https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2023/02/เตือนภัยช่วง16พยถึง30พย2565.pdf
- กรมวิชาการเกษตร — ประกาศเตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 16–29 ธันวาคม 2565 (เนื้อหาโรคใบจุดสีม่วงซ้ำกับฉบับพฤศจิกายน) https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2023/02/เตือนภัยช่วง16ธคถึง29ธค2565.pdf
- กรมวิชาการเกษตร — รายงานผลการทดลองประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดโรคใบจุดสีม่วงของหอมหัวใหญ่ จ.เชียงใหม่ สภาพอากาศที่เอื้อต่อโรค และฤดูปลูก https://doa.go.th/plan/wp-content/uploads/2023/08/2942.33ทดลองประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดโรคใบจุดสีม่ว.pdf
- กรมวิชาการเกษตร — ประกาศเตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 16–31 มกราคม 2569: อาการโรคแอนแทรคโนสหรือหอมเลื้อย https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2026/01/เตือนภัยการเกษตร-ช่วงวันที่-16-31-มกราคม-2569.pdf
- ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา — ประกาศการเริ่มต้นฤดูหนาวและการคาดหมายลักษณะอากาศฤดูหนาว 2569–2570 (16 ต.ค. 2569) https://cmmet.tmd.go.th/forecast/winter.pdf
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
วัวควายไอ น้ำมูกไหลช่วงหน้าหนาว เมื่อไรต้องเรียกสัตวแพทย์
ไอและน้ำมูกในวัวควายช่วงหน้าหนาวอาจเป็นแค่อาการเล็กน้อย หรือเป็นสัญญาณแรกของโรคคอบวมที่รักษาได้ผลเฉพาะระยะแรก บทความนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าเมื่อไรต้องโทรหาสัตวแพทย์
กะหล่ำและคะน้าใบเหลืองเป็นรูปตัววีจากขอบใบ ใช่โรคเน่าดำหรือเปล่า
อาการใบเหลืองรูปตัววีที่มีเส้นใบดำเป็นสัญญาณของโรคเน่าดำหรือขอบใบทอง บทความนี้อธิบายวิธีแยกจากโรคเน่าเละ และการจัดการตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ถึงหลังเก็บเกี่ยว
ราแป้งในแตงและฟักทองช่วงหนาวแห้ง สังเกตเร็วและคุมอย่างไร
ราแป้งในพืชตระกูลแตงชอบอากาศค่อนข้างแห้งช่วงหนาวที่มีหมอกตอนเช้า ตรวจใบล่างให้เจอเร็ว จัดแปลงให้โปร่ง และใช้สารตามชื่อสามัญที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำแบบสลับกลุ่ม
ข้าวนาปรังเจออากาศเย็นตอนออกรวง เสี่ยงโรคไหม้คอรวงแค่ไหน
อากาศเย็นราว 22–25 องศาเซลเซียสกับน้ำค้างที่ค้างใบถึงสาย ทำให้ข้าวนาปรังที่ออกรวงช่วงหน้าหนาวเสี่ยงไหม้คอรวงมากขึ้น บทความนี้บอกวิธีประเมินความเสี่ยงและดูแปลงให้ทัน
ไก่หน้าบวม น้ำมูกไหลช่วงหน้าหนาว เป็นหวัดหน้าบวมหรือ CRD
หวัดหน้าบวมกับ CRD ทำให้ไก่หน้าบวมและมีน้ำมูกได้เหมือนกัน แต่ความเร็วของโรคและการจัดการต่างกัน บทความนี้ช่วยแยกอาการและบอกว่าเมื่อไรต้องเรียกเจ้าหน้าที่
โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สังเกตอาการ แมลงพาหะ และวิธีจัดการ
โรคพุ่มแจ้ทำให้มันสำปะหลังแคระ แตกยอดเป็นพุ่มฝอย และมีเส้นดำใต้เปลือก บทความนี้เล่าอาการ หลักฐานเรื่องพาหะที่ยังไม่ตรงกัน และแนวทางจัดการตามกรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

10ชิ้น กาวดักแมลงวันทอง แมลงวันที่แข็งแกร่งดักแมลงสองด้านสี…
กับดักแมลง
ใช้ติดตามและดักแมลงศัตรูพืชแบบไม่ใช้สาร

ไตรโคเดอร์มา Trichoderma เชื้อราไตรโคเดอร์มา…
ชีวภัณฑ์
ทางเลือกชีวภัณฑ์ที่มีทะเบียน ใช้ตามอัตราบนฉลากเท่านั้น

เป้หยอดปุ๋ย 30L ถังใส่ปุ๋ยข้าวโพด ไม่ต้องก้มหลัง…
เครื่องพ่น/ถังพ่น
ใช้พ่นปุ๋ยน้ำหรือสารตามฉลากให้ทั่วทรงพุ่ม
เช็กก่อนซื้อ
- ความจุถังและน้ำหนักเมื่อเติมเต็มสำหรับสะพาย
- ระบบแรงดัน: โยกมือ แบตเตอรี่ หรือเครื่องยนต์

รองเท้าบูทยาว บูทกันน้ำ,บูทนาเกาหลี
อุปกรณ์ป้องกันขณะทำงาน
ป้องกันมือ เท้า และผิวหนังระหว่างพ่นสารหรือทำงานในแปลง
ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
โรคใบจุดสีม่วงในหอมเกิดจากอะไร
เกิดจากเชื้อรา Alternaria porri ตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร ระบาดในหอมแดง หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง และกระเทียม ชาวบ้านบางพื้นที่เรียกว่าโรคใบลาย
สภาพอากาศแบบไหนที่โรคใบจุดสีม่วงระบาด
รายงานของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าระบาดช่วงปลายฝนถึงหน้าหนาว อุณหภูมิราว 21–30 องศาเซลเซียส มีหมอกหรือน้ำค้างลงจัด และเชื้อเจริญเร็วเมื่ออุณหภูมิ 22–25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์เกิน 80% นานกว่า 4 ชั่วโมง
แยกโรคใบจุดสีม่วงกับหอมเลื้อยอย่างไร
ใบจุดสีม่วงมีแผลวงรีสีม่วงเข้ม ขอบขาวหรือเหลืองส้ม มีผงสปอร์ดำเมื่อชื้น ส่วนหอมเลื้อยหรือแอนแทรคโนสมีเมือกสปอร์สีชมพูส้ม ต้นบิดเป็นเกลียว ล้มเลื้อย และไม่ลงหัว
ต้องแช่หัวพันธุ์หอมก่อนปลูกไหม
กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้หัวพันธุ์ปลอดโรค และแช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าในไดฟีโนโคนาโซล 25% EC 30–40 มิลลิลิตร หรือไอโพรไดโอน 50% WP 30–40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15–20 นาที ทำตามฉลาก
พ่นสารป้องกันโรคใบจุดสีม่วงได้กี่ครั้ง
ประกาศของกรมวิชาการเกษตรแนะนำพ่นทุก 5–7 วัน ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง แล้วสลับกับแมนโคเซบเพื่อป้องกันเชื้อดื้อสาร และรายงานผลการทดลองแนะนำให้หยุดพ่นอย่างน้อย 15 วันก่อนเก็บเกี่ยว
เพลี้ยไฟเกี่ยวกับโรคใบจุดสีม่วงอย่างไร
รายงานของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าหอมที่ถูกเพลี้ยไฟทำลายจะอ่อนแอต่อโรคมากขึ้น จึงต้องคุมเพลี้ยไฟไปพร้อมกับการป้องกันโรค
