ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

กำจัดโคลนและขยะหลังน้ำท่วม ทำอย่างไรไม่ให้เกิดโรค

กำจัดโคลนและขยะหลังน้ำท่วมอย่างไรไม่ให้เกิดโรค ตามคำแนะนำกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย อุปกรณ์ป้องกัน ลำดับการล้างบ้าน การคัดแยกขยะ และอาการที่ต้องรีบไปหาหมอ

กำจัดโคลนและขยะหลังน้ำท่วม ทำอย่างไรไม่ให้เกิดโรค

คำตอบสั้น ๆ

ช่วงที่น้ำเพิ่งลด สิ่งที่ค้างอยู่ในบ้านและลานบ้านไม่ใช่แค่ความสกปรก โคลนที่ทับถมคือของผสมระหว่างดิน น้ำเสีย มูลสัตว์ และบางพื้นที่อาจมีสารเคมีปนมาด้วย

คำตอบเร็ว: กำจัดโคลนและขยะหลังน้ำท่วมให้ปลอดโรค มีหลักอยู่สามข้อ คือป้องกันตัวเองก่อนแตะโคลน (หน้ากาก ถุงมือยาง รองเท้าบูทยาง ตามคำแนะนำกรมอนามัย) แยกของที่ห้ามเก็บไว้ใช้ออกให้เร็ว (อาหารที่สัมผัสน้ำท่วม ยาเปียกน้ำ ที่นอนที่ขึ้นราหนัก ซากสัตว์) และอย่าปล่อยให้มีน้ำขังหรืออาหารเปิดทิ้งไว้ซึ่งเป็นแหล่งยุงและแมลงวัน ส่วนเรื่องรอบเก็บขยะและจุดทิ้งขยะอันตราย ยังไม่มีประกาศกลาง ให้ถามท้องถิ่นของคุณ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

ช่วงที่น้ำเพิ่งลด สิ่งที่ค้างอยู่ในบ้านและลานบ้านไม่ใช่แค่ความสกปรก โคลนที่ทับถมคือของผสมระหว่างดิน น้ำเสีย มูลสัตว์ และบางพื้นที่อาจมีสารเคมีปนมาด้วย ส่วนกองขยะหน้าบ้านที่สูงขึ้นทุกวัน ทั้งที่นอน เฟอร์นิเจอร์ อาหารเน่า ก็กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ หนู และยุงได้ภายในไม่กี่วัน กรมควบคุมโรคเตือนว่า "น้ำลดไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงลดลงทันที" บทความนี้จึงเรียงขั้นตอนตามเวลาจริงตั้งแต่ก่อนลงมือตักโคลน จนถึงตอนนำขยะออกจากบ้าน พร้อมจุดที่คนมักพลาดจนป่วยตามมา

ทำไมโคลนหลังน้ำท่วมจึงเสี่ยงโรคมากกว่าที่คิด

ภาพประกอบ ทำไมโคลนหลังน้ำท่วมจึงเสี่ยงโรคมากกว่าที่คิด

การกำจัดโคลนหลังน้ำท่วมเป็นงานที่ต้องสัมผัสน้ำและดินเปียกต่อเนื่องหลายชั่วโมง ซึ่งตรงกับปัจจัยเสี่ยงที่กรมควบคุมโรคระบุไว้สำหรับไข้ฉี่หนู คือ "การแช่น้ำตั้งแต่ประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป หรือมีบาดแผลและรอยถลอก จะเพิ่มโอกาส" ติดเชื้อ ตัวเลขปี 2569 ของกรมควบคุมโรคระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม – 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยไข้ฉี่หนู 3,303 ราย เสียชีวิต 46 ราย กลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุดคือ 60 ปีขึ้นไป และอาชีพที่ป่วยมากที่สุดคือเกษตรกร

อีกโรคที่มากับดินและโคลนคือเมลิออยโดสิส หรือที่เรียกกันว่าไข้ดิน กรมควบคุมโรคระบุระยะฟักตัว "1 – 21 วัน" และกลุ่มเสี่ยงสูงคือผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคไต ถ้าในบ้านมีผู้ป่วยกลุ่มนี้ ไม่ควรให้เป็นคนลงมือตักโคลนหรือคุ้ยขยะ

บางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงเรื่องน้ำปนเปื้อนสารพิษ ตัวอย่างในปี 2569 คือกรณีปราจีนบุรี ที่กรมอนามัยแนะนำให้เลี่ยงการลุยน้ำ ไม่ใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติจนกว่าผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจะยืนยันว่าปลอดภัย และระบุกลุ่มเปราะบางคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยในพื้นที่นั้นส่วนใหญ่มีอาการน้ำกัดเท้าและผื่นคัน

ขั้นตอนที่ 1: เตรียมตัวก่อนแตะโคลน

  • อุปกรณ์ป้องกันขั้นต่ำ: หน้ากาก ถุงมือยาง และรองเท้าบูทยาง ตามที่กรมอนามัยแนะนำสำหรับการรื้อล้างบ้าน ถ้าไม่มีรองเท้าบูท กรมควบคุมโรคแนะนำให้สวมถุงพลาสติกสะอาดแทน
  • เช็กแผลที่มือและเท้า: แผลหรือรอยถลอกเพิ่มโอกาสติดเชื้อไข้ฉี่หนู ถ้ามีแผลควรเลี่ยงงานที่ต้องจุ่มมือในโคลน
  • ระบบไฟฟ้าต้องปิดไว้: กรมอนามัยระบุว่าระบบไฟฟ้า "ห้ามใช้งานจนกว่าจะแห้งสนิทและได้รับการตรวจสอบอย่างปลอดภัย" อย่าใช้ปั๊มน้ำหรือเครื่องฉีดน้ำแรงดันที่เสียบปลั๊กในบ้านที่ยังชื้น
  • พกไฟฉาย: ใช้ส่องก่อนยกของ เพราะงูและสัตว์มีพิษมักซ่อนในกองขยะ
  • วางแผนพัก: กรมอนามัยแนะนำให้หยุดพักสูดอากาศบริสุทธิ์ทุก 1 – 2 ชั่วโมงระหว่างทำความสะอาด การผลัดกันทำงานยังช่วยให้ไม่มีใครแช่น้ำนานเกินไป

ขั้นตอนที่ 2: ตักโคลนออกอย่างปลอดภัย

ลำดับที่ใช้ได้จริงคือทำจากในบ้านออกไปนอกบ้าน และจากที่สูงลงที่ต่ำ เพื่อไม่ให้ต้องเหยียบโคลนซ้ำ ระหว่างทำมีข้อห้ามจากกรมอนามัยที่หลายบ้านพลาด คือ "ห้ามเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศขณะทำความสะอาดบ้าน หรือขณะกำจัดเชื้อรา" เพราะลมจะพัดสปอร์และฝุ่นโคลนแห้งฟุ้งไปทั่วบ้าน ให้เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศตามธรรมชาติแทน

  1. เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน แต่ไม่เปิดพัดลมหรือแอร์
  2. ส่องไฟดูมุมห้อง ใต้ตู้ และกองผ้า ก่อนเริ่มตัก ไม่ใช้มือเปล่าค้นหา
  3. ตักโคลนส่วนหนาออกก่อนขณะที่ยังเปียก ใส่ภาชนะหรือถุงที่แข็งแรง
  4. ล้างคราบโคลนที่เหลือ แล้วจัดการผนังที่ขึ้นราตาม 3 ขั้นตอนของกรมอนามัย (หัวข้อถัดไป)
  5. ล้างมือ เท้า และอุปกรณ์ด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งที่พัก

ผนังและเฟอร์นิเจอร์ขึ้นรา: 3 ขั้นตอนตามกรมอนามัย

  1. เช็ดด้วยกระดาษชุบน้ำ โดยเช็ดไปในทิศทางเดียว
  2. เช็ดด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน
  3. เช็ดด้วยน้ำส้มสายชู 5-7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60-90 เปอร์เซ็นต์

เรื่องน้ำยาฟอกขาว ต้องบอกตรง ๆ ว่าเรายังไม่พบหน้าทางการของกรมอนามัยหรือกรมควบคุมโรคที่ระบุอัตราผสมไว้ แหล่งที่ไม่เป็นทางการยังให้ตัวเลขไม่ตรงกัน บทความนี้จึงไม่ใส่อัตราผสมน้ำยาฟอกขาว และแนะนำให้ใช้วิธีน้ำส้มสายชูหรือแอลกอฮอล์ตามกรมอนามัยแทน รายละเอียดการล้างบ้านทั้งหลังอ่านต่อได้ที่ ล้างบ้านหลังน้ำลดและกำจัดเชื้อราอย่างปลอดภัย ควรทำตามลำดับไหน

ห้องน้ำและส้วม

กรมอนามัยแนะนำให้ล้างด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด หากใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราที่กรมอนามัยระบุคือ 1:10 สำหรับคราบสกปรก (ทิ้งไว้ 5–10 นาที) และ 1:500 สำหรับดับกลิ่น ถ้าส้วมยังใช้ไม่ได้ กรมอนามัยแนะนำให้ขับถ่ายใส่ถุงที่มีปูนขาว แล้วรวบรวมแยกจากขยะทั่วไป

ขั้นตอนที่ 3: กำจัดขยะหลังน้ำท่วม แยกอะไรออกก่อน

การกำจัดขยะหลังน้ำท่วมให้ไม่เกิดโรค หัวใจคือคัดของที่ทางการบอกว่าห้ามเก็บไว้ใช้ออกให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอว่า "เผื่อยังใช้ได้" ตารางนี้สรุปเฉพาะสิ่งที่มีแนวทางทางการรองรับ

ของที่เจอทำอย่างไรเหตุผล/แหล่ง
อาหารและวัตถุดิบที่สัมผัสน้ำท่วมทิ้ง ไม่นำมารับประทานกรมควบคุมโรค: "ไม่ควรรับประทานอาหารหรือวัตถุดิบที่สัมผัสน้ำท่วม"
อาหารบรรจุภัณฑ์ที่เปียกน้ำหรือเสียหายทิ้ง แม้ภายนอกดูปกติกรมควบคุมโรค (3 ก.ย. 2569)
อาหารกระป๋องบวมหรือเป็นสนิมไม่ใช้ และห้ามอุ่นอาหารทั้งกระป๋องกรมอนามัย
ยาที่เปียกน้ำหรือชำรุดไม่รับประทาน ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอยาใหม่กรมควบคุมโรค (27 ก.ย. 2569)
ที่นอนที่ขึ้นราหนักไม่นำกลับมาใช้กรมอนามัย
ซากสัตว์และสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุห้ามนำมาประกอบอาหาร แยกจากขยะทั่วไป และแจ้งท้องถิ่นกรมควบคุมโรค (2 ต.ค. 2569)
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำยังไม่ต้องทิ้งทันที แยกไว้ให้ช่างไฟฟ้าตรวจก่อนตัดสินใจกรมควบคุมโรค: ให้ช่างไฟฟ้าตรวจก่อนใช้

ขยะอันตรายกับขยะทั่วไป

ในบ้านและในแปลงเกษตรมักมีของที่ไม่ควรรวมกับขยะทั่วไป เช่น ภาชนะสารเคมี กระป๋องสี ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ และแบตเตอรี่ หลักที่ใช้ได้ทุกพื้นที่คือแยกเก็บในภาชนะที่ปิดได้ ห่างจากเด็กและแหล่งน้ำ และไม่เทของเหลวลงท่อหรือคูน้ำ ส่วนเรื่องรอบเก็บขยะพิเศษหลังน้ำท่วม หรือจุดรับขยะอันตรายในแต่ละพื้นที่ ชุดข้อมูลทางการที่เราใช้ยังไม่มีประกาศกลาง ให้สอบถาม อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ หรือกรุงเทพมหานครหากอยู่ในเขต กทม. ว่าจะมีรถเก็บขยะเข้ามาเมื่อไรและให้วางขยะไว้จุดใด

ประสบการณ์ที่พบบ่อยในพื้นที่น้ำท่วมคือ กองขยะที่วางชิดรั้วหรือทางระบายน้ำจะขวางน้ำที่ยังระบายไม่หมด ทำให้เกิดน้ำขังซ้ำ ควรวางให้พ้นทางน้ำ และอย่าปล่อยถุงอาหารเน่าเปิดทิ้งไว้ เพราะจะเรียกทั้งหนูและแมลงวันเข้ามา

ขั้นตอนที่ 4: ปิดจุดเพาะยุงและแมลงวัน

กรมควบคุมโรคแนะนำว่าหลังน้ำลดให้เทน้ำที่ขังทิ้ง ปิดภาชนะใส่น้ำเพื่อลดยุง และปิดอาหารให้มิดชิดเพื่อกันแมลงวัน จุดที่มักถูกลืมคือของในกองขยะที่รับน้ำได้ เช่น ถัง กะละมัง ยางรถ และเศษภาชนะ ควรคว่ำหรือเจาะก่อนนำไปกอง เพื่อไม่ให้กลายเป็นแหล่งน้ำขังใหม่

สัญญาณของโรคที่ยุงเป็นพาหะตามกรมควบคุมโรค คือ ไข้ติดต่อกัน 2 วัน มีผื่น ปวดข้อ กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด ให้รีบพบแพทย์ และห้ามรับประทานยากลุ่ม NSAIDs ได้แก่ แอสไพริน และไอบรูโพรเฟน

ขั้นตอนที่ 5: ดูแลร่างกายหลังทำงานแต่ละวัน

  • ผิวหนัง: ถ้ามีผื่นแดง คัน แผลพุพอง หนังลอก กรมควบคุมโรคแนะนำให้ทำความสะอาดและดูแลบริเวณนั้นให้แห้ง หากไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์
  • ตา: ถ้าตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล มีขี้ตา อย่าขยี้ตา และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับคนอื่น
  • ไข้ฉี่หนู: อาการมักเริ่มภายใน 5 – 14 วัน แต่อาจนานถึง 30 วัน ถ้าหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะออกน้อย ต้องไปโรงพยาบาลทันที
  • ยาป้องกัน: กรมควบคุมโรคย้ำว่าต้องอยู่ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ ประชาชนไม่ควรซื้อยามากินเอง
  • ไปหาหมอ: ให้แจ้งประวัติการอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบทุกครั้ง
  • ความเครียด: การเห็นข้าวของเสียหายทั้งบ้านทำให้หลายคนรู้สึกว่ารับมือไม่ไหว กรมสุขภาพจิตแนะนำให้หายใจลึก ๆ คุยกับคนที่ไว้ใจ และขอความช่วยเหลือ โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้

อ่านอาการโรคแต่ละชนิดแบบละเอียดได้ที่ โรคที่มากับน้ำท่วม น้ำกัดเท้า ฉี่หนู ท้องร่วง ป้องกันและสังเกตอาการอย่างไร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตักโคลนด้วยมือเปล่าหรือรองเท้าแตะ: ทางการแนะนำถุงมือยางและรองเท้าบูทยาง แผลเล็ก ๆ ก็เพิ่มโอกาสติดเชื้อ
  • เปิดพัดลมเป่าบ้านให้แห้งระหว่างขัดรา: กรมอนามัยห้ามไว้ชัดเจน
  • ผสมน้ำยาฟอกขาวตามที่เห็นในโซเชียล: ยังไม่มีอัตราทางการรองรับ ให้ใช้น้ำส้มสายชูหรือแอลกอฮอล์ตามกรมอนามัย
  • เก็บอาหารกระป๋องหรือถุงที่แช่น้ำไว้กินต่อ: กรมควบคุมโรคให้ทิ้ง แม้ภายนอกดูปกติ
  • นำซากสัตว์ที่ตายในน้ำมาทำอาหาร: กรมควบคุมโรคห้ามโดยตรง
  • ให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเบาหวาน/โรคไตลงมือตักโคลน: เป็นกลุ่มเสี่ยงของทั้งไข้ฉี่หนูและไข้ดิน
  • ทำงานต่อเนื่องทั้งวันไม่พัก: เพิ่มเวลาแช่น้ำเกิน 3 ชั่วโมง และกรมอนามัยให้พักสูดอากาศทุก 1–2 ชั่วโมง
  • ใช้ปั๊มน้ำไฟฟ้าในบ้านที่ยังชื้น: ระบบไฟฟ้าต้องแห้งสนิทและได้รับการตรวจก่อน

ถ้ายังไม่ได้ตรวจระบบไฟและน้ำประปาก่อนเริ่มล้างบ้าน ให้อ่าน กลับเข้าบ้านหลังน้ำท่วม เช็กไฟฟ้าและน้ำประปาก่อนใช้อย่างไร และดูสิทธิช่วยเหลือที่ครัวเรือนอาจได้รับใน คู่มือช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2569

สรุป

กำจัดโคลนหลังน้ำท่วมให้ปลอดโรคต้องเริ่มที่การป้องกันตัวเอง ทำงานเป็นช่วงและพักทุก 1–2 ชั่วโมง ไม่เปิดพัดลมขณะขัดรา และใช้วิธีน้ำส้มสายชูหรือแอลกอฮอล์ตามกรมอนามัยแทนการเดาอัตราน้ำยาฟอกขาว ส่วนการกำจัดขยะหลังน้ำท่วม ให้คัดอาหาร ยา ที่นอนขึ้นราหนัก และซากสัตว์ออกทันที แยกขยะอันตรายไว้ต่างหาก และสอบถามท้องถิ่นเรื่องรอบเก็บ จากนั้นเฝ้าสังเกตอาการไข้ฉี่หนูและไข้ดินต่อไปอีกหลายสัปดาห์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมอนามัย (https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/0210692/) — การรื้อล้างบ้าน อุปกรณ์ป้องกัน และข้อห้ามใช้ระบบไฟฟ้า (2 ต.ค. 2569)
  • 📄กรมอนามัย (https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/261064/ และ news/281065/) — กำจัดเชื้อรา 3 ขั้นตอน ข้อห้ามเปิดพัดลม/แอร์ การพัก และที่นอนขึ้นรา
  • 📄กรมอนามัย (https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info744_flood_18/) — การล้างห้องน้ำและอัตราน้ำหมักชีวภาพ
  • 📄กรมอนามัย (https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/020964/) — อาหารกระป๋อง และการขับถ่ายใส่ถุงกับปูนขาว
  • 📄กรมอนามัย (https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/091069/ และ news/051069-2/) — น้ำท่วมปนเปื้อนสารพิษปราจีนบุรี กลุ่มเปราะบาง และอาการที่พบ (5 ต.ค. 2569)
  • 📄กรมควบคุมโรค (https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=60504&deptcode=brc) — โรคที่มากับน้ำท่วม ผิวหนัง ตา โรคจากยุง และยาเปียกน้ำ (27 ก.ย. 2569)
  • 📄กรมควบคุมโรค (https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=60557&deptcode=brc) — ปัจจัยเสี่ยง ระยะเริ่มอาการ และอาการอันตรายของไข้ฉี่หนู (29 ก.ย. 2569)
  • 📄กรมควบคุมโรค (https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=60512&deptcode=brc) — จำนวนผู้ป่วยไข้ฉี่หนู 2569 และการสวมถุงพลาสติกแทนรองเท้าบูท (28 ก.ย. 2569)
  • 📄กรมควบคุมโรค (https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=60028&deptcode=brc) — โรคเมลิออยโดสิส (ไข้ดิน) ระยะฟักตัวและกลุ่มเสี่ยง (24 ส.ค. 2569)
  • 📄กรมควบคุมโรค (https://www.ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=59984&deptcode=brc, news=60639 และ news=60651) — อาหารที่สัมผัสน้ำท่วม ซากสัตว์ และการจัดการน้ำขังหลังน้ำลด
  • 📄ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 กรมสุขภาพจิต (https://mhc7.dmh.go.th/26/09/2026/26091/) — การรับมือความเครียดและสายด่วนสุขภาพจิต 1323 (26 ก.ย. 2569)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ต้องใส่อะไรบ้างตอนกำจัดโคลนหลังน้ำท่วม

กรมอนามัยแนะนำหน้ากาก ถุงมือยาง และรองเท้าบูทยาง ถ้าไม่มีรองเท้าบูท กรมควบคุมโรคแนะนำให้สวมถุงพลาสติกสะอาดแทน และควรเลี่ยงงานที่จุ่มมือลงโคลนถ้ามีแผล

ใช้น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำล้างโคลนและราได้ไหม อัตราเท่าไร

เรายังไม่พบหน้าทางการที่ระบุอัตราผสมน้ำยาฟอกขาว จึงไม่แนะนำตัวเลข ให้ใช้วิธีของกรมอนามัย คือเช็ดด้วยกระดาษชุบน้ำ ตามด้วยน้ำสบู่ และน้ำส้มสายชู 5–7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ 60–90 เปอร์เซ็นต์

อาหารกระป๋องที่แช่น้ำท่วมยังกินได้ไหม

กรมควบคุมโรคระบุว่าอาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เปียกน้ำ เสียหาย หรือสงสัยว่าปนเปื้อน ไม่ควรนำมารับประทานแม้ภายนอกดูปกติ และกรมอนามัยห้ามใช้กระป๋องที่บวมหรือเป็นสนิม

ขยะหลังน้ำท่วมจะมีรถมาเก็บเมื่อไร

ยังไม่มีประกาศกลางในชุดข้อมูลทางการที่เราใช้ ให้สอบถาม อบต. เทศบาล หรือกรุงเทพมหานคร ตามพื้นที่ของคุณ ระหว่างรอให้วางขยะพ้นทางระบายน้ำและปิดถุงขยะอาหารให้มิดชิด

ตักโคลนมาหลายวัน ต้องสังเกตอาการอะไร

ไข้ฉี่หนูมักเริ่มมีอาการภายใน 5–14 วัน แต่อาจนานถึง 30 วัน ไข้ดินมีระยะฟักตัว 1–21 วัน ถ้ามีไข้สูง ปวดน่อง ตาแดง หอบเหนื่อย หรือตัวเหลือง ให้พบแพทย์และแจ้งว่าอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม

ที่นอนที่แช่น้ำแล้วขึ้นรา ล้างแล้วใช้ต่อได้ไหม

กรมอนามัยแนะนำว่าที่นอนที่ขึ้นราหนักไม่ควรนำกลับมาใช้ ให้คัดออกไปรวมกับขยะชิ้นใหญ่