คำตอบสั้น ๆ
ตอบตรงประเด็นเรื่องความถี่ถ่ายพยาธิแพะตามช่วงอายุ วิธีสลับกลุ่มยาป้องกันดื้อยา วิธีตรวจอุจจาระเบื้องต้นด้วยตัวเอง และสัญญาณที่บอกว่าโปรแกรมถ่ายพยาธิที่ใช้อยู่ใช้ไม่ได้ผลแล้ว
คำตอบเร็ว: แพะโตเต็มวัยส่วนใหญ่ถ่ายพยาธิทุก 2-3 เดือน แต่ลูกแพะหลังหย่านมและแพะรุ่นต้องถี่กว่านั้นคือทุก 4-6 สัปดาห์ในช่วง 6 เดือนแรก เพราะภูมิคุ้มกันต่อพยาธิยังไม่สมบูรณ์ หัวใจสำคัญที่เกษตรกรมือใหม่มักพลาดคือใช้ยาตัวเดียวซ้ำทุกรอบจนพยาธิดื้อยา ทางแก้คือสลับกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์คนละกลไกทุก 1-2 ปี ควบคู่กับตรวจอุจจาระหรือดูสีเยื่อบุตา (FAMACHA) ก่อนตัดสินใจถ่ายพยาธิทุกครั้ง แทนการถ่ายตามปฏิทินอย่างเดียว
คำถามที่เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมือใหม่ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกลุ่มไลน์และเพจฟาร์มแพะคือ "ถ่ายพยาธิแพะทุกกี่เดือนถึงจะพอดี" เพราะถ้าถ่ายถี่เกินไปก็เสียค่ายาโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงพยาธิดื้อยาเร็วขึ้น แต่ถ้าถ่ายห่างเกินไปแพะจะซูบผอม ขนหยาบ ท้องเสียเรื้อรัง โตช้า และในลูกแพะอาจถึงตายจากพยาธิตัวกลมในทางเดินอาหารที่ดูดเลือดจนซีดรุนแรง บทความนี้จะตอบตรงประเด็นเฉพาะเรื่องความถี่ ตารางถ่ายพยาธิตามช่วงอายุ วิธีสลับกลุ่มยาไม่ให้ดื้อยา วิธีตรวจอุจจาระเบื้องต้นด้วยตัวเองแบบเกษตรกร และสัญญาณเตือนว่าโปรแกรมที่ทำอยู่ใช้ไม่ได้ผลแล้ว โดยไม่พูดถึงภาพรวมโรคพยาธิแพะทั้งหมดให้เยิ่นเย้อ
ความถี่ถ่ายพยาธิแพะตามช่วงอายุ
พยาธิในทางเดินอาหารแพะที่พบบ่อยในไทยคือพยาธิตัวกลมกลุ่ม Haemonchus contortus (พยาธิดูดเลือดในกระเพาะที่ 4) และ Trichostrongylus ซึ่งตัวอ่อนระยะติดต่ออยู่บนใบหญ้าในแปลงเลี้ยงชื้นแฉะ แพะแต่ละช่วงอายุมีภูมิคุ้มกันต่อพยาธิต่างกันมาก การกำหนดความถี่ให้เหมาะกับวัยจึงสำคัญกว่าการถ่ายตามความเคยชิน
ลูกแพะแรกเกิดถึงหย่านม (0-3 เดือน)
ช่วงนี้ลูกแพะยังกินนมแม่เป็นหลักและแทบไม่ได้ลงแทะเล็มหญ้าในแปลง ความเสี่ยงรับพยาธิจากทุ่งหญ้าจึงต่ำ โดยทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องถ่ายพยาธิก่อนอายุ 4-6 สัปดาห์ เว้นแต่สังเกตเห็นอาการท้องเสียหรือซีดชัดเจน ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนให้ยาในลูกแพะเล็กเสมอ เพราะขนาดยาต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างละเอียด ให้ยาเกินขนาดในลูกแพะเล็กเสี่ยงเป็นพิษได้มากกว่าแพะโต
แพะรุ่นหลังหย่านม (3-8 เดือน)
เป็นช่วงเสี่ยงที่สุดของฟาร์ม เพราะลูกแพะเริ่มลงแทะเล็มหญ้าเต็มที่ แต่ภูมิคุ้มกันต่อพยาธิยังพัฒนาไม่เต็มที่จนกว่าจะอายุประมาณ 1 ปี ฟาร์มส่วนใหญ่จึงถ่ายพยาธิถี่กว่ากลุ่มอื่นคือทุก 4-6 สัปดาห์ต่อเนื่องจนอายุ 6-8 เดือน โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ตัวอ่อนพยาธิบนแปลงหญ้าเพิ่มจำนวนเร็ว หากพบว่าลูกแพะรุ่นไหนโตช้ากว่าฝูงหรือขนหยาบผิดปกติ ควรตรวจอุจจาระเฉพาะตัวก่อนถ่ายยาซ้ำ ไม่ใช่เพิ่มความถี่การถ่ายทั้งฝูงเพราะอาจเร่งให้ดื้อยาเร็วขึ้นโดยไม่จำเป็น
แพะโตเต็มวัยไม่ท้อง ไม่ให้นม (มากกว่า 1 ปี)
แพะกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันสะสมจากการสัมผัสพยาธิมาแล้ว ความถี่ที่เหมาะสมคือทุก 2-3 เดือน หรือปรับตามฤดูกาลคือถ่ายถี่ขึ้นในต้นฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงตัวอ่อนพยาธิระบาดบนแปลงหญ้าสูงสุด และห่างลงในฤดูแล้งที่หญ้าแห้งตัวอ่อนพยาธิตายเร็ว ฟาร์มที่จัดการแปลงหญ้าดี หมุนเวียนแปลงพักหญ้าอย่างน้อย 30-45 วันก่อนนำแพะกลับเข้าไปแทะเล็ม สามารถยืดความถี่ออกไปได้อีกโดยอาศัยผลตรวจอุจจาระเป็นตัวตัดสินแทนปฏิทินตายตัว
แพะแม่พันธุ์ตั้งท้องและให้นม
ช่วงที่ภูมิคุ้มกันแม่แพะลดลงตามธรรมชาติคือ 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอดถึงหลังคลอด ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์ periparturient rise ทำให้ไข่พยาธิถูกปล่อยออกมาในอุจจาระมากผิดปกติช่วงนั้น ฟาร์มจึงนิยมถ่ายพยาธิแม่แพะ 1 ครั้งประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด เพื่อลดปริมาณไข่พยาธิที่จะปนเปื้อนแปลงหญ้าตอนแม่แพะพาลูกออกแทะเล็ม การเลือกชนิดยาต้องระวังเป็นพิเศษเพราะยาถ่ายพยาธิบางกลุ่มมีข้อห้ามใช้ในแม่แพะท้องอ่อนหรือช่วงให้นมที่ต้องเว้นระยะก่อนรีดนมขาย ควรให้สัตวแพทย์หรือปศุสัตว์อำเภอยืนยันชนิดยาที่ปลอดภัยก่อนทุกครั้ง
| ช่วงอายุ/สถานะแพะ | ความถี่แนะนำ | หมายเหตุสำคัญ |
|---|---|---|
| แรกเกิด - 6 สัปดาห์ | ยังไม่ถ่าย เว้นแต่มีอาการ | ปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนให้ยาเสมอ |
| หย่านม - 8 เดือน | ทุก 4-6 สัปดาห์ | ช่วงเสี่ยงสูงสุด ตรวจอุจจาระควบคู่ |
| โตเต็มวัย (ไม่ท้อง/ไม่ให้นม) | ทุก 2-3 เดือน | ถี่ขึ้นต้นฤดูฝน ห่างลงฤดูแล้ง |
| ก่อนคลอด 2-4 สัปดาห์ | 1 ครั้งต่อรอบคลอด | ลดไข่พยาธิช่วง periparturient rise |
| ให้นม | ตามคำแนะนำสัตวแพทย์ | ต้องเว้นระยะยาก่อนรีดนมขาย |
การสลับกลุ่มยาถ่ายพยาธิเพื่อป้องกันดื้อยา
ปัญหาใหญ่ที่สุดของฟาร์มแพะไทยไม่ใช่การถ่ายพยาธิไม่พอ แต่คือการใช้ยากลุ่มเดียวซ้ำต่อเนื่องหลายปีจนพยาธิ Haemonchus ดื้อยาเกือบทั้งกลุ่มในบางพื้นที่ ยาถ่ายพยาธิที่ใช้ในแพะแบ่งกลไกออกฤทธิ์หลักได้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเบนซิมิดาโซล (Benzimidazole) กลุ่มอิมิดาโซไทอาโซล (Levamisole) และกลุ่มแมโครไซคลิกแลกโทน (Macrocyclic lactone เช่น Ivermectin) แต่ละกลุ่มมีกลไกทำลายพยาธิคนละแบบ พยาธิที่ดื้อยากลุ่มหนึ่งอาจยังไวต่ออีกกลุ่มหนึ่งอยู่
หลักการสลับที่ปศุสัตว์แนะนำคือ ใช้ยากลุ่มเดิมต่อเนื่องตลอด 1 ปีหรือ 1-2 ปี แล้วค่อยเปลี่ยนไปใช้อีกกลุ่มหนึ่งแทน ไม่ใช่สลับยาไปมาทุกครั้งที่ถ่าย เพราะการสลับถี่เกินไปกลับทำให้ประเมินประสิทธิภาพยาแต่ละกลุ่มไม่ได้ชัดเจน และไม่ควรผสมยาสองกลุ่มให้พร้อมกันเองโดยไม่มีคำแนะนำจากสัตวแพทย์ เพราะสัดส่วนที่ผิดอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงแทนที่จะเพิ่ม ก่อนเปลี่ยนกลุ่มยาทุกครั้งควรตรวจสอบชื่อสารออกฤทธิ์ (active ingredient) บนฉลากยา ไม่ใช่ดูแค่ชื่อการค้า เพราะยาการค้าหลายยี่ห้อในท้องตลาดอาจมีสารออกฤทธิ์กลุ่มเดียวกันซ่อนอยู่ ทำให้เกษตรกรเข้าใจผิดว่าสลับยาแล้วทั้งที่ยังเป็นกลุ่มเดิม
อีกแนวทางที่ฟาร์มแพะสมัยใหม่เริ่มใช้แทนการถ่ายทั้งฝูงพร้อมกันคือ Targeted Selective Treatment คือถ่ายพยาธิเฉพาะตัวที่มีสัญญาณซีดหรือผอมผิดปกติ ปล่อยตัวที่แข็งแรงไว้ไม่ถ่าย เพื่อรักษาประชากรพยาธิบางส่วนที่ยังไวต่อยาไว้ในฟาร์ม (refugia) ซึ่งช่วยชะลอการดื้อยาของทั้งฝูงในระยะยาวได้ดีกว่าการถ่ายยกฝูงทุกครั้ง
วิธีตรวจอุจจาระแพะเบื้องต้นด้วยตัวเอง
เกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีกล้องจุลทรรศน์ราคาแพงเพื่อประเมินภาระพยาธิเบื้องต้น มี 2 วิธีที่ทำได้เองในฟาร์มก่อนตัดสินใจว่าจะถ่ายพยาธิหรือยัง
1. การให้คะแนน FAMACHA จากสีเยื่อบุตา
วิธีนี้ใช้ประเมินความซีดจากพยาธิดูดเลือด Haemonchus โดยเฉพาะ ทำโดยดึงเปลือกตาล่างของแพะลงเบาๆ ให้เห็นเยื่อบุตาด้านใน แล้วเทียบสีกับบัตร FAMACHA มาตรฐาน 5 ระดับ ตั้งแต่สีแดงสด (ปกติ ไม่ซีด) ไปจนถึงสีขาวซีด (โลหิตจางรุนแรง) แพะที่ได้คะแนนระดับ 4-5 ควรถ่ายพยาธิทันที ส่วนตัวที่ยังสีแดงหรือชมพูเข้มสามารถเว้นไว้ก่อนได้โดยไม่ต้องถ่ายทั้งฝูง วิธีนี้ทำได้เร็ว ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีต่อตัว เหมาะกับฟาร์มขนาดกลางถึงใหญ่ที่ไม่สะดวกส่งอุจจาระตรวจแล็บทุกเดือน แต่ต้องระวังว่า FAMACHA ใช้ประเมินไม่ได้กับพยาธิชนิดที่ไม่ดูดเลือด เช่น Trichostrongylus ที่ทำให้ท้องเสียแต่ไม่ทำให้ซีดชัดเจน
2. การเก็บตัวอย่างอุจจาระส่งตรวจนับไข่พยาธิ
วิธีนี้แม่นยำกว่าและบอกชนิดพยาธิได้ ทำได้โดยเก็บอุจจาระสดที่เพิ่งถ่ายไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง ใส่ถุงพลาสติกรัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้าเก็บในกล่องเย็น แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการปศุสัตว์จังหวัดหรือคลินิกสัตวแพทย์เพื่อตรวจด้วยเทคนิคนับไข่พยาธิต่อกรัมอุจจาระ (Fecal Egg Count) ค่าที่สูงกว่า 500-1,000 ฟองต่อกรัมโดยประมาณถือว่าภาระพยาธิสูงและควรถ่ายพยาธิ ส่วนค่าที่ต่ำกว่านั้นในแพะที่ไม่มีอาการอาจยังไม่จำเป็นต้องถ่าย เกษตรกรที่มีฝูงใหญ่ควรสุ่มตรวจตัวแทนฝูงอย่างน้อย 10-15 ตัวต่อรอบ แล้วใช้ผลรวมประกอบการตัดสินใจถ่ายทั้งฝูงหรือถ่ายเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แทนการเดาเอาจากสายตา
ปัจจัยจากสภาพฟาร์มที่ทำให้ต้องปรับความถี่ถ่ายพยาธิ
ตัวเลขความถี่ในตารางข้างต้นเป็นค่าเฉลี่ยตั้งต้นเท่านั้น ฟาร์มแพะแต่ละแห่งในไทยมีความเสี่ยงพยาธิไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับรูปแบบการเลี้ยง เกษตรกรควรปรับตารางจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย
ระบบเลี้ยงปล่อยแทะเล็มเทียบกับระบบยืนโรง
ฟาร์มที่ปล่อยแพะแทะเล็มหญ้าในแปลงเปิดตลอดทั้งวันมีความเสี่ยงรับพยาธิสูงกว่าฟาร์มที่เลี้ยงแบบยืนโรงตัดหญ้ามาให้กินในคอกอย่างชัดเจน เพราะตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่ออยู่ที่ปลายใบหญ้าสูงจากพื้นไม่เกิน 10-15 เซนติเมตร แพะที่กินหญ้าติดโคนต้นในแปลงชื้นจึงมีโอกาสกลืนตัวอ่อนพยาธิเข้าไปมากกว่าการกินหญ้าหั่นที่ตัดจากแปลงและผึ่งลมก่อน ฟาร์มระบบยืนโรงที่จัดการดีสามารถยืดความถี่ถ่ายพยาธิออกไปได้มากกว่าฟาร์มปล่อยแทะเล็มประมาณ 3-4 สัปดาห์ต่อรอบ โดยยังต้องอาศัยผลตรวจอุจจาระยืนยัน ไม่ใช่ยืดตามความรู้สึก
ความหนาแน่นของฝูงต่อพื้นที่แปลงหญ้า
แปลงหญ้าที่เลี้ยงแพะแน่นเกินไป เช่น ปล่อยแพะมากกว่า 10-15 ตัวต่อไร่ต่อเนื่องโดยไม่พักแปลง จะสะสมไข่พยาธิและตัวอ่อนในดินสูงกว่าฟาร์มที่หมุนเวียนแปลงย่อยหลายแปลงสลับกัน หลักปฏิบัติที่ปศุสัตว์แนะนำคือแบ่งแปลงหญ้าออกเป็นแปลงย่อยอย่างน้อย 3-4 แปลง สลับปล่อยแพะแปลงละ 7-14 วัน แล้วพักแปลงที่ใช้แล้วอย่างน้อย 30-45 วันก่อนนำแพะกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งช่วยตัดวงจรชีวิตตัวอ่อนพยาธิบนแปลงได้มากพอสมควรและลดความถี่ที่ต้องพึ่งยาถ่ายพยาธิลงได้จริง
ฤดูกาลและสภาพอากาศในพื้นที่
ภาคกลางและภาคอีสานที่มีฤดูฝนชัดเจนมักพบการระบาดของพยาธิ Haemonchus สูงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน เกษตรกรควรเพิ่มความถี่การตรวจ FAMACHA เป็นทุก 2 สัปดาห์ในช่วงนี้แม้จะยังไม่ถึงกำหนดถ่ายพยาธิตามตาราง ส่วนภาคใต้ที่มีฝนตกเกือบทั้งปีอาจต้องวางโปรแกรมถ่ายพยาธิที่ถี่กว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอื่นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฟาร์มที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำขังหรือพื้นที่ระบายน้ำไม่ดี
สัญญาณว่าโปรแกรมถ่ายพยาธิที่ใช้อยู่ใช้ไม่ได้ผลแล้ว
หลายฟาร์มถ่ายพยาธิตรงตามความถี่ที่แนะนำทุกอย่างแต่แพะยังผอมซีดต่อเนื่อง สาเหตุมักมาจากพยาธิดื้อยาในกลุ่มที่ใช้อยู่ สัญญาณที่ควรสงสัยได้แก่
- ถ่ายพยาธิไปแล้วไม่เกิน 2 สัปดาห์ แพะยังมีอาการซีด ท้องเสีย หรือคะแนน FAMACHA ไม่ดีขึ้น
- ทำ Fecal Egg Count ก่อนและหลังถ่ายพยาธิ 10-14 วัน แล้วพบว่าจำนวนไข่พยาธิลดลงน้อยกว่าร้อยละ 90 (การทดสอบนี้เรียกว่า Fecal Egg Count Reduction Test ควรทำร่วมกับสัตวแพทย์)
- แพะหลายตัวในฝูงเดียวกันซีดหรือผอมพร้อมกันหลังถ่ายพยาธิไปแล้วไม่ถึง 1 เดือน
- ลูกแพะรุ่นโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยฝูงต่อเนื่องหลายรุ่นทั้งที่จัดการอาหารและถ่ายพยาธิตามตารางปกติ
- ใช้ยากลุ่มเดียวติดต่อกันเกิน 3-4 ปีโดยไม่เคยเปลี่ยนสารออกฤทธิ์เลย
เมื่อพบสัญญาณเหล่านี้ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาหรือถ่ายถี่ขึ้นเองเพราะจะยิ่งเร่งการดื้อยา ทางแก้ที่ถูกต้องคือปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าดื้อยากลุ่มไหน แล้วเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มออกฤทธิ์อื่นที่ยังได้ผล พร้อมทบทวนการจัดการแปลงหญ้าและความหนาแน่นของฝูงร่วมด้วย เพราะแปลงหญ้าแออัดชื้นแฉะเป็นต้นตอที่ทำให้ต้องถ่ายพยาธิถี่จนเกินความจำเป็นตั้งแต่แรก ฟาร์มบางแห่งพบว่าหลังปรับทั้งกลุ่มยาและวิธีจัดการแปลงหญ้าไปพร้อมกัน ความถี่ที่ต้องถ่ายพยาธิจริงลดลงจากทุก 3-4 สัปดาห์เหลือทุก 2 เดือนได้ภายในเวลาไม่ถึงปี ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาดื้อยาส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการจัดการควบคู่ไปกับการเลือกยา ไม่ใช่พึ่งพายาเพียงอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการถ่ายพยาธิแพะ
- ถ่ายพยาธิทั้งฝูงพร้อมกันทุกครั้งโดยไม่ประเมินก่อน ทำให้พยาธิที่รอดในตัวแข็งแรงถูกกำจัดหมดไปด้วย เหลือแต่ประชากรพยาธิที่มีแนวโน้มดื้อยาสูงขยายพันธุ์ต่อ
- คำนวณขนาดยาจากสายตาไม่ชั่งน้ำหนักจริง ให้ยาน้อยกว่าขนาดที่ควรได้ (underdosing) เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่เร่งการดื้อยาในฟาร์มแพะ
- ใช้ยากลุ่มเดียวซ้ำต่อเนื่องนานหลายปีโดยไม่เคยเปลี่ยน เพราะเห็นว่าราคาถูกหรือหาซื้อง่าย
- ไม่พักแปลงหญ้าหลังถ่ายพยาธิ ปล่อยแพะกลับเข้าแปลงเดิมทันทีทำให้รับไข่พยาธิใหม่ซ้ำภายในไม่กี่วัน
- ไม่แยกลูกแพะรุ่นออกจากแม่แพะโตเต็มวัยเวลาแทะเล็ม ทั้งที่ลูกแพะรุ่นเสี่ยงสูงกว่ามาก ควรจัดแปลงหญ้าสะอาดให้กลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ
- ซื้อยาถ่ายพยาธิจากร้านโดยดูแค่ราคาไม่ดูสารออกฤทธิ์ ทำให้เข้าใจผิดว่าสลับยี่ห้อแล้วคือสลับกลุ่มยา ทั้งที่สารออกฤทธิ์ยังเป็นตัวเดิม
สรุป
ความถี่ถ่ายพยาธิแพะไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกฟาร์ม แต่มีกรอบที่ปรับได้คือลูกแพะรุ่นถ่ายถี่ทุก 4-6 สัปดาห์ แพะโตเต็มวัยถ่ายทุก 2-3 เดือน และแม่แพะถ่าย 1 ครั้งก่อนคลอด โดยใช้ผลตรวจอุจจาระหรือคะแนน FAMACHA เป็นตัวช่วยตัดสินใจแทนการถ่ายตามปฏิทินอย่างเดียว หัวใจของการป้องกันดื้อยาคือสลับกลุ่มสารออกฤทธิ์ทุก 1-2 ปีและไม่ถ่ายยกฝูงพร่ำเพรื่อ หากทำครบทุกขั้นตอนแล้วแพะยังซีดผอมต่อเนื่อง ให้สงสัยว่าพยาธิดื้อยาและรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อตรวจสอบก่อนเปลี่ยนโปรแกรมทั้งหมด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมปศุสัตว์ — คำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคพยาธิภายในและโปรแกรมถ่ายพยาธิในแพะแกะ
- กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการจัดการแปลงหญ้าและทุ่งเลี้ยงสัตว์เพื่อลดการสะสมพยาธิ
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโรคและการดูแลสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นได้ที่ หมวดโรคและการดูแล
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สังเกตอาการ แมลงพาหะ และวิธีจัดการ
โรคพุ่มแจ้ทำให้มันสำปะหลังแคระ แตกยอดเป็นพุ่มฝอย และมีเส้นดำใต้เปลือก บทความนี้เล่าอาการ หลักฐานเรื่องพาหะที่ยังไม่ตรงกัน และแนวทางจัดการตามกรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แมลงวันผลไม้เจาะผลมะม่วง ใช้กับดักและเหยื่อโปรตีนอย่างไรให้ได้ผล
กับดักเมทิลยูจีนอลกับเหยื่อโปรตีนทำงานต่างกัน บทความนี้อธิบายวิธีใช้คู่กับการห่อผลและสุขาภิบาลสวนตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ข้าวนาปรังเจออากาศหนาว ใบเหลือง ต้นชะงัก เมล็ดลีบ ต้องแก้อย่างไร
ข้าวกระทบหนาวเกิดเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส อาการต่างกันตามระยะของต้นข้าว บทความนี้แยกอาการแต่ละระยะ วิธีแก้ที่หน่วยงานรัฐแนะนำ และการวางวันปลูกรอบหน้าเพื่อหลบหนาว
โรคสัตว์เลี้ยงหลังน้ำท่วม ฉี่หนูในสุนัข อาการแบบไหนต้องพาไปหาหมอ
หลังน้ำลด เจ้าของหมาแมวหลายคนเจอคำถามเดียวกัน หมาซึมไปสองวัน ไม่ยอมกินข้าว เป็นแค่เหนื่อยจากการอพยพ หรือเริ่มป่วยแล้ว บทความนี้ไม่ใช่คู่มือดูแลสัตว์ทั
โรคสัตว์หลังน้ำท่วมและการทำวัคซีน ควรทำเมื่อไหร่
หลังน้ำลด คนเลี้ยงสัตว์มักถามคำถามเดียวกันว่า ควรรีบฉีดวัคซีนทั้งฝูงเลยไหม หรือควรรอ คำตอบขึ้นกับว่าสัตว์ตอนนี้อยู่ในสภาพไหน และโรคที่เสี่ยงคือโรคอะไร
ไม้ผลรากเน่าหลังน้ำท่วม สังเกตอาการและแก้อย่างไร
หลายสวนเจอปัญหาเดียวกันหลังน้ำลด คือ ช่วงแรกต้นไม้ผลยังดูปกติ แต่ผ่านไปไม่นานใบเริ่มเหลือง ร่วงทีละน้อย บางต้นยืนต้นแห้งตายทั้งที่น้ำลดไปแล้ว นี่คืออา
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คู่มือ ยางพารา สอนการปลูก ยาง หนังสือ เกษตร การคัดเลือกพันธุ์ การขยายพันธุ์ การกรีดยาง การแปรรูป การทำยางแผ่น US.Station
ดูรายละเอียด
ของใหม่ แผงไข่พลาสติก ดำ/ใหม่/เบอร์1-4(เล็ก)ไทย ถาดไข่ ใส่ไข่ไก่/ไข่เป็ด ลังไข่ ถาดไข่ ที่วางไข่ ที่ใส่ไข่
ดูรายละเอียด
ใหม่ Side Mouth Shifter การปลูกต้นกล้าทางการเกษตรการปลูกถ่ายต้นกล้าผลไม้ข้าวโพดอัตโนมัติเต็มรูปแบบการปลูกถ่ายแบบมัลติฟัง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ถ่ายพยาธิแพะทุกกี่เดือนถึงจะเหมาะสม
แพะโตเต็มวัยทั่วไปถ่ายพยาธิทุก 2-3 เดือน ส่วนลูกแพะรุ่นหลังหย่านมถึงอายุ 8 เดือนควรถ่ายถี่กว่าคือทุก 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ควรปรับตามผลตรวจอุจจาระหรือคะแนน FAMACHA ของฝูงร่วมด้วย ไม่ใช้ตัวเลขตายตัวเดียวกับทุกฟาร์ม
ลูกแพะเริ่มถ่ายพยาธิได้ตอนอายุเท่าไหร่
โดยทั่วไปเริ่มถ่ายพยาธิได้เมื่ออายุประมาณ 4-6 สัปดาห์ขึ้นไป หรือเมื่อเริ่มลงแทะเล็มหญ้าเป็นหลักแล้ว ก่อนหน้านั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเสมอเพราะขนาดยาต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างละเอียด
ทำไมต้องสลับกลุ่มยาถ่ายพยาธิ ทำอย่างไรให้ถูกต้อง
เพราะการใช้ยากลุ่มเดียวซ้ำต่อเนื่องทำให้พยาธิดื้อยากลุ่มนั้นสะสมขึ้นเรื่อยๆ วิธีที่ถูกต้องคือใช้ยากลุ่มสารออกฤทธิ์เดิมต่อเนื่อง 1-2 ปี แล้วเปลี่ยนไปใช้กลุ่มสารออกฤทธิ์อื่น โดยตรวจสอบชื่อสารออกฤทธิ์บนฉลากยาให้แน่ใจว่าเปลี่ยนกลุ่มจริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนยี่ห้อ
ตรวจอุจจาระแพะเบื้องต้นด้วยตัวเองที่บ้านทำได้ไหม
ทำได้ในระดับการประเมินคร่าวๆ ด้วยการให้คะแนน FAMACHA จากสีเยื่อบุตา ส่วนการนับไข่พยาธิที่แม่นยำต้องเก็บอุจจาระสดส่งห้องปฏิบัติการปศุสัตว์จังหวัดหรือคลินิกสัตวแพทย์ เพราะต้องใช้กล้องจุลทรรศน์และเทคนิคเฉพาะ
รู้ได้อย่างไรว่ายาถ่ายพยาธิที่ใช้อยู่ไม่ได้ผลแล้ว
สังเกตจากแพะยังซีดหรือท้องเสียหลังถ่ายพยาธิไปแล้วไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือทำ Fecal Egg Count Reduction Test แล้วพบว่าจำนวนไข่พยาธิลดลงน้อยกว่าร้อยละ 90 หากพบสัญญาณนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อเปลี่ยนกลุ่มยา ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองหรือถ่ายถี่ขึ้นโดยไม่มีคำแนะนำ
แพะท้องหรือให้นมถ่ายพยาธิได้หรือไม่
ได้ แต่ต้องเลือกชนิดยาที่ปลอดภัยกับช่วงท้องหรือให้นม นิยมถ่ายแม่แพะประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอดเพื่อลดปริมาณไข่พยาธิที่จะปล่อยออกมาช่วงใกล้คลอด และต้องเว้นระยะก่อนรีดนมขายตามฉลากยาหรือคำแนะนำสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด
