ต้นทุนและกำไรเผยแพร่ 18 กันยายน 2569

อ้อยไฟไหม้ถูกหักเงินกี่บาทต่อตัน ตัดอ้อยสดคุ้มกว่าจริงไหม

อ้อยไฟไหม้ถูกหัก 30 บาทต่อตันตามมติฤดู 2562/63 บทความนี้คำนวณให้เห็นว่าตัดอ้อยสดคุ้มที่จุดไหน พร้อมช่องทางขอเครื่องสางใบและคิวรถตัดอ้อย

อ้อยไฟไหม้ถูกหักเงินกี่บาทต่อตัน ตัดอ้อยสดคุ้มกว่าจริงไหม

คำตอบสั้น ๆ

แยกตัวเลขให้เห็นทีละก้อน ทั้งเงินหักอ้อยไฟไหม้ 30 บาทต่อตัน เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่เสียโอกาส และค่าความหวานที่หายไป พร้อมวิธีหาจุดคุ้มทุนของแปลงตัวเอง

คำตอบเร็ว: อ้อยไฟไหม้ถูกหักเงินค่าอ้อยในอัตรา 30 บาทต่อตัน ตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ฤดูการผลิตปี 2562/63 และเงินที่หักได้จะถูกรวบรวมไปจ่ายคืนเป็นเงินเพิ่มค่าอ้อยสดให้ชาวไร่ที่ตัดสดส่งโรงงาน ทั้งอัตราหักและอัตราเงินเพิ่มเป็นตัวเลขตามประกาศที่ปรับได้ในแต่ละฤดู จึงต้องยืนยันอัตราของฤดูที่กำลังจะตัดกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ทุกปีก่อนวางแผน ส่วนคำถามว่าตัดสดคุ้มกว่าจริงไหม คำตอบขึ้นกับว่าส่วนต่างค่าจ้างตัดสดในพื้นที่ของคุณสูงกว่าหรือต่ำกว่าผลรวมของเงินที่ถูกหัก เงินเพิ่มอ้อยสดที่เสียโอกาสไป และน้ำหนักกับค่าความหวานที่หายไปจากการเผา

ทุกปลายปีที่โรงงานน้ำตาลเปิดหีบ ชาวไร่อ้อยจะเจอโจทย์เดิมซ้ำ ๆ คือแรงงานตัดอ้อยหายาก ค่าจ้างตัดอ้อยสดแพงกว่าตัดอ้อยไฟไหม้ชัดเจน แต่ถ้าเผาแล้วส่ง โรงงานจะหักเงินตามมติ กอน. และยังเสียสิทธิ์รับเงินเพิ่มค่าอ้อยสดอีกทอดหนึ่ง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าหักกี่บาท แต่เป็นว่าหักแล้วรวมทุกอย่างเข้าไป ยังเหลือเงินในมือมากกว่าหรือน้อยกว่าการจ้างตัดสด ซึ่งเป็นการคำนวณที่ต่างกันไปตามผลผลิตต่อไร่ ระยะทางส่งโรงงาน และราคาจ้างตัดในพื้นที่ บทความนี้จะแยกตัวเลขออกมาให้เห็นทีละก้อน เพื่อให้คุณคำนวณจุดคุ้มทุนของแปลงตัวเองได้จริง ไม่ใช่ตอบแบบภาพรวมว่าตัดสดดีกว่าเพราะช่วยลดฝุ่น

อัตราหักเงินอ้อยไฟไหม้อยู่ที่กี่บาทต่อตัน และตัวเลขนี้มาจากไหน

ภาพประกอบ อัตราหักเงินอ้อยไฟไหม้อยู่ที่กี่บาทต่อตัน และตัวเลขนี้มาจากไหน

ระบบอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 กลไกสำคัญคือคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หรือ กอน. เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณราคาอ้อยขั้นต้น ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย และมาตรการเกี่ยวกับคุณภาพอ้อยเข้าหีบ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นฝ่ายเลขานุการและเป็นหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ผ่านเขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย

มาตรการหักเงินอ้อยไฟไหม้ในอัตรา 30 บาทต่อตัน เป็นมติที่ออกมาในช่วงฤดูการผลิตปี 2562/63 ซึ่งเป็นปีที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคกลางและภาคอีสานรุนแรงจนรัฐบาลตั้งเป้าลดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ลงเป็นขั้นบันได หลักการของมาตรการนี้ไม่ใช่การปรับเป็นรายได้ของโรงงาน แต่เป็นการโยกเงินจากคนเผาไปให้คนตัดสด นั่นคือเงินที่หักจากอ้อยไฟไหม้ทั้งระบบจะถูกรวมเป็นกองกลาง แล้วเฉลี่ยคืนกลับให้ชาวไร่ที่ส่งอ้อยสดในรูปเงินเพิ่มค่าอ้อยสดเมื่อสิ้นฤดูหีบ

ข้อที่ต้องย้ำให้ชัดคือ ตัวเลข 30 บาทต่อตันผูกกับประกาศและมติของแต่ละฤดู ไม่ใช่ตัวเลขถาวรตลอดไป ในบางฤดูมีการปรับหลักเกณฑ์ เช่น กำหนดเพดานสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ที่โรงงานรับเข้าหีบได้ต่อวัน หรือปรับวิธีเฉลี่ยเงินเพิ่มค่าอ้อยสด ดังนั้นก่อนเปิดหีบทุกปี ให้โทรหรือเดินเข้าไปถามที่เขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทรายในจังหวัดของคุณ หรือสอบถามผ่านสมาคมและสถาบันชาวไร่อ้อยที่คุณเป็นสมาชิก ว่าฤดูนี้หักเท่าไหร่ จ่ายคืนอ้อยสดเท่าไหร่ และรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อย่าใช้ตัวเลขของปีก่อนมาวางแผนปีนี้

เงินเพิ่มค่าอ้อยสดได้คืนเท่าไหร่ และมาจากสองแหล่ง

เงินที่ชาวไร่อ้อยสดได้รับเพิ่มมีสองแหล่งที่ต้องแยกกันให้ออก เพราะมักถูกพูดรวมกันจนสับสน

  • แหล่งที่หนึ่ง เงินเพิ่มค่าอ้อยสดจากกองเงินที่หักอ้อยไฟไหม้ เป็นเงินในระบบอ้อยเอง ไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน จำนวนต่อตันขึ้นกับว่าฤดูนั้นมีอ้อยไฟไหม้เข้าหีบมากแค่ไหนเทียบกับอ้อยสด ถ้าปีไหนคนเผาน้อยลง เงินกองกลางก็น้อยลง เงินเพิ่มต่อตันที่คนตัดสดได้รับก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวไร่หลายคนไม่ทันคิด
  • แหล่งที่สอง เงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดจากมติคณะรัฐมนตรี เป็นมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่รัฐบาลอนุมัติเป็นรายฤดู จ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าบัญชีชาวไร่ที่มีคู่สัญญาส่งอ้อยสดและขึ้นทะเบียนถูกต้อง เงินก้อนนี้มีเงื่อนไขและวงเงินไม่เท่ากันทุกปี บางฤดูมี บางฤดูไม่มี และบางฤดูมีเพดานจำนวนตันต่อรายด้วย

เพราะแหล่งที่สองไม่แน่นอน การวางแผนที่ปลอดภัยกว่าคือคำนวณความคุ้มค่าโดยยังไม่นับเงินช่วยเหลือจากมติคณะรัฐมนตรี ถ้าคำนวณแล้วตัดสดยังพอไปได้ เงินช่วยเหลือที่เข้ามาทีหลังจะกลายเป็นส่วนเพิ่ม ไม่ใช่เส้นชีวิต แต่ถ้าคุณวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าจะได้เงินช่วยเหลือแน่ ๆ แล้วปีนั้นมติไม่ผ่าน คุณจะขาดทุนค่าจ้างตัดทันที

ส่วนต่างจริงไม่ได้มีแค่ 30 บาท แต่เป็นสามก้อนรวมกัน

ความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดในเรื่องนี้คือคิดว่าเผาแล้วเสียแค่ 30 บาทต่อตัน ความจริงต้นทุนของการเผามีสามก้อน

  1. เงินที่ถูกหักตรง ๆ ตามอัตราประกาศของฤดูนั้น
  2. เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่เสียโอกาส เพราะอ้อยไฟไหม้ไม่มีสิทธิ์รับ ทั้งจากกองเงินในระบบและจากเงินช่วยเหลือของรัฐในฤดูที่มีมาตรการ
  3. น้ำหนักและค่าความหวานที่หายไป ซึ่งเป็นก้อนที่คนมองข้ามมากที่สุด

ก้อนที่สามสำคัญ เพราะราคาอ้อยในระบบไทยไม่ได้จ่ายตามน้ำหนักอย่างเดียว แต่จ่ายตามค่าความหวานด้วย ระบบใช้ฐาน 10 ซี.ซี.เอส. (C.C.S. หรือ Commercial Cane Sugar) เป็นจุดอ้างอิง ถ้าอ้อยของคุณมีค่าความหวานสูงกว่าฐานจะได้เงินเพิ่มต่อหน่วยความหวาน ถ้าต่ำกว่าฐานจะถูกลดลงตามสูตรที่ กอน. กำหนด อ้อยที่ถูกเผาแล้วค้างแปลงหรือค้างรถข้ามวัน น้ำในลำอ้อยจะระเหยและน้ำตาลซูโครสจะเริ่มถูกย่อยสลาย ยิ่งทิ้งไว้นานหลังเผา น้ำหนักและความหวานยิ่งลดลง ในทางปฏิบัติที่หน้าโรงงาน อ้อยไฟไหม้ที่เข้าหีบภายใน 24 ชั่วโมงกับอ้อยที่ค้างเกินสองวัน ให้ผลต่างกันอย่างเห็นได้ชัดทั้งในใบชั่งและใบวิเคราะห์ค่าความหวาน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมชาวไร่รายที่บริหารคิวรถได้ดีถึงบอกว่าเผาแล้วไม่ได้ขาดทุนมาก ส่วนรายที่เผาทิ้งไว้รอคิวรถบรรทุกสามสี่วันถึงบอกว่าขาดทุนหนัก ตัวแปรไม่ใช่การเผาอย่างเดียว แต่เป็นระยะเวลาตั้งแต่ไฟดับจนถึงเวลาลงชั่งที่โรงงาน

รายการต่อ 1 ตันอ้อยอ้อยสดอ้อยไฟไหม้
ถูกหักเงินตามมติ กอน. อัตราที่ใช้ตั้งแต่ฤดู 2562/63ไม่ถูกหักหัก 30 บาทต่อตัน
เงินเพิ่มค่าอ้อยสดจากกองเงินในระบบได้รับตามอัตราเฉลี่ยที่ประกาศเมื่อสิ้นฤดูไม่ได้รับ
เงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดตามมติคณะรัฐมนตรีได้รับเฉพาะฤดูที่มีมาตรการ และต้องขึ้นทะเบียนถูกต้องไม่ได้รับ
ค่าความหวานและน้ำหนักรักษาไว้ได้ดีกว่าถ้าตัดแล้วส่งภายในวันเดียวกันลดลงตามจำนวนวันที่ค้างหลังเผา
ค่าจ้างตัดและขนขึ้นรถสูงกว่า เพราะใบเยอะและตัดช้ากว่าต่ำกว่า เพราะใบไหม้ไปแล้ว
ใบและยอดอ้อยที่เหลือในแปลงขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือใช้คลุมดินได้หายไปกับไฟ ดินเปลือยและสูญเสียอินทรียวัตถุ

ค่าจ้างตัดอ้อยสดเทียบกับเงินที่ถูกหัก คุ้มที่จุดไหน

ภาพประกอบ ค่าจ้างตัดอ้อยสดเทียบกับเงินที่ถูกหัก คุ้มที่จุดไหน

ค่าจ้างตัดอ้อยไม่มีประกาศราคากลางจากหน่วยงานรัฐ เป็นราคาตลาดแรงงานที่ขยับตามพื้นที่ ช่วงเวลาในฤดูหีบ และความหนาแน่นของแปลง ในทางปฏิบัติ ชาวไร่มักพบว่าค่าจ้างตัดอ้อยสดสูงกว่าตัดอ้อยไฟไหม้อยู่ในช่วงหลักสิบบาทต่อตันไปจนถึงเกือบร้อยบาทต่อตัน เพราะคนตัดอ้อยสดต้องสางใบ ตัดยอด และทำงานช้ากว่าเมื่อเทียบกับอ้อยที่ใบไหม้ไปแล้ว ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนคำนวณคือ ถามราคาจ้างตัดจริงในตำบลของคุณทั้งสองแบบในฤดูนี้ แล้วเอาส่วนต่างมาเป็นตัวตั้ง

สูตรตัดสินใจมีแค่บรรทัดเดียว

ส่วนต่างค่าจ้างตัดสดต่อตัน เทียบกับ เงินหักอ้อยไฟไหม้ บวก เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่จะได้รับ บวก มูลค่าน้ำหนักและความหวานที่รักษาไว้ได้

ถ้าฝั่งขวามากกว่าฝั่งซ้าย ตัดสดคุ้มกว่าในเชิงตัวเงินทันที ถ้าฝั่งซ้ายมากกว่า แปลว่าเฉพาะปีนั้นและเฉพาะแปลงนั้น การตัดสดมีต้นทุนสุทธิสูงกว่า ซึ่งเป็นจุดที่ต้องไปหาทางลดค่าจ้างตัดแทน เช่น ใช้เครื่องสางใบหรือรถตัดอ้อย ไม่ใช่กลับไปเผา

แปลง 10 ไร่ ผลผลิต 12 ตันต่อไร่ รวม 120 ตันส่วนต่างค่าจ้างตัดสด 40 บาทต่อตันส่วนต่างค่าจ้างตัดสด 80 บาทต่อตัน
ค่าจ้างตัดที่เพิ่มขึ้นถ้าเลือกตัดสด4,800 บาท9,600 บาท
เงินที่ไม่ถูกหัก 30 บาทต่อตัน3,600 บาท3,600 บาท
เงินเพิ่มค่าอ้อยสด สมมติ 20 บาทต่อตัน2,400 บาท2,400 บาท
รวมประโยชน์ที่ได้จากการตัดสด6,000 บาท6,000 บาท
ผลต่างสุทธิตัดสดได้เปรียบ 1,200 บาทตัดสดเสียเปรียบ 3,600 บาท

ตารางนี้เป็นตัวอย่างวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขจริงของฤดูใดฤดูหนึ่ง ให้คุณเปลี่ยนตัวเลขสามช่อง คือส่วนต่างค่าจ้างตัด อัตราหัก และอัตราเงินเพิ่มค่าอ้อยสดของฤดูปัจจุบัน แล้วคำนวณใหม่ สิ่งที่ตารางนี้บอกชัดคือ จุดพลิกอยู่ที่ส่วนต่างค่าจ้างตัดราว 50 บาทต่อตัน ซึ่งมาจากเงินหัก 30 บาทรวมกับเงินเพิ่มค่าอ้อยสดสมมติ 20 บาท ถ้าค่าจ้างตัดสดในพื้นที่ของคุณแพงกว่าตัดไฟไหม้ไม่เกินระดับนี้ การตัดสดชนะในเชิงเงินสด ยังไม่นับมูลค่าของใบอ้อยที่เหลือคลุมดินและค่าความหวานที่รักษาไว้ได้

อีกตัวแปรที่ควรใส่ในสมการคือ ผลผลิตต่อไร่ แปลงที่ให้ผลผลิตสูง 14 ถึง 16 ตันต่อไร่ จะได้ประโยชน์จากอัตราต่อตันมากกว่าแปลงที่ได้ 8 ถึง 9 ตันต่อไร่ เพราะทั้งเงินหักและเงินเพิ่มคิดเป็นบาทต่อตัน ในขณะที่ต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าย้ายเครื่องจักรเข้าแปลง เป็นต้นทุนคงที่ต่อครั้ง ชาวไร่ที่มีแปลงกระจัดกระจายแปลงละสองสามไร่จึงมักเจอต้นทุนต่อตันสูงกว่าที่คำนวณไว้ในกระดาษ

ถ้าอยากลองคำนวณจุดคุ้มทุนของแปลงตัวเองแบบละเอียดขึ้น ลองใช้ เครื่องคำนวณจุดคุ้มทุนฟาร์ม ใส่ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และราคาขายต่อตัน แล้วเทียบสองสถานการณ์ หรือดูวิธีคิดต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มเติมได้ในหมวด ต้นทุนและกำไร

มาตรการช่วยเหลือ เครื่องสางใบ และคิวรถตัด ขอผ่านช่องทางไหน

คำตอบว่าตัดสดคุ้มไหมจะเปลี่ยนทันทีถ้าคุณลดค่าจ้างตัดลงได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มาตรการของรัฐเน้นไปที่เครื่องจักรมากกว่าการจ่ายเงินชดเชยอย่างเดียว ช่องทางที่ใช้ได้จริงมีดังนี้

1. เขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย สอน. ในพื้นที่

เป็นหน่วยแรกที่ควรเข้าไปคุย เพราะเป็นผู้ถืออัตราหัก อัตราเงินเพิ่ม เพดานรับอ้อยไฟไหม้ต่อวันของโรงงานในเขต และข้อมูลโครงการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรของฤดูนั้น ให้ขอเอกสารประกาศหรือมติเป็นลายลักษณ์อักษร อย่าฟังจากคำบอกเล่าที่หน้าลานรับอ้อย

2. โรงงานน้ำตาลคู่สัญญาและหัวหน้าโควตา

โรงงานหลายแห่งมีบริการรถตัดอ้อยและเครื่องสางใบอ้อยให้ชาวไร่คู่สัญญาใช้ โดยหักค่าบริการจากค่าอ้อยปลายฤดู บางแห่งมีระบบจองคิวรถตัดล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ สิ่งที่ต้องถามให้ชัดคือค่าบริการรถตัดคิดเป็นบาทต่อตันเท่าไหร่ คิวจัดสรรอย่างไร และถ้าฝนตกจนรถตัดเข้าแปลงไม่ได้จะเลื่อนคิวแบบไหน เพราะชาวไร่ที่พลาดคิวช่วงกลางฤดูมักจบลงด้วยการเผา เนื่องจากอ้อยแก่เกินกว่าจะรอต่อได้

3. สมาคมและสถาบันชาวไร่อ้อย

สถาบันชาวไร่อ้อยที่ขึ้นทะเบียนกับ สอน. เป็นช่องทางรวมกลุ่มจัดซื้อและบริหารคิวเครื่องจักรร่วมกัน สำหรับชาวไร่รายย่อยที่มีพื้นที่ไม่ถึงสิบไร่ การซื้อเครื่องสางใบอ้อยเองไม่คุ้ม แต่การรวมกลุ่มห้าถึงสิบรายให้พื้นที่รวมเกินร้อยไร่แล้วใช้เครื่องร่วมกัน จะทำให้ต้นทุนค่าเครื่องต่อไร่ลดลงมาก

4. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ธ.ก.ส. เป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดในฤดูที่มีมติคณะรัฐมนตรี และเป็นแหล่งสินเชื่อสำหรับซื้อรถตัดอ้อย รถคีบ และเครื่องสางใบ ภายใต้โครงการสินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยที่เปิดเป็นรอบ ๆ เงื่อนไขวงเงินและอัตราดอกเบี้ยชดเชยเปลี่ยนตามมติแต่ละรอบ ต้องสอบถามที่สาขาในพื้นที่ อย่าใช้เงื่อนไขของโครงการรอบก่อนมาคาดการณ์

5. สำนักงานเกษตรอำเภอและศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

ใช้สำหรับการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการรับสิทธิ์ช่วยเหลือเกือบทุกโครงการ ถ้าข้อมูลแปลงในทะเบียนไม่ตรงกับพื้นที่ปลูกจริง เงินช่วยเหลือจะตกหล่นแม้คุณจะตัดสดจริงก็ตาม

สิ่งที่ควรถามเรื่องเครื่องสางใบอ้อยก่อนตัดสินใจ

  • เครื่องสางใบใช้ได้กับระยะร่องปลูกของแปลงคุณหรือไม่ แปลงที่ปลูกร่องแคบกว่า 1.5 เมตร มักมีข้อจำกัดเรื่องการเดินเครื่อง
  • อ้อยล้มมากแค่ไหน แปลงที่อ้อยล้มทับกันหนักจะสางใบได้ไม่ดี และต้องใช้แรงงานคนเก็บตกอยู่ดี
  • ค่าบริการคิดเป็นบาทต่อไร่หรือบาทต่อตัน และรวมค่าขนย้ายเครื่องเข้าแปลงแล้วหรือยัง
  • หลังสางใบแล้ว ใบอ้อยที่ได้จะขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้โรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ได้หรือไม่ ราคารับซื้อใบอ้อยเป็นราคาตลาดที่ผันผวน ต้องเช็กกับผู้รับซื้อจริงก่อนนับเป็นรายได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของชาวไร่อ้อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของชาวไร่อ้อย
  • ใช้อัตราหักของปีก่อนมาคำนวณปีนี้ ทั้งอัตราหัก อัตราเงินเพิ่มค่าอ้อยสด และเพดานรับอ้อยไฟไหม้ต่อวัน เป็นตัวเลขตามประกาศรายฤดู ต้องยืนยันกับ สอน. ทุกครั้ง
  • คิดว่าเสียแค่ 30 บาทต่อตัน โดยลืมว่าเงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่ไม่ได้รับ และน้ำหนักกับความหวานที่หายไป เป็นต้นทุนจริงที่รวมกันแล้วมักมากกว่าเงินหักเสียอีก
  • เผาแล้วปล่อยค้างแปลงหลายวันเพราะรอคิวรถ ทั้งที่อ้อยไฟไหม้ควรเข้าหีบให้เร็วที่สุด การจุดไฟโดยยังไม่มีคิวรถและคิวลานรับที่แน่นอนคือการทำลายมูลค่าอ้อยของตัวเอง
  • วางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าจะมีเงินช่วยเหลือจากมติคณะรัฐมนตรีทุกปี มาตรการนี้อนุมัติเป็นรายฤดู ไม่มีในทุกปี ควรคำนวณความคุ้มค่าโดยยังไม่นับเงินก้อนนี้
  • ไม่ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลแปลง ทำให้ตัดสดจริงแต่ไม่ได้รับสิทธิ์ เพราะข้อมูลไม่ตรงกับคู่สัญญาส่งอ้อย
  • ปลูกร่องแคบตามความเคยชิน แล้วมาพบทีหลังว่ารถตัดและเครื่องสางใบเข้าแปลงไม่ได้ ทำให้ถูกบังคับให้ใช้แรงงานคนหรือเผาทุกปี ระยะร่องเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่ตอนปลูก ไม่ใช่ตอนจะตัด
  • มองข้ามความเสี่ยงทางกฎหมายและความเสียหายข้างเคียงของการเผา ไฟลามเข้าแปลงข้างเคียง สายไฟ หรือสวนของเพื่อนบ้าน เป็นความรับผิดที่แพงกว่าเงินหักหลายเท่า และหลายจังหวัดมีประกาศมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งช่วงวิกฤตฝุ่น

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจในฤดูนี้

  1. โทรถามเขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทรายในจังหวัด ขออัตราหักอ้อยไฟไหม้และแนวทางจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยสดของฤดูปัจจุบันเป็นลายลักษณ์อักษร
  2. ถามราคาจ้างตัดอ้อยสดและตัดอ้อยไฟไหม้ในตำบลตัวเองอย่างน้อยสามเจ้า แล้วจดส่วนต่างต่อตันไว้
  3. ประเมินผลผลิตต่อไร่ของแปลงตัวเองจากรอบที่แล้ว เพื่อแปลงตัวเลขบาทต่อตันเป็นบาทต่อไร่
  4. เช็กคิวรถตัดกับโรงงานคู่สัญญาหรือสถาบันชาวไร่ให้ได้วันที่ชัดเจนก่อนวางแผนตัด
  5. ตรวจว่าทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลคู่สัญญาส่งอ้อยเป็นปัจจุบัน
  6. ถ้าเลือกตัดสด วางแผนการใช้ประโยชน์ใบอ้อยไว้ล่วงหน้า จะคลุมดินรักษาความชื้นให้ตอเดิม หรือขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล
  7. บันทึกต้นทุนและรายรับจริงของฤดูนี้ทุกบรรทัด เพื่อให้ฤดูหน้าคำนวณจากตัวเลขของตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขที่ได้ยินต่อ ๆ กันมา

สรุป

ตัวเลขที่ต้องจำคือหัก 30 บาทต่อตันตามมติที่ใช้ตั้งแต่ฤดูการผลิต 2562/63 แต่ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจริงคือผลรวมสามก้อน ได้แก่ เงินหัก เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่เสียโอกาส และน้ำหนักกับค่าความหวานที่หายไปหลังเผา เมื่อรวมกันแล้วมักทำให้จุดพลิกของการตัดสินใจอยู่ราวส่วนต่างค่าจ้างตัดสด 50 บาทต่อตัน ถ้าค่าจ้างตัดสดในพื้นที่ของคุณแพงกว่าตัดไฟไหม้ไม่เกินระดับนี้ การตัดสดได้เปรียบทางตัวเงินตั้งแต่ปีแรก และถ้าแพงกว่านั้น ทางแก้ที่ถูกต้องคือไปลดค่าจ้างตัดด้วยเครื่องสางใบและคิวรถตัด ไม่ใช่กลับไปเผา ที่สำคัญที่สุดคืออย่านำอัตราของฤดูก่อนมาใช้กับฤดูนี้ ให้ยืนยันอัตราปัจจุบันกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม — อัตราหักเงินอ้อยไฟไหม้ แนวทางจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยสด เพดานรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ และประกาศราคาอ้อยขั้นต้นและขั้นสุดท้ายรายฤดู
  • 📄พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 — โครงสร้างคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ และกลไกกำหนดราคาอ้อยตามค่าความหวาน
  • 📄ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — ช่องทางจ่ายเงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดตามมติคณะรัฐมนตรี และสินเชื่อเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับรถตัดอ้อยและเครื่องสางใบ
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการรับสิทธิ์ตามมาตรการช่วยเหลือ

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

อ้อยไฟไหม้ถูกหักกี่บาทต่อตันกันแน่

อัตราที่ใช้กันมาตั้งแต่ฤดูการผลิต 2562/63 คือหัก 30 บาทต่อตัน ตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเงินที่หักได้จะถูกนำไปจ่ายคืนเป็นเงินเพิ่มให้ชาวไร่ที่ตัดอ้อยสด อย่างไรก็ตามอัตรานี้เป็นตัวเลขตามประกาศรายฤดูที่ปรับได้ จึงต้องยืนยันอัตราของฤดูที่กำลังจะตัดกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายทุกปี

เงินที่ถูกหักไปไหน โรงงานเก็บไว้หรือเปล่า

เงินที่หักจากอ้อยไฟไหม้ไม่ได้เป็นรายได้ของโรงงาน แต่ถูกรวมเป็นกองกลางในระบบอ้อยแล้วเฉลี่ยจ่ายคืนให้ชาวไร่ที่ส่งอ้อยสดในรูปเงินเพิ่มค่าอ้อยสดเมื่อสิ้นฤดูหีบ หมายความว่าถ้าปีไหนสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ลดลงมาก กองเงินก็เล็กลง และเงินเพิ่มต่อตันที่คนตัดสดได้รับก็จะลดลงตามไปด้วย

ตัดอ้อยสดแล้วได้เงินช่วยเหลือจากรัฐทุกปีไหม

ไม่ใช่ทุกปี เงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดเป็นมาตรการที่อนุมัติโดยมติคณะรัฐมนตรีเป็นรายฤดู จ่ายผ่าน ธ.ก.ส. ให้ชาวไร่ที่มีคู่สัญญาส่งอ้อยสดและขึ้นทะเบียนถูกต้อง ควรวางแผนความคุ้มค่าโดยยังไม่นับเงินก้อนนี้ แล้วถือว่าเป็นส่วนเพิ่มถ้าฤดูนั้นมีมาตรการออกมาจริง

อ้อยไฟไหม้เสียค่าความหวานมากแค่ไหน

ขึ้นกับจำนวนวันที่อ้อยค้างหลังไฟดับเป็นหลัก อ้อยที่เผาแล้วเข้าหีบภายในวันเดียวกันเสียหายน้อยกว่าอ้อยที่ค้างแปลงหรือค้างรถหลายวันอย่างชัดเจน เพราะน้ำในลำระเหยและน้ำตาลเริ่มถูกย่อยสลาย ให้ดูผลจริงจากใบวิเคราะห์ค่าความหวานที่โรงงานออกให้ แล้วเทียบกับแปลงที่ตัดสดของตัวเองในฤดูเดียวกัน

ถ้าไม่มีแรงงานตัดอ้อยสดเลย ควรทำอย่างไร

ทางแก้ที่ยั่งยืนกว่าการกลับไปเผาคือลดการพึ่งแรงงานคน ได้แก่ การจองคิวรถตัดกับโรงงานคู่สัญญาตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ การรวมกลุ่มกับชาวไร่ข้างเคียงให้พื้นที่รวมมากพอจะเรียกรถตัดได้คุ้ม และการวางระยะร่องปลูกตั้งแต่ต้นให้เครื่องจักรเข้าได้ ถ้ายังติดขัด ให้เข้าไปคุยกับเขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทรายในพื้นที่เรื่องโครงการสนับสนุนเครื่องจักรของฤดูนั้น