คำตอบสั้น ๆ
แยกตัวเลขให้เห็นทีละก้อน ทั้งเงินหักอ้อยไฟไหม้ 30 บาทต่อตัน เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่เสียโอกาส และค่าความหวานที่หายไป พร้อมวิธีหาจุดคุ้มทุนของแปลงตัวเอง
คำตอบเร็ว: อ้อยไฟไหม้ถูกหักเงินค่าอ้อยในอัตรา 30 บาทต่อตัน ตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ฤดูการผลิตปี 2562/63 และเงินที่หักได้จะถูกรวบรวมไปจ่ายคืนเป็นเงินเพิ่มค่าอ้อยสดให้ชาวไร่ที่ตัดสดส่งโรงงาน ทั้งอัตราหักและอัตราเงินเพิ่มเป็นตัวเลขตามประกาศที่ปรับได้ในแต่ละฤดู จึงต้องยืนยันอัตราของฤดูที่กำลังจะตัดกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ทุกปีก่อนวางแผน ส่วนคำถามว่าตัดสดคุ้มกว่าจริงไหม คำตอบขึ้นกับว่าส่วนต่างค่าจ้างตัดสดในพื้นที่ของคุณสูงกว่าหรือต่ำกว่าผลรวมของเงินที่ถูกหัก เงินเพิ่มอ้อยสดที่เสียโอกาสไป และน้ำหนักกับค่าความหวานที่หายไปจากการเผา
ทุกปลายปีที่โรงงานน้ำตาลเปิดหีบ ชาวไร่อ้อยจะเจอโจทย์เดิมซ้ำ ๆ คือแรงงานตัดอ้อยหายาก ค่าจ้างตัดอ้อยสดแพงกว่าตัดอ้อยไฟไหม้ชัดเจน แต่ถ้าเผาแล้วส่ง โรงงานจะหักเงินตามมติ กอน. และยังเสียสิทธิ์รับเงินเพิ่มค่าอ้อยสดอีกทอดหนึ่ง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าหักกี่บาท แต่เป็นว่าหักแล้วรวมทุกอย่างเข้าไป ยังเหลือเงินในมือมากกว่าหรือน้อยกว่าการจ้างตัดสด ซึ่งเป็นการคำนวณที่ต่างกันไปตามผลผลิตต่อไร่ ระยะทางส่งโรงงาน และราคาจ้างตัดในพื้นที่ บทความนี้จะแยกตัวเลขออกมาให้เห็นทีละก้อน เพื่อให้คุณคำนวณจุดคุ้มทุนของแปลงตัวเองได้จริง ไม่ใช่ตอบแบบภาพรวมว่าตัดสดดีกว่าเพราะช่วยลดฝุ่น
อัตราหักเงินอ้อยไฟไหม้อยู่ที่กี่บาทต่อตัน และตัวเลขนี้มาจากไหน
ระบบอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 กลไกสำคัญคือคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หรือ กอน. เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณราคาอ้อยขั้นต้น ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย และมาตรการเกี่ยวกับคุณภาพอ้อยเข้าหีบ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นฝ่ายเลขานุการและเป็นหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ผ่านเขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย
มาตรการหักเงินอ้อยไฟไหม้ในอัตรา 30 บาทต่อตัน เป็นมติที่ออกมาในช่วงฤดูการผลิตปี 2562/63 ซึ่งเป็นปีที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคกลางและภาคอีสานรุนแรงจนรัฐบาลตั้งเป้าลดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ลงเป็นขั้นบันได หลักการของมาตรการนี้ไม่ใช่การปรับเป็นรายได้ของโรงงาน แต่เป็นการโยกเงินจากคนเผาไปให้คนตัดสด นั่นคือเงินที่หักจากอ้อยไฟไหม้ทั้งระบบจะถูกรวมเป็นกองกลาง แล้วเฉลี่ยคืนกลับให้ชาวไร่ที่ส่งอ้อยสดในรูปเงินเพิ่มค่าอ้อยสดเมื่อสิ้นฤดูหีบ
ข้อที่ต้องย้ำให้ชัดคือ ตัวเลข 30 บาทต่อตันผูกกับประกาศและมติของแต่ละฤดู ไม่ใช่ตัวเลขถาวรตลอดไป ในบางฤดูมีการปรับหลักเกณฑ์ เช่น กำหนดเพดานสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ที่โรงงานรับเข้าหีบได้ต่อวัน หรือปรับวิธีเฉลี่ยเงินเพิ่มค่าอ้อยสด ดังนั้นก่อนเปิดหีบทุกปี ให้โทรหรือเดินเข้าไปถามที่เขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทรายในจังหวัดของคุณ หรือสอบถามผ่านสมาคมและสถาบันชาวไร่อ้อยที่คุณเป็นสมาชิก ว่าฤดูนี้หักเท่าไหร่ จ่ายคืนอ้อยสดเท่าไหร่ และรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อย่าใช้ตัวเลขของปีก่อนมาวางแผนปีนี้
เงินเพิ่มค่าอ้อยสดได้คืนเท่าไหร่ และมาจากสองแหล่ง
เงินที่ชาวไร่อ้อยสดได้รับเพิ่มมีสองแหล่งที่ต้องแยกกันให้ออก เพราะมักถูกพูดรวมกันจนสับสน
- แหล่งที่หนึ่ง เงินเพิ่มค่าอ้อยสดจากกองเงินที่หักอ้อยไฟไหม้ เป็นเงินในระบบอ้อยเอง ไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน จำนวนต่อตันขึ้นกับว่าฤดูนั้นมีอ้อยไฟไหม้เข้าหีบมากแค่ไหนเทียบกับอ้อยสด ถ้าปีไหนคนเผาน้อยลง เงินกองกลางก็น้อยลง เงินเพิ่มต่อตันที่คนตัดสดได้รับก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวไร่หลายคนไม่ทันคิด
- แหล่งที่สอง เงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดจากมติคณะรัฐมนตรี เป็นมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่รัฐบาลอนุมัติเป็นรายฤดู จ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าบัญชีชาวไร่ที่มีคู่สัญญาส่งอ้อยสดและขึ้นทะเบียนถูกต้อง เงินก้อนนี้มีเงื่อนไขและวงเงินไม่เท่ากันทุกปี บางฤดูมี บางฤดูไม่มี และบางฤดูมีเพดานจำนวนตันต่อรายด้วย
เพราะแหล่งที่สองไม่แน่นอน การวางแผนที่ปลอดภัยกว่าคือคำนวณความคุ้มค่าโดยยังไม่นับเงินช่วยเหลือจากมติคณะรัฐมนตรี ถ้าคำนวณแล้วตัดสดยังพอไปได้ เงินช่วยเหลือที่เข้ามาทีหลังจะกลายเป็นส่วนเพิ่ม ไม่ใช่เส้นชีวิต แต่ถ้าคุณวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าจะได้เงินช่วยเหลือแน่ ๆ แล้วปีนั้นมติไม่ผ่าน คุณจะขาดทุนค่าจ้างตัดทันที
ส่วนต่างจริงไม่ได้มีแค่ 30 บาท แต่เป็นสามก้อนรวมกัน
ความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดในเรื่องนี้คือคิดว่าเผาแล้วเสียแค่ 30 บาทต่อตัน ความจริงต้นทุนของการเผามีสามก้อน
- เงินที่ถูกหักตรง ๆ ตามอัตราประกาศของฤดูนั้น
- เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่เสียโอกาส เพราะอ้อยไฟไหม้ไม่มีสิทธิ์รับ ทั้งจากกองเงินในระบบและจากเงินช่วยเหลือของรัฐในฤดูที่มีมาตรการ
- น้ำหนักและค่าความหวานที่หายไป ซึ่งเป็นก้อนที่คนมองข้ามมากที่สุด
ก้อนที่สามสำคัญ เพราะราคาอ้อยในระบบไทยไม่ได้จ่ายตามน้ำหนักอย่างเดียว แต่จ่ายตามค่าความหวานด้วย ระบบใช้ฐาน 10 ซี.ซี.เอส. (C.C.S. หรือ Commercial Cane Sugar) เป็นจุดอ้างอิง ถ้าอ้อยของคุณมีค่าความหวานสูงกว่าฐานจะได้เงินเพิ่มต่อหน่วยความหวาน ถ้าต่ำกว่าฐานจะถูกลดลงตามสูตรที่ กอน. กำหนด อ้อยที่ถูกเผาแล้วค้างแปลงหรือค้างรถข้ามวัน น้ำในลำอ้อยจะระเหยและน้ำตาลซูโครสจะเริ่มถูกย่อยสลาย ยิ่งทิ้งไว้นานหลังเผา น้ำหนักและความหวานยิ่งลดลง ในทางปฏิบัติที่หน้าโรงงาน อ้อยไฟไหม้ที่เข้าหีบภายใน 24 ชั่วโมงกับอ้อยที่ค้างเกินสองวัน ให้ผลต่างกันอย่างเห็นได้ชัดทั้งในใบชั่งและใบวิเคราะห์ค่าความหวาน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมชาวไร่รายที่บริหารคิวรถได้ดีถึงบอกว่าเผาแล้วไม่ได้ขาดทุนมาก ส่วนรายที่เผาทิ้งไว้รอคิวรถบรรทุกสามสี่วันถึงบอกว่าขาดทุนหนัก ตัวแปรไม่ใช่การเผาอย่างเดียว แต่เป็นระยะเวลาตั้งแต่ไฟดับจนถึงเวลาลงชั่งที่โรงงาน
| รายการต่อ 1 ตันอ้อย | อ้อยสด | อ้อยไฟไหม้ |
|---|---|---|
| ถูกหักเงินตามมติ กอน. อัตราที่ใช้ตั้งแต่ฤดู 2562/63 | ไม่ถูกหัก | หัก 30 บาทต่อตัน |
| เงินเพิ่มค่าอ้อยสดจากกองเงินในระบบ | ได้รับตามอัตราเฉลี่ยที่ประกาศเมื่อสิ้นฤดู | ไม่ได้รับ |
| เงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดตามมติคณะรัฐมนตรี | ได้รับเฉพาะฤดูที่มีมาตรการ และต้องขึ้นทะเบียนถูกต้อง | ไม่ได้รับ |
| ค่าความหวานและน้ำหนัก | รักษาไว้ได้ดีกว่าถ้าตัดแล้วส่งภายในวันเดียวกัน | ลดลงตามจำนวนวันที่ค้างหลังเผา |
| ค่าจ้างตัดและขนขึ้นรถ | สูงกว่า เพราะใบเยอะและตัดช้ากว่า | ต่ำกว่า เพราะใบไหม้ไปแล้ว |
| ใบและยอดอ้อยที่เหลือในแปลง | ขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือใช้คลุมดินได้ | หายไปกับไฟ ดินเปลือยและสูญเสียอินทรียวัตถุ |
ค่าจ้างตัดอ้อยสดเทียบกับเงินที่ถูกหัก คุ้มที่จุดไหน
ค่าจ้างตัดอ้อยไม่มีประกาศราคากลางจากหน่วยงานรัฐ เป็นราคาตลาดแรงงานที่ขยับตามพื้นที่ ช่วงเวลาในฤดูหีบ และความหนาแน่นของแปลง ในทางปฏิบัติ ชาวไร่มักพบว่าค่าจ้างตัดอ้อยสดสูงกว่าตัดอ้อยไฟไหม้อยู่ในช่วงหลักสิบบาทต่อตันไปจนถึงเกือบร้อยบาทต่อตัน เพราะคนตัดอ้อยสดต้องสางใบ ตัดยอด และทำงานช้ากว่าเมื่อเทียบกับอ้อยที่ใบไหม้ไปแล้ว ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนคำนวณคือ ถามราคาจ้างตัดจริงในตำบลของคุณทั้งสองแบบในฤดูนี้ แล้วเอาส่วนต่างมาเป็นตัวตั้ง
สูตรตัดสินใจมีแค่บรรทัดเดียว
ส่วนต่างค่าจ้างตัดสดต่อตัน เทียบกับ เงินหักอ้อยไฟไหม้ บวก เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่จะได้รับ บวก มูลค่าน้ำหนักและความหวานที่รักษาไว้ได้
ถ้าฝั่งขวามากกว่าฝั่งซ้าย ตัดสดคุ้มกว่าในเชิงตัวเงินทันที ถ้าฝั่งซ้ายมากกว่า แปลว่าเฉพาะปีนั้นและเฉพาะแปลงนั้น การตัดสดมีต้นทุนสุทธิสูงกว่า ซึ่งเป็นจุดที่ต้องไปหาทางลดค่าจ้างตัดแทน เช่น ใช้เครื่องสางใบหรือรถตัดอ้อย ไม่ใช่กลับไปเผา
| แปลง 10 ไร่ ผลผลิต 12 ตันต่อไร่ รวม 120 ตัน | ส่วนต่างค่าจ้างตัดสด 40 บาทต่อตัน | ส่วนต่างค่าจ้างตัดสด 80 บาทต่อตัน |
|---|---|---|
| ค่าจ้างตัดที่เพิ่มขึ้นถ้าเลือกตัดสด | 4,800 บาท | 9,600 บาท |
| เงินที่ไม่ถูกหัก 30 บาทต่อตัน | 3,600 บาท | 3,600 บาท |
| เงินเพิ่มค่าอ้อยสด สมมติ 20 บาทต่อตัน | 2,400 บาท | 2,400 บาท |
| รวมประโยชน์ที่ได้จากการตัดสด | 6,000 บาท | 6,000 บาท |
| ผลต่างสุทธิ | ตัดสดได้เปรียบ 1,200 บาท | ตัดสดเสียเปรียบ 3,600 บาท |
ตารางนี้เป็นตัวอย่างวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขจริงของฤดูใดฤดูหนึ่ง ให้คุณเปลี่ยนตัวเลขสามช่อง คือส่วนต่างค่าจ้างตัด อัตราหัก และอัตราเงินเพิ่มค่าอ้อยสดของฤดูปัจจุบัน แล้วคำนวณใหม่ สิ่งที่ตารางนี้บอกชัดคือ จุดพลิกอยู่ที่ส่วนต่างค่าจ้างตัดราว 50 บาทต่อตัน ซึ่งมาจากเงินหัก 30 บาทรวมกับเงินเพิ่มค่าอ้อยสดสมมติ 20 บาท ถ้าค่าจ้างตัดสดในพื้นที่ของคุณแพงกว่าตัดไฟไหม้ไม่เกินระดับนี้ การตัดสดชนะในเชิงเงินสด ยังไม่นับมูลค่าของใบอ้อยที่เหลือคลุมดินและค่าความหวานที่รักษาไว้ได้
อีกตัวแปรที่ควรใส่ในสมการคือ ผลผลิตต่อไร่ แปลงที่ให้ผลผลิตสูง 14 ถึง 16 ตันต่อไร่ จะได้ประโยชน์จากอัตราต่อตันมากกว่าแปลงที่ได้ 8 ถึง 9 ตันต่อไร่ เพราะทั้งเงินหักและเงินเพิ่มคิดเป็นบาทต่อตัน ในขณะที่ต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าย้ายเครื่องจักรเข้าแปลง เป็นต้นทุนคงที่ต่อครั้ง ชาวไร่ที่มีแปลงกระจัดกระจายแปลงละสองสามไร่จึงมักเจอต้นทุนต่อตันสูงกว่าที่คำนวณไว้ในกระดาษ
ถ้าอยากลองคำนวณจุดคุ้มทุนของแปลงตัวเองแบบละเอียดขึ้น ลองใช้ เครื่องคำนวณจุดคุ้มทุนฟาร์ม ใส่ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และราคาขายต่อตัน แล้วเทียบสองสถานการณ์ หรือดูวิธีคิดต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มเติมได้ในหมวด ต้นทุนและกำไร
มาตรการช่วยเหลือ เครื่องสางใบ และคิวรถตัด ขอผ่านช่องทางไหน
คำตอบว่าตัดสดคุ้มไหมจะเปลี่ยนทันทีถ้าคุณลดค่าจ้างตัดลงได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มาตรการของรัฐเน้นไปที่เครื่องจักรมากกว่าการจ่ายเงินชดเชยอย่างเดียว ช่องทางที่ใช้ได้จริงมีดังนี้
1. เขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย สอน. ในพื้นที่
เป็นหน่วยแรกที่ควรเข้าไปคุย เพราะเป็นผู้ถืออัตราหัก อัตราเงินเพิ่ม เพดานรับอ้อยไฟไหม้ต่อวันของโรงงานในเขต และข้อมูลโครงการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรของฤดูนั้น ให้ขอเอกสารประกาศหรือมติเป็นลายลักษณ์อักษร อย่าฟังจากคำบอกเล่าที่หน้าลานรับอ้อย
2. โรงงานน้ำตาลคู่สัญญาและหัวหน้าโควตา
โรงงานหลายแห่งมีบริการรถตัดอ้อยและเครื่องสางใบอ้อยให้ชาวไร่คู่สัญญาใช้ โดยหักค่าบริการจากค่าอ้อยปลายฤดู บางแห่งมีระบบจองคิวรถตัดล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ สิ่งที่ต้องถามให้ชัดคือค่าบริการรถตัดคิดเป็นบาทต่อตันเท่าไหร่ คิวจัดสรรอย่างไร และถ้าฝนตกจนรถตัดเข้าแปลงไม่ได้จะเลื่อนคิวแบบไหน เพราะชาวไร่ที่พลาดคิวช่วงกลางฤดูมักจบลงด้วยการเผา เนื่องจากอ้อยแก่เกินกว่าจะรอต่อได้
3. สมาคมและสถาบันชาวไร่อ้อย
สถาบันชาวไร่อ้อยที่ขึ้นทะเบียนกับ สอน. เป็นช่องทางรวมกลุ่มจัดซื้อและบริหารคิวเครื่องจักรร่วมกัน สำหรับชาวไร่รายย่อยที่มีพื้นที่ไม่ถึงสิบไร่ การซื้อเครื่องสางใบอ้อยเองไม่คุ้ม แต่การรวมกลุ่มห้าถึงสิบรายให้พื้นที่รวมเกินร้อยไร่แล้วใช้เครื่องร่วมกัน จะทำให้ต้นทุนค่าเครื่องต่อไร่ลดลงมาก
4. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ธ.ก.ส. เป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดในฤดูที่มีมติคณะรัฐมนตรี และเป็นแหล่งสินเชื่อสำหรับซื้อรถตัดอ้อย รถคีบ และเครื่องสางใบ ภายใต้โครงการสินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยที่เปิดเป็นรอบ ๆ เงื่อนไขวงเงินและอัตราดอกเบี้ยชดเชยเปลี่ยนตามมติแต่ละรอบ ต้องสอบถามที่สาขาในพื้นที่ อย่าใช้เงื่อนไขของโครงการรอบก่อนมาคาดการณ์
5. สำนักงานเกษตรอำเภอและศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร
ใช้สำหรับการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการรับสิทธิ์ช่วยเหลือเกือบทุกโครงการ ถ้าข้อมูลแปลงในทะเบียนไม่ตรงกับพื้นที่ปลูกจริง เงินช่วยเหลือจะตกหล่นแม้คุณจะตัดสดจริงก็ตาม
สิ่งที่ควรถามเรื่องเครื่องสางใบอ้อยก่อนตัดสินใจ
- เครื่องสางใบใช้ได้กับระยะร่องปลูกของแปลงคุณหรือไม่ แปลงที่ปลูกร่องแคบกว่า 1.5 เมตร มักมีข้อจำกัดเรื่องการเดินเครื่อง
- อ้อยล้มมากแค่ไหน แปลงที่อ้อยล้มทับกันหนักจะสางใบได้ไม่ดี และต้องใช้แรงงานคนเก็บตกอยู่ดี
- ค่าบริการคิดเป็นบาทต่อไร่หรือบาทต่อตัน และรวมค่าขนย้ายเครื่องเข้าแปลงแล้วหรือยัง
- หลังสางใบแล้ว ใบอ้อยที่ได้จะขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้โรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ได้หรือไม่ ราคารับซื้อใบอ้อยเป็นราคาตลาดที่ผันผวน ต้องเช็กกับผู้รับซื้อจริงก่อนนับเป็นรายได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของชาวไร่อ้อย
- ใช้อัตราหักของปีก่อนมาคำนวณปีนี้ ทั้งอัตราหัก อัตราเงินเพิ่มค่าอ้อยสด และเพดานรับอ้อยไฟไหม้ต่อวัน เป็นตัวเลขตามประกาศรายฤดู ต้องยืนยันกับ สอน. ทุกครั้ง
- คิดว่าเสียแค่ 30 บาทต่อตัน โดยลืมว่าเงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่ไม่ได้รับ และน้ำหนักกับความหวานที่หายไป เป็นต้นทุนจริงที่รวมกันแล้วมักมากกว่าเงินหักเสียอีก
- เผาแล้วปล่อยค้างแปลงหลายวันเพราะรอคิวรถ ทั้งที่อ้อยไฟไหม้ควรเข้าหีบให้เร็วที่สุด การจุดไฟโดยยังไม่มีคิวรถและคิวลานรับที่แน่นอนคือการทำลายมูลค่าอ้อยของตัวเอง
- วางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าจะมีเงินช่วยเหลือจากมติคณะรัฐมนตรีทุกปี มาตรการนี้อนุมัติเป็นรายฤดู ไม่มีในทุกปี ควรคำนวณความคุ้มค่าโดยยังไม่นับเงินก้อนนี้
- ไม่ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลแปลง ทำให้ตัดสดจริงแต่ไม่ได้รับสิทธิ์ เพราะข้อมูลไม่ตรงกับคู่สัญญาส่งอ้อย
- ปลูกร่องแคบตามความเคยชิน แล้วมาพบทีหลังว่ารถตัดและเครื่องสางใบเข้าแปลงไม่ได้ ทำให้ถูกบังคับให้ใช้แรงงานคนหรือเผาทุกปี ระยะร่องเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่ตอนปลูก ไม่ใช่ตอนจะตัด
- มองข้ามความเสี่ยงทางกฎหมายและความเสียหายข้างเคียงของการเผา ไฟลามเข้าแปลงข้างเคียง สายไฟ หรือสวนของเพื่อนบ้าน เป็นความรับผิดที่แพงกว่าเงินหักหลายเท่า และหลายจังหวัดมีประกาศมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งช่วงวิกฤตฝุ่น
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจในฤดูนี้
- โทรถามเขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทรายในจังหวัด ขออัตราหักอ้อยไฟไหม้และแนวทางจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยสดของฤดูปัจจุบันเป็นลายลักษณ์อักษร
- ถามราคาจ้างตัดอ้อยสดและตัดอ้อยไฟไหม้ในตำบลตัวเองอย่างน้อยสามเจ้า แล้วจดส่วนต่างต่อตันไว้
- ประเมินผลผลิตต่อไร่ของแปลงตัวเองจากรอบที่แล้ว เพื่อแปลงตัวเลขบาทต่อตันเป็นบาทต่อไร่
- เช็กคิวรถตัดกับโรงงานคู่สัญญาหรือสถาบันชาวไร่ให้ได้วันที่ชัดเจนก่อนวางแผนตัด
- ตรวจว่าทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลคู่สัญญาส่งอ้อยเป็นปัจจุบัน
- ถ้าเลือกตัดสด วางแผนการใช้ประโยชน์ใบอ้อยไว้ล่วงหน้า จะคลุมดินรักษาความชื้นให้ตอเดิม หรือขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล
- บันทึกต้นทุนและรายรับจริงของฤดูนี้ทุกบรรทัด เพื่อให้ฤดูหน้าคำนวณจากตัวเลขของตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขที่ได้ยินต่อ ๆ กันมา
สรุป
ตัวเลขที่ต้องจำคือหัก 30 บาทต่อตันตามมติที่ใช้ตั้งแต่ฤดูการผลิต 2562/63 แต่ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจริงคือผลรวมสามก้อน ได้แก่ เงินหัก เงินเพิ่มค่าอ้อยสดที่เสียโอกาส และน้ำหนักกับค่าความหวานที่หายไปหลังเผา เมื่อรวมกันแล้วมักทำให้จุดพลิกของการตัดสินใจอยู่ราวส่วนต่างค่าจ้างตัดสด 50 บาทต่อตัน ถ้าค่าจ้างตัดสดในพื้นที่ของคุณแพงกว่าตัดไฟไหม้ไม่เกินระดับนี้ การตัดสดได้เปรียบทางตัวเงินตั้งแต่ปีแรก และถ้าแพงกว่านั้น ทางแก้ที่ถูกต้องคือไปลดค่าจ้างตัดด้วยเครื่องสางใบและคิวรถตัด ไม่ใช่กลับไปเผา ที่สำคัญที่สุดคืออย่านำอัตราของฤดูก่อนมาใช้กับฤดูนี้ ให้ยืนยันอัตราปัจจุบันกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม — อัตราหักเงินอ้อยไฟไหม้ แนวทางจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยสด เพดานรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ และประกาศราคาอ้อยขั้นต้นและขั้นสุดท้ายรายฤดู
- พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 — โครงสร้างคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ และกลไกกำหนดราคาอ้อยตามค่าความหวาน
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — ช่องทางจ่ายเงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดตามมติคณะรัฐมนตรี และสินเชื่อเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับรถตัดอ้อยและเครื่องสางใบ
- กรมส่งเสริมการเกษตร — การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการรับสิทธิ์ตามมาตรการช่วยเหลือ
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ราคาอ้อยขั้นต้นคิดจากค่า CCS อย่างไร ชาวไร่ต้องเตรียมอะไรก่อนเปิดหีบ
ราคาอ้อยขั้นต้นคิดจากฐาน 10 CCS แล้วปรับตามค่า CCS จริง บทความนี้อธิบายสูตรของ สอน. คำนวณตัวอย่างจากอัตราปี 2568/69 และบอกสิ่งที่ยังไม่มีประกาศ
เกษตรกรขาดรายได้จากน้ำท่วม ประคองรายได้ระหว่างรอฟื้นฟูอย่างไร
ช่วงที่ยากที่สุดหลังน้ำท่วมไม่ใช่วันที่น้ำขึ้น แต่เป็นช่วงหลังน้ำลด ที่ผลผลิตเสียหายไปแล้ว ยังไม่ถึงรอบเก็บเกี่ยวใหม่ และเงินช่วยเหลือยังไม่เข้า ครอบค
หนี้เกษตรกรหลังน้ำท่วม วางแผนจ่ายหนี้และหาทุนปลูกรอบใหม่อย่างไร
หลังน้ำลด ปัญหาที่หนักไม่แพ้ความเสียหายในแปลงคือเรื่องเงิน หลายครอบครัวเจอพร้อมกันทั้งค่างวดหนี้เดิมที่ถึงรอบ ค่าซ่อมบ้านและเครื่องมือ และคำถามว่าจะเอ
วัวขุนใช้เวลากี่เดือน ลงทุนต่อตัวเท่าไหร่
ขุนวัวจาก 250-300 กิโลกรัมไปถึง 450-500 กิโลกรัมใช้เวลาราว 8-12 เดือน บทความนี้แยกโครงสร้างต้นทุนต่อตัวและวิธีคิดกำไรจากน้ำหนักที่เพิ่มเทียบกับราคารับซื้อ
เลี้ยงไก่พื้นเมือง 100 ตัว ใช้เงินเท่าไหร่ ได้คืนตอนไหน
แจกแจงต้นทุนเลี้ยงไก่พื้นเมือง 100 ตัวทีละรายการ ทั้งลูกไก่ โรงเรือน อาหาร และวัคซีน พร้อมต้นทุนต่อตัวจนถึงน้ำหนักขาย และปัจจัยที่ทำให้รุ่นนั้นขาดทุน
ต้นทุนเลี้ยงหมู 10 ตัว ใช้เงินเท่าไหร่ กำไรต่อรุ่นเหลือเท่าไหร่
เลี้ยงหมูขุน 10 ตัวหนึ่งรุ่นใช้เงินหมุนราว 80,000-95,000 บาท ค่าอาหารกิน 60-70% ของต้นทุน กางงบประมาณต่อรุ่นทุกบรรทัด พร้อมจุดคุ้มทุนต่อกิโลกรัมและตารางกำไรตามราคาหมู
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
![Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F27424125085.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_F2oBEV47oB6RoBVzqn188zWoDYP2)
Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก
ดูรายละเอียด
หนังสือราคา 150 บาท คู่มือเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดเศรษฐกิจ : การขยายพันธุ์สัตว์ สัตว์และการเกษตร การเลี้ยงสัตว์น้ำ
ดูรายละเอียด
หนังสือราคา 150 บาท คู่มือการเลี้ยงสัตว์น้ำและปลากระชัง...เงินล้าน : การเลี้ยงสัตว์ สัตว์และการเกษตร การลงทุน
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
อ้อยไฟไหม้ถูกหักกี่บาทต่อตันกันแน่
อัตราที่ใช้กันมาตั้งแต่ฤดูการผลิต 2562/63 คือหัก 30 บาทต่อตัน ตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเงินที่หักได้จะถูกนำไปจ่ายคืนเป็นเงินเพิ่มให้ชาวไร่ที่ตัดอ้อยสด อย่างไรก็ตามอัตรานี้เป็นตัวเลขตามประกาศรายฤดูที่ปรับได้ จึงต้องยืนยันอัตราของฤดูที่กำลังจะตัดกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายทุกปี
เงินที่ถูกหักไปไหน โรงงานเก็บไว้หรือเปล่า
เงินที่หักจากอ้อยไฟไหม้ไม่ได้เป็นรายได้ของโรงงาน แต่ถูกรวมเป็นกองกลางในระบบอ้อยแล้วเฉลี่ยจ่ายคืนให้ชาวไร่ที่ส่งอ้อยสดในรูปเงินเพิ่มค่าอ้อยสดเมื่อสิ้นฤดูหีบ หมายความว่าถ้าปีไหนสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ลดลงมาก กองเงินก็เล็กลง และเงินเพิ่มต่อตันที่คนตัดสดได้รับก็จะลดลงตามไปด้วย
ตัดอ้อยสดแล้วได้เงินช่วยเหลือจากรัฐทุกปีไหม
ไม่ใช่ทุกปี เงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดเป็นมาตรการที่อนุมัติโดยมติคณะรัฐมนตรีเป็นรายฤดู จ่ายผ่าน ธ.ก.ส. ให้ชาวไร่ที่มีคู่สัญญาส่งอ้อยสดและขึ้นทะเบียนถูกต้อง ควรวางแผนความคุ้มค่าโดยยังไม่นับเงินก้อนนี้ แล้วถือว่าเป็นส่วนเพิ่มถ้าฤดูนั้นมีมาตรการออกมาจริง
อ้อยไฟไหม้เสียค่าความหวานมากแค่ไหน
ขึ้นกับจำนวนวันที่อ้อยค้างหลังไฟดับเป็นหลัก อ้อยที่เผาแล้วเข้าหีบภายในวันเดียวกันเสียหายน้อยกว่าอ้อยที่ค้างแปลงหรือค้างรถหลายวันอย่างชัดเจน เพราะน้ำในลำระเหยและน้ำตาลเริ่มถูกย่อยสลาย ให้ดูผลจริงจากใบวิเคราะห์ค่าความหวานที่โรงงานออกให้ แล้วเทียบกับแปลงที่ตัดสดของตัวเองในฤดูเดียวกัน
ถ้าไม่มีแรงงานตัดอ้อยสดเลย ควรทำอย่างไร
ทางแก้ที่ยั่งยืนกว่าการกลับไปเผาคือลดการพึ่งแรงงานคน ได้แก่ การจองคิวรถตัดกับโรงงานคู่สัญญาตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ การรวมกลุ่มกับชาวไร่ข้างเคียงให้พื้นที่รวมมากพอจะเรียกรถตัดได้คุ้ม และการวางระยะร่องปลูกตั้งแต่ต้นให้เครื่องจักรเข้าได้ ถ้ายังติดขัด ให้เข้าไปคุยกับเขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทรายในพื้นที่เรื่องโครงการสนับสนุนเครื่องจักรของฤดูนั้น
