ปลูกพืชเผยแพร่ 19 ตุลาคม 2569

ปลูกทานตะวันเป็นทุ่งให้คนมาชมหน้าหนาว ต้องหว่านเมล็ดช่วงไหนดอกถึงบานทัน

ทุ่งทานตะวัน ปลูกให้บานทันปีใหม่ ต้องนับย้อนจากอายุเริ่มบาน 50–55 วันตามเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตร หยอดเป็นรุ่น เตรียมน้ำให้พอ และรับมืออากาศหนาวปี 2569

ปลูกทานตะวันเป็นทุ่งให้คนมาชมหน้าหนาว ต้องหว่านเมล็ดช่วงไหนดอกถึงบานทัน

คำตอบสั้น ๆ

ทานตะวันเริ่มบานราว 50–55 วันหลังปลูก ทุ่งที่อยากให้บานช่วงปีใหม่จึงต้องหยอดเมล็ดราวต้นถึงกลางพฤศจิกายน แบ่งเป็นรุ่น และต้องมีน้ำให้ตลอด

คำตอบเร็ว: ทานตะวันเริ่มบานราว 50–55 วันหลังปลูก (ตามเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตร) ถ้าอยากให้ทุ่งบานช่วงปีใหม่ 2570 ให้นับย้อนจากวันเป้าหมาย ซึ่งจะตกราวปลาย ต.ค.–กลาง พ.ย. 2569 ควรหยอดเป็น 3–4 รุ่นห่างกันราว 7–10 วัน และต้องมีน้ำให้ตลอด เพราะการปลูกปลายฝนเจอแล้งทั้งฤดู ข้อมูล ณ ต.ค. 2569

คนที่อยากทำทุ่งทานตะวัน ปลูกให้บานทันช่วงคนเที่ยวหน้าหนาว มักพลาดอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือหยอดเมล็ดวันเดียวทั้งแปลง ทุ่งเลยบานพร้อมกันแค่ช่วงสั้น ๆ พอถึงวันหยุดยาวดอกก็เริ่มก้มหัวแล้ว เรื่องที่สองคือเอาปฏิทินปลูกทานตะวันแบบเก็บเมล็ดมาใช้ตรง ๆ ทั้งที่เป้าหมายต่างกัน ไร่เก็บเมล็ดต้องการให้ดอกบานตอนฝนยังพอมีแล้วเก็บเกี่ยวในอากาศแห้ง ส่วนทุ่งชมดอกต้องการให้ดอกบานตรงกับวันที่คนมาเยอะ บทความนี้ตอบเฉพาะเรื่องนับวันหยอดเมล็ดให้ดอกบานทันฤดูท่องเที่ยว ใช้ตัวเลขจากเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น

นับวันจากอะไร: อายุดอกบานที่มีเอกสารรองรับ

ภาพประกอบ นับวันจากอะไร: อายุดอกบานที่มีเอกสารรองรับ

เอกสาร “ทานตะวัน” ของกรมส่งเสริมการเกษตรแบ่งการให้น้ำเป็น 5 ช่วง และแต่ละช่วงบอกอายุต้นไว้ เราใช้ตัวเลขชุดนี้เป็นหลักนับวันได้ดีที่สุด เพราะผูกกับระยะที่ตาเห็นในแปลง

ระยะของต้นอายุโดยประมาณความหมายสำหรับทุ่งชมดอก
หลังหยอดเมล็ดวันที่ 0ต้องให้น้ำทันทีหลังปลูก นับวันเริ่มจากวันนี้
ใบจริง 2 คู่ราว 10–15 วันช่วงถอนแยกเหลือหลุมละต้นและซ่อมหลุมที่ไม่งอก
เริ่มสร้างตาดอกราว 30 วันช่วงใส่ปุ๋ยแต่งหน้าและพูนโคน ถ้าขาดน้ำตอนนี้ดอกเล็ก
ดอกตูมราว 45 วันเริ่มประกาศวันเปิดทุ่งได้ ยังเลื่อนได้ไม่กี่วัน
เริ่มบานราว 50–55 วันวันเปิดให้ชมของแปลงรุ่นนั้น
สร้างเมล็ดราว 60–70 วันดอกมักเริ่มก้มหัว ภาพถ่ายไม่สวยเท่าช่วงแรก

อายุรวมทั้งต้นตามเอกสารเดียวกันอยู่ราว 100–120 วันขึ้นกับพันธุ์ ส่วนลูกผสมใช้ 80–110 วันจากปลูกถึงเก็บเกี่ยว ตัวเลขเหล่านี้คือค่ากลาง ไม่ใช่วันตายตัว งานทดลองของกรมวิชาการเกษตรที่เพชรบูรณ์ปลูกพันธุ์เชียงใหม่ 1 วันที่ 26 ก.ย. 2560 แล้วเก็บเกี่ยว 13 ม.ค. 2561 ช่วงห่างราว 109 วัน ส่วนรุ่นที่ปลูก 16 ส.ค. 2559 เก็บเกี่ยว 28 พ.ย. 2559 ราว 104 วัน แปลว่ารุ่นที่โตในอากาศเย็นช่วงท้ายฤดูใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย

ข้อมูลที่ยังไม่มีเอกสารทางการรองรับคือ “ทุ่งหนึ่งรุ่นบานสวยได้กี่วัน” เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่วัดผลผลิตเมล็ด ไม่ได้วัดช่วงที่ดอกสวยพอถ่ายรูป ส่วนนี้ไม่มีประกาศชัด หากต้องการตัวเลขสำหรับพันธุ์ที่ซื้อ ให้สอบถามบริษัทเมล็ดพันธุ์หรือกลุ่มส่งเสริมพืชไร่อุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตร โทร 02-940-6124

ปฏิทินนับย้อน: อยากให้บานวันไหน ต้องหยอดเมล็ดวันไหน

ตารางนี้คำนวณเองจากอายุเริ่มบาน 50–55 วันในเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตร ใช้เป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่คำแนะนำของหน่วยงาน

ช่วงที่อยากให้บานช่วงหยอดเมล็ด (นับย้อน 50–55 วัน)หมายเหตุ
ต้น ธ.ค. 2569 (วันพ่อ 5 ธ.ค.)ราว 11–16 ต.ค. 2569เลยมาแล้ว ณ วันที่เขียน 19 ต.ค. 2569 ถ้าจะทำต้องรับว่าบานช้ากว่าเป้า
กลาง ธ.ค. 2569ราว 21–26 ต.ค. 2569ยังทัน ถ้าดินและน้ำพร้อมภายในสัปดาห์นี้
ช่วงปีใหม่ 25 ธ.ค.–5 ม.ค.ราว 1–15 พ.ย. 2569ช่วงคนเที่ยวมากที่สุด ควรแบ่งหยอด 2–3 รุ่นในช่วงนี้
กลาง ม.ค. 2570ราว 21–26 พ.ย. 2569อากาศเย็นที่สุดตามคาดการณ์ ต้นอาจโตช้าลง เผื่อวันเพิ่ม
กลาง ก.พ. 2570 (14 ก.พ.)ราว 21–26 ธ.ค. 2569ใกล้ปลายฤดูหนาว อาจเจอพายุฤดูร้อนต้นปี

เหตุผลที่ควรเผื่อวันในรุ่นที่บานเดือนมกราคม คือกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าช่วงที่หนาวที่สุดของฤดูนี้อยู่ปลาย ธ.ค. 2569 ถึงต้น ก.พ. 2570 ต้นที่โตในช่วงอุณหภูมิต่ำมักสะสมวันช้าลงเหมือนที่เห็นในแปลงทดลองเพชรบูรณ์ ในทางกลับกัน ปีนี้คาดว่าหนาวน้อยกว่าปกติ อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยของประเทศไทยตอนบนราว 22–23 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าปกติราว 2 องศา ความต่างจึงอาจไม่มากเท่าปีที่หนาวจัด

ทำไมต้องหยอดเป็นรุ่น ไม่หยอดทั้งแปลงวันเดียว

ทุ่งที่คนพูดถึงกันในลพบุรีมักบานช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม รายงานข่าวไทยรัฐเมื่อ 11 ต.ค. 2568 ยกตัวอย่างไร่หนึ่งในอำเภอเมืองลพบุรีที่ปลูกนอกฤดูให้บานกลางเดือนตุลาคม และประกาศเปิดให้ชมถึงวันที่ 20 ต.ค. เท่านั้น ภาพนี้สะท้อนสิ่งที่เจ้าของทุ่งรู้กันดี คือทุ่งหนึ่งรุ่นเปิดได้ไม่นาน ถ้าอยากให้มีดอกตลอดช่วงวันหยุดยาว ต้องมีแปลงรุ่นถัดไปรอบานต่อ

  1. แบ่งพื้นที่เป็น 3–4 แปลงย่อย แต่ละแปลงหยอดห่างกันราว 7–10 วัน ตัวเลขนี้เป็นแนวปฏิบัติที่ผู้เขียนแนะนำ ไม่มีเอกสารทางการกำหนด
  2. ให้แปลงรุ่นแรกอยู่ใกล้ทางเข้า แปลงรุ่นหลังอยู่ลึกเข้าไป คนเดินเข้ามาจะเห็นดอกบานก่อนแล้วค่อยเจอแปลงที่เป็นดอกตูม
  3. จดวันหยอดของแต่ละแปลงไว้ที่ป้ายหัวแปลง พอถึงวันที่ 40–45 ให้เดินดูขนาดดอกตูมแล้วประกาศวันเปิดของรุ่นนั้น
  4. เผื่อแปลงสำรองเล็ก ๆ ที่หยอดช้ากว่ารุ่นสุดท้ายอีกหนึ่งสัปดาห์ ไว้แก้ปัญหากรณีฝนหรือลมทำแปลงหลักเสียหาย

เดือนที่ปลูกตามเอกสาร กับเดือนที่ทุ่งชมดอกต้องปลูกจริง

เอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ปลูกทานตะวันเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม โดยเดือนกันยายนดีที่สุด เก็บเกี่ยวได้ปลายธันวาคมหรือมกราคม และเตือนว่าเดือนตุลาคมเสี่ยงฝนไม่พอ เอกสารของอำเภอสามเงา จังหวัดตาก แยกตามชนิดดิน ดินเหนียวสีดำปลูกได้ ก.ย.–พ.ย. ดินร่วนหรือร่วนปนทรายปลูก ส.ค.–ต.ค. และพื้นที่ที่มีน้ำชลประทานปลูกฤดูแล้งได้ช่วง พ.ย.–ก.พ.

ส่วนรายงานโครงการวิจัยของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าแหล่งปลูกหลักอยู่ที่ลพบุรี นครสวรรค์ สระบุรี พะเยา และเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่ปลูกเป็นพืชรองหลังข้าวโพดช่วง ก.ย.–พ.ย. ปัญหาที่เจอคือฝนตกหนักน้ำขังช่วงแรก และถ้าปลูกเดือนพฤศจิกายนจะเจอภาวะแห้งแล้งตลอดฤดู รายงานเดียวกันยังกล่าวว่าทานตะวันใช้ในงานท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเลี้ยงผึ้งด้วย

สรุปเชิงปฏิบัติคือ ปฏิทินที่ให้ทุ่งบานช่วงปีใหม่ต้องหยอดเมล็ดช่วงที่เอกสารบอกว่าเสี่ยงฝนไม่พอ ทุ่งชมดอกจึงเท่ากับการปลูกพืชฤดูแล้ง ถ้าไม่มีแหล่งน้ำ อย่าเริ่ม

น้ำ: ช่วงที่ห้ามขาดและตัวเลขทั้งฤดู

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร ประเมินว่าทานตะวันต้องการน้ำราว 462 มิลลิเมตรต่อฤดู คิดเป็นราว 739 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตลอดอายุ 16 สัปดาห์ ทุ่งชมดอกที่ไถกลบหลังหมดฤดูชมอาจใช้น้อยกว่านี้ เพราะไม่ได้เลี้ยงต้นจนเมล็ดแก่ แต่ไม่มีตัวเลขทางการสำหรับกรณีนี้ จึงควรวางแผนแหล่งน้ำตามตัวเลขเต็มฤดูไว้ก่อน

  • รดหรือปล่อยน้ำทันทีหลังหยอดเมล็ด ดินต้องชื้นพอให้งอกสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นแปลงจะบานไม่พร้อมกัน
  • ช่วงใบจริง 2 คู่ (10–15 วัน) และก่อนออกดอกตูม (30–35 วันหลังงอก) เป็นสองจุดที่เอกสารระบุให้ให้น้ำ
  • ช่วงเริ่มบาน (50–55 วัน) ต้องให้น้ำอีกรอบ ตรงกับวันที่คนเข้าชมพอดี ให้ปล่อยน้ำตอนเช้าหรือหลังปิดทุ่ง จะได้ไม่เป็นโคลนตามทางเดิน
  • เอกสารระบุว่าต้นเริ่มเหี่ยวเมื่อความชื้นดินต่ำกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเช้ามาเห็นใบตกทั้งแปลง แปลว่าให้น้ำช้าไปแล้ว
  • ทานตะวันไม่ชอบน้ำขัง ปล่อยน้ำเข้าร่องแล้วระบายออก อย่าให้แช่ข้ามวัน

ตัวอย่างการคำนวณ (สมมติ): ทุ่ง 3 ไร่ ถ้าใช้น้ำตามตัวเลขเต็มฤดู 739 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ จะต้องมีน้ำรวมราว 2,217 ลูกบาศก์เมตร ฐานคิดคือ 739 × 3 ตัวเลขนี้ยังไม่รวมน้ำที่ซึมหายในร่องและน้ำระเหยจากบ่อ เจ้าของทุ่งควรวัดขนาดบ่อจริงแล้วเทียบดู

เตรียมแปลงให้ดอกขึ้นเป็นแนวสวย

ภาพทุ่งที่คนอยากถ่ายคือต้นสูงเท่ากันและดอกหันไปทางเดียวกัน ความสม่ำเสมอแบบนี้มาจากการงอกพร้อมกันมากกว่าจากปุ๋ย

  • ระยะปลูกตามเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตร: ระหว่างแถว 70–75 เซนติเมตร ระหว่างต้น 30–35 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 2 เมล็ด ลึก 5–8 เซนติเมตร ถอนเหลือหลุมละต้นเมื่ออายุราว 10 วันหรือใบจริง 2–4 คู่
  • เมล็ดลูกผสมราว 0.7 กิโลกรัมต่อไร่ ได้ 6,400–8,500 ต้นต่อไร่ เอกสารอำเภอสามเงาใช้ราว 0.8 กิโลกรัมต่อไร่ หลุมละ 2–3 เมล็ด กลบ 3–5 เซนติเมตร
  • ทุ่งชมดอกควรเว้นทางเดินกว้างทุก ๆ หลายแถว ให้คนเดินโดยไม่เหยียบโคนต้น อำเภอสามเงาทำแปลงยกร่องกว้าง 150 เซนติเมตร เว้นทางระหว่างแปลง 75 เซนติเมตร ระยะหลุม 45 เซนติเมตร ใช้เป็นต้นแบบได้
  • ดินควรมี pH ราว 5.7–8 และระบายน้ำดี ใส่ปุ๋ยคอกได้ราว 1.5 ตันต่อไร่ตามเอกสารอำเภอสามเงา
  • เช็กการงอกและซ่อมหลุมภายใน 5–10 วัน ถ้าซ่อมช้ากว่านี้ ต้นซ่อมจะบานช้ากว่าเพื่อนจนเห็นเป็นหลุมโหว่ในภาพ

ปุ๋ยรองพื้นตามเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรมีให้เลือก เช่น 15-15-15 อัตรา 25–30 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วแต่งหน้ายูเรีย 20–25 กิโลกรัมต่อไร่เมื่ออายุราว 30 วัน ในดินทรายที่ขาดโบรอนใส่บอแรกซ์ราว 2 กิโลกรัมต่อไร่ ควรตรวจดินก่อนถ้าทำได้

สิ่งที่หน้าหนาวปีนี้อาจทำกับทุ่ง

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ออกคาดหมายเมื่อ 16 ต.ค. 2569 ว่าฤดูหนาวของประเทศไทยตอนบนจะเริ่มช้ากว่าปกติราว 1 สัปดาห์ ประมาณสัปดาห์ที่สามของเดือนตุลาคม 2569 และสิ้นสุดราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2570 อุณหภูมิต่ำสุดราว 10–12 องศาเซลเซียสในภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กรุงเทพฯ ราว 19–21 องศา ข้อมูล ณ ต.ค. 2569

  • อากาศหนาวไม่จัดเป็นข่าวดีสำหรับการนับวัน เพราะต้นไม่ค่อยชะงัก แต่ก็หมายถึงอากาศแห้งและแดดแรงช่วงกลางวัน ดินจะแห้งเร็วกว่าที่คิด
  • ช่วง ม.ค.–ก.พ. 2570 อาจมีคลื่นกระแสลมตะวันตกทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บ เอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรบอกว่าลำต้นอ่อนมีน้ำมากหักง่าย ต้นสูงได้ 80–220 เซนติเมตร แปลงเปิดโล่งจึงเสี่ยง
  • พูนโคนช่วง 25–30 วันพร้อมใส่ปุ๋ยแต่งหน้า (เอกสารอำเภอสามเงาให้ใส่ยูเรีย 15–20 กิโลกรัมต่อไร่ ห่างโคน 20 เซนติเมตร) ช่วยให้ต้นยืนดีขึ้น
  • ดอกที่ก้มหัวลงช่วงสร้างเมล็ดจะมีน้ำฝนขังด้านหลัง เอกสารอำเภอสามเงาเตือนเรื่องเมล็ดเน่า แต่ถ้าทุ่งชมดอกไม่เก็บเมล็ดขาย ปัญหานี้กระทบน้อยกว่าไร่เก็บเมล็ด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. หยอดเมล็ดวันเดียวทั้งทุ่ง แล้วดอกบานก่อนวันหยุดยาวหนึ่งสัปดาห์ แปลงที่คนมาถึงจึงเป็นดอกก้มหัวหมดแล้ว
  2. ใช้ปฏิทินไร่เก็บเมล็ด (หยอดเดือนกันยายน) กับทุ่งที่อยากให้บานช่วงปีใหม่ ดอกจะบานเร็วเกินไปราวหนึ่งเดือน
  3. ไม่ซ่อมหลุมภายใน 10 วัน ต้นซ่อมบานช้าเป็นหย่อม ๆ ภาพมุมกว้างดูไม่เต็ม
  4. ปล่อยน้ำช่วงกลางวันที่เปิดทุ่ง ทางเดินเป็นโคลน คนเหยียบโคนต้นจนหักล้ม
  5. ใช้สารกำจัดวัชพืชที่ไม่เหมาะ เอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรห้ามใช้อาทราซีนในแปลงทานตะวัน ให้กำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ช่วงใบ 2–3 คู่ และ 30–35 วัน
  6. ไม่มีแปลงสำรอง พอลมกระโชกพัดต้นล้มหนึ่งแปลงก็ไม่มีดอกเหลือให้เปิด

เชื่อมกับงานอื่นในไร่

ถ้ามีเมล็ดทานตะวันเหลือจากการซ่อมหลุม ลองดูการเพาะต้นอ่อนทานตะวันขาย ซึ่งใช้เมล็ดคนละแบบแต่เป็นรายได้เสริมช่วงคนเข้าทุ่งได้ ส่วนเจ้าของทุ่งที่อยากมีดอกไม้ชนิดอื่นวางขายช่วงเดียวกัน ดูปฏิทินปลูกดาวเรืองตัดดอกให้ทันเทศกาล และถ้าวางแผนต่อยาวถึงเดือนสิงหาคม ดูการปลูกมะลิให้ทันวันแม่ สำหรับคนที่อยากวางทุ่งดอกไม้ไว้ในระบบฟาร์ม ดูระบบเกษตรผสมผสานของครอบครัว

สรุป

ทานตะวันเริ่มบานราว 50–55 วันหลังปลูก ทุ่งที่อยากให้บานช่วงปีใหม่จึงต้องหยอดเมล็ดราวต้นถึงกลางเดือนพฤศจิกายน และควรหยอดเป็นรุ่นห่างกัน 7–10 วัน ช่วงนี้เลยฤดูฝนแล้ว ต้องมีน้ำให้ตั้งแต่วันหยอดจนดอกบาน โดยเฉพาะช่วงสร้างตาดอกถึงบาน ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าหนาวน้อยกว่าปกติ แต่ต้นปีอาจมีพายุลมแรง จึงควรพูนโคนและมีแปลงสำรอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — เอกสาร “ทานตะวัน” (สุพจน์ แสงประทุม) — อายุบาน 50–55 วัน, ช่วงให้น้ำ 5 ระยะ, เดือนปลูก, ระยะปลูก, อัตราเมล็ด, ปุ๋ย, ห้ามใช้อาทราซีน https://esc.doae.go.th/wp-content/uploads/2015/02/sunflower.pdf
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร อ.สามเงา จ.ตาก — เอกสารการปลูกทานตะวัน — เดือนปลูกตามชนิดดิน, ปลูกฤดูแล้ง พ.ย.–ก.พ. ในเขตชลประทาน, แปลงยกร่อง, พูนโคน 25–30 วัน https://esc.doae.go.th/wp-content/uploads/2018/12/sunflower_new.pdf
  • 📄กรมวิชาการเกษตร — รายงานโครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตทานตะวัน — แหล่งปลูกหลัก, ปลูก ก.ย.–พ.ย., ปลูก พ.ย. เจอแล้งตลอดฤดู, ใช้ในท่องเที่ยวเชิงเกษตร https://doa.go.th/plan/wp-content/uploads/2023/08/191โครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตทานตะวัน.pdf
  • 📄กรมวิชาการเกษตร — งานทดลองทานตะวันเชียงใหม่ 1 จ.เพชรบูรณ์ — วันปลูกและวันเก็บเกี่ยว 2559 และ 2560/61 https://info.doa.go.th/research/pdf/2560/300_2560.pdf
  • 📄ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร — ปริมาณความต้องการน้ำของพืชไร่ — ทานตะวัน 462 มม./ฤดู ราว 739 ลบ.ม./ไร่ https://doa.go.th/fc/nakhonsawan/wp-content/uploads/2024/06/water_requirement_for_fieldcrops_25651.pdf
  • 📄ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา — คาดหมายฤดูหนาว (16 ต.ค. 2569) — เริ่มฤดูหนาว สิ้นสุดฤดู อุณหภูมิต่ำสุด พายุช่วง ม.ค.–ก.พ. https://cmmet.tmd.go.th/forecast/winter.pdf
  • 📄ไทยรัฐออนไลน์ (11 ต.ค. 2568) — ทุ่งทานตะวันลพบุรีปกติบานปลาย พ.ย.–ม.ค. และตัวอย่างไร่ที่ปลูกนอกฤดู https://www.thairath.co.th/news/local/2888480

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

เป้หยอดปุ๋ย 30L ถังใส่ปุ๋ยข้าวโพด ไม่ต้องก้มหลัง…

เป้หยอดปุ๋ย 30L ถังใส่ปุ๋ยข้าวโพด ไม่ต้องก้มหลัง…

เครื่องพ่น/ถังพ่น

ใช้พ่นปุ๋ยน้ำหรือสารตามฉลากให้ทั่วทรงพุ่ม

เช็กก่อนซื้อ

  • ความจุถังและน้ำหนักเมื่อเติมเต็มสำหรับสะพาย
  • ระบบแรงดัน: โยกมือ แบตเตอรี่ หรือเครื่องยนต์
กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว 500g. / 900g. (จากเปลือกมะพร้าว)…

กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว 500g. / 900g. (จากเปลือกมะพร้าว)…

อุปกรณ์เพาะกล้า

ใช้เพาะเมล็ดและอนุบาลกล้าก่อนย้ายลงแปลง

เช็กก่อนซื้อ

  • จำนวนหลุมหรือขนาดถาด/ถุงต่อแพ็ก
  • เนื้อพลาสติกใช้ซ้ำได้หรือใช้ครั้งเดียว
หินภูเขาไฟลาวา หินลาวาดำ หินลาวาแดง (Lava Stone)…

หินภูเขาไฟลาวา หินลาวาดำ หินลาวาแดง (Lava Stone)…

ดินปลูก/วัสดุปลูก

ดินผสมพร้อมใช้สำหรับปลูกลงกระถาง ถุง หรือกระบะ

เช็กก่อนซื้อ

  • เหมาะกับพืชแบบไหน (ไม้อวบน้ำ ผัก ไม้ดอก)
  • น้ำหนักหรือปริมาตรต่อถุง
100ชิ้น ป้ายชื่อพืชสวนรูปตัวที พลาสติกหนากันน้ำ…

100ชิ้น ป้ายชื่อพืชสวนรูปตัวที พลาสติกหนากันน้ำ…

ป้ายแปลง/ป้ายชื่อพืช

ใช้ปักระบุพันธุ์ วันปลูก หรือรอบปลูกในแปลงและถาดเพาะ

ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ

คำถามที่พบบ่อย

ทานตะวันปลูกแล้วกี่วันดอกบาน

เอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรระบุช่วงให้น้ำครั้งที่ 4 คือ “ระยะเริ่มบาน ประมาณ 50–55 วันหลังปลูก” ส่วนตาดอกเริ่มสร้างราว 30 วันและเห็นดอกตูมราว 45 วัน ตัวเลขนี้แกว่งได้ตามพันธุ์และอุณหภูมิ จึงควรถามร้านเมล็ดพันธุ์เรื่องอายุบานของพันธุ์ที่ซื้อด้วย

ถ้าอยากให้ทุ่งบานช่วงปีใหม่ ต้องหยอดเมล็ดวันไหน

นับย้อนจากวันที่อยากให้บานเต็มทุ่งประมาณ 50–55 วัน ถ้าเป้าคือ 25 ธ.ค.–5 ม.ค. ช่วงหยอดเมล็ดจะตกราวปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณจากอายุบานในเอกสาร ไม่ใช่ประกาศของหน่วยงานใด ทุ่งจริงควรแบ่งหยอดเป็นรุ่นเพื่อกันพลาด

ปลูกเดือนพฤศจิกายนได้ไหม เอกสารบอกว่าเดือนกันยายนดีที่สุด

ปลูกได้ แต่ต้องมีน้ำให้ เดือนกันยายนดีที่สุดสำหรับปลูกเก็บเมล็ดอาศัยน้ำฝน ส่วนรายงานกรมวิชาการเกษตรระบุว่าการปลูกเดือนพฤศจิกายนเจอภาวะแห้งแล้งตลอดฤดู ทุ่งชมดอกที่ปลูกช้าจึงต้องมีบ่อหรือระบบน้ำตั้งแต่วันแรก

ทุ่งทานตะวันต้องใช้น้ำเท่าไร

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ประเมินความต้องการน้ำของทานตะวันไว้ 462 มิลลิเมตรต่อฤดู หรือราว 739 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตัวเลขนี้คิดทั้งฤดูจนเก็บเมล็ด ทุ่งที่ไถกลบหลังหมดฤดูชมอาจใช้น้อยกว่า แต่ช่วงก่อนดอกตูมถึงดอกบานคือช่วงที่ห้ามขาดน้ำ

ลมหนาวหรือพายุทำให้ต้นทานตะวันหักไหม

เอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรบอกว่าลำต้นอ่อนมีน้ำมากและหักง่าย ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าช่วง ม.ค.–ก.พ. 2570 อาจมีพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรงและลูกเห็บได้ การพูนโคนช่วง 25–30 วันช่วยให้ต้นยืนดีขึ้น และควรวางแปลงไม่ให้อยู่ในทางลมแรง

ใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมไร่ละเท่าไร

เอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรระบุเมล็ดลูกผสมราว 0.7 กิโลกรัมต่อไร่ ได้ 6,400–8,500 ต้นต่อไร่ อีกฉบับของอำเภอสามเงาใช้ราว 0.8 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดหลุมละ 2–3 เมล็ดแล้วถอนเหลือหลุมละต้น