โรคและการดูแล

ถ่ายพยาธิแพะ คำถามเรื่องความถี่และการสลับยาที่เกษตรกรมือใหม่ถามบ่อย

ถ่ายพยาธิแพะควรทำทุกกี่เดือน ลูกแพะเริ่มถ่ายพยาธิเมื่อไหร่ วิธีสลับกลุ่มยาป้องกันดื้อยา วิธีตรวจอุจจาระเบื้องต้น และสัญญาณว่าโปรแกรมถ่ายพยาธิใช้ไม่ได้ผล

ถ่ายพยาธิแพะ คำถามเรื่องความถี่และการสลับยาที่เกษตรกรมือใหม่ถามบ่อย
คำตอบเร็ว: แพะโตเต็มวัยส่วนใหญ่ถ่ายพยาธิทุก 2-3 เดือน แต่ลูกแพะหลังหย่านมและแพะรุ่นต้องถี่กว่านั้นคือทุก 4-6 สัปดาห์ในช่วง 6 เดือนแรก เพราะภูมิคุ้มกันต่อพยาธิยังไม่สมบูรณ์ หัวใจสำคัญที่เกษตรกรมือใหม่มักพลาดคือใช้ยาตัวเดียวซ้ำทุกรอบจนพยาธิดื้อยา ทางแก้คือสลับกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์คนละกลไกทุก 1-2 ปี ควบคู่กับตรวจอุจจาระหรือดูสีเยื่อบุตา (FAMACHA) ก่อนตัดสินใจถ่ายพยาธิทุกครั้ง แทนการถ่ายตามปฏิทินอย่างเดียว

คำถามที่เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมือใหม่ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกลุ่มไลน์และเพจฟาร์มแพะคือ "ถ่ายพยาธิแพะทุกกี่เดือนถึงจะพอดี" เพราะถ้าถ่ายถี่เกินไปก็เสียค่ายาโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงพยาธิดื้อยาเร็วขึ้น แต่ถ้าถ่ายห่างเกินไปแพะจะซูบผอม ขนหยาบ ท้องเสียเรื้อรัง โตช้า และในลูกแพะอาจถึงตายจากพยาธิตัวกลมในทางเดินอาหารที่ดูดเลือดจนซีดรุนแรง บทความนี้จะตอบตรงประเด็นเฉพาะเรื่องความถี่ ตารางถ่ายพยาธิตามช่วงอายุ วิธีสลับกลุ่มยาไม่ให้ดื้อยา วิธีตรวจอุจจาระเบื้องต้นด้วยตัวเองแบบเกษตรกร และสัญญาณเตือนว่าโปรแกรมที่ทำอยู่ใช้ไม่ได้ผลแล้ว โดยไม่พูดถึงภาพรวมโรคพยาธิแพะทั้งหมดให้เยิ่นเย้อ

ความถี่ถ่ายพยาธิแพะตามช่วงอายุ

พยาธิในทางเดินอาหารแพะที่พบบ่อยในไทยคือพยาธิตัวกลมกลุ่ม Haemonchus contortus (พยาธิดูดเลือดในกระเพาะที่ 4) และ Trichostrongylus ซึ่งตัวอ่อนระยะติดต่ออยู่บนใบหญ้าในแปลงเลี้ยงชื้นแฉะ แพะแต่ละช่วงอายุมีภูมิคุ้มกันต่อพยาธิต่างกันมาก การกำหนดความถี่ให้เหมาะกับวัยจึงสำคัญกว่าการถ่ายตามความเคยชิน

ลูกแพะแรกเกิดถึงหย่านม (0-3 เดือน)

ช่วงนี้ลูกแพะยังกินนมแม่เป็นหลักและแทบไม่ได้ลงแทะเล็มหญ้าในแปลง ความเสี่ยงรับพยาธิจากทุ่งหญ้าจึงต่ำ โดยทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องถ่ายพยาธิก่อนอายุ 4-6 สัปดาห์ เว้นแต่สังเกตเห็นอาการท้องเสียหรือซีดชัดเจน ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนให้ยาในลูกแพะเล็กเสมอ เพราะขนาดยาต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างละเอียด ให้ยาเกินขนาดในลูกแพะเล็กเสี่ยงเป็นพิษได้มากกว่าแพะโต

แพะรุ่นหลังหย่านม (3-8 เดือน)

เป็นช่วงเสี่ยงที่สุดของฟาร์ม เพราะลูกแพะเริ่มลงแทะเล็มหญ้าเต็มที่ แต่ภูมิคุ้มกันต่อพยาธิยังพัฒนาไม่เต็มที่จนกว่าจะอายุประมาณ 1 ปี ฟาร์มส่วนใหญ่จึงถ่ายพยาธิถี่กว่ากลุ่มอื่นคือทุก 4-6 สัปดาห์ต่อเนื่องจนอายุ 6-8 เดือน โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ตัวอ่อนพยาธิบนแปลงหญ้าเพิ่มจำนวนเร็ว หากพบว่าลูกแพะรุ่นไหนโตช้ากว่าฝูงหรือขนหยาบผิดปกติ ควรตรวจอุจจาระเฉพาะตัวก่อนถ่ายยาซ้ำ ไม่ใช่เพิ่มความถี่การถ่ายทั้งฝูงเพราะอาจเร่งให้ดื้อยาเร็วขึ้นโดยไม่จำเป็น

แพะโตเต็มวัยไม่ท้อง ไม่ให้นม (มากกว่า 1 ปี)

แพะกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันสะสมจากการสัมผัสพยาธิมาแล้ว ความถี่ที่เหมาะสมคือทุก 2-3 เดือน หรือปรับตามฤดูกาลคือถ่ายถี่ขึ้นในต้นฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงตัวอ่อนพยาธิระบาดบนแปลงหญ้าสูงสุด และห่างลงในฤดูแล้งที่หญ้าแห้งตัวอ่อนพยาธิตายเร็ว ฟาร์มที่จัดการแปลงหญ้าดี หมุนเวียนแปลงพักหญ้าอย่างน้อย 30-45 วันก่อนนำแพะกลับเข้าไปแทะเล็ม สามารถยืดความถี่ออกไปได้อีกโดยอาศัยผลตรวจอุจจาระเป็นตัวตัดสินแทนปฏิทินตายตัว

แพะแม่พันธุ์ตั้งท้องและให้นม

ช่วงที่ภูมิคุ้มกันแม่แพะลดลงตามธรรมชาติคือ 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอดถึงหลังคลอด ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์ periparturient rise ทำให้ไข่พยาธิถูกปล่อยออกมาในอุจจาระมากผิดปกติช่วงนั้น ฟาร์มจึงนิยมถ่ายพยาธิแม่แพะ 1 ครั้งประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด เพื่อลดปริมาณไข่พยาธิที่จะปนเปื้อนแปลงหญ้าตอนแม่แพะพาลูกออกแทะเล็ม การเลือกชนิดยาต้องระวังเป็นพิเศษเพราะยาถ่ายพยาธิบางกลุ่มมีข้อห้ามใช้ในแม่แพะท้องอ่อนหรือช่วงให้นมที่ต้องเว้นระยะก่อนรีดนมขาย ควรให้สัตวแพทย์หรือปศุสัตว์อำเภอยืนยันชนิดยาที่ปลอดภัยก่อนทุกครั้ง

ช่วงอายุ/สถานะแพะความถี่แนะนำหมายเหตุสำคัญ
แรกเกิด - 6 สัปดาห์ยังไม่ถ่าย เว้นแต่มีอาการปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนให้ยาเสมอ
หย่านม - 8 เดือนทุก 4-6 สัปดาห์ช่วงเสี่ยงสูงสุด ตรวจอุจจาระควบคู่
โตเต็มวัย (ไม่ท้อง/ไม่ให้นม)ทุก 2-3 เดือนถี่ขึ้นต้นฤดูฝน ห่างลงฤดูแล้ง
ก่อนคลอด 2-4 สัปดาห์1 ครั้งต่อรอบคลอดลดไข่พยาธิช่วง periparturient rise
ให้นมตามคำแนะนำสัตวแพทย์ต้องเว้นระยะยาก่อนรีดนมขาย

การสลับกลุ่มยาถ่ายพยาธิเพื่อป้องกันดื้อยา

ปัญหาใหญ่ที่สุดของฟาร์มแพะไทยไม่ใช่การถ่ายพยาธิไม่พอ แต่คือการใช้ยากลุ่มเดียวซ้ำต่อเนื่องหลายปีจนพยาธิ Haemonchus ดื้อยาเกือบทั้งกลุ่มในบางพื้นที่ ยาถ่ายพยาธิที่ใช้ในแพะแบ่งกลไกออกฤทธิ์หลักได้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเบนซิมิดาโซล (Benzimidazole) กลุ่มอิมิดาโซไทอาโซล (Levamisole) และกลุ่มแมโครไซคลิกแลกโทน (Macrocyclic lactone เช่น Ivermectin) แต่ละกลุ่มมีกลไกทำลายพยาธิคนละแบบ พยาธิที่ดื้อยากลุ่มหนึ่งอาจยังไวต่ออีกกลุ่มหนึ่งอยู่

หลักการสลับที่ปศุสัตว์แนะนำคือ ใช้ยากลุ่มเดิมต่อเนื่องตลอด 1 ปีหรือ 1-2 ปี แล้วค่อยเปลี่ยนไปใช้อีกกลุ่มหนึ่งแทน ไม่ใช่สลับยาไปมาทุกครั้งที่ถ่าย เพราะการสลับถี่เกินไปกลับทำให้ประเมินประสิทธิภาพยาแต่ละกลุ่มไม่ได้ชัดเจน และไม่ควรผสมยาสองกลุ่มให้พร้อมกันเองโดยไม่มีคำแนะนำจากสัตวแพทย์ เพราะสัดส่วนที่ผิดอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงแทนที่จะเพิ่ม ก่อนเปลี่ยนกลุ่มยาทุกครั้งควรตรวจสอบชื่อสารออกฤทธิ์ (active ingredient) บนฉลากยา ไม่ใช่ดูแค่ชื่อการค้า เพราะยาการค้าหลายยี่ห้อในท้องตลาดอาจมีสารออกฤทธิ์กลุ่มเดียวกันซ่อนอยู่ ทำให้เกษตรกรเข้าใจผิดว่าสลับยาแล้วทั้งที่ยังเป็นกลุ่มเดิม

อีกแนวทางที่ฟาร์มแพะสมัยใหม่เริ่มใช้แทนการถ่ายทั้งฝูงพร้อมกันคือ Targeted Selective Treatment คือถ่ายพยาธิเฉพาะตัวที่มีสัญญาณซีดหรือผอมผิดปกติ ปล่อยตัวที่แข็งแรงไว้ไม่ถ่าย เพื่อรักษาประชากรพยาธิบางส่วนที่ยังไวต่อยาไว้ในฟาร์ม (refugia) ซึ่งช่วยชะลอการดื้อยาของทั้งฝูงในระยะยาวได้ดีกว่าการถ่ายยกฝูงทุกครั้ง

วิธีตรวจอุจจาระแพะเบื้องต้นด้วยตัวเอง

เกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีกล้องจุลทรรศน์ราคาแพงเพื่อประเมินภาระพยาธิเบื้องต้น มี 2 วิธีที่ทำได้เองในฟาร์มก่อนตัดสินใจว่าจะถ่ายพยาธิหรือยัง

1. การให้คะแนน FAMACHA จากสีเยื่อบุตา

วิธีนี้ใช้ประเมินความซีดจากพยาธิดูดเลือด Haemonchus โดยเฉพาะ ทำโดยดึงเปลือกตาล่างของแพะลงเบาๆ ให้เห็นเยื่อบุตาด้านใน แล้วเทียบสีกับบัตร FAMACHA มาตรฐาน 5 ระดับ ตั้งแต่สีแดงสด (ปกติ ไม่ซีด) ไปจนถึงสีขาวซีด (โลหิตจางรุนแรง) แพะที่ได้คะแนนระดับ 4-5 ควรถ่ายพยาธิทันที ส่วนตัวที่ยังสีแดงหรือชมพูเข้มสามารถเว้นไว้ก่อนได้โดยไม่ต้องถ่ายทั้งฝูง วิธีนี้ทำได้เร็ว ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีต่อตัว เหมาะกับฟาร์มขนาดกลางถึงใหญ่ที่ไม่สะดวกส่งอุจจาระตรวจแล็บทุกเดือน แต่ต้องระวังว่า FAMACHA ใช้ประเมินไม่ได้กับพยาธิชนิดที่ไม่ดูดเลือด เช่น Trichostrongylus ที่ทำให้ท้องเสียแต่ไม่ทำให้ซีดชัดเจน

2. การเก็บตัวอย่างอุจจาระส่งตรวจนับไข่พยาธิ

วิธีนี้แม่นยำกว่าและบอกชนิดพยาธิได้ ทำได้โดยเก็บอุจจาระสดที่เพิ่งถ่ายไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง ใส่ถุงพลาสติกรัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้าเก็บในกล่องเย็น แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการปศุสัตว์จังหวัดหรือคลินิกสัตวแพทย์เพื่อตรวจด้วยเทคนิคนับไข่พยาธิต่อกรัมอุจจาระ (Fecal Egg Count) ค่าที่สูงกว่า 500-1,000 ฟองต่อกรัมโดยประมาณถือว่าภาระพยาธิสูงและควรถ่ายพยาธิ ส่วนค่าที่ต่ำกว่านั้นในแพะที่ไม่มีอาการอาจยังไม่จำเป็นต้องถ่าย เกษตรกรที่มีฝูงใหญ่ควรสุ่มตรวจตัวแทนฝูงอย่างน้อย 10-15 ตัวต่อรอบ แล้วใช้ผลรวมประกอบการตัดสินใจถ่ายทั้งฝูงหรือถ่ายเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แทนการเดาเอาจากสายตา

ปัจจัยจากสภาพฟาร์มที่ทำให้ต้องปรับความถี่ถ่ายพยาธิ

ตัวเลขความถี่ในตารางข้างต้นเป็นค่าเฉลี่ยตั้งต้นเท่านั้น ฟาร์มแพะแต่ละแห่งในไทยมีความเสี่ยงพยาธิไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับรูปแบบการเลี้ยง เกษตรกรควรปรับตารางจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย

ระบบเลี้ยงปล่อยแทะเล็มเทียบกับระบบยืนโรง

ฟาร์มที่ปล่อยแพะแทะเล็มหญ้าในแปลงเปิดตลอดทั้งวันมีความเสี่ยงรับพยาธิสูงกว่าฟาร์มที่เลี้ยงแบบยืนโรงตัดหญ้ามาให้กินในคอกอย่างชัดเจน เพราะตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่ออยู่ที่ปลายใบหญ้าสูงจากพื้นไม่เกิน 10-15 เซนติเมตร แพะที่กินหญ้าติดโคนต้นในแปลงชื้นจึงมีโอกาสกลืนตัวอ่อนพยาธิเข้าไปมากกว่าการกินหญ้าหั่นที่ตัดจากแปลงและผึ่งลมก่อน ฟาร์มระบบยืนโรงที่จัดการดีสามารถยืดความถี่ถ่ายพยาธิออกไปได้มากกว่าฟาร์มปล่อยแทะเล็มประมาณ 3-4 สัปดาห์ต่อรอบ โดยยังต้องอาศัยผลตรวจอุจจาระยืนยัน ไม่ใช่ยืดตามความรู้สึก

ความหนาแน่นของฝูงต่อพื้นที่แปลงหญ้า

แปลงหญ้าที่เลี้ยงแพะแน่นเกินไป เช่น ปล่อยแพะมากกว่า 10-15 ตัวต่อไร่ต่อเนื่องโดยไม่พักแปลง จะสะสมไข่พยาธิและตัวอ่อนในดินสูงกว่าฟาร์มที่หมุนเวียนแปลงย่อยหลายแปลงสลับกัน หลักปฏิบัติที่ปศุสัตว์แนะนำคือแบ่งแปลงหญ้าออกเป็นแปลงย่อยอย่างน้อย 3-4 แปลง สลับปล่อยแพะแปลงละ 7-14 วัน แล้วพักแปลงที่ใช้แล้วอย่างน้อย 30-45 วันก่อนนำแพะกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งช่วยตัดวงจรชีวิตตัวอ่อนพยาธิบนแปลงได้มากพอสมควรและลดความถี่ที่ต้องพึ่งยาถ่ายพยาธิลงได้จริง

ฤดูกาลและสภาพอากาศในพื้นที่

ภาคกลางและภาคอีสานที่มีฤดูฝนชัดเจนมักพบการระบาดของพยาธิ Haemonchus สูงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน เกษตรกรควรเพิ่มความถี่การตรวจ FAMACHA เป็นทุก 2 สัปดาห์ในช่วงนี้แม้จะยังไม่ถึงกำหนดถ่ายพยาธิตามตาราง ส่วนภาคใต้ที่มีฝนตกเกือบทั้งปีอาจต้องวางโปรแกรมถ่ายพยาธิที่ถี่กว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอื่นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฟาร์มที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำขังหรือพื้นที่ระบายน้ำไม่ดี

สัญญาณว่าโปรแกรมถ่ายพยาธิที่ใช้อยู่ใช้ไม่ได้ผลแล้ว

หลายฟาร์มถ่ายพยาธิตรงตามความถี่ที่แนะนำทุกอย่างแต่แพะยังผอมซีดต่อเนื่อง สาเหตุมักมาจากพยาธิดื้อยาในกลุ่มที่ใช้อยู่ สัญญาณที่ควรสงสัยได้แก่

  • ถ่ายพยาธิไปแล้วไม่เกิน 2 สัปดาห์ แพะยังมีอาการซีด ท้องเสีย หรือคะแนน FAMACHA ไม่ดีขึ้น
  • ทำ Fecal Egg Count ก่อนและหลังถ่ายพยาธิ 10-14 วัน แล้วพบว่าจำนวนไข่พยาธิลดลงน้อยกว่าร้อยละ 90 (การทดสอบนี้เรียกว่า Fecal Egg Count Reduction Test ควรทำร่วมกับสัตวแพทย์)
  • แพะหลายตัวในฝูงเดียวกันซีดหรือผอมพร้อมกันหลังถ่ายพยาธิไปแล้วไม่ถึง 1 เดือน
  • ลูกแพะรุ่นโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยฝูงต่อเนื่องหลายรุ่นทั้งที่จัดการอาหารและถ่ายพยาธิตามตารางปกติ
  • ใช้ยากลุ่มเดียวติดต่อกันเกิน 3-4 ปีโดยไม่เคยเปลี่ยนสารออกฤทธิ์เลย

เมื่อพบสัญญาณเหล่านี้ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาหรือถ่ายถี่ขึ้นเองเพราะจะยิ่งเร่งการดื้อยา ทางแก้ที่ถูกต้องคือปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าดื้อยากลุ่มไหน แล้วเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มออกฤทธิ์อื่นที่ยังได้ผล พร้อมทบทวนการจัดการแปลงหญ้าและความหนาแน่นของฝูงร่วมด้วย เพราะแปลงหญ้าแออัดชื้นแฉะเป็นต้นตอที่ทำให้ต้องถ่ายพยาธิถี่จนเกินความจำเป็นตั้งแต่แรก ฟาร์มบางแห่งพบว่าหลังปรับทั้งกลุ่มยาและวิธีจัดการแปลงหญ้าไปพร้อมกัน ความถี่ที่ต้องถ่ายพยาธิจริงลดลงจากทุก 3-4 สัปดาห์เหลือทุก 2 เดือนได้ภายในเวลาไม่ถึงปี ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาดื้อยาส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการจัดการควบคู่ไปกับการเลือกยา ไม่ใช่พึ่งพายาเพียงอย่างเดียว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการถ่ายพยาธิแพะ

  • ถ่ายพยาธิทั้งฝูงพร้อมกันทุกครั้งโดยไม่ประเมินก่อน ทำให้พยาธิที่รอดในตัวแข็งแรงถูกกำจัดหมดไปด้วย เหลือแต่ประชากรพยาธิที่มีแนวโน้มดื้อยาสูงขยายพันธุ์ต่อ
  • คำนวณขนาดยาจากสายตาไม่ชั่งน้ำหนักจริง ให้ยาน้อยกว่าขนาดที่ควรได้ (underdosing) เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่เร่งการดื้อยาในฟาร์มแพะ
  • ใช้ยากลุ่มเดียวซ้ำต่อเนื่องนานหลายปีโดยไม่เคยเปลี่ยน เพราะเห็นว่าราคาถูกหรือหาซื้อง่าย
  • ไม่พักแปลงหญ้าหลังถ่ายพยาธิ ปล่อยแพะกลับเข้าแปลงเดิมทันทีทำให้รับไข่พยาธิใหม่ซ้ำภายในไม่กี่วัน
  • ไม่แยกลูกแพะรุ่นออกจากแม่แพะโตเต็มวัยเวลาแทะเล็ม ทั้งที่ลูกแพะรุ่นเสี่ยงสูงกว่ามาก ควรจัดแปลงหญ้าสะอาดให้กลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ
  • ซื้อยาถ่ายพยาธิจากร้านโดยดูแค่ราคาไม่ดูสารออกฤทธิ์ ทำให้เข้าใจผิดว่าสลับยี่ห้อแล้วคือสลับกลุ่มยา ทั้งที่สารออกฤทธิ์ยังเป็นตัวเดิม

สรุป

ความถี่ถ่ายพยาธิแพะไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกฟาร์ม แต่มีกรอบที่ปรับได้คือลูกแพะรุ่นถ่ายถี่ทุก 4-6 สัปดาห์ แพะโตเต็มวัยถ่ายทุก 2-3 เดือน และแม่แพะถ่าย 1 ครั้งก่อนคลอด โดยใช้ผลตรวจอุจจาระหรือคะแนน FAMACHA เป็นตัวช่วยตัดสินใจแทนการถ่ายตามปฏิทินอย่างเดียว หัวใจของการป้องกันดื้อยาคือสลับกลุ่มสารออกฤทธิ์ทุก 1-2 ปีและไม่ถ่ายยกฝูงพร่ำเพรื่อ หากทำครบทุกขั้นตอนแล้วแพะยังซีดผอมต่อเนื่อง ให้สงสัยว่าพยาธิดื้อยาและรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อตรวจสอบก่อนเปลี่ยนโปรแกรมทั้งหมด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมปศุสัตว์ — คำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคพยาธิภายในและโปรแกรมถ่ายพยาธิในแพะแกะ
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการจัดการแปลงหญ้าและทุ่งเลี้ยงสัตว์เพื่อลดการสะสมพยาธิ

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโรคและการดูแลสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นได้ที่ หมวดโรคและการดูแล

คำถามที่พบบ่อย

ถ่ายพยาธิแพะทุกกี่เดือนถึงจะเหมาะสม

แพะโตเต็มวัยทั่วไปถ่ายพยาธิทุก 2-3 เดือน ส่วนลูกแพะรุ่นหลังหย่านมถึงอายุ 8 เดือนควรถ่ายถี่กว่าคือทุก 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ควรปรับตามผลตรวจอุจจาระหรือคะแนน FAMACHA ของฝูงร่วมด้วย ไม่ใช้ตัวเลขตายตัวเดียวกับทุกฟาร์ม

ลูกแพะเริ่มถ่ายพยาธิได้ตอนอายุเท่าไหร่

โดยทั่วไปเริ่มถ่ายพยาธิได้เมื่ออายุประมาณ 4-6 สัปดาห์ขึ้นไป หรือเมื่อเริ่มลงแทะเล็มหญ้าเป็นหลักแล้ว ก่อนหน้านั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเสมอเพราะขนาดยาต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างละเอียด

ทำไมต้องสลับกลุ่มยาถ่ายพยาธิ ทำอย่างไรให้ถูกต้อง

เพราะการใช้ยากลุ่มเดียวซ้ำต่อเนื่องทำให้พยาธิดื้อยากลุ่มนั้นสะสมขึ้นเรื่อยๆ วิธีที่ถูกต้องคือใช้ยากลุ่มสารออกฤทธิ์เดิมต่อเนื่อง 1-2 ปี แล้วเปลี่ยนไปใช้กลุ่มสารออกฤทธิ์อื่น โดยตรวจสอบชื่อสารออกฤทธิ์บนฉลากยาให้แน่ใจว่าเปลี่ยนกลุ่มจริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนยี่ห้อ

ตรวจอุจจาระแพะเบื้องต้นด้วยตัวเองที่บ้านทำได้ไหม

ทำได้ในระดับการประเมินคร่าวๆ ด้วยการให้คะแนน FAMACHA จากสีเยื่อบุตา ส่วนการนับไข่พยาธิที่แม่นยำต้องเก็บอุจจาระสดส่งห้องปฏิบัติการปศุสัตว์จังหวัดหรือคลินิกสัตวแพทย์ เพราะต้องใช้กล้องจุลทรรศน์และเทคนิคเฉพาะ

รู้ได้อย่างไรว่ายาถ่ายพยาธิที่ใช้อยู่ไม่ได้ผลแล้ว

สังเกตจากแพะยังซีดหรือท้องเสียหลังถ่ายพยาธิไปแล้วไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือทำ Fecal Egg Count Reduction Test แล้วพบว่าจำนวนไข่พยาธิลดลงน้อยกว่าร้อยละ 90 หากพบสัญญาณนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อเปลี่ยนกลุ่มยา ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองหรือถ่ายถี่ขึ้นโดยไม่มีคำแนะนำ

แพะท้องหรือให้นมถ่ายพยาธิได้หรือไม่

ได้ แต่ต้องเลือกชนิดยาที่ปลอดภัยกับช่วงท้องหรือให้นม นิยมถ่ายแม่แพะประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอดเพื่อลดปริมาณไข่พยาธิที่จะปล่อยออกมาช่วงใกล้คลอด และต้องเว้นระยะก่อนรีดนมขายตามฉลากยาหรือคำแนะนำสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด