คำตอบสั้น ๆ
รัฐบาลเคยแจ้งให้งดทำนาปรังรอบสองเมื่อ 4 พ.ค. 2569 แต่แผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการยังไม่พบ ณ ต.ค. 2569 บทความนี้ช่วยตัดสินใจด้วยข้อมูลน้ำและคำถาม 5 ข้อก่อนลงทุน
คำตอบเร็ว: ถ้านาของท่านอยู่ในเขตที่ยังไม่มีหนังสือยืนยันจากโครงการชลประทานว่าจะส่งน้ำให้ตลอดฤดูแล้ง 2569/70 ให้ถือว่าความเสี่ยงสูง และควรเลือกพืชใช้น้ำน้อยหรือปลูกเฉพาะส่วนที่มีน้ำสำรองของตัวเอง ณ ต.ค. 2569 ผู้เขียนยังไม่พบแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการ สิ่งที่ยืนยันได้คือ วันที่ 4 พ.ค. 2569 รัฐบาลแจ้งให้เกษตรกรงดทำนาปรังรอบสองและปลูกพืชใช้น้ำน้อย และกรมวิชาการเกษตรอ้างผลศึกษาว่าพืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่านาข้าว 30-70% ก่อนตัดสินใจให้ถามโครงการชลประทานและเกษตรอำเภอของท่านโดยตรง
ทำไมปีนี้ต้องคิดหนักก่อนทำนาปรังรอบสอง
ชาวนาในเขตชลประทานภาคกลางคุ้นกับการทำนาปรังต่อเนื่อง บางพื้นที่ทำถึงสองรอบในฤดูแล้ง แต่เมื่อปีที่มีเอลนีโญ ฝนมักน้อยกว่าปกติ น้ำที่เก็บไว้ในอ่างเป็นตัวกำหนดว่าฤดูแล้งจะได้ใช้น้ำมากแค่ไหน ปี 2569 ข้อมูลหลายชุดชี้ไปทางเดียวกันว่าต้องระวัง
- ต้นพฤษภาคม 2569 ปริมาณน้ำใช้การช่วงฤดูแล้งอยู่ที่ 31,600 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 94% ของแผน มีการปลูกข้าวนาปรังกว่า 10 ล้านไร่ ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 47,247 ล้านลูกบาศก์เมตร (59%) ตามที่ DailyNews และกรมประชาสัมพันธ์รายงาน
- 30 มิ.ย. 2569 น้ำเก็บกักทั้งประเทศราว 42,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (55%) และเขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา 4 แห่งมี 12,663 ล้านลูกบาศก์เมตร (51%) ตามกรุงเทพธุรกิจ
- 9 ก.ย. 2569 กรมชลประทานแจ้งว่าอ่างทั่วประเทศมีน้ำราว 52,900 ล้านลูกบาศก์เมตร (69%) และ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา 15,800 ล้านลูกบาศก์เมตร (64%) ตามสยามรัฐ
จะเห็นว่าสถานการณ์น้ำดีขึ้นจากช่วงกลางปี แต่ยังต่ำกว่าระดับที่หลายคนอยากเห็น ตัวเลขข้างต้นเป็นภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่น้ำที่ตกลงบนนาของท่าน ส่วนที่ต้องรู้จริงคือคลองส่งน้ำสายที่ท่านใช้ จะได้น้ำถึงเมื่อไรและถึงเมื่อไร
รัฐบาลและหน่วยงานบอกอะไรไว้แล้วบ้าง
| วันที่ / แหล่ง | สิ่งที่ระบุ | ข้อควรระวังในการตีความ |
|---|---|---|
| 4 พ.ค. 2569 (DailyNews, กรมประชาสัมพันธ์) | รัฐบาลแจ้งเกษตรกรให้งดทำนาปรังรอบสองและปลูกพืชใช้น้ำน้อย | แต่ละแหล่งข่าวนิยาม "รอบสอง" ไม่ตรงกัน จึงไม่ควรยึดชื่อเรียก ให้ถามเกษตรอำเภอว่าพื้นที่ท่านหมายถึงช่วงปลูกใด |
| 11 มิ.ย. 2569 (กรมส่งเสริมการเกษตร) | หลัก 3 ข้อ คือ คลุมดิน จัดการน้ำ ใช้ปุ๋ยเหมาะสม และสำหรับข้าวให้รักษาระดับน้ำ 5-10 ซม. ในช่วง 80 วันแรกหลังปักดำ | เป็นคำแนะนำรับมือฝนทิ้งช่วงฤดูฝน ไม่ใช่แผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง |
| 9 ก.ย. 2569 (กรมชลประทานผ่านสยามรัฐ) | แผนบริหารน้ำถึงกลางปี 2570 มีเป้าหมายข้าวรอบสองราว 4-5 ล้านไร่ | ยังไม่พบรายละเอียดว่าเป็นพื้นที่ที่ส่งน้ำให้ทุกแปลงหรือเป็นเป้าหมายรวม จึงไม่ควรอ่านเป็นสัญญาว่าทุกแปลงจะได้น้ำ |
| ก.ค. 2569 (ศูนย์วิจัยกรุงไทย COMPASS ผ่าน ThaiPublica) | ประเมินความเสียหายราว 62,000 ล้านบาท รายได้เกษตรกรลด ~8% ผลผลิตข้าวหายราว 5.4 ล้านตัน (43,000 ล้านบาท) และน้ำใช้ได้ภาคกลาง ~28% | เป็นการประเมินของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ประกาศของรัฐ ใช้เป็นภาพความเสี่ยงเท่านั้น |
สังเกตว่าตารางนี้ไม่มีแถวที่บอกว่า "ฤดูแล้ง 2569/70 จะจัดสรรน้ำให้นาปรังกี่ไร" ผู้เขียนค้นหาแล้วยังไม่พบ ณ ต.ค. 2569 ดังนั้นคำตอบเรื่องจะทำนาปรังได้หรือไม่ ต้องมาจากโครงการชลประทานในพื้นที่ท่าน ไม่ใช่จากข่าวภาพรวม
ตัวอย่างคำนวณน้ำที่ต้องใช้ต่อฤดู
กรมส่งเสริมการเกษตรเคยระบุเมื่อ ก.พ. 2567 (ปีเอลนีโญก่อนหน้า ตามที่ Thai PBS รายงาน) ว่านาข้าวใช้น้ำประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และพืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 30-70% อายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน ตัวเลขชุดนี้เป็นของปี 2567 ใช้เป็นหลักคิดเท่านั้น ลองคำนวณตัวอย่างเพื่อให้เห็นขนาดของน้ำที่ต้องมี (เป็นเลขคณิตสมมติ ไม่ใช่ข้อมูลของแปลงท่าน)
| รายการ | วิธีคิดและที่มา | ผลลัพธ์ตัวอย่าง (นา 20 ไร่) |
|---|---|---|
| น้ำที่นาข้าวใช้ | 1,500 ลบ.ม./ไร่ x 20 ไร่ (ตัวเลข 1,500 จาก กรมส่งเสริมการเกษตร 2567) | 30,000 ลบ.ม. |
| พืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 30% | 1,500 x 0.70 = 1,050 ลบ.ม./ไร่ | 21,000 ลบ.ม. |
| พืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 70% | 1,500 x 0.30 = 450 ลบ.ม./ไร่ | 9,000 ลบ.ม. |
| เทียบกับบ่อขนาด 1 ไร่ (1,600 ตร.ม.) ลึก 3 เมตร | 1,600 x 3 (สมมติใช้เต็มความจุ) | 4,800 ลบ.ม. หรือราว 16% ของน้ำที่นา 20 ไร่ต้องใช้ |
ตัวอย่างนี้บอกอะไร คือบ่อขนาดใหญ่ 1 ไร่ลึก 3 เมตรที่เต็มความจุ ยังรองรับน้ำที่นาข้าว 20 ไร่ใช้ได้เพียงราวหนึ่งในหกของทั้งฤดู ในทางปฏิบัติบ่อไม่เคยเต็มความจุแล้วใช้ได้หมด เพราะมีการระเหยและซึม ผู้เขียนจึงไม่แนะนำให้เชื่อว่าบ่อประจำไร่นาจะเลี้ยงนาปรังได้ทั้งฤดู ถ้าไม่มีน้ำจากคลองหรือบาดาลที่ตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามถ้าเลือกพืชทดแทน ปริมาณน้ำที่ต้องมีลดลงมาก และมีโอกาสที่แหล่งน้ำในไร่นาจะพอ
ตัดสินใจอย่างไร 5 คำถามก่อนลงทุน
- นาของท่านอยู่ในเขตส่งน้ำของโครงการใด และมีหนังสือหรือประกาศวันส่งน้ำ-หยุดส่งน้ำหรือยัง ไปถามที่โครงการชลประทานหรือผู้ใหญ่ฝ่ายน้ำในกลุ่มผู้ใช้น้ำ ไม่ใช่ถามจากข่าวลือ
- ถ้าน้ำหยุดก่อนข้าวเก็บเกี่ยว ท่านมีแหล่งน้ำสำรองหรือไม่ บ่อบาดาล บ่อพวง หรือสระ พร้อมค่าน้ำมันหรือค่าไฟสูบ
- เลื่อนวันปลูกได้ไหม นาที่ได้รับน้ำก่อนถูกกว่าและมีโอกาสเก็บเกี่ยวก่อนน้ำตึงที่สุด นาปลายคลองมักได้น้ำช้า เสี่ยงกว่า
- พืชทดแทนที่เลือก มีตลาดรองรับในพื้นที่หรือเปล่า ปลูกแตงโมหรือข้าวโพดหวานได้ แต่ถ้ารถรับซื้อไม่เข้าก็ขายยาก ตรวจกับตลาดหรือผู้รับซื้อก่อนปลูก
- ดินและแรงงานเหมาะกับพืชอื่นหรือไม่ นาที่ดินเหนียวน้ำขังเปลี่ยนไปปลูกพืชไร่ต้องยกร่อง ทำร่องระบาย มีต้นทุนปรับพื้นที่ ต่างจากนาที่ดินร่วนระบายน้ำดี
ถ้าตอบ "ไม่มั่นใจ" ตั้งแต่ข้อ 1 หรือ 2 ผู้เขียนเห็นว่าควรลดพื้นที่นาปรัง หรือเปลี่ยนบางแปลงไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย แทนที่จะลงทุนเต็มพื้นที่แล้วเสี่ยงกับน้ำที่ยังไม่แน่ใจ
พืชทดแทนที่ทางการเคยแนะนำ
กรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อ ก.พ. 2567 แนะนำพืชทดแทนข้าวนาปรัง เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง แตงโม ข้าวโพดหวาน และถั่วลิสง รายการนี้เป็นของปี 2567 และผู้เขียนไม่พบรายชื่อพืชทดแทนฉบับอัปเดตสำหรับ 2569/70 ที่ยืนยันได้ จึงควรสอบถามเกษตรอำเภอว่าปีนี้มีการสนับสนุนพืชใดและมีตลาดรองรับหรือไม่ ผู้เขียนมีบทความที่อธิบายหลักเลือกพืชเมื่อน้ำน้อยไว้แล้วใน เลือกพืชปลูกในพื้นที่แล้ง
| ทางเลือก | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| ทำนาปรังตามปกติ | ใช้เครื่องมือและความชำนาญเดิม มีผู้รับซื้อชัดเจน | ใช้น้ำมากที่สุด (ราว 1,500 ลบ.ม./ไร่ ตาม กส. 2567) เสี่ยงน้ำหมดกลางฤดู |
| ทำนาปรังแต่ลดพื้นที่ และใช้วิธีเปียกสลับแห้ง | ลดการใช้น้ำโดยยังได้ข้าว | ต้องคุมระดับน้ำเป็น ถ้านาไม่ราบจะคุมยาก |
| เปลี่ยนเป็นพืชใช้น้ำน้อย | ใช้น้ำน้อยกว่า 30-70% อายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน | ต้องปรับพื้นที่ มีเรื่องตลาดและค่าแรงใหม่ |
| พักนา | ไม่มีต้นทุนปลูก ไม่เสี่ยงน้ำ | ไม่มีรายได้ ควรวางแผนหนี้และกระแสเงินสดล่วงหน้า |
เรื่องการลดน้ำในนาข้าวด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง ผู้เขียนอธิบายรายละเอียดไว้ใน นาเปียกสลับแห้งประหยัดน้ำอย่างไร ซึ่งเหมาะกับท่านที่ยังตั้งใจทำข้าวแต่ต้องการลดปริมาณน้ำ
เทียบรายได้นาปรังกับนาปีด้วยตัวเลขของท่านเอง
คำถามที่ชาวนาถามบ่อยคือ ถ้าไม่ทำนาปรังรอบสองจะเสียรายได้เท่าไร คำตอบขึ้นกับต้นทุนและราคาข้าวของท่านในปีนั้น ผู้เขียนไม่ใส่ราคาข้าวในบทความนี้เพราะไม่มีแหล่งที่ระบุวันที่ชัดเจน ให้ใช้สูตรจากแนวทางต้นทุนมาตรฐาน คือ กำไรสุทธิ = รายได้รวม - ต้นทุนรวม โดยรายได้รวม = ผลผลิตที่ขายได้ x ราคาขาย และต้นทุนต่อหน่วย = ต้นทุนรวม / ปริมาณที่ขายได้ ลองกรอกตัวเลขจริงของท่านเอง และเทียบกับบทความ เทียบต้นทุนกำไรนาปรังรอบสองกับนาปี เพื่อตรวจว่าตัวเลขของท่านอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผลหรือเปล่า
ข้อสังเกตจากภาคสนามคือ ต้นทุนที่ชาวนามักลืมใส่ในปีแล้งคือค่าสูบน้ำเพิ่ม ถ้าต้องสูบจากบ่อหรือคลองที่น้ำลึกขึ้น ค่าน้ำมันหรือไฟฟ้าจะพุ่งโดยไม่รู้ตัว ให้จดเลขมิเตอร์หรือปริมาณน้ำมันที่ใช้ทุกครั้ง แล้วจะเห็นว่าคุ้มหรือไม่
ถ้าตัดสินใจทำนาปรัง ให้เตรียมอะไรไว้
- วางแผนวันปลูกให้ตรงกับช่วงที่คลองส่งน้ำถึงนา และเผื่อเวลาเก็บเกี่ยวก่อนน้ำหยุด
- เตรียมแหล่งน้ำสำรองและเครื่องสูบ พร้อมน้ำมันหรือไฟสำหรับสูบอย่างน้อยหนึ่งรอบสำคัญ
- ปรับพื้นที่ให้ระดับน้ำสม่ำเสมอ เพื่อลดน้ำที่สูญเสียและใช้วิธีเปียกสลับแห้งได้
- เลือกพันธุ์อายุสั้นตามที่ศูนย์ข้าวหรือเกษตรอำเภอแนะนำสำหรับพื้นที่
- ติดตามประกาศโครงการชลประทานและกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกสัปดาห์ เพราะแผนส่งน้ำปรับตามสถานการณ์ได้
- ศึกษาเรื่องประกันภัยพืชผลล่วงหน้า ว่าเงื่อนไขกำหนดวันปลูก วันแจ้ง และภัยที่คุ้มครองอย่างไร
ถ้าตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย
ขั้นตอนที่ผู้เขียนแนะนำให้ทำตามลำดับ คือ เริ่มจากแปลงเล็กหนึ่งถึงสองไร่ก่อน ตรวจตลาดและราคาจากผู้รับซื้อที่ท่านรู้จัก ก่อนขยาย ปรับพื้นที่ยกร่องและทำทางระบายน้ำ เตรียมระบบให้น้ำที่ประหยัด เช่น น้ำหยดหรือสปริงเกลอร์ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ใช้กับผักในช่วงน้ำน้อย และคลุมดินด้วยฟางหรือวัสดุอินทรีย์เพื่อรักษาความชื้น (หลักคลุมดินเป็น 1 ใน 3 หลักที่ กส. เสนอในปี 2569)
เรื่องการตัดสินใจเชิงพื้นที่และการเปลี่ยนปฏิทินปลูกตามสภาพเอลนีโญ ผู้เขียนเขียนแนวคิดกว้างไว้แล้วใน เอลนีโญกับลานีญาส่งผลกับการเกษตรไทยอย่างไร และ เอลนีโญกับลานีญาต่างกันอย่างไร ปีไหนควรเลื่อนปลูกหรือลดพื้นที่ บทความนี้ต่างออกไปตรงที่โฟกัสคำถามเดียว คือนาปรังรอบสองในฤดูแล้ง 2569/70
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตัดสินใจทำนาปรังจากข่าวภาพรวมระดับประเทศ โดยไม่เช็กแผนส่งน้ำของคลองที่ตัวเองใช้
- เหมาเอาตัวเลข 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่และ 30-70% ของปี 2567 เป็นตัวเลขของปีนี้ ทั้งที่เป็นข้อมูลอ้างอิงปีก่อน
- ปลูกพืชทดแทนโดยยังไม่มีผู้รับซื้อ ผลผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้ราคา
- ลืมคิดค่าสูบน้ำและค่าปรับพื้นที่ในต้นทุน ทำให้กำไรที่คำนวณไว้ไม่ตรงความจริง
- ปลูกแบบหว่านรอปลายคลองได้น้ำ โดยไม่มีแผนสำรอง เมื่อน้ำไม่มาก็เสียหายทั้งแปลง
- รอรับเงินเยียวยาแทนการวางแผนน้ำ ซึ่งเงื่อนไขการเยียวยาแต่ละปีไม่เหมือนกัน และไม่ควรถือเป็นรายได้ที่วางใจได้
สรุป
ปีเอลนีโญ 2569/70 ท่านควรตัดสินใจเรื่องนาปรังรอบสองด้วยข้อมูลของคลองและแหล่งน้ำของท่านเอง ไม่ใช่ตามข่าวภาพรวม รัฐบาลเคยแจ้งให้งดทำนาปรังรอบสองเมื่อ 4 พ.ค. 2569 และกรมชลประทานรายงานน้ำในอ่าง 69% เมื่อ 9 ก.ย. 2569 แต่แผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการ ณ ต.ค. 2569 ยังไม่พบ ให้ถามโครงการชลประทานและเกษตรอำเภอ ตรวจแหล่งน้ำสำรองและตลาดพืชทดแทน แล้วเริ่มทดลองแปลงเล็กก่อนขยาย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- DailyNews — รัฐบาลแจ้งเกษตรกรงดทำนาปรังรอบสอง 4 พ.ค. 2569 และตัวเลขน้ำใช้การ (https://www.dailynews.co.th/news/5833481/)
- กรมประชาสัมพันธ์ (PRD) — รายงานข่าวช่วงเดียวกัน ปริมาณน้ำและพื้นที่นาปรัง (https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/500081)
- สยามรัฐ — กรมชลประทานแจ้งปริมาณน้ำ 9 ก.ย. 2569 และแผนบริหารน้ำถึงกลางปี 2570 (https://siamrath.co.th/agriculture/320539)
- กรุงเทพธุรกิจ — ปริมาณน้ำเก็บกักทั่วประเทศ ณ 30 มิ.ย. 2569 (https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1240903)
- กรมส่งเสริมการเกษตร (ข่าวกรม) — หลัก 3 ข้อรับมือเอลนีโญ และระดับน้ำนาข้าว 5-10 ซม. ในช่วง 80 วันแรก (https://doaenews.doae.go.th/archives/32518)
- ThaiPublica — ศูนย์วิจัยกรุงไทย COMPASS ประเมินผลกระทบซูเปอร์เอลนีโญต่อภาคเกษตร ก.ค. 2569 (https://thaipublica.org/2026/07/agriculture-faces-drought-risk-amid-super-el-nino/)
- Thai PBS — กรมส่งเสริมการเกษตร ก.พ. 2567 แนะพืชทดแทนข้าวนาปรัง ปริมาณน้ำ 1,500 ลบ.ม./ไร่ ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงปีก่อนเท่านั้น (https://www.thaipbs.or.th/news/content/337025)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ไทม์ไลน์ธนาคารที่ดิน ตั้งแต่ตั้ง บจธ. จนถึงยุบเลิก 1 ต.ค. 2569
บจธ. ตั้งปี 2554 เป็นกลไกชั่วคราว ต่ออายุสี่รอบ แล้วถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้เรียงเหตุการณ์ตามปีพร้อมตัวเลขที่แหล่งข่าวรายงานต่างกัน
ธนาคารที่ดิน FAQ รวมคำถามที่คนค้นบ่อย ตั้งแต่ บจธ. คือ ยื่นอย่างไร จนถึงถูกยุบแล้วทำไงต่อ
บจธ. ถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้รวมคำถามที่คนค้นบ่อยตั้งแต่ บจธ. คืออะไร ยื่นอย่างไร จนถึงผู้เช่าเดิมต้องทำอย่างไร แยกสิ่งที่ยืนยันได้จากสิ่งที่ยังไม่ชัด
ทำไมรัฐบาลยุบธนาคารที่ดิน เหตุผลภาครัฐ ข้อคัดค้านของเกษตรกร และข้อเสนอโอนภารกิจ
เหตุผลของรัฐบาล ข้อคัดค้านของเกษตรกร และข้อเสนอโอนภารกิจไป พอช. เรียงตามผู้พูดและวันที่จากแหล่งข่าวที่เปิดอ่านได้ พร้อมระบุสิ่งที่ยังไม่ชัด
สคทช. คืออะไร ทำไมรับช่วงภารกิจธนาคารที่ดิน และเกษตรกรติดต่อเรื่องอะไรได้บ้าง
สคทช. คือหน่วยงานกลางด้านนโยบายที่ดินตามกฎหมายปี 2562 ที่สื่อรายงานว่ากำกับดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านหลัง บจธ. ถูกยุบ บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรยืนยันได้ อะไรยังต้องรอประกาศ
การกระจายการถือครองที่ดินคืออะไร ธนาคารที่ดินเคยแก้ปัญหาที่ดินเกษตรกรได้แค่ไหน
การกระจายการถือครองที่ดินคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึงที่ทำกินอย่างเป็นธรรม บทความนี้รวมตัวเลข สศก. ผลงาน บจธ. และท่าทีของแต่ละฝ่ายหลังถูกยุบ
ธนาคารที่ดินต่างจากธนาคารทั่วไปอย่างไร ฝากที่ดินหรือให้เช่าได้จริงไหม
ธนาคารที่ดินเป็นตัวกลางเรื่องที่ดิน ไม่ได้รับฝากเงินแบบธนาคารทั่วไป และ บจธ. ถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้เทียบความต่างและทางเลือกที่เหลือ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียด
เครื่องหยอดข้าว 4 แถว ตราง้าว เป็นเครื่องที่ใช้สำหรับการปลูกข้าวนาแห้ง หรือ นารอฝน หยอดข้าว หยอดเมล็ด หยอดข้าวโพด
ดูรายละเอียด
จังชาน (Jiang Can) 正品白僵蚕藥材 หรือ หนอนไหมโรคขาวซึ่งเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ปีเอลนีโญห้ามทำนาปรังรอบสองหรือเปล่า
ไม่ใช่การห้ามเป็นกฎหมายทั่วประเทศ จากที่ผู้เขียนค้นพบ 4 พ.ค. 2569 เป็นการที่รัฐบาลแจ้งให้เกษตรกรงดทำนาปรังรอบสองและปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งเป็นคำแนะนำเชิงนโยบาย รายละเอียดการบังคับใช้และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องต้องสอบถามเกษตรอำเภอหรือโครงการชลประทานในพื้นที่
ฤดูแล้ง 2569/70 กรมชลประทานจัดสรรน้ำให้นาปรังกี่ไร
ณ ต.ค. 2569 ผู้เขียนยังไม่พบแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการที่ระบุจำนวนไร่ สิ่งที่พบคือกรมชลประทานรายงานวันที่ 9 ก.ย. 2569 ว่ามีแผนบริหารน้ำถึงกลางปี 2570 และเป้าหมายข้าวรอบสองราว 4-5 ล้านไร่ ให้สอบถามโครงการชลประทานใกล้ท่านโดยตรง
พืชใช้น้ำน้อยใช้น้ำน้อยกว่านาข้าวเท่าไร
กรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อ ก.พ. 2567 ระบุว่านาข้าวใช้น้ำราว 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และพืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 30-70% อายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน เป็นตัวเลขอ้างอิงของปีก่อน ปริมาณจริงขึ้นกับชนิดพืชและวิธีให้น้ำ
ข้าวควรมีระดับน้ำในนาเท่าไรเมื่อน้ำน้อย
กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำในเอกสารปี 2569 ให้รักษาระดับน้ำ 5-10 เซนติเมตรในช่วง 80 วันแรกหลังปักดำ และใส่ปุ๋ยหลังให้น้ำ เป็นคำแนะนำรับมือฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน การทำนาในฤดูแล้งควรปรึกษาเกษตรอำเภอเรื่องวิธีให้น้ำที่เหมาะกับพื้นที่
จะรู้ได้อย่างไรว่าปีนี้ท่านควรทำนาปรังหรือไม่
ดูจาก 5 คำถามในบทความ โดยเริ่มที่การยืนยันแผนส่งน้ำของโครงการชลประทาน ถ้ายังไม่ชัดหรือมีแหล่งน้ำสำรองไม่พอ ให้ลดพื้นที่หรือเลือกพืชใช้น้ำน้อย แล้วติดตามประกาศต่อเนื่อง
ตัวเลขความเสียหายของศูนย์วิจัยกรุงไทยเป็นของทางการไหม
ไม่ใช่ เป็นการประเมินของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจกรุงไทย COMPASS ที่เผยแพร่ผ่าน ThaiPublica เดือน ก.ค. 2569 ใช้เป็นภาพความเสี่ยงเท่านั้น ไม่ใช่ประกาศของหน่วยงานรัฐ
