ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

ปีเอลนีโญควรทำนาปรังรอบสองไหม หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ปีเอลนีโญ 2569/70 ควรทำนาปรังรอบสองหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย รวมข้อมูลน้ำในอ่าง คำแจ้งรัฐบาล 4 พ.ค. 2569 ตัวอย่างคำนวณน้ำ และคำถามที่ต้องถามชลประทาน

ปีเอลนีโญควรทำนาปรังรอบสองไหม หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย

คำตอบสั้น ๆ

รัฐบาลเคยแจ้งให้งดทำนาปรังรอบสองเมื่อ 4 พ.ค. 2569 แต่แผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการยังไม่พบ ณ ต.ค. 2569 บทความนี้ช่วยตัดสินใจด้วยข้อมูลน้ำและคำถาม 5 ข้อก่อนลงทุน

คำตอบเร็ว: ถ้านาของท่านอยู่ในเขตที่ยังไม่มีหนังสือยืนยันจากโครงการชลประทานว่าจะส่งน้ำให้ตลอดฤดูแล้ง 2569/70 ให้ถือว่าความเสี่ยงสูง และควรเลือกพืชใช้น้ำน้อยหรือปลูกเฉพาะส่วนที่มีน้ำสำรองของตัวเอง ณ ต.ค. 2569 ผู้เขียนยังไม่พบแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการ สิ่งที่ยืนยันได้คือ วันที่ 4 พ.ค. 2569 รัฐบาลแจ้งให้เกษตรกรงดทำนาปรังรอบสองและปลูกพืชใช้น้ำน้อย และกรมวิชาการเกษตรอ้างผลศึกษาว่าพืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่านาข้าว 30-70% ก่อนตัดสินใจให้ถามโครงการชลประทานและเกษตรอำเภอของท่านโดยตรง

ทำไมปีนี้ต้องคิดหนักก่อนทำนาปรังรอบสอง

ภาพประกอบ ทำไมปีนี้ต้องคิดหนักก่อนทำนาปรังรอบสอง

ชาวนาในเขตชลประทานภาคกลางคุ้นกับการทำนาปรังต่อเนื่อง บางพื้นที่ทำถึงสองรอบในฤดูแล้ง แต่เมื่อปีที่มีเอลนีโญ ฝนมักน้อยกว่าปกติ น้ำที่เก็บไว้ในอ่างเป็นตัวกำหนดว่าฤดูแล้งจะได้ใช้น้ำมากแค่ไหน ปี 2569 ข้อมูลหลายชุดชี้ไปทางเดียวกันว่าต้องระวัง

  • ต้นพฤษภาคม 2569 ปริมาณน้ำใช้การช่วงฤดูแล้งอยู่ที่ 31,600 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 94% ของแผน มีการปลูกข้าวนาปรังกว่า 10 ล้านไร่ ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 47,247 ล้านลูกบาศก์เมตร (59%) ตามที่ DailyNews และกรมประชาสัมพันธ์รายงาน
  • 30 มิ.ย. 2569 น้ำเก็บกักทั้งประเทศราว 42,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (55%) และเขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา 4 แห่งมี 12,663 ล้านลูกบาศก์เมตร (51%) ตามกรุงเทพธุรกิจ
  • 9 ก.ย. 2569 กรมชลประทานแจ้งว่าอ่างทั่วประเทศมีน้ำราว 52,900 ล้านลูกบาศก์เมตร (69%) และ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา 15,800 ล้านลูกบาศก์เมตร (64%) ตามสยามรัฐ

จะเห็นว่าสถานการณ์น้ำดีขึ้นจากช่วงกลางปี แต่ยังต่ำกว่าระดับที่หลายคนอยากเห็น ตัวเลขข้างต้นเป็นภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่น้ำที่ตกลงบนนาของท่าน ส่วนที่ต้องรู้จริงคือคลองส่งน้ำสายที่ท่านใช้ จะได้น้ำถึงเมื่อไรและถึงเมื่อไร

รัฐบาลและหน่วยงานบอกอะไรไว้แล้วบ้าง

ภาพประกอบ รัฐบาลและหน่วยงานบอกอะไรไว้แล้วบ้าง
วันที่ / แหล่งสิ่งที่ระบุข้อควรระวังในการตีความ
4 พ.ค. 2569 (DailyNews, กรมประชาสัมพันธ์)รัฐบาลแจ้งเกษตรกรให้งดทำนาปรังรอบสองและปลูกพืชใช้น้ำน้อยแต่ละแหล่งข่าวนิยาม "รอบสอง" ไม่ตรงกัน จึงไม่ควรยึดชื่อเรียก ให้ถามเกษตรอำเภอว่าพื้นที่ท่านหมายถึงช่วงปลูกใด
11 มิ.ย. 2569 (กรมส่งเสริมการเกษตร)หลัก 3 ข้อ คือ คลุมดิน จัดการน้ำ ใช้ปุ๋ยเหมาะสม และสำหรับข้าวให้รักษาระดับน้ำ 5-10 ซม. ในช่วง 80 วันแรกหลังปักดำเป็นคำแนะนำรับมือฝนทิ้งช่วงฤดูฝน ไม่ใช่แผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง
9 ก.ย. 2569 (กรมชลประทานผ่านสยามรัฐ)แผนบริหารน้ำถึงกลางปี 2570 มีเป้าหมายข้าวรอบสองราว 4-5 ล้านไร่ยังไม่พบรายละเอียดว่าเป็นพื้นที่ที่ส่งน้ำให้ทุกแปลงหรือเป็นเป้าหมายรวม จึงไม่ควรอ่านเป็นสัญญาว่าทุกแปลงจะได้น้ำ
ก.ค. 2569 (ศูนย์วิจัยกรุงไทย COMPASS ผ่าน ThaiPublica)ประเมินความเสียหายราว 62,000 ล้านบาท รายได้เกษตรกรลด ~8% ผลผลิตข้าวหายราว 5.4 ล้านตัน (43,000 ล้านบาท) และน้ำใช้ได้ภาคกลาง ~28%เป็นการประเมินของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ประกาศของรัฐ ใช้เป็นภาพความเสี่ยงเท่านั้น

สังเกตว่าตารางนี้ไม่มีแถวที่บอกว่า "ฤดูแล้ง 2569/70 จะจัดสรรน้ำให้นาปรังกี่ไร" ผู้เขียนค้นหาแล้วยังไม่พบ ณ ต.ค. 2569 ดังนั้นคำตอบเรื่องจะทำนาปรังได้หรือไม่ ต้องมาจากโครงการชลประทานในพื้นที่ท่าน ไม่ใช่จากข่าวภาพรวม

ตัวอย่างคำนวณน้ำที่ต้องใช้ต่อฤดู

กรมส่งเสริมการเกษตรเคยระบุเมื่อ ก.พ. 2567 (ปีเอลนีโญก่อนหน้า ตามที่ Thai PBS รายงาน) ว่านาข้าวใช้น้ำประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และพืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 30-70% อายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน ตัวเลขชุดนี้เป็นของปี 2567 ใช้เป็นหลักคิดเท่านั้น ลองคำนวณตัวอย่างเพื่อให้เห็นขนาดของน้ำที่ต้องมี (เป็นเลขคณิตสมมติ ไม่ใช่ข้อมูลของแปลงท่าน)

รายการวิธีคิดและที่มาผลลัพธ์ตัวอย่าง (นา 20 ไร่)
น้ำที่นาข้าวใช้1,500 ลบ.ม./ไร่ x 20 ไร่ (ตัวเลข 1,500 จาก กรมส่งเสริมการเกษตร 2567)30,000 ลบ.ม.
พืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 30%1,500 x 0.70 = 1,050 ลบ.ม./ไร่21,000 ลบ.ม.
พืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 70%1,500 x 0.30 = 450 ลบ.ม./ไร่9,000 ลบ.ม.
เทียบกับบ่อขนาด 1 ไร่ (1,600 ตร.ม.) ลึก 3 เมตร1,600 x 3 (สมมติใช้เต็มความจุ)4,800 ลบ.ม. หรือราว 16% ของน้ำที่นา 20 ไร่ต้องใช้

ตัวอย่างนี้บอกอะไร คือบ่อขนาดใหญ่ 1 ไร่ลึก 3 เมตรที่เต็มความจุ ยังรองรับน้ำที่นาข้าว 20 ไร่ใช้ได้เพียงราวหนึ่งในหกของทั้งฤดู ในทางปฏิบัติบ่อไม่เคยเต็มความจุแล้วใช้ได้หมด เพราะมีการระเหยและซึม ผู้เขียนจึงไม่แนะนำให้เชื่อว่าบ่อประจำไร่นาจะเลี้ยงนาปรังได้ทั้งฤดู ถ้าไม่มีน้ำจากคลองหรือบาดาลที่ตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามถ้าเลือกพืชทดแทน ปริมาณน้ำที่ต้องมีลดลงมาก และมีโอกาสที่แหล่งน้ำในไร่นาจะพอ

ตัดสินใจอย่างไร 5 คำถามก่อนลงทุน

ภาพประกอบ ตัดสินใจอย่างไร 5 คำถามก่อนลงทุน
  1. นาของท่านอยู่ในเขตส่งน้ำของโครงการใด และมีหนังสือหรือประกาศวันส่งน้ำ-หยุดส่งน้ำหรือยัง ไปถามที่โครงการชลประทานหรือผู้ใหญ่ฝ่ายน้ำในกลุ่มผู้ใช้น้ำ ไม่ใช่ถามจากข่าวลือ
  2. ถ้าน้ำหยุดก่อนข้าวเก็บเกี่ยว ท่านมีแหล่งน้ำสำรองหรือไม่ บ่อบาดาล บ่อพวง หรือสระ พร้อมค่าน้ำมันหรือค่าไฟสูบ
  3. เลื่อนวันปลูกได้ไหม นาที่ได้รับน้ำก่อนถูกกว่าและมีโอกาสเก็บเกี่ยวก่อนน้ำตึงที่สุด นาปลายคลองมักได้น้ำช้า เสี่ยงกว่า
  4. พืชทดแทนที่เลือก มีตลาดรองรับในพื้นที่หรือเปล่า ปลูกแตงโมหรือข้าวโพดหวานได้ แต่ถ้ารถรับซื้อไม่เข้าก็ขายยาก ตรวจกับตลาดหรือผู้รับซื้อก่อนปลูก
  5. ดินและแรงงานเหมาะกับพืชอื่นหรือไม่ นาที่ดินเหนียวน้ำขังเปลี่ยนไปปลูกพืชไร่ต้องยกร่อง ทำร่องระบาย มีต้นทุนปรับพื้นที่ ต่างจากนาที่ดินร่วนระบายน้ำดี

ถ้าตอบ "ไม่มั่นใจ" ตั้งแต่ข้อ 1 หรือ 2 ผู้เขียนเห็นว่าควรลดพื้นที่นาปรัง หรือเปลี่ยนบางแปลงไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย แทนที่จะลงทุนเต็มพื้นที่แล้วเสี่ยงกับน้ำที่ยังไม่แน่ใจ

พืชทดแทนที่ทางการเคยแนะนำ

กรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อ ก.พ. 2567 แนะนำพืชทดแทนข้าวนาปรัง เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง แตงโม ข้าวโพดหวาน และถั่วลิสง รายการนี้เป็นของปี 2567 และผู้เขียนไม่พบรายชื่อพืชทดแทนฉบับอัปเดตสำหรับ 2569/70 ที่ยืนยันได้ จึงควรสอบถามเกษตรอำเภอว่าปีนี้มีการสนับสนุนพืชใดและมีตลาดรองรับหรือไม่ ผู้เขียนมีบทความที่อธิบายหลักเลือกพืชเมื่อน้ำน้อยไว้แล้วใน เลือกพืชปลูกในพื้นที่แล้ง

ทางเลือกข้อดีข้อควรระวัง
ทำนาปรังตามปกติใช้เครื่องมือและความชำนาญเดิม มีผู้รับซื้อชัดเจนใช้น้ำมากที่สุด (ราว 1,500 ลบ.ม./ไร่ ตาม กส. 2567) เสี่ยงน้ำหมดกลางฤดู
ทำนาปรังแต่ลดพื้นที่ และใช้วิธีเปียกสลับแห้งลดการใช้น้ำโดยยังได้ข้าวต้องคุมระดับน้ำเป็น ถ้านาไม่ราบจะคุมยาก
เปลี่ยนเป็นพืชใช้น้ำน้อยใช้น้ำน้อยกว่า 30-70% อายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วันต้องปรับพื้นที่ มีเรื่องตลาดและค่าแรงใหม่
พักนาไม่มีต้นทุนปลูก ไม่เสี่ยงน้ำไม่มีรายได้ ควรวางแผนหนี้และกระแสเงินสดล่วงหน้า

เรื่องการลดน้ำในนาข้าวด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง ผู้เขียนอธิบายรายละเอียดไว้ใน นาเปียกสลับแห้งประหยัดน้ำอย่างไร ซึ่งเหมาะกับท่านที่ยังตั้งใจทำข้าวแต่ต้องการลดปริมาณน้ำ

เทียบรายได้นาปรังกับนาปีด้วยตัวเลขของท่านเอง

ภาพประกอบ เทียบรายได้นาปรังกับนาปีด้วยตัวเลขของท่านเอง

คำถามที่ชาวนาถามบ่อยคือ ถ้าไม่ทำนาปรังรอบสองจะเสียรายได้เท่าไร คำตอบขึ้นกับต้นทุนและราคาข้าวของท่านในปีนั้น ผู้เขียนไม่ใส่ราคาข้าวในบทความนี้เพราะไม่มีแหล่งที่ระบุวันที่ชัดเจน ให้ใช้สูตรจากแนวทางต้นทุนมาตรฐาน คือ กำไรสุทธิ = รายได้รวม - ต้นทุนรวม โดยรายได้รวม = ผลผลิตที่ขายได้ x ราคาขาย และต้นทุนต่อหน่วย = ต้นทุนรวม / ปริมาณที่ขายได้ ลองกรอกตัวเลขจริงของท่านเอง และเทียบกับบทความ เทียบต้นทุนกำไรนาปรังรอบสองกับนาปี เพื่อตรวจว่าตัวเลขของท่านอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผลหรือเปล่า

ข้อสังเกตจากภาคสนามคือ ต้นทุนที่ชาวนามักลืมใส่ในปีแล้งคือค่าสูบน้ำเพิ่ม ถ้าต้องสูบจากบ่อหรือคลองที่น้ำลึกขึ้น ค่าน้ำมันหรือไฟฟ้าจะพุ่งโดยไม่รู้ตัว ให้จดเลขมิเตอร์หรือปริมาณน้ำมันที่ใช้ทุกครั้ง แล้วจะเห็นว่าคุ้มหรือไม่

ถ้าตัดสินใจทำนาปรัง ให้เตรียมอะไรไว้

ภาพประกอบ ถ้าตัดสินใจทำนาปรัง ให้เตรียมอะไรไว้
  • วางแผนวันปลูกให้ตรงกับช่วงที่คลองส่งน้ำถึงนา และเผื่อเวลาเก็บเกี่ยวก่อนน้ำหยุด
  • เตรียมแหล่งน้ำสำรองและเครื่องสูบ พร้อมน้ำมันหรือไฟสำหรับสูบอย่างน้อยหนึ่งรอบสำคัญ
  • ปรับพื้นที่ให้ระดับน้ำสม่ำเสมอ เพื่อลดน้ำที่สูญเสียและใช้วิธีเปียกสลับแห้งได้
  • เลือกพันธุ์อายุสั้นตามที่ศูนย์ข้าวหรือเกษตรอำเภอแนะนำสำหรับพื้นที่
  • ติดตามประกาศโครงการชลประทานและกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกสัปดาห์ เพราะแผนส่งน้ำปรับตามสถานการณ์ได้
  • ศึกษาเรื่องประกันภัยพืชผลล่วงหน้า ว่าเงื่อนไขกำหนดวันปลูก วันแจ้ง และภัยที่คุ้มครองอย่างไร

ถ้าตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ขั้นตอนที่ผู้เขียนแนะนำให้ทำตามลำดับ คือ เริ่มจากแปลงเล็กหนึ่งถึงสองไร่ก่อน ตรวจตลาดและราคาจากผู้รับซื้อที่ท่านรู้จัก ก่อนขยาย ปรับพื้นที่ยกร่องและทำทางระบายน้ำ เตรียมระบบให้น้ำที่ประหยัด เช่น น้ำหยดหรือสปริงเกลอร์ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ใช้กับผักในช่วงน้ำน้อย และคลุมดินด้วยฟางหรือวัสดุอินทรีย์เพื่อรักษาความชื้น (หลักคลุมดินเป็น 1 ใน 3 หลักที่ กส. เสนอในปี 2569)

เรื่องการตัดสินใจเชิงพื้นที่และการเปลี่ยนปฏิทินปลูกตามสภาพเอลนีโญ ผู้เขียนเขียนแนวคิดกว้างไว้แล้วใน เอลนีโญกับลานีญาส่งผลกับการเกษตรไทยอย่างไร และ เอลนีโญกับลานีญาต่างกันอย่างไร ปีไหนควรเลื่อนปลูกหรือลดพื้นที่ บทความนี้ต่างออกไปตรงที่โฟกัสคำถามเดียว คือนาปรังรอบสองในฤดูแล้ง 2569/70

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • ตัดสินใจทำนาปรังจากข่าวภาพรวมระดับประเทศ โดยไม่เช็กแผนส่งน้ำของคลองที่ตัวเองใช้
  • เหมาเอาตัวเลข 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่และ 30-70% ของปี 2567 เป็นตัวเลขของปีนี้ ทั้งที่เป็นข้อมูลอ้างอิงปีก่อน
  • ปลูกพืชทดแทนโดยยังไม่มีผู้รับซื้อ ผลผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้ราคา
  • ลืมคิดค่าสูบน้ำและค่าปรับพื้นที่ในต้นทุน ทำให้กำไรที่คำนวณไว้ไม่ตรงความจริง
  • ปลูกแบบหว่านรอปลายคลองได้น้ำ โดยไม่มีแผนสำรอง เมื่อน้ำไม่มาก็เสียหายทั้งแปลง
  • รอรับเงินเยียวยาแทนการวางแผนน้ำ ซึ่งเงื่อนไขการเยียวยาแต่ละปีไม่เหมือนกัน และไม่ควรถือเป็นรายได้ที่วางใจได้

สรุป

ปีเอลนีโญ 2569/70 ท่านควรตัดสินใจเรื่องนาปรังรอบสองด้วยข้อมูลของคลองและแหล่งน้ำของท่านเอง ไม่ใช่ตามข่าวภาพรวม รัฐบาลเคยแจ้งให้งดทำนาปรังรอบสองเมื่อ 4 พ.ค. 2569 และกรมชลประทานรายงานน้ำในอ่าง 69% เมื่อ 9 ก.ย. 2569 แต่แผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการ ณ ต.ค. 2569 ยังไม่พบ ให้ถามโครงการชลประทานและเกษตรอำเภอ ตรวจแหล่งน้ำสำรองและตลาดพืชทดแทน แล้วเริ่มทดลองแปลงเล็กก่อนขยาย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄DailyNews — รัฐบาลแจ้งเกษตรกรงดทำนาปรังรอบสอง 4 พ.ค. 2569 และตัวเลขน้ำใช้การ (https://www.dailynews.co.th/news/5833481/)
  • 📄กรมประชาสัมพันธ์ (PRD) — รายงานข่าวช่วงเดียวกัน ปริมาณน้ำและพื้นที่นาปรัง (https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/500081)
  • 📄สยามรัฐ — กรมชลประทานแจ้งปริมาณน้ำ 9 ก.ย. 2569 และแผนบริหารน้ำถึงกลางปี 2570 (https://siamrath.co.th/agriculture/320539)
  • 📄กรุงเทพธุรกิจ — ปริมาณน้ำเก็บกักทั่วประเทศ ณ 30 มิ.ย. 2569 (https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1240903)
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร (ข่าวกรม) — หลัก 3 ข้อรับมือเอลนีโญ และระดับน้ำนาข้าว 5-10 ซม. ในช่วง 80 วันแรก (https://doaenews.doae.go.th/archives/32518)
  • 📄ThaiPublica — ศูนย์วิจัยกรุงไทย COMPASS ประเมินผลกระทบซูเปอร์เอลนีโญต่อภาคเกษตร ก.ค. 2569 (https://thaipublica.org/2026/07/agriculture-faces-drought-risk-amid-super-el-nino/)
  • 📄Thai PBS — กรมส่งเสริมการเกษตร ก.พ. 2567 แนะพืชทดแทนข้าวนาปรัง ปริมาณน้ำ 1,500 ลบ.ม./ไร่ ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงปีก่อนเท่านั้น (https://www.thaipbs.or.th/news/content/337025)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ปีเอลนีโญห้ามทำนาปรังรอบสองหรือเปล่า

ไม่ใช่การห้ามเป็นกฎหมายทั่วประเทศ จากที่ผู้เขียนค้นพบ 4 พ.ค. 2569 เป็นการที่รัฐบาลแจ้งให้เกษตรกรงดทำนาปรังรอบสองและปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งเป็นคำแนะนำเชิงนโยบาย รายละเอียดการบังคับใช้และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องต้องสอบถามเกษตรอำเภอหรือโครงการชลประทานในพื้นที่

ฤดูแล้ง 2569/70 กรมชลประทานจัดสรรน้ำให้นาปรังกี่ไร

ณ ต.ค. 2569 ผู้เขียนยังไม่พบแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2569/70 ฉบับทางการที่ระบุจำนวนไร่ สิ่งที่พบคือกรมชลประทานรายงานวันที่ 9 ก.ย. 2569 ว่ามีแผนบริหารน้ำถึงกลางปี 2570 และเป้าหมายข้าวรอบสองราว 4-5 ล้านไร่ ให้สอบถามโครงการชลประทานใกล้ท่านโดยตรง

พืชใช้น้ำน้อยใช้น้ำน้อยกว่านาข้าวเท่าไร

กรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อ ก.พ. 2567 ระบุว่านาข้าวใช้น้ำราว 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และพืชทดแทนใช้น้ำน้อยกว่า 30-70% อายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน เป็นตัวเลขอ้างอิงของปีก่อน ปริมาณจริงขึ้นกับชนิดพืชและวิธีให้น้ำ

ข้าวควรมีระดับน้ำในนาเท่าไรเมื่อน้ำน้อย

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำในเอกสารปี 2569 ให้รักษาระดับน้ำ 5-10 เซนติเมตรในช่วง 80 วันแรกหลังปักดำ และใส่ปุ๋ยหลังให้น้ำ เป็นคำแนะนำรับมือฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน การทำนาในฤดูแล้งควรปรึกษาเกษตรอำเภอเรื่องวิธีให้น้ำที่เหมาะกับพื้นที่

จะรู้ได้อย่างไรว่าปีนี้ท่านควรทำนาปรังหรือไม่

ดูจาก 5 คำถามในบทความ โดยเริ่มที่การยืนยันแผนส่งน้ำของโครงการชลประทาน ถ้ายังไม่ชัดหรือมีแหล่งน้ำสำรองไม่พอ ให้ลดพื้นที่หรือเลือกพืชใช้น้ำน้อย แล้วติดตามประกาศต่อเนื่อง

ตัวเลขความเสียหายของศูนย์วิจัยกรุงไทยเป็นของทางการไหม

ไม่ใช่ เป็นการประเมินของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจกรุงไทย COMPASS ที่เผยแพร่ผ่าน ThaiPublica เดือน ก.ค. 2569 ใช้เป็นภาพความเสี่ยงเท่านั้น ไม่ใช่ประกาศของหน่วยงานรัฐ