ตลาดและการขายเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

ลองกองออกพร้อมกันจนราคาร่วง ชาวสวนจะคัดเกรด ขายตรง หรือแปรรูปอย่างไร

ลองกองออกพร้อมกันช่วง ก.ย.-ต.ค. เปรียบเทียบ 3 ทาง คัดเกรด ขายตรง แปรรูป พร้อมข่าวราคาอุตรดิตถ์ 25 ก.ย. 2569 ตัวอย่างคำนวณ และข้อมูลเก่าที่ระบุปีชัดเจน

ลองกองออกพร้อมกันจนราคาร่วง ชาวสวนจะคัดเกรด ขายตรง หรือแปรรูปอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

ลองกองกระจุกออกเดือนกันยายนถึงตุลาคมจนราคาตกเกือบทุกปี บทความนี้เปรียบเทียบการคัดเกรด ขายตรง และแปรรูป พร้อมข่าวราคาอุตรดิตถ์ปี 2569 และข้อมูลหลังการเก็บเกี่ยวจากมหาวิทยาลัย

คำตอบเร็ว: ไม่มีช่องทางเดียวที่ใช้ได้ทุกสวน ให้ตัดสินใจตามสัดส่วนเกรดในสวนและระยะเวลาที่ผลสดอยู่ได้ ลองกองส่วนใหญ่ออกพร้อมกันช่วงกันยายนถึงตุลาคม (ตัวอย่างปี 2566 สศก. คาดว่าสองเดือนนี้ออกราว 75% ของผลผลิตทั้งประเทศ) การคัดเกรดคุ้มเมื่อมีผลเกรดดีมากพอให้ขายแยก การขายตรงใช้ได้กับปริมาณไม่มากที่ส่งถึงมือผู้ซื้อทันเวลา ส่วนการแปรรูปเป็นทางออกของผลเกรดต่ำที่ขายสดไม่คุ้ม แต่ต้องใช้เวลาและทุนเตรียมก่อนฤดู ปีนี้ (25 กันยายน 2569) ที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ราคาลองกองเกรดคละตามข่าวลงมาที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม และกรมการค้าภายในเปิดจุดรับซื้อ 14-15 บาทต่อกิโลกรัมช่วง 25-29 กันยายน ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะพื้นที่และเฉพาะช่วงนั้น

ลองกองมีลักษณะที่ทำให้ชาวสวนเจ็บตัวซ้ำทุกปี คือเก็บแล้วเก็บไว้ไม่ได้นาน และสวนจำนวนมากเก็บในสัปดาห์เดียวกัน ผมเรียบเรียงบทความนี้จากข่าวและเอกสารที่เปิดตรวจได้ทั้งหมด บางตัวเลขเก่า (ปี 2553 ปี 2564 ปี 2566) ผมระบุปีกำกับไว้ทุกครั้ง เพราะต้องการให้เห็นรูปแบบของปัญหา ไม่ได้ต้องการให้ใช้เป็นราคาปีนี้ ส่วนปฏิทินจัดการปีเว้นปีของลองกองเขียนไว้แล้วในบทความอื่นของเว็บนี้ (/articles/plants-longkong-alternate-bearing-calendar) บทความนี้จึงตอบอีกมุมหนึ่ง คือเมื่อผลสุกแล้วและตลาดล้น จะเลือกขายอย่างไร

ทำไมลองกองจึงออกมาพร้อมกันและราคาร่วงทุกปี

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เคยประเมินสถานการณ์ลองกองปี 2566 โดยใช้ข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2566 ว่าเนื้อที่ให้ผลทั้งประเทศ 161,441 ไร่ ผลผลิตรวม 62,272 ตัน ออกมากที่สุดช่วงกันยายนถึงตุลาคมรวม 46,696 ตัน คิดเป็นราว 75% ของทั้งปี แบ่งเป็นกันยายน 24,860 ตัน (ประมาณ 40%) และตุลาคม 21,836 ตัน (ประมาณ 35%) ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตภาคใต้และภาคเหนือ ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลปี 2566 จึงไม่ใช่ปริมาณปี 2569 แต่ช่วยให้เห็นว่ารูปแบบของฤดูกาลเป็นอย่างไร คือเกือบสามในสี่ของผลผลิตมารวมกันในสองเดือน ราคาจึงถูกกดดันได้ง่ายเมื่อผู้ซื้อรับของไม่ทัน

ข่าวเดียวกันยังบอกว่าชาวสวนภาคใต้โค่นลองกองที่ปลูกเป็นพืชแซมเพื่อดูแลพืชหลัก เช่น ทุเรียน เพราะราคาลองกองตกต่ำต่อเนื่อง เนื้อที่ให้ผลจึงลดลงทุกภาค นี่คือข้อมูลเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ถ้าสวนของคุณยังอยู่ในกลุ่มที่ลองกองเป็นรายได้หลัก การวางช่องทางขายให้ได้ราคาเฉลี่ยดีขึ้นมีผลมากกว่าการหวังให้ราคาทั้งตลาดดีขึ้นเอง

ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ของปีนี้ (ต.ค. 2569)

ท็อปนิวส์รายงานเมื่อ 25 กันยายน 2569 ว่าที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ลองกองเกรดคละถูกกดราคาลงเหลือ 10 บาทต่อกิโลกรัมตามจุดรับซื้อหน้าสวน ชาวสวนที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าราคานี้จ่ายค่าแรงเก็บกับค่าน้ำมันขนส่งลงจากเขาก็หมดแล้ว กลุ่มเกษตรกรเสนอให้รัฐ 3 ข้อ คือเร่งกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ จับคู่หาตลาดรองรับ และพยุงหรือประกันราคาชั่วคราว

วันถัดมา (26 กันยายน 2569) ท็อปนิวส์รายงานว่ากรมการค้าภายในร่วมกับผู้ประกอบการเปิดจุดรับซื้อนำตลาดราคา 14-15 บาทต่อกิโลกรัม 2 แห่ง คือตลาดกลางผลไม้สินค้า OTOP เทศบาลตำบลหัวดง และตลาดผลไม้นานกกก ระหว่าง 25-29 กันยายน หลังจากนั้นตั้งแต่ 30 กันยายน 2569 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์จะรับช่วงดูแลร่วมกับผู้ประกอบการ (ล้ง) 19 ราย รับซื้อตามกลไกตลาด เกษตรกรที่นำลองกองมาขายต้องแสดงสมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) และบัตรประจำตัวประชาชน

ข้อนี้มีสองบทเรียน บทเรียนแรก ราคาที่รัฐเปิดรับซื้อเป็นมาตรการเฉพาะพื้นที่และเฉพาะช่วงวัน ไม่ได้แปลว่าทุกจังหวัดจะมี ถ้าสวนของคุณอยู่นอกพื้นที่ ให้โทรสอบถามพาณิชย์จังหวัดและเกษตรอำเภอก่อนว่ามีโครงการหรือไม่ บทเรียนที่สอง ทะเบียนเกษตรกรเป็นเงื่อนไขของสิทธิ์ ผู้ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลควรทำก่อนฤดู ไม่ใช่รอให้ราคาตก

เปรียบเทียบสามทางเลือก คัดเกรด ขายตรง แปรรูป

ทางเลือกเหมาะกับสวนแบบไหนสิ่งที่ต้องมีข้อจำกัดที่ตรวจสอบได้
คัดเกรดแล้วขายแยกสวนที่มีผลขนาดสม่ำเสมอ ผิวสวย สัดส่วนเกรดบนมากพอแรงงานคัดและบรรจุ ลังหรือตะกร้า ผู้ซื้อที่จ่ายส่วนต่างตามเกรดไม่พบมาตรฐานเกรดบังคับระดับประเทศ ต้องใช้เกณฑ์ของผู้ซื้อแต่ละราย
ขายตรงถึงผู้บริโภคหรือร้านค้าสวนที่ปริมาณไม่มาก อยู่ใกล้เมืองหรือมีฐานลูกค้าช่องทางสั่งซื้อ รถขนส่งที่ไม่ทำให้ผลช้ำ คนที่ดูแลลูกค้าต้นทุนขนส่งและเวลา ผลหลุดร่วงระหว่างทางหากบรรจุปิดทึบ
แปรรูปสวนที่มีผลเกรดต่ำหรือผลล้นเกินที่ขายสดไม่คุ้มเทคโนโลยี เครื่องมือ สถานที่ผลิต ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องไม่มีตัวเลขต้นทุนและกำไรที่ผมตรวจยืนยันได้ ต้องทดลองขนาดเล็กก่อน

เกณฑ์ตัดสินใจที่ผมใช้คือถามสามข้อ ผลที่เก็บวันนี้ถึงผู้ซื้อภายในกี่วัน ในลังหนึ่งมีผลเกรดบนกี่ส่วน และถ้าขายสดไม่ได้ ผลส่วนที่เหลือมีที่ไปหรือไม่ ถ้าตอบข้อสามไม่ได้ แปลว่าต้องมีแผนแปรรูปหรือแผนส่งตลาดสำรองก่อนลงมือเก็บ

ทางเลือกที่ 1 คัดเกรด ต้องรู้สัดส่วนก่อนจ้างคนคัด

ข้อมูลเก่าที่เห็นภาพชัดคือรายงานของ DeepSouthWatch ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2553 ในจังหวัดปัตตานี มีสองชุดตัวเลขในข่าวเดียวกัน ชุดแรกจากประธานศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน ณ 26 กันยายน 2553 เกรด A 16 บาท เกรด B 12 บาท เกรด C 8 บาท เกรดคละ 8 บาท ชุดที่สองจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของจังหวัด ณ 24 กันยายน 2553 เกรด A 22 บาท เกรด B 18 บาท เกรด C 10 บาท เกรดคละ 8 บาท ทั้งสองชุดบอกตรงกันว่าผลผลิตส่วนใหญ่เป็นเกรด C และเกรดคละ ต้นทุนผลิตปี 2553 อยู่ที่ 18.90 บาทต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้อายุ 16 ปีแล้ว ใช้เป็นราคาไม่ได้ แต่ใช้ดูสัดส่วนได้ว่าเกรดบนต่างจากเกรดคละเท่าไร และถ้าผลผลิตส่วนใหญ่เป็นเกรดล่าง การคัดเกรดแล้วขายเกรดบนอย่างเดียวไม่ช่วยให้รายได้เฉลี่ยทั้งสวนดีขึ้นมาก

ตัวอย่างคำนวณการคัดเกรด (สมมติ ใช้ฝึกคิด)

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นข้อสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด สมมติเก็บ 1,000 กิโลกรัม ค่าแรงคัดและบรรจุ 1 บาทต่อกิโลกรัมของผลทั้งหมด สมมติสัดส่วน เกรดบน 20% เกรดกลาง 30% เกรดล่าง 50% และสมมติราคาเกรดบน 20 บาท เกรดกลาง 14 บาท เกรดล่าง 8 บาท รายได้รวม = (200 × 20) + (300 × 14) + (500 × 8) = 4,000 + 4,200 + 4,000 = 12,200 บาท หักค่าคัด 1,000 บาท เหลือ 11,200 บาท เฉลี่ย 11.2 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าขายเหมาเกรดคละที่ 10 บาทไม่คัด ได้ 10,000 บาท การคัดจึงได้เพิ่มราว 1,200 บาทเท่านั้น และถ้าสัดส่วนเกรดบนเหลือ 10% ส่วนเพิ่มจะหายไปเกือบทั้งหมด ข้อสรุปที่ได้คือ ควรจับเวลาและนับสัดส่วนจากแปลงทดลองสัก 100 กิโลกรัมก่อนตัดสินใจจ้างคนคัดทั้งสวน

จุดที่คัดแล้วเสียหายโดยไม่รู้ตัว

ศาสตราจารย์ ดร. จริงแท้ ศิริพานิช (ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว) อธิบายไว้ว่าผลลองกองหลุดร่วงได้สองตำแหน่ง ตำแหน่งแรกอยู่ระหว่างผลกับจุก เกิดจากแรงภายนอกระหว่างคัดขนาด คัดคุณภาพ และบรรจุ ตำแหน่งที่สองอยู่ระหว่างจุกกับก้านช่อผล มีก๊าซเอทิลีนเป็นปัจจัยสำคัญ ผลลองกองสร้างเอทิลีนเองและถ้าอยู่ในภาชนะปิดมิดชิดจะสะสม ทำให้ผลหลุดง่ายแม้ไม่มีแรงกระทำ แปลเป็นงานจริงคือ คนคัดควรจับช่อเบา ๆ ไม่เหวี่ยง และไม่ควรอัดลังจนแน่นปิดทึบ ผมไม่แนะนำให้ใช้สารตามที่ในเอกสารทดลอง เพราะผู้เขียนเองระบุว่าเป็นผลในห้องปฏิบัติการ และการค้าจริงซับซ้อนกว่า

ทางเลือกที่ 2 ขายตรง ต้องรู้ต้นทุนส่งก่อนตั้งราคา

ข้อมูลชุดเดียวกันจาก DeepSouthWatch ปี 2553 บันทึกต้นทุนขนส่งของศูนย์คัดแยกชุมชนเฉลี่ย 2-3 บาทต่อกิโลกรัม และในปี 2552 กรมการค้าภายในอุดหนุนศูนย์รับซื้อ 5 บาทต่อกิโลกรัม แบ่งเป็นค่าบริหารจัดการ 2 บาทกับค่าขนส่ง 3 บาท ตัวเลขนี้เก่ามาก ผมเอามาเพื่อให้เห็นว่าค่าขนส่งคือส่วนที่ผู้ผลิตลืมคิดบ่อย ถ้าขายที่ 10 บาทแล้วค่าขนส่งกินไปอีกสองสามบาท กำไรหายหมด ปีนี้กลุ่มชาวสวนลับแลเองก็ขอให้รัฐช่วยสนับสนุนรถขนผลผลิตไปขายห้างและตลาดสดต่างจังหวัด ซึ่งแสดงว่าต้นทุนและช่องทางขนส่งเป็นคอขวดจริง

ถ้าจะลองขายตรง ผมแนะนำให้เริ่มจากกลุ่มเล็ก เช่น ลูกค้าในเมืองใกล้สวน ร้านผลไม้ หรือกลุ่มสั่งล่วงหน้าเป็นรอบ แล้วนับต้นทุนทุกอย่างที่เกิดจริง ตั้งแต่ลัง รถ น้ำมัน เวลา และค่าเสียหาย ก่อนจะขยายปริมาณ ปริมาณที่ขายตรงได้ในแต่ละวันมักน้อยกว่าที่ผลสุกพร้อมกันทั้งสวน ช่องทางนี้จึงเป็นส่วนเสริมของการขายผ่านล้ง ไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมด

ทางเลือกที่ 3 แปรรูป เมื่อผลเกรดต่ำขายสดไม่คุ้ม

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เคยแนะนำเมื่อกันยายน 2564 ว่ามีเทคโนโลยีแปรรูปลองกอง 5 ผลิตภัณฑ์ คือเครื่องดื่มน้ำลองกองแบบพลาสเจอร์ไรซ์บรรจุขวด (เก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนที่ 4 องศาเซลเซียส) แบบสเตอริไรซ์บรรจุกล่อง (ไม่น้อยกว่า 1 ปีที่ 25 องศาเซลเซียส) แยมและเยลลี่ลองกอง ลองกองลอยแก้ว (เก็บ 1-2 เดือนที่อุณหภูมิห้อง) และลองกองแช่อิ่มอบแห้ง และยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดเปลือก 3 รายการ ข้อมูลนี้เป็นของปี 2564 และเป็นคำแนะนำเชิงเทคโนโลยี ผมไม่พบตัวเลขต้นทุน ราคาขาย หรือกำไรต่อกิโลกรัมที่ตรวจยืนยันได้ จึงไม่ประมาณให้ ผู้ที่สนใจควรติดต่อ วว. หรือหน่วยงานในพื้นที่ที่ให้คำปรึกษาแปรรูป และสอบถามเรื่องการขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตผลิตอาหารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนขายจริง

ข้อสังเกตจากประสบการณ์ภาคสนาม ผลที่เข้าโรงงานแปรรูปไม่ได้แปลว่า "ผลที่ตกเกรด" ทุกผล ผู้แปรรูปมักต้องการวัตถุดิบที่สะอาดและสดพอสมควร ผลที่เน่าแตกแล้วเอามาแปรรูปไม่ได้ ดังนั้นการตัดสินใจแปรรูปต้องเกิดตั้งแต่วันเก็บ ไม่ใช่หลังจากขายสดไม่ออกสามวัน และควรคุยเรื่องปริมาณ ความสด และราคากับผู้แปรรูปก่อนฤดูกาล

ทางเลือกที่เกี่ยวข้องและเทียบกันได้คือการขายผลไม้อื่นผ่านล้งส่งออกกับตลาดค้าส่งในประเทศ ดูตัวอย่างเงาะโรงเรียนได้ที่ /articles/market-rambutan-schoolvariety-export และกรณีผลไม้ฟรีซดรายที่แปรรูปเพื่อส่งออกที่ /articles/market-market-freeze-dried-fruit-export ซึ่งไม่ใช่ลองกองโดยตรง แต่ช่วยให้เห็นว่าการเปลี่ยนรูปผลไม้ต้องดูผู้ซื้อก่อน

ขั้นตอนเตรียมก่อนฤดูกาลปีหน้า

  1. มกราคม-มีนาคม ตรวจทะเบียนเกษตรกร. ให้สมุดทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลพื้นที่ปลูกตรงกับของจริง เพราะมาตรการรับซื้อปีนี้ขอเอกสารนี้ทุกครั้ง
  2. ก่อนฤดู แบ่งผลผลิตคร่าว ๆ เป็นสามกอง. ผลเกรดดีสำหรับขายสด ผลปานกลางสำหรับล้ง ผลเกรดต่ำสำหรับแปรรูปหรือขายราคาต่ำ นับสัดส่วนจากแปลงตัวอย่างปีก่อน
  3. คุยกับผู้ซื้อและผู้แปรรูปล่วงหน้า. ถามว่ารับปริมาณเท่าไร เกณฑ์เกรดอะไร จ่ายกี่วัน จะไปรับเองหรือให้ส่ง
  4. ทยอยเก็บ ไม่เก็บทั้งสวนพร้อมกัน. ถ้าสุกไม่พร้อมกันให้ทยอยตามช่อ เพื่อไม่ให้ล้นช่องทางขายของสวนเอง
  5. จดต้นทุนต่อกิโลกรัมของทุกช่องทาง. ต้นทุนรวม = ต้นทุนคงที่ + ผันแปร แล้วหารด้วยปริมาณที่ขายได้จริง ใช้ตัดสินใจเลือกช่องทางปีถัดไป

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยเมื่อลองกองล้นตลาด

  • รอให้ราคาฟื้นแล้วค้างผลไว้ในสวนหรือในรถ ลองกองเก็บไม่ได้นานและเสื่อมคุณภาพเร็ว สุดท้ายต้องขายราคาต่ำกว่าเดิม
  • คัดเกรดทั้งสวนโดยไม่นับสัดส่วนก่อน ค่าแรงคัดอาจมากกว่าส่วนต่างราคาที่ได้
  • อัดลังแน่นและปิดทึบเพื่อส่งไกล ผลหลุดร่วงจากเอทิลีนสะสมและแรงกดทับ
  • เชื่อว่าโครงการรับซื้อของรัฐมีทุกพื้นที่ ทั้งที่ปีนี้ข่าวที่ผมเปิดพบเป็นของอุตรดิตถ์ ต้องถามพาณิชย์จังหวัดของตนเอง
  • ไม่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือไม่ปรับปรุงข้อมูล พอมีมาตรการแล้วใช้สิทธิ์ไม่ได้
  • ลงทุนเครื่องแปรรูปก่อนมีผู้ซื้อและยังไม่ได้ตรวจเรื่องใบอนุญาต

สรุป

ลองกองล้นตลาดเพราะผลผลิตกว่าครึ่งถึงสามในสี่กระจุกอยู่ในกันยายนถึงตุลาคม (ตามตัวอย่างปี 2566) คำตอบที่ใช้ได้จริงคือจับสัดส่วนเกรดในสวนของตนเองก่อน แล้วเลือกช่องทางตามสัดส่วนนั้น คัดเกรดเมื่อเกรดบนมากพอ ขายตรงเฉพาะปริมาณที่ส่งทัน แปรรูปสำหรับผลที่ขายสดไม่คุ้ม ทั้งหมดต้องเตรียมก่อนฤดู ตัวเลขราคาในบทความมีวันที่กำกับ ปีนี้อ้างอิงเฉพาะข่าว 25-26 กันยายน 2569 (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569) ตรวจราคาและมาตรการล่าสุดกับพาณิชย์จังหวัดก่อนตัดสินใจ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄TopNews (25 ก.ย. 2569): อุตรดิตถ์ ลองกองลับแลราคาดิ่งเหลือ 10 บาท — ราคาเกรดคละ ข้อเสนอของเกษตรกร จุดรับซื้อ 14-15 บาท เงื่อนไขเอกสาร https://www.topnews.co.th/news/1702215
  • 📄TopNews (26 ก.ย. 2569): รับซื้อลองกองลับแลพยุงราคา 14-15 บาท/กก. — กรมการค้าภายใน จุดรับซื้อ 2 แห่ง 25-29 ก.ย. พาณิชย์จังหวัดรับช่วงตั้งแต่ 30 ก.ย. ล้ง 19 ราย https://www.topnews.co.th/news/1702683
  • 📄กรุงเทพธุรกิจ: กระทรวงเกษตรฯ ชวนซื้อลองกองใต้ (ข้อมูลพยากรณ์ สศก. ปี 2566) — เนื้อที่ให้ผล ผลผลิต สัดส่วนรายเดือน ก.ย.-ต.ค. 2566 https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1085318
  • 📄DeepSouthWatch (2 ต.ค. 2553): ลองกองราคาดิ่งเหว เกษตรกรบ่นขาดทุนยับ — ราคาตามเกรดปี 2553 ต้นทุนผลิต ต้นทุนขนส่ง เงินอุดหนุนปี 2552 (ข้อมูลเก่า ใช้เทียบสัดส่วน) https://deepsouthwatch.org/th/node/1003
  • 📄ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (มช.): การยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวลองกองเพื่อการส่งออก — ตำแหน่งผลหลุดร่วงและเอทิลีน ผลทดลองห้องปฏิบัติการ https://www.phtnet.org/2012/01/111/
  • 📄ESG Universe (6 ก.ย. 2564): นวัตกรรมจาก วว. แปรรูปลองกอง — ผลิตภัณฑ์แปรรูป 5 รายการและเครื่องสำอาง 3 รายการ อายุเก็บรักษา https://esguniverse.com/content/245091/

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ลองกองออกพร้อมกันจนราคาร่วง ชาวสวนจะคัดเกรด ขายตรง หรือแปรรูปอย่างไร

ขึ้นกับสัดส่วนเกรดและเวลาที่ผลอยู่ได้ คัดเกรดคุ้มเมื่อผลเกรดบนมีสัดส่วนมากพอ ขายตรงเหมาะกับปริมาณน้อยที่ส่งทัน แปรรูปเหมาะกับผลเกรดต่ำที่ขายสดไม่คุ้ม ควรจับตัวอย่างจากแปลงจริงแล้วคำนวณก่อนตัดสินใจ

ราคาลองกองปีนี้เท่าไร

ข่าวที่เปิดพบคือ 25 กันยายน 2569 ที่อำเภอลับแล เกรดคละ 10 บาทต่อกิโลกรัม และจุดรับซื้อของกรมการค้าภายในที่ 14-15 บาทต่อกิโลกรัมช่วง 25-29 กันยายน ราคาแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ควรตรวจกับพาณิชย์จังหวัดหรือผู้รับซื้อในพื้นที่ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

มีมาตรฐานเกรดลองกองที่ใช้ทั่วประเทศไหม

ค้นแล้วไม่พบประกาศมาตรฐานบังคับระดับประเทศที่เปิดอ่านได้ ผู้รับซื้อแต่ละรายกำหนดเกณฑ์เอง ควรสอบถามเกณฑ์จากผู้ซื้อโดยตรงหรือหน่วยงานด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร

ทำไมลองกองร่วงจากช่อระหว่างขนส่ง

เอกสารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุสองสาเหตุ คือแรงกระทำระหว่างคัดและบรรจุที่ทำให้ผลหลุดจากจุก กับเอทิลีนที่ผลสร้างเองและสะสมในภาชนะปิดซึ่งทำให้ก้านจุกอ่อนแอ แก้เบื้องต้นด้วยการจับช่ออย่างเบาและไม่อัดลังปิดทึบ

แปรรูปลองกองทำเป็นอะไรได้บ้าง

วว. แนะนำเมื่อปี 2564 ว่าทำได้ 5 แบบ คือน้ำลองกอง แยมและเยลลี่ ลองกองลอยแก้ว และลองกองแช่อิ่มอบแห้ง ไม่พบตัวเลขต้นทุนและกำไรที่ยืนยันได้ จึงควรทดลองขนาดเล็กและสอบถามเรื่องใบอนุญาตก่อน

ลองกองออกมากที่สุดช่วงไหน

ตามข้อมูลพยากรณ์ของ สศก. ปี 2566 ออกมากที่สุดเดือนกันยายนถึงตุลาคม รวมราว 75% ของผลผลิตทั้งปี เป็นข้อมูลปี 2566 ใช้ดูรูปแบบฤดูกาลเท่านั้น