คำตอบเร็ว: ความเสียหายจากหนอนกอเจาะลำอ้อยแปรผันตามเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลาย ยิ่งเปอร์เซ็นต์กอที่ถูกทำลายสูง น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ยิ่งลดลงมาก เพราะลำอ้อยที่ถูกหนอนเจาะจะแคระแกร็น หักล้ม หรือแตกยอดใหม่แทนลำเดิมที่เสียหาย ทำให้ปริมาณน้ำตาลและน้ำหนักสดต่อไร่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในแง่ต้นทุนจัดการ การพ่นสารเคมีให้ผลเร็วกว่าแต่มีค่าใช้จ่ายต่อรอบสูงและต้องพ่นซ้ำหลายครั้งถ้าระบาดต่อเนื่อง ขณะที่การปล่อยแตนเบียนควบคุมทางชีวภาพมีต้นทุนต่อไร่ต่ำกว่าในระยะยาวและไม่ทิ้งสารตกค้าง แต่ให้ผลช้ากว่าและต้องปล่อยต่อเนื่องหลายรอบตามวงจรชีวิตของหนอน การเลือกวิธีที่คุ้มค่าที่สุดขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เหลือก่อนเก็บเกี่ยวและระดับความรุนแรงของการระบาดในแปลง
หนอนกออ้อยเป็นศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับไร่อ้อยทั่วประเทศทุกปี แต่เกษตรกรจำนวนมากยังตัดสินใจจัดการแบบเดาสุ่ม ไม่ว่าจะพ่นสารเคมีบ่อยเกินจำเป็นจนต้นทุนบานปลาย หรือปล่อยแตนเบียนโดยไม่เข้าใจว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล บทความนี้จะแยกตัวเลขความเสียหายและต้นทุนทั้งสองทางเลือกให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ พร้อมอธิบายวงจรชีวิตของหนอนกอที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับจังหวะเวลาที่ควรลงมือจัดการ
น้ำหนักผลผลิตที่หายไปโดยประมาณต่อไร่
| ระดับการระบาด (% กอที่ถูกทำลาย) | ผลกระทบต่อน้ำหนักผลผลิต | ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำตาล |
|---|---|---|
| ระบาดเล็กน้อย (ต่ำกว่า 10%) | ลดลงเล็กน้อย ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้โดยไม่กระทบรายได้มาก | ผลกระทบต่อค่าความหวาน (ซีซีเอส) ยังไม่ชัดเจนมาก |
| ระบาดปานกลาง (10-30%) | ลดลงชัดเจน เริ่มกระทบรายได้ต่อไร่อย่างมีนัยสำคัญ | ค่าความหวานเริ่มลดลง เพราะลำที่เสียหายสะสมน้ำตาลได้น้อยกว่าลำปกติ |
| ระบาดรุนแรง (มากกว่า 30%) | ลดลงมาก อาจกระทบผลผลิตรวมของแปลงอย่างหนัก | ค่าความหวานลดลงชัดเจน กระทบราคาที่โรงงานรับซื้อคำนวณตามค่าซีซีเอส |
ตัวเลขความเสียหายที่แน่นอนแตกต่างกันไปตามพันธุ์อ้อย สภาพแปลง และระยะที่ถูกทำลาย เกษตรกรจึงควรประเมินเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายจริงในแปลงของตัวเองโดยการสุ่มตรวจกออ้อยหลายจุดในแปลง แล้วนับสัดส่วนกอที่มีร่องรอยหนอนเจาะ (สังเกตจากยอดแห้งตายที่เรียกว่า "ยอดตาย" หรือรูเจาะที่ลำต้น) เทียบกับจำนวนกอทั้งหมดที่สุ่มตรวจ เพื่อประเมินความรุนแรงก่อนตัดสินใจว่าควรจัดการหรือปล่อยไว้
ต้นทุนพ่นสารเคมีเทียบปล่อยแตนเบียน
| ปัจจัยเปรียบเทียบ | พ่นสารเคมี | ปล่อยแตนเบียน (ควบคุมชีวภาพ) |
|---|---|---|
| ความเร็วในการเห็นผล | เร็ว มักเห็นผลภายในไม่กี่วันหลังพ่น | ช้ากว่า ต้องรอวงจรชีวิตแตนเบียนเข้าทำลายไข่/หนอนหลายรอบ |
| ต้นทุนต่อรอบ | มีค่าใช้จ่ายสารเคมีและค่าแรงพ่นในแต่ละรอบ ต้องพ่นซ้ำถ้าระบาดต่อเนื่อง | ต้นทุนต่อรอบปล่อยมักต่ำกว่าเมื่อคำนวณระยะยาว แต่ต้องปล่อยต่อเนื่องหลายรอบตามคำแนะนำวิชาการ |
| ผลกระทบต่อศัตรูธรรมชาติ | อาจทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติอื่นที่ช่วยควบคุมศัตรูพืชชนิดอื่นในแปลงไปด้วย | ไม่กระทบศัตรูธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศในแปลงระยะยาว |
| สารตกค้าง | มีความเสี่ยงสารตกค้างถ้าไม่เว้นระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวตามคำแนะนำ | ไม่มีสารตกค้าง เหมาะกับแปลงที่เน้นลดการใช้สารเคมี |
| ความเหมาะสมตามระยะเวลาที่เหลือ | เหมาะกับกรณีระบาดรุนแรงและใกล้เก็บเกี่ยว ต้องการผลเร่งด่วน | เหมาะกับการป้องกันล่วงหน้าหรือระบาดระดับเล็กน้อยถึงปานกลางที่ยังมีเวลาให้กลไกชีวภาพทำงาน |
ในทางปฏิบัติเกษตรกรจำนวนมากใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันแบบผสมผสาน คือปล่อยแตนเบียนเป็นมาตรการป้องกันหลักตั้งแต่ต้นฤดูเพื่อควบคุมประชากรหนอนไม่ให้สะสมมาก แล้วสำรองการพ่นสารเคมีไว้เฉพาะกรณีที่ตรวจพบการระบาดรุนแรงเกินกว่าที่แตนเบียนจะควบคุมได้ทัน วิธีผสมผสานนี้ช่วยลดต้นทุนรวมเมื่อเทียบกับการพ่นสารเคมีอย่างเดียวตลอดฤดู และยังรักษาสมดุลระบบนิเวศในแปลงไว้ได้ดีกว่า
วงจรชีวิตของหนอนกอที่เกี่ยวข้องกับการเลือกวิธีจัดการ
การเข้าใจวงจรชีวิตของหนอนกอช่วยอธิบายว่าทำไมช่วงเวลาที่เลือกจัดการจึงมีผลต่อความสำเร็จมากพอ ๆ กับวิธีที่เลือกใช้
- ระยะไข่ ผีเสื้อหนอนกอวางไข่เป็นกลุ่มบนใบอ้อย ระยะนี้แตนเบียนไข่สามารถเข้าทำลายไข่ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะฟักเป็นตัวหนอน จึงเป็นช่วงที่การปล่อยแตนเบียนได้ผลดีที่สุด
- ระยะหนอนเจาะเข้าลำต้น เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนแล้วเจาะเข้าไปอยู่ในลำต้น ทั้งสารเคมีและแตนเบียนไข่จะเข้าถึงตัวหนอนได้ยากขึ้นมาก เพราะหนอนซ่อนตัวอยู่ภายในเนื้อเยื่อลำต้นที่มีการป้องกันตามธรรมชาติ นี่คือเหตุผลที่การจัดการล่าช้าเกินไปมักได้ผลน้อยกว่าที่คาด
- ระยะดักแด้และตัวเต็มวัย หนอนที่เจริญเต็มที่จะออกจากลำต้นเพื่อเข้าดักแด้แล้วกลายเป็นผีเสื้อตัวเต็มวัยไปวางไข่รุ่นต่อไป วงจรนี้เกิดขึ้นซ้ำหลายรอบต่อฤดู ทำให้การจัดการเพียงครั้งเดียวมักไม่เพียงพอ ต้องติดตามและจัดการต่อเนื่องตลอดฤดูปลูก
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงมักแนะนำให้ปล่อยแตนเบียนไข่อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นฤดูเพื่อตัดวงจรตั้งแต่ระยะไข่ก่อนที่จะฟักเป็นหนอน แทนที่จะรอให้เห็นอาการยอดตายชัดเจนแล้วค่อยจัดการ เพราะเมื่อถึงตอนนั้นหนอนมักเจาะเข้าลำต้นไปแล้วซึ่งจัดการได้ยากกว่ามาก
ช่วงอายุอ้อยที่เสี่ยงมากที่สุด
- ระยะแตกกอ (อายุ 1-3 เดือน) เป็นช่วงที่หนอนกอเข้าทำลายหน่อและยอดอ่อน ทำให้เกิดอาการยอดตายที่เห็นได้ชัด ถ้าถูกทำลายช่วงนี้กอนั้นอาจแตกหน่อใหม่ทดแทนได้บ้างแต่กระทบการเจริญเติบโตโดยรวม
- ระยะย่างปล้อง (อายุ 4-8 เดือน) เป็นช่วงที่ลำอ้อยกำลังสะสมน้ำหนักและน้ำตาล การถูกหนอนเจาะลำในช่วงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งน้ำหนักและคุณภาพความหวานของอ้อยที่จะเก็บเกี่ยว ถือเป็นช่วงที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงที่สุด
- ระยะใกล้เก็บเกี่ยว ความเสี่ยงลดลงกว่าสองระยะแรกเพราะอ้อยสะสมน้ำหนักและน้ำตาลไปมากแล้ว แต่หากมีการระบาดหนักในช่วงนี้ก็ยังกระทบคุณภาพความหวานได้เช่นกัน
การเฝ้าระวังที่เข้มข้นที่สุดจึงควรอยู่ในช่วงย่างปล้อง เพราะเป็นช่วงที่ทั้งความเสี่ยงต่อการเข้าทำลายและมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงสุดพร้อมกัน
การประเมินความคุ้มก่อนตัดสินใจ
ก่อนตัดสินใจว่าจะพ่นสารเคมีหรือปล่อยแตนเบียน เกษตรกรควรพิจารณาปัจจัยประกอบดังนี้
- ประเมินเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายจริงในแปลงก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึกหรือเห็นยอดตายเพียงไม่กี่จุดแล้วรีบพ่นสารเคมีทั้งแปลง
- พิจารณาระยะเวลาที่เหลือก่อนเก็บเกี่ยว ถ้าใกล้เก็บเกี่ยวและระบาดรุนแรง การพ่นสารเคมีอาจให้ผลเร่งด่วนที่จำเป็นกว่า แต่ต้องเว้นระยะปลอดภัยตามฉลากก่อนเก็บเกี่ยวเสมอ
- คำนวณต้นทุนรวมทั้งฤดู ไม่ใช่แค่ต้นทุนต่อครั้ง การพ่นสารเคมีซ้ำหลายรอบตลอดฤดูอาจมีต้นทุนรวมสูงกว่าการปล่อยแตนเบียนต่อเนื่องเมื่อคำนวณระยะยาว
- ปรึกษาเกษตรอำเภอหรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชในพื้นที่ เพื่อขอคำแนะนำเฉพาะพันธุ์อ้อยและสภาพแปลงของตัวเอง เนื่องจากอัตราการปล่อยแตนเบียนและชนิด/อัตราสารเคมีที่เหมาะสมต้องอิงคำแนะนำทางวิชาการที่เป็นปัจจุบัน
ผลกระทบต่ออ้อยตอ (ratoon) ในรอบตัดถัดไป
ความเสียหายจากหนอนกอเจาะลำไม่ได้จบแค่รอบเก็บเกี่ยวปัจจุบัน แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพอ้อยตอที่จะแตกใหม่จากตอเดิมในรอบถัดไปด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่เกษตรกรจำนวนมากมองข้าม
- กอที่ถูกหนอนเจาะทำลายรุนแรงในรอบปัจจุบัน มักมีตอที่อ่อนแอกว่าปกติ ทำให้อ้อยตอที่แตกใหม่ในรอบถัดไปเจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตต่ำกว่ากอที่ไม่เคยถูกทำลาย
- แปลงที่มีการระบาดสะสมต่อเนื่องหลายรอบตัด มักมีประชากรหนอนกอสูงกว่าแปลงที่จัดการตั้งแต่รอบแรก เพราะหนอนกอสามารถอาศัยอยู่ในตอซังและเศษซากอ้อยข้ามฤดูได้หากไม่มีการจัดการที่ดี
- การจัดการตั้งแต่รอบปลูกแรกอย่างเข้มงวด จึงช่วยลดภาระต้นทุนการจัดการในรอบตออีกหลายปีถัดไป เพราะประชากรหนอนกอเริ่มต้นในพื้นที่ต่ำกว่าแปลงที่ปล่อยให้ระบาดสะสม
เกษตรกรที่มองภาพรวมของวงจรการปลูกอ้อยตอหลายรอบมักลงทุนจัดการหนอนกอเข้มงวดตั้งแต่รอบปลูกแรก แม้ต้นทุนช่วงแรกอาจดูสูงกว่า แต่ผลตอบแทนสะสมตลอดหลายรอบตัดมักคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้ระบาดสะสมจนต้องแก้ปัญหาหนักในรอบตอถัดไป
ตัวอย่างสถานการณ์จริงในไร่
- สถานการณ์ที่ 1 — พบยอดตายกระจายประปรายไม่ถึง 5% ของกอทั้งแปลงช่วงอายุ 2 เดือน เกษตรกรตัดสินใจปล่อยแตนเบียนเป็นมาตรการป้องกันแทนการพ่นสารเคมีทันที เพราะระดับการระบาดยังต่ำและมีเวลาให้กลไกชีวภาพทำงาน ผลลัพธ์คือควบคุมการระบาดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสารเคมีเพิ่ม
- สถานการณ์ที่ 2 — ตรวจพบการระบาดกระจายเกิน 25% ของกอในช่วงย่างปล้องอายุ 5 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเสี่ยงสูงสุด เกษตรกรตัดสินใจพ่นสารเคมีทันทีเพราะระดับความรุนแรงสูงและใกล้ช่วงสะสมน้ำตาลสำคัญ แม้ต้นทุนสูงกว่าแต่ช่วยจำกัดความเสียหายก่อนลุกลามมากกว่านี้
- สถานการณ์ที่ 3 — แปลงที่เคยพ่นสารเคมีต่อเนื่องหลายรอบในฤดูก่อนแต่ยังพบการระบาดซ้ำทุกปี เมื่อเปลี่ยนมาใช้แผนผสมผสานคือปล่อยแตนเบียนตั้งแต่ต้นฤดูควบคู่กับสำรองพ่นสารเคมีเฉพาะกรณีระบาดรุนแรง พบว่าต้นทุนรวมทั้งฤดูลดลงเมื่อเทียบกับการพ่นสารเคมีอย่างเดียวต่อเนื่องหลายปี
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่าการตัดสินใจที่ดีต้องอิงจากการประเมินระดับการระบาดจริงและช่วงอายุอ้อยเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้วิธีเดียวกันซ้ำทุกครั้งโดยไม่พิจารณาสถานการณ์เฉพาะของแต่ละรอบปลูก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อจัดการหนอนกออ้อย
- พ่นสารเคมีทันทีที่เห็นยอดตายเพียงเล็กน้อยโดยไม่ประเมินเปอร์เซ็นต์การระบาดจริง ทำให้เสียต้นทุนเกินความจำเป็นสำหรับการระบาดระดับเล็กน้อยที่ยังจัดการได้ด้วยวิธีอื่น
- ปล่อยแตนเบียนแล้วคาดหวังผลเร็วเท่าสารเคมี ทำให้ผิดหวังและเปลี่ยนไปพ่นสารเคมีก่อนที่แตนเบียนจะมีเวลาทำงานเต็มที่ตามวงจรชีวิต
- พ่นสารเคมีและปล่อยแตนเบียนพร้อมกันในเวลาใกล้เคียงกัน สารเคมีอาจทำลายแตนเบียนที่ปล่อยไปด้วย ทำให้เสียทั้งเงินสองทางโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรเว้นระยะห่างตามคำแนะนำวิชาการ
- ไม่เว้นระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวหลังพ่นสารเคมี เสี่ยงมีสารตกค้างเกินมาตรฐานเมื่อส่งขายให้โรงงาน
- ไม่สุ่มตรวจแปลงเป็นระยะในช่วงย่างปล้องซึ่งเป็นช่วงเสี่ยงสูงสุด ทำให้พบการระบาดช้าเกินไปจนความเสียหายลุกลามไปมากแล้ว
- เก็บเศษซากอ้อยที่ถูกทำลายไว้ในแปลงโดยไม่กำจัด กลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของหนอนกอในฤดูปลูกถัดไป
สรุป
หนอนกอเจาะลำอ้อยทำให้น้ำหนักและคุณภาพความหวานของผลผลิตลดลงตามระดับความรุนแรงของการระบาด ช่วงที่เสี่ยงสูงสุดคือระยะย่างปล้องซึ่งอ้อยกำลังสะสมน้ำหนักและน้ำตาล การเลือกระหว่างพ่นสารเคมีกับปล่อยแตนเบียนควรพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การระบาดจริง ระยะเวลาที่เหลือก่อนเก็บเกี่ยว และต้นทุนรวมทั้งฤดู ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว การผสมผสานทั้งสองวิธีอย่างเหมาะสมมักให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ควรพิจารณาผลกระทบต่ออ้อยตอในรอบถัดไปด้วยเสมอ ไม่ใช่มองแค่รอบเก็บเกี่ยวปัจจุบันเพียงอย่างเดียว เพราะการจัดการที่เข้มงวดตั้งแต่ต้นฤดูมักช่วยลดต้นทุนสะสมตลอดหลายรอบตัดในระยะยาวได้อย่างชัดเจน การเข้าใจวงจรชีวิตของหนอนกอยังช่วยให้เลือกจังหวะเวลาจัดการได้แม่นยำขึ้น เพราะการปล่อยแตนเบียนตั้งแต่ระยะไข่ก่อนที่หนอนจะเจาะเข้าลำต้นมักให้ผลดีกว่าการรอจัดการหลังเห็นอาการยอดตายชัดเจนแล้วเสมอในเกือบทุกสถานการณ์ที่เกษตรกรพบเจอในไร่จริงตลอดหลายฤดูปลูกที่ผ่านมา
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลหนอนกออ้อยและแนวทางควบคุมทั้งวิธีเคมีและชีวภาพ
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจของศัตรูอ้อยต่อผลผลิตและราคา
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลโรคและการดูแลพืชอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ หมวดโรคและการดูแล
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ทุ้งหยอดข้าวเหล็ก ปลายแหลมสั้น สำหรับปลูกข้าว/หยอดเมล็ดพันธุ์ ขนาด 2x3 นิ้ว น้ำหนัก 500 กรัม
ดูรายละเอียด
วิตามินไก่ไข่ บำรุงไก่ไข่ วิตามินไข่ บำรุงไข่ (ชุดนี้ 2 กิโล) ยี่ห้อ ซันไวตามินพลัส2
ดูรายละเอียด
ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
สังเกตอาการหนอนกอเจาะลำอ้อยได้จากจุดไหนบ้าง
สังเกตได้จากยอดอ้อยที่แห้งตายผิดปกติที่เรียกว่ายอดตาย หรือรูเจาะเล็ก ๆ บนลำต้นพร้อมขี้เลื่อยสีน้ำตาลติดอยู่บริเวณรู ควรสุ่มตรวจหลายจุดในแปลงเพื่อประเมินความรุนแรงของการระบาด
ปล่อยแตนเบียนต้องปล่อยกี่ครั้งต่อฤดู
จำนวนรอบการปล่อยขึ้นอยู่กับระดับการระบาดและคำแนะนำทางวิชาการเฉพาะพื้นที่ ควรปรึกษาเกษตรอำเภอหรือหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เพื่อวางแผนตารางปล่อยที่เหมาะสม
พ่นสารเคมีและปล่อยแตนเบียนพร้อมกันได้ไหม
ไม่แนะนำให้ทำพร้อมกันในเวลาใกล้เคียงกัน เพราะสารเคมีอาจทำลายแตนเบียนที่ปล่อยไปด้วย ควรเว้นระยะห่างตามคำแนะนำทางวิชาการหรือเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งตามความเหมาะสม
หนอนกอเจาะลำอ้อยกระทบค่าความหวาน (ซีซีเอส) ไหม
กระทบ โดยเฉพาะถ้าถูกทำลายในช่วงย่างปล้องซึ่งเป็นช่วงสะสมน้ำตาล ลำที่เสียหายจะสะสมน้ำตาลได้น้อยกว่าลำปกติ ส่งผลต่อราคาที่โรงงานคำนวณจากค่าความหวานโดยตรง
อ้อยพันธุ์ไหนต้านทานหนอนกอได้ดีกว่า
มีการพัฒนาและคัดเลือกพันธุ์อ้อยที่มีความทนทานต่อศัตรูพืชในระดับต่าง ๆ อยู่ต่อเนื่อง ควรสอบถามข้อมูลพันธุ์ที่แนะนำล่าสุดในพื้นที่จากศูนย์วิจัยพืชไร่หรือกรมวิชาการเกษตร
อ้อยตอที่เคยถูกหนอนกอทำลายรุนแรงยังปลูกต่อได้ไหมหรือต้องปลูกใหม่
ขึ้นกับความรุนแรงของความเสียหายที่ตอเดิม หากตอยังแข็งแรงพอสมควรสามารถจัดการให้เข้มงวดขึ้นในรอบตอถัดไปได้ แต่หากตอเสียหายรุนแรงมากควรพิจารณาไถทิ้งแล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์ที่แข็งแรง
ตรวจแปลงหาหนอนกอควรทำถี่แค่ไหนในช่วงย่างปล้อง
ควรสุ่มตรวจอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ในช่วงย่างปล้องซึ่งเป็นช่วงเสี่ยงสูงสุด โดยสุ่มตรวจหลายจุดกระจายทั่วแปลงเพื่อประเมินแนวโน้มการระบาดได้ทันเวลา
