คำตอบสั้น ๆ
ข้าวเปลือก 1 เกวียนเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม พร้อมที่มาของหน่วยตวงเดิม วิธีหักความชื้นและสิ่งเจือปน และตัวอย่างคำนวณจากน้ำหนักชั่งจริงไปจนถึงยอดที่โอนเข้าบัญชี
คำตอบเร็ว: ในการซื้อขายข้าวเปลือกทุกวันนี้ 1 เกวียนเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน โรงสีและท่าข้าวใช้ตัวเลขนี้ตรงกันแทบทั้งประเทศ แต่เงินที่ได้จริงไม่เท่ากับน้ำหนักที่ชั่งได้ เพราะราคาที่ประกาศเป็นราคาข้าวที่ความชื้นมาตรฐานราว 15 เปอร์เซ็นต์ ข้าวสดจากรถเกี่ยวมักมีความชื้น 22-30 เปอร์เซ็นต์ จึงถูกหักน้ำหนักหรือหักราคาตามตารางของแต่ละโรงสี แล้วยังหักสิ่งเจือปนอีกส่วนหนึ่ง สิ่งที่ชาวนาต้องทำคือขอดูตารางหักและใบชั่งทุกครั้ง ส่วนราคารับซื้อเปลี่ยนทุกวัน ให้ตรวจสอบราคาปัจจุบันจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือกรมการค้าภายในก่อนตกลงขาย
ชาวนาเกือบทุกคนเคยเจอสถานการณ์เดียวกัน คือเกี่ยวข้าวได้เต็มรถ คำนวณในใจว่าน่าจะได้เงินเท่านั้นเท่านี้ พอถึงท่าข้าวแล้วยอดที่โอนเข้าบัญชีกลับหายไปหลายพันบาทโดยไม่รู้ว่าหายตรงไหน ต้นเหตุมักอยู่ที่สองเรื่องที่ไม่ได้ดูตอนอยู่หน้าเครื่องชั่ง คือการหักความชื้นและการหักสิ่งเจือปน บทความนี้อธิบายว่าเกวียนคืออะไร มาจากไหน แล้วเดินตามตัวเลขตั้งแต่น้ำหนักชั่งจริงไปจนถึงยอดโอน เพื่อให้คำนวณล่วงหน้าเองได้ก่อนตกลงราคา
1 เกวียนเท่ากับกี่กิโลกรัม และที่มาของหน่วยนี้

ในทางปฏิบัติของการค้าข้าวเปลือกปัจจุบัน 1 เกวียนเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 เมตริกตัน ราคาที่ประกาศกันตามหน้าโรงสี เช่น ข้าวเปลือกเจ้าเกวียนละเท่าไหร่ จึงหมายถึงราคาต่อหนึ่งพันกิโลกรัมที่ความชื้นมาตรฐาน
แต่คำว่าเกวียนไม่ได้เกิดมาเป็นหน่วยน้ำหนัก มันเป็นหน่วยตวงของไทยมาแต่เดิม ในมาตราชั่งตวงวัดไทย 1 ถังเท่ากับ 20 ลิตร และ 1 เกวียนหลวงเท่ากับ 100 ถัง ซึ่งเท่ากับ 2,000 ลิตร ชื่อนี้มาจากปริมาณข้าวที่บรรทุกเต็มเกวียนหนึ่งเล่มในยุคที่ยังใช้เกวียนลากด้วยวัวควาย
จุดที่ทำให้คนสับสนคือการแปลงจากหน่วยตวงเป็นหน่วยชั่ง ข้าวเปลือกหนึ่งถัง 20 ลิตร มีน้ำหนักราว 10-11 กิโลกรัม ขึ้นกับพันธุ์และความชื้น ดังนั้น 100 ถังจึงได้ราว 1,000-1,100 กิโลกรัม ตัวเลขนี้เองที่กลายมาเป็นข้อตกลงว่าเกวียนเท่ากับหนึ่งพันกิโลกรัมเมื่อการค้าเปลี่ยนมาใช้เครื่องชั่งรถบรรทุกแทนการตวง ส่วนข้าวสารที่เมล็ดแน่นกว่า หนึ่งถัง 20 ลิตรจะหนักราว 14-15 กิโลกรัม ซึ่งเป็นคนละตัวเลขกับข้าวเปลือก อย่านำมาใช้ปนกัน
| หน่วย | ค่าที่ใช้กัน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 1 เกวียน (ข้าวเปลือก ซื้อขายปัจจุบัน) | 1,000 กิโลกรัม | เท่ากับ 1 ตัน ใช้ตรงกันทั้งโรงสีและท่าข้าว |
| 1 เกวียนหลวง (มาตราตวงเดิม) | 100 ถัง หรือ 2,000 ลิตร | เป็นหน่วยปริมาตร ไม่ใช่หน่วยน้ำหนัก |
| 1 ถัง | 20 ลิตร | ข้าวเปลือกราว 10-11 กก. ข้าวสารราว 14-15 กก. |
| 1 กระสอบข้าวเปลือกทั่วไป | ราว 100 กิโลกรัม | แล้วแต่ขนาดกระสอบและการอัดแน่น ต้องชั่งจริง |
| 1 ไร่ ผลผลิตข้าวนาปีทั่วไป | ราว 0.4-0.7 เกวียน | ต่างกันมากตามพันธุ์ พื้นที่ และปีน้ำ ควรอ้างอิงข้อมูลผลผลิตต่อไร่รายจังหวัดจาก สศก. |
ในบางพื้นที่ยังมีคนเรียกหน่วยเก่าอย่างบั้นหรือสัด ซึ่งเป็นมาตราตวงเดิมเช่นกัน เวลาซื้อขายจริงให้ยึดตัวเลขบนใบชั่งเป็นกิโลกรัมเสมอ เพราะเป็นตัวเลขเดียวที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ถ้าคู่ค้าพูดเป็นถังหรือเป็นกระสอบ ให้ขอแปลงเป็นกิโลกรัมและบันทึกไว้ก่อนตกลง
การหักความชื้น ตัวที่กินเงินมากที่สุด

ข้าวที่เกี่ยวด้วยรถเกี่ยวและส่งเข้าโรงสีวันเดียวกัน มักมีความชื้นในช่วง 22-30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ราคาซื้อขายอ้างอิงกันที่ความชื้นราว 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นระดับที่เก็บได้โดยไม่ขึ้นราและไม่เสื่อมคุณภาพเร็ว น้ำที่เกินมาคือน้ำหนักที่โรงสีต้องเสียค่าอบออกไป จึงถูกหักคืนจากชาวนา
วิธีหักมีสองแบบที่เจอบ่อย และควรรู้ว่าโรงสีที่เรากำลังขายใช้แบบไหน
- หักเป็นน้ำหนัก คำนวณน้ำหนักที่เทียบเท่าความชื้นมาตรฐาน โดยใช้หลักว่า น้ำหนักที่ความชื้นมาตรฐาน เท่ากับ น้ำหนักชั่งจริง คูณด้วย (100 ลบความชื้นจริง) แล้วหารด้วย (100 ลบความชื้นมาตรฐาน) เป็นวิธีที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายที่สุดเพราะเป็นสูตรคณิตศาสตร์ตรง ๆ
- หักเป็นราคาตามตาราง โรงสีมีตารางลดราคาต่อทุกหนึ่งจุดความชื้นที่เกินมาตรฐาน วิธีนี้แต่ละโรงสีไม่เหมือนกัน และบางแห่งหักมากกว่าที่สูตรน้ำหนักคำนวณได้ ต้องขอดูตารางก่อนลงชั่ง
เรื่องที่คนขายมักเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัวคือวิธีเก็บตัวอย่างวัดความชื้น ข้าวในรถคันเดียวกันความชื้นไม่เท่ากัน ส่วนบนที่โดนแดดจะแห้งกว่าส่วนกลางและก้นรถ ถ้าเจาะเก็บตัวอย่างจุดเดียวหรือเก็บจากจุดที่ชื้นที่สุด ตัวเลขที่ได้จะไม่แทนค่าทั้งคันรถ ควรขอให้เก็บตัวอย่างอย่างน้อย 3-5 จุดกระจายทั้งคัน และขอดูหน้าจอเครื่องวัดด้วยตาตัวเองทุกครั้ง
อีกจุดหนึ่งที่มีผลจริงคือเวลาที่ส่ง ข้าวที่เกี่ยวตอนเช้าตรู่ซึ่งยังมีน้ำค้างจะชื้นกว่าข้าวที่เกี่ยวช่วงบ่ายในวันเดียวกันได้หลายจุด ถ้าจัดคิวรถเกี่ยวได้ การเลื่อนมาเกี่ยวช่วงสายถึงบ่ายและส่งถึงโรงสีภายในวันนั้นช่วยลดการถูกหักได้จริงโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม
การหักสิ่งเจือปนและปัจจัยอื่นที่ทำให้ยอดลดลง

หลังหักความชื้นแล้ว ยังมีการหักอีกชั้นจากสิ่งที่ไม่ใช่เมล็ดข้าวดี ซึ่งโรงสีเรียกรวมว่าสิ่งเจือปน ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับตั้งรถเกี่ยวและสภาพแปลง
| รายการที่ถูกหัก | สาเหตุที่พบบ่อย | ลดได้อย่างไร |
|---|---|---|
| เมล็ดลีบและเมล็ดแตกหัก | เกี่ยวเร็วหรือช้าเกินระยะ ปรับความเร็วลูกนวดแรงเกิน | เกี่ยวในช่วงข้าวสุกแก่พอดีและคุยกับคนขับรถเกี่ยวเรื่องรอบลูกนวด |
| ฟาง เศษใบ และวัชพืช | พัดลมทำความสะอาดในรถเกี่ยวตั้งไม่พอ แปลงมีหญ้าปน | กำจัดวัชพืชก่อนถึงระยะเกี่ยว และขอให้ปรับพัดลมเพิ่ม |
| ดินและกรวด | ตั้งหัวเกี่ยวต่ำเกินในแปลงที่ผิวไม่เรียบ | ปรับระดับแปลงตั้งแต่ตอนเตรียมดิน และแจ้งคนขับเรื่องพื้นที่ลุ่ม |
| ข้าวเมล็ดแดงหรือข้าวปน | ข้าวดีดข้าวเด้งในแปลง หรือใช้เมล็ดพันธุ์ไม่สะอาด | ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และตัดพันธุ์ปนก่อนเกี่ยว |
| ความชื้นไม่สม่ำเสมอทั้งคัน | ผสมข้าวจากหลายแปลงหลายวันในรถคันเดียว | แยกส่งตามแปลงและตามวันเกี่ยว อย่ารวมข้าวเก่ากับข้าวใหม่ |
นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่การหักน้ำหนักแต่กินเงินสุทธิเหมือนกัน คือค่าจ้างรถเกี่ยวซึ่งคิดเป็นต่อไร่ ค่าจ้างรถบรรทุกขนไปโรงสี และค่าแรงคนขนถ่าย ชาวนาที่คำนวณกำไรจากราคาต่อเกวียนอย่างเดียวโดยไม่หักสามรายการนี้ออก มักประเมินกำไรสูงกว่าความจริงค่อนข้างมาก ควรจดแยกไว้ในสมุดบัญชีต้นทุนและกำไรของแต่ละรอบการผลิต
ตัวอย่างคำนวณ จากน้ำหนักชั่งจริงถึงยอดโอน

ตัวอย่างนี้ใช้ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ราคาจริงของวันใดวันหนึ่ง ราคารับซื้อข้าวเปลือกเปลี่ยนทุกวันตามชนิดข้าวและพื้นที่ ให้ตรวจสอบราคาปัจจุบันจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือกรมการค้าภายในก่อนใช้คำนวณจริง
- ชั่งน้ำหนัก ชั่งรถเข้าพร้อมข้าวได้ 12,450 กิโลกรัม ชั่งรถออกหลังเทข้าวได้ 7,250 กิโลกรัม น้ำหนักข้าวสุทธิจึงเท่ากับ 5,200 กิโลกรัม
- วัดความชื้น เก็บตัวอย่าง 5 จุด เฉลี่ยได้ความชื้น 24 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาตรฐานซื้อขายอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์
- ปรับน้ำหนักตามความชื้น คำนวณจาก 5,200 คูณ (100 ลบ 24) หารด้วย (100 ลบ 15) ได้เท่ากับ 5,200 คูณ 76 หารด้วย 85 เท่ากับ 4,649 กิโลกรัมโดยประมาณ
- หักสิ่งเจือปน โรงสีระบุสิ่งเจือปน 2 เปอร์เซ็นต์ จึงเหลือ 4,649 ลบ 93 เท่ากับ 4,556 กิโลกรัม หรือ 4.556 เกวียน
- คิดเป็นเงิน สมมติราคาที่ตกลงกันคือ 9,000 บาทต่อเกวียน จะได้ 4.556 คูณ 9,000 เท่ากับ 41,004 บาท
- หักค่าขนส่งและค่าแรง สมมติค่าจ้างรถบรรทุกและค่าขนถ่ายรวม 1,200 บาท ยอดที่โอนเข้าบัญชีจึงราว 39,804 บาท
จุดที่ควรสังเกตคือข้าวชั่งได้ 5,200 กิโลกรัม แต่คิดเงินจริงเพียง 4,556 กิโลกรัม หายไปราว 644 กิโลกรัม หรือราว 12 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักที่ขึ้นตาชั่ง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การโกง แต่คือน้ำและสิ่งเจือปนที่ปนมาจริง อย่างไรก็ตามส่วนที่ต่อรองได้คือความแม่นยำของการวัด และความชื้นที่ลดลงได้ด้วยการจัดการหน้าแปลง
ลองเทียบให้เห็นภาพ ถ้าลดความชื้นจาก 24 เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ด้วยการเลื่อนเวลาเกี่ยวและไม่ทิ้งข้าวค้างในรถข้ามคืน น้ำหนักที่ปรับแล้วจะเป็น 5,200 คูณ 80 หารด้วย 85 เท่ากับราว 4,894 กิโลกรัม หักสิ่งเจือปน 2 เปอร์เซ็นต์เหลือราว 4,796 กิโลกรัม ที่ราคาสมมติเดิมจะได้เพิ่มขึ้นราว 2,160 บาทจากรถคันเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่การจัดการความชื้นสำคัญกว่าการต่อรองราคาต่อเกวียนอีกไม่กี่สิบบาท
เช็กลิสต์ก่อนขายข้าวให้โรงสี
- ถามราคาและตารางหักความชื้นจากโรงสีอย่างน้อย 2-3 แห่งในวันเดียวกัน เพราะส่วนต่างอยู่ที่ตารางหักพอ ๆ กับที่อยู่ที่ราคาประกาศ
- ขอใบชั่งเข้าและใบชั่งออกทุกครั้ง เก็บไว้คู่กับใบรับซื้อ
- ยืนดูตอนเจาะเก็บตัวอย่างและตอนวัดความชื้น ขอให้เก็บหลายจุดทั้งคันรถ
- จดตัวเลขสี่ตัวไว้ทุกเที่ยว คือน้ำหนักสุทธิ ความชื้น สิ่งเจือปน และราคาต่อเกวียน เพื่อเทียบระหว่างโรงสีในรอบถัดไป
- อย่าปล่อยข้าวค้างในรถหรือกองรอข้ามคืนโดยไม่คลุม เพราะความชื้นกลับขึ้นและอาจเกิดความร้อนสะสมในกอง
- ถ้าเข้าร่วมมาตรการหรือโครงการของรัฐในปีนั้น ให้ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากกรมการค้าภายในหรือสำนักงานเกษตรอำเภอ เพราะหลักเกณฑ์และวงเงินเปลี่ยนทุกปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนขายข้าว

- คำนวณรายได้จากน้ำหนักที่ชั่งได้ตรง ๆ โดยลืมว่ายังต้องหักความชื้นและสิ่งเจือปน ทำให้วางแผนใช้เงินผิดตั้งแต่ก่อนขาย
- เทียบราคาระหว่างโรงสีจากป้ายราคาอย่างเดียว โรงสีที่ราคาสูงกว่าแต่หักความชื้นหนักกว่า อาจจ่ายจริงน้อยกว่าอีกแห่งที่ราคาต่ำกว่า
- ไม่ดูตอนวัดความชื้น ปล่อยให้เก็บตัวอย่างจุดเดียว ซึ่งอาจไม่แทนค่าทั้งคันรถ
- รวมข้าวจากหลายแปลงหลายวันในรถคันเดียว ทำให้ความชื้นเฉลี่ยถูกดึงขึ้นโดยข้าวที่เพิ่งเกี่ยว และเสียเปรียบทั้งคัน
- ไม่เก็บใบชั่ง พอยอดโอนไม่ตรงก็ไม่มีหลักฐานย้อนกลับไปทักท้วง
- ลืมหักค่ารถเกี่ยว ค่าบรรทุก และค่าขนถ่ายออกจากกำไร ทำให้ประเมินกำไรต่อไร่สูงกว่าความจริง และตัดสินใจขยายพื้นที่บนตัวเลขที่ผิด
- ใช้ตัวเลขข้าวสารมาคิดแทนข้าวเปลือก เช่น คิดถังละ 15 กิโลกรัมกับข้าวเปลือก ทำให้ประมาณการผลผลิตคลาดเคลื่อนตั้งแต่ก่อนขาย
สรุป
ข้าวเปลือก 1 เกวียนเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม และคำนี้มีรากมาจากมาตราตวงเดิมที่ 100 ถังหรือ 2,000 ลิตร แต่เงินที่ได้จริงคำนวณจากน้ำหนักหลังหักความชื้นและสิ่งเจือปน ไม่ใช่จากน้ำหนักที่ขึ้นตาชั่ง ในตัวอย่างที่ยกไว้ ข้าว 5,200 กิโลกรัมที่ความชื้น 24 เปอร์เซ็นต์ เหลือคิดเงินราว 4,556 กิโลกรัม หรือหายไปราว 12 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ชาวนาควบคุมได้จริงคือความชื้นหน้าแปลงและความโปร่งใสของการวัด จึงควรยืนดูการเก็บตัวอย่าง ขอใบชั่งทุกเที่ยว และเทียบตารางหักของโรงสีหลายแห่งก่อนตัดสินใจ ส่วนราคารับซื้อและเงื่อนไขมาตรการของรัฐเปลี่ยนตลอด ให้ตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกรมการค้าภายในก่อนขายทุกครั้ง อ่านเรื่องตลาดและการขายเพิ่มเติมเพื่อวางแผนช่วงเวลาขาย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ข้อมูลผลผลิตต่อไร่ และต้นทุนการผลิตข้าวรายปี
- กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ — ราคารับซื้อข้าวเปลือก หลักเกณฑ์มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และการกำกับดูแลเครื่องชั่งตวงวัด
- กรมการข้าว — คำแนะนำระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม การลดความชื้น และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
- สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — มาตรฐานสินค้าข้าวและข้อกำหนดด้านคุณภาพเมล็ด
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ราคาโคเนื้อตกต่ำเพราะอะไร และผู้เลี้ยงรายย่อยจะรับมืออย่างไร
สรุปสิ่งที่แหล่งข้อมูลทางการยืนยันได้เรื่องราคาโคเนื้อตกต่ำ สาเหตุ และแนวทางตัดสินใจของผู้เลี้ยงรายย่อย โดยไม่ใส่ราคาตลาดที่ไม่มีแหล่งลงวันที่
ขายใบตองช่วงลอยกระทง ปลูกกล้วยตานีตัดใบอย่างไรให้ใบสวย
ใบตองกล้วยตานีให้ใบสวยได้ด้วยแนวกันลม ความชื้นดิน และการตัดที่ถูกเวลา บทความนี้รวมราคาปีที่ผ่านมาจากแหล่งที่ระบุวันที่ และบอกสิ่งที่ยังตรวจไม่ได้
ช่วงกินเจผักชนิดไหนขายดี และเกษตรกรรายย่อยจะขายตรงอย่างไร
ช่วงกินเจ 10-18 ต.ค. 2569 ผักใบหอมราคายังสูงจากฝนและน้ำท่วม ขณะที่กะหล่ำปลีเริ่มถูกลง บทความนี้บอกว่าอะไรยืนยันได้ อะไรยังไม่มีข้อมูล และรายย่อยควรขายตรงอย่างไร
ส้มโอช่วงไหว้พระจันทร์ คัดผลและแพ็กอย่างไรให้ขายได้ราคาเทศกาล
เทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 2569 ผ่านไปแล้ว บทความนี้จึงวางแผนสำหรับปีหน้า ตั้งแต่คัดผล แพ็ก ไปจนถึงไทม์ไลน์และตัวอย่างต้นทุนที่ระบุเป็นสมมติฐาน
ทำข้าวเม่าขาย เกี่ยวข้าวระยะไหน คั่วอย่างไร และส่งร้านกระยาสารท
เกษตรกรที่อยากทำข้าวเม่าขายช่วงกระยาสารทต้องรู้ระยะเกี่ยวข้าว วิธีคั่วตำ และการแพ็กส่งร้าน บทความนี้สรุปขั้นตอนพร้อมตัวอย่างต้นทุนที่บอกฐานตัวเลขชัดเจน
ลองกองออกพร้อมกันจนราคาร่วง ชาวสวนจะคัดเกรด ขายตรง หรือแปรรูปอย่างไร
ลองกองกระจุกออกเดือนกันยายนถึงตุลาคมจนราคาตกเกือบทุกปี บทความนี้เปรียบเทียบการคัดเกรด ขายตรง และแปรรูป พร้อมข่าวราคาอุตรดิตถ์ปี 2569 และข้อมูลหลังการเก็บเกี่ยวจากมหาวิทยาลัย
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

พริกป่นพม่า 500 กรัม ตราอารี พริกแห้งอบ พริกบดหยาบ พริกป่นทำอาหาร พริกป่นเผ็ดมาก
ดูรายละเอียด
ทุ้งหยอดข้าวเหล็ก ปลายแหลมสั้น สำหรับปลูกข้าว/หยอดเมล็ดพันธุ์ ขนาด 2x3 นิ้ว น้ำหนัก 500 กรัม
ดูรายละเอียด
กล่องพลาสติกใส BP 104 ใส่ผัก ผลไม้ (500 กรัม ราคายกลัง 600 ใบ สุดคุ้มค่า ใส่ผลไม้ ตามฤดูกาล สวยงาม
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ข้าว 1 เกวียนกี่กิโลกรัม
ในการซื้อขายข้าวเปลือกปัจจุบัน 1 เกวียนเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน ตัวเลขนี้ใช้ตรงกันแทบทุกโรงสีและท่าข้าวในประเทศไทย ส่วนความหมายดั้งเดิมของเกวียนเป็นหน่วยตวง คือ 100 ถัง หรือ 2,000 ลิตร ซึ่งเมื่อแปลงเป็นน้ำหนักข้าวเปลือกจะได้ราว 1,000-1,100 กิโลกรัม จึงลงตัวกับตัวเลขหนึ่งพันกิโลกรัมที่ใช้กันในการค้าปัจจุบัน
ทำไมชั่งได้ 5 ตัน แต่โรงสีคิดเงินให้น้อยกว่านั้น
เพราะราคาที่ประกาศเป็นราคาข้าวที่ความชื้นมาตรฐานราว 15 เปอร์เซ็นต์ ข้าวสดจากรถเกี่ยวมีน้ำเกินมาตรฐานอยู่ ซึ่งโรงสีต้องเสียค่าอบออกไป จึงหักน้ำหนักหรือหักราคาตามตาราง แล้วยังหักสิ่งเจือปนอย่างฟาง ดิน เมล็ดลีบอีกส่วนหนึ่ง รวมกันแล้วในข้าวความชื้นราว 24 เปอร์เซ็นต์มักหายไปราว 10-13 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักที่ขึ้นตาชั่ง
คำนวณน้ำหนักหลังหักความชื้นเองได้อย่างไร
ใช้หลักง่าย ๆ คือ น้ำหนักที่ความชื้นมาตรฐาน เท่ากับ น้ำหนักชั่งจริง คูณด้วย ผลต่างของ 100 กับความชื้นจริง แล้วหารด้วย ผลต่างของ 100 กับ 15 เช่น ข้าว 5,200 กิโลกรัมที่ความชื้น 24 เปอร์เซ็นต์ จะได้ 5,200 คูณ 76 หารด้วย 85 เท่ากับราว 4,649 กิโลกรัม จากนั้นค่อยหักสิ่งเจือปนตามที่โรงสีระบุ วิธีนี้ใช้ตรวจสอบว่ายอดที่โรงสีคิดสมเหตุสมผลหรือไม่
ความชื้นข้าวเท่าไหร่ถึงจะไม่ถูกหัก
โดยทั่วไปยึดที่ราว 15 เปอร์เซ็นต์เป็นมาตรฐานการซื้อขาย ถ้าต่ำกว่าหรือเท่านี้มักไม่ถูกหักน้ำหนัก การจะทำให้ถึงระดับนั้นต้องผ่านการตากหรืออบ ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ที่ขายข้าวสดทันทีหลังเกี่ยวทำไม่ได้ แนวทางที่ทำได้จริงคือลดความชื้นลงให้มากที่สุดด้วยการเลือกเวลาเกี่ยวช่วงสายถึงบ่าย ไม่เกี่ยวขณะมีน้ำค้างหรือหลังฝนตก และส่งถึงโรงสีภายในวันเดียวกัน
ขายข้าวสดกับตากก่อนขาย อย่างไหนคุ้มกว่า
ขึ้นกับว่ามีลานตากและแรงงานหรือไม่ การตากช่วยลดการถูกหักความชื้นและมักได้ราคาต่อเกวียนสูงขึ้น แต่มีต้นทุนแฝงคือค่าแรงเกลี่ยกลับ พื้นที่ลาน ความเสี่ยงฝนตกระหว่างตาก และการสูญเสียจากนกและการขนย้าย ชาวนาที่มีพื้นที่ตากของตัวเองและเกี่ยวช่วงฟ้าเปิดมักคุ้ม ส่วนคนที่ต้องเช่าลานหรือเกี่ยวช่วงปลายฝน การขายสดทันทีมักเสี่ยงน้อยกว่า
ผลผลิตข้าวต่อไร่ได้กี่เกวียน
ค่าที่พบทั่วไปในนาข้าวของไทยอยู่ในช่วงราว 0.4-0.7 เกวียนต่อไร่ หรือราว 400-700 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งต่างกันมากตามชนิดข้าว พันธุ์ ระบบน้ำ และสภาพอากาศในปีนั้น นาปรังในเขตชลประทานมักได้สูงกว่านาปีที่อาศัยน้ำฝน ตัวเลขอ้างอิงรายจังหวัดและรายปีควรดูจากรายงานผลผลิตของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งปรับปรุงตามฤดูการผลิต
ควรทำอย่างไรถ้าไม่เห็นด้วยกับตัวเลขความชื้นที่โรงสีวัด
ขอให้เก็บตัวอย่างใหม่หลายจุดต่อหน้าเราและขอดูหน้าจอเครื่องวัด ถ้ายังไม่ตรงกันมากให้ขอสำเนาใบชั่งและใบรับซื้อไว้เป็นหลักฐาน แล้วเทียบกับโรงสีอื่นในรอบถัดไป หากเห็นว่าเครื่องชั่งหรือเครื่องวัดอาจไม่ได้มาตรฐาน สามารถสอบถามหรือแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือหน่วยงานที่ดูแลด้านชั่งตวงวัดในพื้นที่ เพื่อขอให้ตรวจสอบเครื่องมือตามกฎหมาย
