ต้นทุนและกำไรเผยแพร่ 20 กันยายน 2569

วัวขุนใช้เวลากี่เดือน ลงทุนต่อตัวเท่าไหร่

วัวขุนใช้เวลากี่เดือน คำนวณจากน้ำหนักเข้าและเป้าหมาย พร้อมตารางโครงสร้างต้นทุนต่อตัว ค่าลูกวัว อาหารข้น อาหารหยาบ และวิธีคิดกำไรจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจริง

วัวขุนใช้เวลากี่เดือน ลงทุนต่อตัวเท่าไหร่

คำตอบสั้น ๆ

ขุนวัวจาก 250-300 กิโลกรัมไปถึง 450-500 กิโลกรัมใช้เวลาราว 8-12 เดือน บทความนี้แยกโครงสร้างต้นทุนต่อตัวและวิธีคิดกำไรจากน้ำหนักที่เพิ่มเทียบกับราคารับซื้อ

คำตอบเร็ว: ระยะเวลาขุนวัวขึ้นกับน้ำหนักตอนซื้อเข้าและน้ำหนักเป้าหมายที่จะขาย โดยทั่วไปการขุนวัวลูกผสมจากน้ำหนักราว 250-300 กิโลกรัมไปถึงราว 450-500 กิโลกรัม ใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือนเมื่อวัวเพิ่มน้ำหนักได้วันละราว 0.6-0.9 กิโลกรัม ส่วนการขุนช่วงสั้นแบบซื้อวัวใหญ่ราว 400 กิโลกรัมมาเติมเนื้อก่อนขาย ใช้เวลาราว 3-4 เดือน เงินลงทุนต่อตัวส่วนใหญ่เป็นค่าลูกวัวหรือวัวเข้าขุนซึ่งมักกินสัดส่วนเกินครึ่งของต้นทุนทั้งหมด รองลงมาคืออาหารข้นและอาหารหยาบ ราคาวัวมีชีวิต ราคาอาหารสัตว์ และราคารับซื้อเปลี่ยนตามช่วงเวลา ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมปศุสัตว์ และพ่อค้าหรือสหกรณ์ในพื้นที่ก่อนตัดสินใจลงทุน

คนที่กำลังจะเริ่มขุนวัวมักถามสองคำถามพร้อมกัน คือใช้เวลากี่เดือนและต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ต่อตัว ปัญหาคือคำตอบที่ได้ยินตามตลาดนัดโคกระบือมักเป็นตัวเลขกำไรต่อตัวลอย ๆ ที่ไม่บอกว่าน้ำหนักเข้าเท่าไหร่ ขุนกี่เดือน และคิดค่าอาหารครบหรือยัง บทความนี้จึงแยกโครงสร้างต้นทุนออกเป็นก้อน ๆ พร้อมวิธีคำนวณกำไรจากน้ำหนักที่เพิ่ม เพื่อให้ผู้อ่านเอาราคาจริงในพื้นที่ของตัวเองไปแทนค่าแล้วตัดสินใจได้บนตัวเลขของตัวเอง ดูเพิ่มเติมในหมวด ต้นทุนและกำไร

ขุนกี่เดือน คำนวณจากน้ำหนักเข้าและน้ำหนักเป้าหมาย

ภาพประกอบ ขุนกี่เดือน คำนวณจากน้ำหนักเข้าและน้ำหนักเป้าหมาย

สูตรที่ใช้ได้ตรงไปตรงมาคือ จำนวนวันขุน เท่ากับ น้ำหนักที่ต้องเพิ่ม หารด้วย อัตราการเพิ่มน้ำหนักต่อวัน ตัวแปรที่คนมักประเมินผิดคืออัตราการเพิ่มน้ำหนักต่อวัน ซึ่งในทางปฏิบัติแกว่งตามคุณภาพอาหารหยาบ สายพันธุ์ และอากาศ วัวลูกผสมที่ได้อาหารครบมักอยู่ที่ราว 0.6-0.9 กิโลกรัมต่อวัน ขณะที่วัวพื้นเมืองที่เลี้ยงด้วยฟางเป็นหลักอาจต่ำกว่านั้นมาก

น้ำหนักเข้าขุนน้ำหนักเป้าหมายต้องเพิ่มระยะเวลาโดยประมาณ
200-250 กก.450 กก.200-250 กก.ราว 10-14 เดือน
250-300 กก.450-500 กก.ราว 200 กก.ราว 8-12 เดือน
300-350 กก.500 กก.ราว 150-200 กก.ราว 7-9 เดือน
400 กก. ขึ้นไป (ขุนสั้น)480-520 กก.ราว 80-120 กก.ราว 3-4 เดือน

ตัวเลขในตารางคำนวณจากอัตราเพิ่มน้ำหนักราว 0.6-0.8 กิโลกรัมต่อวัน ถ้าฟาร์มไหนทำได้ดีกว่านี้ระยะเวลาจะสั้นลงตามสัดส่วน สิ่งที่ต้องเข้าใจคือช่วงท้ายของการขุนวัวจะกินอาหารมากขึ้นแต่เพิ่มน้ำหนักช้าลง เพราะน้ำหนักที่เพิ่มในช่วงนั้นเป็นไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ การขุนยาวเกินจุดที่คุ้มจึงทำให้ต้นทุนอาหารต่อกิโลกรัมที่เพิ่มแพงขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือเหตุผลที่คนขุนมืออาชีพชั่งน้ำหนักทุกเดือนและตัดสินใจขายเมื่ออัตราการเพิ่มเริ่มลดลงชัดเจน ไม่ใช่ขุนต่อไปเพราะเสียดาย

ตัดสินใจเลือกรูปแบบการขุน

  • ถ้าทุนจำกัดและมีแปลงหญ้าของตัวเอง ให้ซื้อวัวเข้าขุนน้ำหนักน้อยแล้วขุนยาว เพราะค่าตัววัวถูกกว่าและใช้อาหารหยาบที่ผลิตเองทดแทนอาหารข้นได้มากในช่วงต้น
  • ถ้าทุนหมุนได้ดีแต่ไม่มีแปลงหญ้า การขุนสั้น 3-4 เดือนจากวัวน้ำหนักมากช่วยให้หมุนรอบเร็วและเสี่ยงกับความผันผวนของราคาน้อยกว่า แต่ค่าตัววัวต่อหัวสูงกว่ามาก
  • ถ้าเพิ่งเริ่มต้นครั้งแรก ให้เริ่มจากจำนวนน้อยราว 2-5 ตัวในรอบแรก เพื่อเรียนรู้อัตราการกินและอัตราการเพิ่มน้ำหนักจริงของฟาร์มตัวเองก่อนขยาย
  • ถ้าตลาดปลายทางเป็นโรงเชือดที่คัดเกรด ต้องสอบถามเกณฑ์น้ำหนักและลักษณะซากที่รับซื้อก่อนเลือกพันธุ์และกำหนดวันขาย

โครงสร้างต้นทุนต่อตัว แยกเป็นก้อนให้เห็นชัด

ภาพประกอบ โครงสร้างต้นทุนต่อตัว แยกเป็นก้อนให้เห็นชัด

ต้นทุนการขุนวัวแบ่งเป็นสองส่วนตามหลักบัญชีฟาร์ม คือต้นทุนผันแปรที่เปลี่ยนตามจำนวนตัวและจำนวนวัน กับต้นทุนคงที่ที่จ่ายไม่ว่าจะขุนกี่ตัว ต้นทุนรวมเท่ากับต้นทุนคงที่บวกต้นทุนผันแปร และต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับต้นทุนรวมหารด้วยปริมาณที่ขายได้

รายการประเภทสัดส่วนโดยประมาณของต้นทุนรวมสิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้บานปลาย
ค่าวัวเข้าขุนผันแปรมักเกินครึ่งของต้นทุนทั้งหมดซื้อตามราคาเหมาตัวโดยไม่ชั่งน้ำหนักจริง
อาหารข้นผันแปรก้อนใหญ่อันดับสองให้มากเกินช่วงต้นที่วัวยังใช้ไม่เต็มที่
อาหารหยาบ หญ้าสด หญ้าหมัก ฟางผันแปรถูกลงมากถ้าผลิตเองซื้อฟางและหญ้าในช่วงแล้งที่ราคาพุ่ง
ค่ายา วัคซีน ถ่ายพยาธิผันแปรสัดส่วนน้อยแต่ตัดไม่ได้ข้ามโปรแกรมป้องกันแล้วมาเสียค่ารักษาทีหลัง
ค่าแรงและค่าน้ำค่าไฟผสมขึ้นกับว่าใช้แรงงานในครัวเรือนหรือจ้างไม่คิดค่าแรงตัวเองจนคิดว่ากำไรดีกว่าความจริง
ค่าคอกและอุปกรณ์คงที่เฉลี่ยตามอายุการใช้งานและจำนวนตัวสร้างคอกใหญ่เกินจำนวนวัวที่เลี้ยงจริง
ค่าขนส่งและค่าดำเนินการขายผันแปรต่อตัวไม่มากแต่ต้องคิดขนส่งทีละตัวแทนการรวมเที่ยว

ข้อผิดพลาดทางบัญชีที่พบบ่อยที่สุดคือคิดแค่ค่าวัวกับค่าอาหารข้น แล้วลืมค่าอาหารหยาบที่ปลูกเอง ค่าแรงตัวเอง และค่าเสื่อมของคอก ซึ่งรวมกันแล้วไม่ใช่จำนวนน้อย ถ้าจะเทียบว่าการขุนวัวคุ้มกว่าการเอาเงินก้อนเดียวกันไปทำอย่างอื่นหรือไม่ ต้องคิดค่าเหล่านี้เข้าไปด้วยเสมอ

วิธีแทนค่าราคาจริงของพื้นที่ตัวเอง

  1. ไปตลาดนัดโคกระบือหรือสอบถามสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัด จดราคาวัวมีชีวิตต่อกิโลกรัมของน้ำหนักและเพศที่จะซื้อ
  2. ขอราคาอาหารข้นต่อกระสอบจากร้านค้าอย่างน้อยสองเจ้า แล้วแปลงเป็นราคาต่อกิโลกรัม
  3. ประเมินปริมาณอาหารที่วัวกินต่อวันจากน้ำหนักตัวจริง โดยปรึกษาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอเรื่องสัดส่วนอาหารข้นต่ออาหารหยาบที่เหมาะกับน้ำหนักและเป้าหมาย
  4. คูณจำนวนวันขุนที่วางไว้ จะได้ค่าอาหารรวมต่อตัวตลอดรอบ
  5. บวกค่ายา ค่าแรง ค่าขนส่ง และค่าเสื่อมคอกต่อตัว จะได้ต้นทุนรวมต่อตัวที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
  6. สอบถามราคารับซื้อจากพ่อค้าหรือโรงเชือดที่จะขายจริง อย่าใช้ราคาที่ได้ยินจากจังหวัดอื่น เพราะค่าขนส่งและเกณฑ์คัดต่างกัน

คิดกำไรจากน้ำหนักที่เพิ่ม ไม่ใช่จากราคาขายรวม

วิธีคิดที่ทำให้ตัดสินใจผิดบ่อยที่สุดคือเอาราคาขายทั้งตัวลบด้วยราคาซื้อทั้งตัว แล้วเรียกส่วนต่างนั้นว่ากำไร ทั้งที่ยังไม่ได้หักค่าอาหารตลอดรอบ วิธีที่ถูกคือคิดจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่เราขายจริง ๆ คือเนื้อที่เพิ่มมาจากอาหารที่เราจ่ายไป

สูตรที่ใช้คือ รายได้รวม เท่ากับ น้ำหนักขาย คูณ ราคารับซื้อต่อกิโลกรัม และ กำไรสุทธิ เท่ากับ รายได้รวม ลบ ต้นทุนรวม โดยต้นทุนรวมต้องรวมค่าวัวเข้าขุน ค่าอาหารทั้งรอบ ค่ายา ค่าแรง และค่าเสื่อม ตัวเลขที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือต้นทุนอาหารต่อน้ำหนักที่เพิ่มหนึ่งกิโลกรัม ซึ่งคำนวณจากค่าอาหารรวมตลอดรอบหารด้วยน้ำหนักที่เพิ่มได้จริง ถ้าตัวเลขนี้สูงกว่าราคารับซื้อต่อกิโลกรัมเมื่อไร แปลว่าการขุนต่อไปอีกเดือนกำลังทำให้ขาดทุนเพิ่ม

ตัวชี้วัดวิธีคำนวณใช้ตัดสินใจเรื่องอะไร
อัตราการเพิ่มน้ำหนักต่อวัน(น้ำหนักปัจจุบัน ลบ น้ำหนักเข้าขุน) หารด้วย จำนวนวันที่ขุนมาแล้วอาหารและการจัดการใช้ได้หรือต้องปรับ
ต้นทุนอาหารต่อกิโลกรัมที่เพิ่มค่าอาหารรวม หารด้วย น้ำหนักที่เพิ่มได้ควรขุนต่อหรือขายได้แล้ว
ต้นทุนรวมต่อตัวต้นทุนคงที่เฉลี่ยต่อตัว บวก ต้นทุนผันแปรต่อตัวราคาขายขั้นต่ำที่ยอมรับได้
จุดคุ้มทุนต่อกิโลกรัมต้นทุนรวมต่อตัว หารด้วย น้ำหนักขายต่อรองราคากับพ่อค้าได้อย่างมีหลักฐาน
อัตราการสูญเสีย100 ลบ อัตรารอดประเมินความเสี่ยงของรอบถัดไป

เคล็ดลับที่คนขุนมานานใช้กันคือชั่งน้ำหนักจริงทุกเดือนด้วยเครื่องชั่งหรือสายวัดรอบอก แล้วจดลงสมุดเทียบกับค่าอาหารที่จ่ายไปในเดือนนั้น การจดแบบนี้ทำให้เห็นชัดว่าเดือนไหนที่วัวเริ่มเพิ่มน้ำหนักช้าลงจนต้นทุนอาหารต่อกิโลกรัมแพงเกินราคารับซื้อ ซึ่งคือสัญญาณให้เตรียมขาย ฟาร์มที่ไม่ชั่งน้ำหนักเลยมักตัดสินใจขายด้วยสายตา และพลาดจังหวะที่ดีที่สุดไปหลายเดือน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ตัวเลขจริงต่างจากที่วางแผน

ภาพประกอบ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ตัวเลขจริงต่างจากที่วางแผน
  • ราคาอาหารข้นขยับระหว่างรอบ การขุนยาวทำให้รับความเสี่ยงราคาอาหารนานขึ้น ผู้ที่ปลูกหญ้าเองจึงได้เปรียบชัดเจนในปีที่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูง
  • ราคารับซื้อวัวมีชีวิตผันผวน ราคาขึ้นลงตามฤดูกาลและความต้องการของตลาด ควรติดตามราคาจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและสอบถามพ่อค้าในพื้นที่เป็นระยะ ไม่ใช่เช็กครั้งเดียวตอนซื้อวัวเข้า
  • วัวป่วยหรือเสียหายระหว่างรอบ ค่ารักษาและน้ำหนักที่หายไปช่วงป่วยกินกำไรได้มาก ควรมีโปรแกรมถ่ายพยาธิและวัคซีนตามคำแนะนำของปศุสัตว์อำเภอ
  • ฤดูแล้งที่อาหารหยาบขาด ถ้าไม่มีหญ้าหมักสำรอง จะต้องซื้อฟางหรือหญ้าในช่วงราคาแพงที่สุดของปี
  • ซื้อวัวผิดประเภท วัวที่โครงเล็กหรือแก่เกินไปจะเพิ่มน้ำหนักช้าและเปลืองอาหารต่อกิโลกรัมที่เพิ่มมากกว่าที่คำนวณไว้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของมือใหม่ขุนวัว

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของมือใหม่ขุนวัว
  • ซื้อวัวแบบเหมาตัวโดยไม่ประเมินน้ำหนัก ทำให้ไม่รู้ว่าจ่ายกี่บาทต่อกิโลกรัมจริง และเปรียบเทียบกับราคาขายปลายทางไม่ได้
  • เร่งอาหารข้นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วัวมาถึง วัวที่เพิ่งเดินทางมาเครียดและจุลินทรีย์ในกระเพาะยังไม่ปรับตัว ควรเริ่มจากอาหารหยาบคุณภาพดีและน้ำสะอาดก่อน แล้วค่อยเพิ่มอาหารข้นทีละน้อย
  • ไม่แยกกักวัวใหม่ วัวที่ซื้อจากตลาดควรแยกไว้สังเกตอาการก่อนรวมฝูง เพื่อลดความเสี่ยงนำโรคเข้าคอก
  • ไม่ชั่งน้ำหนักระหว่างรอบ ทำให้ไม่รู้ว่าอาหารที่ให้ได้ผลหรือไม่ จนกว่าจะถึงวันขายซึ่งสายเกินแก้
  • ขุนยาวเกินจุดคุ้ม ช่วงท้ายวัวกินมากขึ้นแต่โตช้าลง การเสียดายแล้วขุนต่อมักทำให้กำไรที่ควรได้หายไปกับค่าอาหาร
  • ไม่คิดค่าแรงตัวเองและค่าเสื่อมคอก ทำให้ตัวเลขกำไรบนกระดาษสวยกว่าความเป็นจริง และตัดสินใจขยายฝูงเร็วเกินไป
  • พึ่งพ่อค้ารายเดียว ควรมีช่องทางขายอย่างน้อยสองทาง เช่น สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและพ่อค้าท้องถิ่น เพื่อให้มีอำนาจต่อรองราคา

สรุป

ระยะเวลาขุนวัวคำนวณได้ตรง ๆ จากน้ำหนักที่ต้องเพิ่มหารด้วยอัตราการเพิ่มน้ำหนักต่อวัน ซึ่งทำให้การขุนจาก 250-300 กิโลกรัมไปถึงราว 450-500 กิโลกรัมใช้เวลาราว 8-12 เดือน ส่วนการขุนสั้นจากวัวใหญ่ใช้เวลาราว 3-4 เดือน ต้นทุนต่อตัวมีค่าวัวเข้าขุนเป็นก้อนใหญ่ที่สุด ตามด้วยค่าอาหาร และกำไรที่แท้จริงต้องคิดจากน้ำหนักที่เพิ่มเทียบกับค่าอาหารที่จ่ายไป ไม่ใช่ส่วนต่างราคาซื้อขายลอย ๆ ชั่งน้ำหนักทุกเดือน จดค่าอาหาร และตรวจสอบราคาปัจจุบันจากหน่วยงานและผู้รับซื้อก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมปศุสัตว์ — คำแนะนำการเลี้ยงโคเนื้อและโคขุน โปรแกรมสุขภาพสัตว์ และระเบียบการเคลื่อนย้ายสัตว์
  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร — ข้อมูลต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าปศุสัตว์รายเดือน
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการจัดทำบัญชีต้นทุนฟาร์มและการวางแผนการผลิต
  • 📄มกอช. (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ) — มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคเนื้อ

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ขุนวัว 1 ตัวต้องเตรียมเงินเท่าไหร่

เงินก้อนใหญ่ที่สุดคือค่าวัวเข้าขุนซึ่งคิดจากน้ำหนักตัวคูณราคาต่อกิโลกรัมในตลาดขณะนั้น รองลงมาคือค่าอาหารตลอดรอบที่คำนวณจากปริมาณกินต่อวันคูณจำนวนวันขุน แล้วบวกค่ายา ค่าแรง ค่าขนส่ง และค่าเสื่อมคอก เนื่องจากราคาวัวและอาหารสัตว์เปลี่ยนบ่อย ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากตลาดนัดโคกระบือในพื้นที่และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก่อนสรุปงบ

ขุนวัวพันธุ์ไหนคุ้มที่สุด

วัวลูกผสมพันธุ์เนื้อที่โตเร็วและให้ซากดีมักเพิ่มน้ำหนักได้เร็วกว่าวัวพื้นเมือง แต่ต้องการอาหารคุณภาพดีและการจัดการที่ดีกว่าด้วย ถ้าฟาร์มจัดการอาหารได้ไม่สม่ำเสมอ วัวพันธุ์ที่ทนกว่าอาจให้ผลตอบแทนสุทธิดีกว่า ควรเลือกจากสิ่งที่ตลาดปลายทางรับซื้อและจากทรัพยากรอาหารที่ฟาร์มมีจริง

ควรขายวัวขุนตอนน้ำหนักเท่าไหร่

ขึ้นกับเกณฑ์ของผู้รับซื้อในพื้นที่ โรงเชือดและพ่อค้าแต่ละรายมีช่วงน้ำหนักที่ให้ราคาดีต่างกัน หลักที่ใช้ได้คือขายเมื่อต้นทุนอาหารต่อน้ำหนักที่เพิ่มหนึ่งกิโลกรัมเริ่มสูงใกล้เคียงราคารับซื้อต่อกิโลกรัม เพราะหลังจุดนั้นการขุนต่อจะไม่เพิ่มกำไร ควรสอบถามเกณฑ์น้ำหนักและช่วงราคาจากผู้รับซื้อล่วงหน้าก่อนวางแผนวันขาย

ขุนวัวใช้พื้นที่แปลงหญ้ากี่ไร่ต่อตัว

ขึ้นกับพันธุ์หญ้า ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และว่ามีน้ำให้แปลงหญ้าในหน้าแล้งหรือไม่ หญ้าที่ให้ผลผลิตสูงอย่างเนเปียร์ใช้พื้นที่ต่อตัวน้อยกว่าหญ้าที่ผลผลิตต่ำกว่า หากไม่มีแปลงหญ้าเลยจะต้องซื้ออาหารหยาบทั้งหมดซึ่งดันต้นทุนต่อตัวขึ้นมาก ควรปรึกษาปศุสัตว์อำเภอเรื่องพันธุ์หญ้าที่เหมาะกับพื้นที่

ขุนวัวสั้น 3-4 เดือนคุ้มกว่าขุนยาวไหม

ขุนสั้นหมุนรอบได้เร็วและเสี่ยงกับความผันผวนของราคาน้อยกว่า แต่ต้องใช้เงินก้อนต่อหัวสูงเพราะซื้อวัวน้ำหนักมาก และกำไรต่อตัวมักบางกว่า ส่วนขุนยาวใช้เงินซื้อวัวน้อยกว่าต่อหัวและใช้อาหารหยาบที่ปลูกเองได้มากกว่า แต่ต้องแบกความเสี่ยงราคานานกว่า ทางเลือกที่เหมาะขึ้นกับเงินทุนหมุนเวียนและแปลงหญ้าที่มี

เลี้ยงวัวขุนต้องขึ้นทะเบียนหรือทำเอกสารอะไรบ้าง

การเคลื่อนย้ายโคกระบือข้ามพื้นที่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมปศุสัตว์และมีเอกสารที่ต้องดำเนินการ รวมถึงการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ตามระเบียบ ผู้เลี้ยงจึงควรขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กับปศุสัตว์อำเภอและสอบถามขั้นตอนการเคลื่อนย้ายก่อนซื้อหรือขาย เงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามสถานการณ์โรคระบาด ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด