คำตอบสั้น ๆ
คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรแยกไว้ชัดว่าธาตุไหนฉีดพ่นทางใบได้ ธาตุไหนไม่แนะนำให้พ่น บทความนี้เรียงอาการขาดธาตุของข้าวโพด ความเข้มข้นที่เอกสารระบุ และช่วงที่ควรลงมือ
คำตอบสั้น ๆ: ข้าวโพดมีธาตุที่เอกสารกรมวิชาการเกษตรให้พ่นทางใบได้ เช่น ไนโตรเจน (ยูเรีย 2 เปอร์เซ็นต์) สังกะสี (0.5 เปอร์เซ็นต์) โบรอน (0.3 เปอร์เซ็นต์ ที่ 30-35 วันหลังงอก) เหล็ก และแมงกานีส และมีธาตุที่ไม่แนะนำให้พ่น คือแมกนีเซียมกับโพแทสเซียม ก่อนพ่นต้องดูอาการให้ตรงกับธาตุก่อน เพราะอาการหลายแบบคล้ายกัน ข้อมูล ณ ต.ค. 2569 ใช้ความเข้มข้นตามเอกสารนี้เป็นแนวทาง แต่ฉลากของผลิตภัณฑ์ที่คุณซื้อต้องมาก่อนเสมอ
ทำไมคนปลูกข้าวโพดถึงสับสนเรื่องพ่นทางใบ
ช่วงข้าวโพดอายุ 3-4 สัปดาห์ ผมเห็นแปลงที่ใบบนซีดเป็นแถบ ชาวบ้านเดาไปต่าง ๆ บางคนบอกขาดไนโตรเจน บางคนบอกเป็นโรคใบด่าง ร้านปุ๋ยก็เสนอปุ๋ยน้ำให้ แต่ถ้าดูอาการให้ละเอียด ใบอ่อนยอดขาวกับใบแก่เหลืองเริ่มจากปลายใบ เป็นคนละธาตุกัน วิธีแก้จึงต่างกันโดยสิ้นเชิง
บทความนี้ใช้เอกสาร "คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ" ของกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เป็นหลัก ผมอ่านรายธาตุแล้วสรุปเป็นตารางให้ใช้งานง่าย
ตารางสรุป: ธาตุไหนพ่นทางใบได้ ธาตุไหนไม่แนะนำ
| ธาตุ | เอกสารกรมวิชาการเกษตรว่าอย่างไร | อาการที่ต้องเห็นก่อน |
|---|---|---|
| ไนโตรเจน | พ่นยูเรีย 46-0-0 ความเข้มข้น 2% (2 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร) ทุก 10-15 วัน | ใบล่างซีดเหลือง ข้าวโพดหวานอาจมีโคนใบเป็นสีม่วง พบในดินเสื่อม น้ำขัง ธาตุถูกชะล้าง หรือดินเย็นต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส |
| แคลเซียม | ใส่ปูนขาว โดโลไมต์ หรือปูน 100 กก./ไร่ หรือพ่นแคลเซียมซัลเฟต 2% (2 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร) | ใบอ่อนเป็นขั้นบันได |
| แมกนีเซียม | ไม่แนะนำการฉีดพ่นทางใบ ใส่โดโลไมต์ 100 กก./ไร่ ในดินกรด หรือแมกนีเซียมซัลเฟตผ่านระบบน้ำ | ใบเหลืองระหว่างเส้นใบ ต้นกล้ามีลายขาว |
| เหล็ก | เหล็กซัลเฟตหรือเหล็กคลอไรด์ 0.5-1.0% พ่นทุก 10-15 วัน | ใบอ่อนเหลืองระหว่างเส้นใบ พบในดินด่าง น้ำขัง หรือดินเย็น |
| แมงกานีส | แมงกานีสซัลเฟต 0.2-0.3% | เอกสารระบุว่าพบน้อย |
| สังกะสี | สังกะสีซัลเฟต (ZnSO4) 0.5% | ใบอ่อนยอดขาว ใบแก่มีแถบเหลืองขาว เส้นกลางใบและขอบเขียว ต้นเตี้ย ข้อสั้น |
| โบรอน | โบแรกซ์ กรดบอริก หรือโบรอนคีเลต 0.3% พ่นที่ 30-35 วันหลังงอก | ใบซีดเป็นด่าง ฝักโค้งงอ เมล็ดติดไม่เต็ม |
| โพแทสเซียม | ไม่พ่นทางใบ แก้ด้วยอินทรียวัตถุ ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน KCl หรือ K2SO4 ผ่านระบบน้ำ | ดินปลูกข้าวโพดในไทยโดยทั่วไปมีโพแทสเซียมสูง |
ความเข้มข้นเป็นเปอร์เซ็นต์ตามเอกสาร ถ้าอยากรู้เป็นกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร ให้คูณ 10 เช่น 0.5% คือประมาณ 500 กรัม (วิธีคิดเอง จากสูตรทั่วไป ไม่ได้อยู่ในเอกสาร) อย่าใช้ตัวเลขนี้แทนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่เป็นปุ๋ยเคลือบหรือคีเลต ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ธาตุจริงต่างกัน
อ่านอาการก่อนพ่น: แยกสามอาการที่คนมักสับสน
ใบอ่อนซีดเป็นแถบเหลืองระหว่างเส้นใบ
มีได้สองธาตุตามเอกสาร คือเหล็ก (ใบอ่อนเหลืองระหว่างเส้นใบ) และแมกนีเซียม (ใบเหลืองระหว่างเส้นใบ ต้นกล้ามีลายขาว) ความต่างในภาคสนามคือเหล็กขึ้นที่ใบอ่อนด้านบน ส่วนแมกนีเซียมในเอกสารไม่แนะนำพ่นทางใบ ถ้าสงสัยแมกนีเซียมและดินเป็นกรด ให้ใส่โดโลไมต์ตามเอกสารแทน
ใบอ่อนยอดขาว ต้นเตี้ย ข้อสั้น
นี่คือภาพของสังกะสีตามเอกสาร พบในดินด่างหรือดินทรายที่ถูกชะล้างและมีฟอสฟอรัสสูง รวมถึงดินเย็น เอกสารเตือนด้วยว่าโดยทั่วไปดินมักมีสังกะสีเพียงพอ จึงไม่ควรพ่นสังกะสีเป็นพิธีกรรมทุกรอบ
ใบซีดเหลืองจากล่างขึ้นบน
มักเป็นไนโตรเจน แต่ก่อนพ่น ให้เทียบกับเหตุที่เอกสารระบุ คือดินเสื่อม น้ำขัง การชะล้าง หรือดินเย็น ถ้าเป็นหลังฝนตกหนักหลายวัน อาการมักมาจากน้ำขังและการชะล้าง ไม่ใช่ปุ๋ยหมดเสมอไป
ช่วงที่ควรพ่น: ใช้ตัวเลขเท่าที่เอกสารระบุ
เอกสารที่ผมเปิดอ่านระบุจังหวะเวลาเฉพาะโบรอน คือ 30-35 วันหลังงอก ส่วนยูเรียและเหล็กระบุเป็นความถี่ คือทุก 10-15 วัน ธาตุอื่นไม่ได้ระบุช่วงอายุเฉพาะ ผมจึงไม่กุตัวเลขเพิ่ม ให้ใช้อาการที่เห็นเป็นตัวชี้ และใช้ฉลากผลิตภัณฑ์กำกับช่วงใช้
ความจริงในแปลงคือ ความต้องการน้ำของข้าวโพดอยู่ที่ราว 600-900 มิลลิเมตรต่อฤดู และสูงสุดช่วงออกดอกถึงเริ่มสร้างเมล็ด (ตามเอกสารเดียวกัน) ถ้าดินแห้งจัดช่วงนั้น พ่นปุ๋ยแล้วก็ไม่ช่วยมาก ควรแก้เรื่องน้ำก่อน ผมแนะนำอ่าน การดูแลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อดูภาพรวมของแต่ละระยะ
โปรแกรมปุ๋ยดินที่เป็นฐาน (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
การพ่นทางใบไม่ควรมาแทนปุ๋ยดิน ตารางที่ 5 ในเอกสารกรมวิชาการเกษตรให้โปรแกรมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไว้ดังนี้
| ชนิดดิน | ปุ๋ยรองพื้น 15-15-15 | ใส่ครั้งที่สอง (อายุ 3-4 สัปดาห์) |
|---|---|---|
| ดินเหนียวสีดำ | 40 กก./ไร่ | 21-0-0 อัตรา 30 กก./ไร่ หรือ 46-0-0 อัตรา 15 กก./ไร่ |
| ดินเหนียวสีแดงหรือดินร่วนเหนียว | 50 กก./ไร่ | 46-0-0 อัตรา 15 กก./ไร่ |
| ดินร่วนปนทราย | 60 กก./ไร่ พร้อมอินทรียวัตถุ 500-1,000 กก./ไร่ | 46-0-0 อัตรา 20 กก./ไร่ |
ผมสรุปแบบชาวบ้านคือ ถ้าปุ๋ยดินสองรอบนี้ไปไม่ครบหรือไม่ตรงเวลา ปัญหาไนโตรเจนที่เห็นกลางฤดูมักเกิดจากตรงนั้น การพ่นยูเรียทางใบเป็นการกู้สถานการณ์ ดูสูตรปุ๋ยเพิ่มเติมที่ สูตรปุ๋ยข้าวโพด และข้อควรรู้ตอนเริ่มปลูกที่ วิธีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ขั้นตอนพ่นทางใบแบบทำเป็นรอบ
- เดินดูแปลงตอนเช้า จดว่าอาการอยู่ที่ใบอ่อนหรือใบแก่ อยู่เป็นหย่อมหรือทั้งแปลง
- เทียบอาการกับตารางด้านบน ถ้ายังคลุมเครือ ให้ถ่ายรูปและปรึกษาเกษตรอำเภอ หรือเก็บตัวอย่างใบ-ดินไปวิเคราะห์
- เลือกเฉพาะธาตุที่ตรงกับอาการ ไม่ใช้ปุ๋ยน้ำรวมหลายสิบธาตุโดยไม่รู้ว่าขาดอะไร
- คำนวณปริมาณต่อถังพ่นให้ตรงเปอร์เซ็นต์ที่ต้องการ แล้วเทียบกับฉลากผลิตภัณฑ์
- ทดลองพ่นก่อนในแถวสั้น ๆ รอ 2-3 วันดูว่าใบไหม้หรือไม่
- พ่นช่วงที่แดดไม่จัดและลมสงบ ให้เปียกทั่วใบทั้งสองด้าน
- จดวันที่ ธาตุ ความเข้มข้น และผลที่เห็นในสมุด เพื่อใช้ตัดสินใจรอบหน้า
คำเตือนเรื่องความปลอดภัย: สารเคมีและปุ๋ยบางชนิดระคายเคืองผิวหนังและดวงตา สวมถุงมือ หน้ากาก และล้างอุปกรณ์ให้สะอาดหลังใช้ อย่าล้างถังพ่นลงแหล่งน้ำที่คนหรือสัตว์ใช้
ตัวอย่างคำนวณถังพ่น (ตัวเลขสมมติ)
ตัวอย่างนี้ใช้ความเข้มข้นจากเอกสารกรมวิชาการเกษตร ส่วนขนาดถังเป็นตัวเลขสมมติเพื่อฝึกวิธีคิด
| รายการ | วิธีคิด | ผลตัวอย่าง |
|---|---|---|
| ถังพ่นสมมติ 20 ลิตร ยูเรีย 2% | 2 กก. ต่อ 100 ลิตร ดังนั้น 20 ลิตรใช้ 2 x 20 ÷ 100 | 0.4 กก. หรือ 400 กรัม |
| ถังพ่นสมมติ 20 ลิตร สังกะสีซัลเฟต 0.5% | 0.5% ของ 20 ลิตร (ถือว่า 1 ลิตร ≈ 1 กก.) | ประมาณ 100 กรัม |
| ถังพ่นสมมติ 20 ลิตร โบรอน 0.3% | 0.3% ของ 20 ลิตร | ประมาณ 60 กรัม ของสารที่ใช้ ถ้าใช้คีเลตให้ดูเปอร์เซ็นต์ธาตุบนฉลาก |
ผมไม่ได้ใส่ราคาปุ๋ยหรือราคาข้าวโพดเพราะไม่ได้เปิดแหล่งราคาที่ลงวันที่ไว้ ถ้าจะประเมินความคุ้ม ให้เอาต้นทุนปุ๋ยรอบนี้บวกค่าแรงพ่น หารด้วยราคารับซื้อล่าสุดจากหน้าลานของคุณ จะได้จำนวนกิโลกรัมผลผลิตที่ต้องเพิ่มเพื่อให้เท่าทุน
ข้าวโพดหวานต่างจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตรงไหน
เอกสารกรมวิชาการเกษตรให้ค่าความเข้มข้นธาตุในใบที่พอเพียงของข้าวโพดหลายตัว เช่น ไนโตรเจน 2.7-3.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 0.2-0.4 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียม 1.7-2.5 เปอร์เซ็นต์ และสังกะสี 20-70 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ค่าเหล่านี้ใช้เทียบเมื่อส่งใบไปวิเคราะห์ ไม่ใช่ค่าที่ชาวบ้านวัดเองได้ในแปลง ข้าวโพดหวานมีอาการเฉพาะ เช่น โคนใบสีม่วงเมื่อขาดไนโตรเจนหรือดินเย็น
ถ้าคุณปลูกข้าวโพดหวานขายฝักสด อ่านภาพรวมที่ การดูแลข้าวโพดหวาน และอย่าลืมดูระยะห่างระหว่างพ่นกับเก็บเกี่ยวบนฉลาก เพราะเอกสารกรมวิชาการเกษตรฉบับนี้เป็นเรื่องธาตุอาหารพืช ไม่ได้กำหนดระยะเก็บเกี่ยวหลังพ่น
เทียบกับบทความเรื่องพ่นปุ๋ยทางใบทั่วไป
ถ้าอยากเห็นเกณฑ์ว่าเมื่อไรการพ่นทางใบคุ้มสำหรับพืชทั่วไป ดู พ่นปุ๋ยทางใบเมื่อไรได้ผล บทความนี้ลงเฉพาะข้าวโพดและยึดเอกสารกรมวิชาการเกษตรเป็นสำคัญ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เหมาว่าใบซีดทุกแบบคือขาดไนโตรเจน แล้วพ่นยูเรียซ้ำทุกสัปดาห์ ทั้งที่อาการจริงคือสังกะสีหรือเหล็ก
- พ่นโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมทางใบ ทั้งที่เอกสารกรมวิชาการเกษตรไม่แนะนำให้ฉีดพ่นสองธาตุนี้
- ผสมเข้มข้นกว่าตาราง ใบไหม้ แล้วเข้าใจว่าเป็นโรค
- พ่นสังกะสีทุกรอบ ทั้งที่เอกสารบอกว่าดินส่วนใหญ่มีสังกะสีพอ
- พ่นโบรอนผิดช่วง ไม่ตรง 30-35 วันหลังงอกที่เอกสารระบุ
- ลืมจดบันทึก จึงไม่รู้ว่ารอบไหนได้ผล
สิ่งที่ผมยืนยันไม่ได้
- ช่วงอายุเฉพาะสำหรับสังกะสี เหล็ก และแมงกานีส: เอกสารไม่ได้ระบุ ให้ใช้อาการ ฉลาก และคำแนะนำเกษตรอำเภอ
- ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการพ่น: เอกสารเป็นคำแนะนำแก้อาการ ไม่ได้ให้ตัวเลขผลผลิตเพิ่ม ผมจึงไม่ระบุ
- ราคา: ไม่ระบุราคาปุ๋ยหรือราคาผลผลิต ให้ใช้ราคาล่าสุดที่ลงวันที่ในพื้นที่
สรุป
พ่นปุ๋ยทางใบข้าวโพดได้ผลเมื่อเลือกธาตุให้ตรงกับอาการ ตามเอกสารกรมวิชาการเกษตร ยูเรีย 2 เปอร์เซ็นต์ สังกะสีซัลเฟต 0.5 เปอร์เซ็นต์ โบรอน 0.3 เปอร์เซ็นต์ที่ 30-35 วันหลังงอก เหล็ก 0.5-1.0 เปอร์เซ็นต์ และแมงกานีส 0.2-0.3 เปอร์เซ็นต์ เป็นแนวทางพ่นแก้อาการ ส่วนแมกนีเซียมและโพแทสเซียมเอกสารไม่แนะนำให้พ่น ปุ๋ยดินสองรอบยังเป็นฐานหลัก ก่อนพ่นให้ตรวจน้ำ อากาศ และอาการอย่างรอบคอบ แล้วจดผลทุกครั้ง ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร — คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ (ฉบับเผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี/ศูนย์วิจัย) https://www.doa.go.th/ac/phetchaburi/wp-content/uploads/2023/02/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88-1.pdf
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ที่ปลูกข้าวโพด 28 มม. ชาวไร่ข้าวโพดอัตโนมัติ ถั่ว ถั่ว ข้าวโพด Planter เครื่องจักร
ดูรายละเอียด![Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F27424125085.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_q94GABuxdisDW9SD6myzNLEbekfu)
Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก
ดูรายละเอียด
ที่ปลูกต้นกล้าแบบสองช่อง เครื่องมือปลูกต้นกล้าสำหรับเมล็ดแตงโม ผัก ข้าวโพด มันฝรั่ง เครื่องมือเจาะปลูกต้นกล้าเกษตร
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ข้าวโพดขาดไนโตรเจน พ่นยูเรียทางใบได้ไหม
ได้ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ระบุให้พ่นยูเรีย 46-0-0 ความเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ (2 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร) ทุก 10-15 วัน แต่เป็นการแก้อาการเฉพาะหน้า ปุ๋ยหลักยังต้องใส่ลงดินตามโปรแกรม
ข้าวโพดขาดสังกะสี พ่นด้วยอะไรและเข้มข้นเท่าไร
เอกสารกรมวิชาการเกษตรระบุสังกะสีซัลเฟต (ZnSO4) ความเข้มข้น 0.5 เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ 500 กรัมต่อน้ำ 100 ลิตร (คำนวณจากเปอร์เซ็นต์) อาการคือใบอ่อนยอดขาว ใบแก่มีแถบเหลืองขาว เส้นกลางใบและขอบยังเขียว ต้นเตี้ย ข้อสั้น
ข้าวโพดขาดโพแทสเซียม พ่นทางใบได้ไหม
เอกสารกรมวิชาการเกษตรไม่ได้จัดโพแทสเซียมเป็นธาตุที่พ่นทางใบ แนะนำใส่อินทรียวัตถุ ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ใช้ KCl หรือ K2SO4 และระบุว่าดินปลูกข้าวโพดในไทยโดยทั่วไปมีโพแทสเซียมสูง จึงควรตรวจดินก่อนสงสัยว่าขาด
แมกนีเซียมที่ขาดในข้าวโพดควรพ่นทางใบไหม
เอกสารกรมวิชาการเกษตรระบุว่าไม่แนะนำการฉีดพ่นทางใบสำหรับแมกนีเซียม ให้ใช้โดโลไมต์ 100 กิโลกรัมต่อไร่ในดินกรด หรือแมกนีเซียมซัลเฟตผ่านระบบน้ำ
ควรพ่นโบรอนให้ข้าวโพดตอนอายุเท่าไร
เอกสารกรมวิชาการเกษตรระบุพ่นโบแรกซ์ กรดบอริก หรือโบรอนคีเลต ความเข้มข้น 0.3 เปอร์เซ็นต์ ที่อายุ 30-35 วันหลังงอก ถ้าสังเกตว่าใบซีดเป็นด่าง ฝักโค้งงอ เมล็ดไม่เต็มฝัก
ข้าวโพดหวานกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พ่นเหมือนกันไหม
เอกสารเดียวกันให้คำแนะนำแก้อาการขาดธาตุสำหรับข้าวโพดทั้งสองกลุ่ม ส่วนช่วงใส่ปุ๋ยดินและค่าธาตุในใบแยกตามชนิด ถ้าปลูกข้าวโพดหวานจำหน่ายฝักสด ให้ตรวจระยะเก็บเกี่ยวและระยะห่างหลังพ่นตามฉลากผลิตภัณฑ์ด้วย
