โรคและการดูแล

แปลงอ้อยเป็นโรคใบขาวเกิน 20% ควรไถทิ้งปลูกใหม่หรือปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ

แปลงอ้อยเป็นโรคใบขาวเกิน 20% ควรไถทิ้งปลูกใหม่หรือปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ เช็คเกณฑ์ % การระบาด เหตุผลที่โรคนี้ไม่มีสารรักษา และวิธีเลือกพันธุ์ทนทานสำหรับปลูกใหม่

แปลงอ้อยเป็นโรคใบขาวเกิน 20% ควรไถทิ้งปลูกใหม่หรือปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ
คำตอบเร็ว: ถ้าตรวจนับแล้วพบต้นอ้อยแสดงอาการใบขาวเกิน 20% ของกอทั้งแปลง ควรไถทิ้งและปลูกใหม่ทันที เพราะโรคนี้ไม่มีสารรักษาให้หายและจะแพร่กระจายซ้ำทุกปีตอ ยิ่งปล่อยไว้ผลผลิตยิ่งทรุดต่อเนื่อง แต่ถ้าระบาดต่ำกว่า 20% ให้ถอนทำลายเฉพาะกอที่เป็นโรค (rouging) ควบคุมแมลงพาหะ แล้วประเมินซ้ำทุกรอบตัด ยังไม่ต้องไถทิ้งทั้งแปลง

เกษตรกรที่เดินสำรวจแปลงอ้อยแล้วเจอกอที่ใบซีดขาวเป็นทางยาว ยอดแตกฝอยเป็นพุ่มเล็ก มักตั้งคำถามเดียวกันทุกครั้งว่า "ปล่อยเก็บเกี่ยวต่อได้ไหม หรือต้องไถทิ้งเลย" เพราะการไถทิ้งหมายถึงต้องเสียต้นทุนเตรียมดินและซื้อท่อนพันธุ์ใหม่ทั้งแปลง ขณะที่การปล่อยเก็บเกี่ยวต่อก็เสี่ยงขาดทุนซ้ำถ้าโรคระบาดหนักขึ้นในปีตอถัดไป บทความนี้จะวางเกณฑ์เปอร์เซ็นต์การระบาดที่ใช้ตัดสินใจจริง พร้อมอธิบายว่าทำไมโรคใบขาวอ้อยถึงไม่มีทางรักษาให้หายขาด และควรเตรียมตัวอย่างไรถ้าต้องปลูกใหม่

เกณฑ์เปอร์เซ็นต์การระบาดที่ใช้ตัดสินใจ ไถทิ้ง หรือปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ

การประเมินก่อนตัดสินใจต้องเดินสำรวจแบบสุ่มอย่างน้อย 5-10 จุดกระจายทั่วแปลง จุดละ 1 แถวยาว 10 เมตร นับจำนวนกอที่แสดงอาการใบขาว/ใบซีดเทียบกับกอทั้งหมดในแถวนั้น แล้วเฉลี่ยเป็นเปอร์เซ็นต์การระบาดของทั้งแปลง เกณฑ์เชิงปฏิบัติที่เกษตรกรและนักส่งเสริมไร่อ้อยใช้กันทั่วไปมีดังนี้

ระดับการระบาดลักษณะที่พบในแปลงการตัดสินใจเหตุผลหลัก
ต่ำกว่า 10%พบเป็นหย่อมกระจายห่างกัน ไม่ต่อเนื่องถอนทำลายเฉพาะกอที่เป็นโรค (rouging) ไม่ต้องไถทิ้งยังควบคุมได้ด้วยการตัดวงจรแมลงพาหะและตัดกอต้นเชื้อ
10-20%เริ่มเห็นเป็นแนวหรือกระจายถี่ขึ้นหลายจุดเก็บเกี่ยวรอบนี้ต่อได้ แต่ต้องวางแผนเปลี่ยนพันธุ์ปีตอถัดไปผลผลิตยังพอคุ้มทุนแต่แนวโน้มระบาดจะขยายในตอถัดไป
เกิน 20%กอที่เป็นโรคกระจายทั่วแปลง เห็นชัดจากขอบแปลงไถทิ้งทั้งแปลงและปลูกใหม่ด้วยพันธุ์ที่ทนทานกว่าเชื้อสะสมในดิน/ตอเดิมสูง เก็บเกี่ยวต่อจะขาดทุนซ้ำทุกปี

ตัวเลข 20% ที่ใช้เป็นจุดตัดสินใจหลักในบทความนี้ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวทางกฎหมาย แต่เป็นเกณฑ์เชิงปฏิบัติที่สะท้อนจุดที่ความเสียหายต่อผลผลิตเริ่มมากกว่าต้นทุนไถทิ้งปลูกใหม่ เพราะกออ้อยที่ติดเชื้อจะให้ผลผลิตต่ำกว่าปกติมาก บางกอแทบไม่ออกลำเก็บเกี่ยวได้เลย และเมื่อไว้ตอต่อ กอที่ติดเชื้อจะไม่หายและมักแสดงอาการรุนแรงขึ้นในตอถัดไป ก่อนตัดสินใจควรตรวจสอบสถานการณ์ระบาดในพื้นที่และคำแนะนำล่าสุดกับเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรใกล้บ้านด้วยเสมอ เพราะระดับความรุนแรงอาจต่างกันตามฤดูและความหนาแน่นของแมลงพาหะในแต่ละปี

ทำไมโรคใบขาวอ้อยไม่มีสารรักษาให้หายขาด

เชื้อก่อโรคอยู่ในท่อลำเลียงอาหาร ไม่ใช่บนผิวใบ

โรคใบขาวอ้อยเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา (phytoplasma) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กไม่มีผนังเซลล์ อาศัยอยู่ในท่อน้ำเลี้ยง (phloem) ของต้นอ้อยทั่วทั้งต้น ต่างจากโรคเชื้อราหรือแบคทีเรียที่บางชนิดยังพอควบคุมได้ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่ฉีดพ่นทางใบ เพราะไฟโตพลาสมาฝังตัวอยู่ภายในระบบท่อลำเลียงของทั้งต้นและทั้งกอ การฉีดพ่นสารเคมีทางใบจึงเข้าไม่ถึงตัวเชื้อ และปัจจุบันยังไม่มีสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนสำหรับรักษาโรคใบขาวอ้อยให้หายขาดได้จริง ต้นที่ติดเชื้อแล้วจะติดเชื้อตลอดอายุกอนั้นและถ่ายทอดไปยังหน่อใหม่ที่แตกจากกอเดิมด้วย

แพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ

โรคนี้แพร่ได้ 2 ทางหลัก ทางแรกคือท่อนพันธุ์ที่ตัดจากกอที่ติดเชื้อแฝงอยู่แต่ยังไม่แสดงอาการชัด เมื่อนำไปปลูกจะกลายเป็นแหล่งเชื้อใหม่ในแปลง ทางที่สองคือแมลงพาหะกลุ่มเพลี้ยจักจั่นที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นที่ติดเชื้อแล้วบินไปดูดต้นข้างเคียง นำเชื้อไปแพร่ต่อในแปลงเดียวกันหรือแปลงใกล้เคียง ด้วยเหตุนี้แม้จะตัดต้นที่เป็นโรคทิ้งไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่ควบคุมแมลงพาหะและยังใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งเสี่ยง โรคก็มีโอกาสกลับมาระบาดซ้ำได้อีก

ถ้าระบาดยังไม่ถึง 20% ควรทำอย่างไรก่อนตัดสินใจไถทิ้ง

ถ้าตรวจนับแล้วพบว่าการระบาดยังต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ให้ทำตามลำดับนี้แทนการไถทิ้งทันที

  • ถ้าพบกอที่แสดงอาการชัดเจน ให้ขุดทำลายทั้งกอ (ไม่ใช่ตัดแค่ลำที่เป็นโรค) แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลง ไม่ทิ้งไว้ในร่องหรือคันแปลง
  • ถ้าพบว่าแมลงพาหะกลุ่มเพลี้ยจักจั่นระบาดหนักในแปลงหรือแปลงข้างเคียง ให้ปรึกษาเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรเรื่องการควบคุมแมลงพาหะตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีเองโดยไม่มีคำแนะนำ เพราะการควบคุมแมลงพาหะต้องเลือกช่วงเวลาที่ตัวอ่อนระบาดจึงจะได้ผล
  • บันทึกตำแหน่งกอที่ถอนทำลายไว้เป็นแผนที่แปลงคร่าวๆ เพื่อตรวจซ้ำในรอบเก็บเกี่ยวถัดไปว่าการระบาดขยายจากจุดเดิมหรือไม่
  • งดตัดท่อนพันธุ์จากแปลงนี้ไปปลูกขยายที่อื่น แม้กอที่เลือกจะยังไม่แสดงอาการ เพราะเชื้ออาจแฝงอยู่โดยยังไม่ปรากฏอาการให้เห็น

ให้ประเมินซ้ำทุกรอบตัด ถ้าพบว่าเปอร์เซ็นต์การระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปีตอ แม้ยังไม่ถึง 20% ในปีนี้ ก็ควรเริ่มวางแผนเปลี่ยนพันธุ์และเตรียมปลูกใหม่ในรอบถัดไปไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้ระบาดหนักจนขาดทุนก่อนจึงค่อยตัดสินใจ

ทำไมระบาดเกิน 20% ต้องไถทิ้งทันที ไม่ใช่ปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ

เมื่อการระบาดข้ามเกณฑ์ 20% ความเสี่ยงของการปล่อยเก็บเกี่ยวต่อมีมากกว่าต้นทุนไถทิ้งด้วยเหตุผลต่อไปนี้

  • ผลผลิตทรุดต่อเนื่องทุกปีตอ กออ้อยที่ติดเชื้อจะให้ลำเล็กลง น้ำหนักต่อกอลดลงชัดเจน และเมื่อไว้ตอต่อในปีถัดไป สัดส่วนกอที่ติดเชื้อจะไม่ลดลงเอง มีแต่จะเพิ่มขึ้นจากการแพร่ผ่านแมลงพาหะและหน่อใหม่ที่แตกจากกอเดิม
  • เป็นแหล่งเชื้อกระจายไปแปลงข้างเคียง แปลงที่ระบาดหนักทำหน้าที่เหมือนแหล่งสะสมเชื้อให้แมลงพาหะบินไปแพร่ต่อในแปลงอื่นรอบข้าง ทำให้ปัญหาลุกลามเป็นวงกว้างในพื้นที่
  • ค่าตัดขนที่ได้ไม่คุ้มต้นทุนแรงงานตัด เมื่อสัดส่วนกอเสียหายสูง ปริมาณอ้อยที่ตัดได้จริงต่อไร่ลดลงมาก ขณะที่ค่าจ้างตัด ค่าขนส่ง และค่าดูแลแปลงยังต้องจ่ายเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมเพราะต้องเดินคัดแยก
  • ยิ่งปล่อยนาน ต้นทุนไถทิ้งภายหลังยิ่งสูงกว่าทำตอนนี้ เพราะต้องรื้อตอเดิมที่แน่นขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุแปลง และเสียโอกาสฤดูปลูกที่เหมาะสมของพันธุ์ใหม่ไปด้วย

เทียบต้นทุนไถทิ้งกับความเสียหายจากการปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ

หลายคนลังเลไถทิ้งเพราะมองแค่ค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้า เช่น ค่าไถพรวน ค่าท่อนพันธุ์ใหม่ ค่าปลูกและค่าดูแลแปลงใหม่ในปีแรกที่ยังไม่มีรายได้จากการตัดขาย แต่ถ้าเทียบกับการปล่อยแปลงที่ระบาดเกิน 20% ไว้เก็บเกี่ยวต่อ ต้องนับต้นทุนที่มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน ได้แก่ ผลผลิตต่อไร่ที่ลดลงต่อเนื่องทุกปีตอ ค่าแรงตัดและขนที่จ่ายเท่าเดิมแต่ได้น้ำหนักอ้อยลดลง ความเสี่ยงที่โรงงานตัดราคารับซื้อถ้าคุณภาพอ้อยต่ำจากกอที่ติดเชื้อปะปน และความเสี่ยงที่แปลงข้างเคียงจะพลอยติดเชื้อจนเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเกษตรกรในพื้นที่เดียวกัน เมื่อนำทุกด้านมารวมกัน แปลงที่ระบาดเกิน 20% มักขาดทุนสะสมมากกว่าต้นทุนไถทิ้งปลูกใหม่ภายใน 1-2 ปีตอ โดยเฉพาะถ้าแนวโน้มการระบาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะคงที่

ในทางกลับกัน ถ้าระบาดต่ำกว่า 10% และควบคุมได้ด้วยการถอนทำลายเฉพาะจุด ต้นทุนควบคุมโรคจะต่ำกว่าไถทิ้งทั้งแปลงมาก และยังรักษาผลผลิตส่วนใหญ่ของแปลงเดิมไว้ได้ นี่คือเหตุผลที่การประเมินเปอร์เซ็นต์การระบาดอย่างสม่ำเสมอทุกรอบตัดจึงสำคัญกว่าการรอดูอาการเฉยๆ เพราะยิ่งตัดสินใจช้า ยิ่งเสียโอกาสควบคุมตั้งแต่ระบาดยังน้อย

เลือกพันธุ์อ้อยสำหรับปลูกใหม่หลังไถทิ้งแปลงที่เป็นโรคใบขาว

ปัจจุบันยังไม่มีพันธุ์อ้อยพันธุ์ใดต้านทานโรคใบขาวได้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงพันธุ์ที่มีระดับความอ่อนแอต่อโรคต่ำกว่าพันธุ์อื่นเมื่อเทียบในสภาพแวดล้อมเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรและศูนย์วิจัยพืชไร่แต่ละแห่งมีการประเมินและปรับปรุงข้อมูลระดับความอ่อนแอ/ทนทานของแต่ละพันธุ์อยู่เป็นระยะตามผลการทดสอบในพื้นที่ระบาด เนื่องจากความรุนแรงของโรคอาจต่างกันตามแหล่งปลูกและความหนาแน่นของแมลงพาหะในแต่ละปี ก่อนเลือกพันธุ์ปลูกใหม่ควรตรวจสอบข้อมูลพันธุ์ที่แนะนำล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตรหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ของตัวเองโดยตรง แทนที่จะอ้างอิงตัวเลขหรือชื่อพันธุ์เก่าที่อาจไม่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกพันธุ์คือแหล่งที่มาของท่อนพันธุ์ ต้องเป็นท่อนพันธุ์สะอาดปลอดโรคจากแปลงขยายพันธุ์ที่ผ่านการตรวจรับรอง ไม่ใช่ตัดจากแปลงที่เคยมีประวัติระบาดแม้จะเป็นพันธุ์ทนทานก็ตาม เพราะพันธุ์ทนทานเพียงลดโอกาสและความรุนแรงของการติดเชื้อ แต่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อแฝงอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

ขั้นตอนไถทิ้งและเตรียมแปลงปลูกใหม่ให้ปลอดโรค

  1. เก็บเกี่ยวรอบสุดท้าย ก่อนไถทิ้ง ตัดอ้อยที่ยังมีลำใช้ได้ออกจากแปลงให้หมด แยกส่วนที่จะนำไปทำท่อนพันธุ์ออกจากส่วนขาย เพราะห้ามนำท่อนจากแปลงที่ระบาดเกิน 20% ไปทำพันธุ์เด็ดขาด
  2. ไถทำลายตอเดิมให้หมด ไถระเบิดดินดานและไถกลบตอเก่าให้ลึกพอที่ตอจะไม่แตกหน่อขึ้นมาใหม่ เพราะถ้ามีตอเก่าหลงเหลือ กอที่ติดเชื้อจะแตกหน่อกลับมาระบาดซ้ำในแปลงใหม่ทันที
  3. เผาหรือทำลายเศษซากพืชที่เหลือ อย่าไถกลบเศษใบและลำเก่าไว้เฉยๆ โดยไม่กำจัด เพราะเศษซากที่ยังไม่ย่อยสลายอาจเป็นแหล่งอาศัยของแมลงพาหะช่วงรอเตรียมดิน
  4. ควบคุมแมลงพาหะรอบแปลงก่อนปลูกใหม่ สำรวจและควบคุมประชากรเพลี้ยจักจั่นในแปลงข้างเคียงหรือพืชอาศัยรอบแปลงก่อนลงท่อนพันธุ์ใหม่ เพื่อลดโอกาสที่ต้นอ้อยเล็กจะโดนแมลงพาหะเข้าทำลายตั้งแต่ระยะแรก
  5. เตรียมดินและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ ไถพรวน ตากดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปูนตามผลตรวจดินก่อนปลูก เพื่อให้อ้อยพันธุ์ใหม่แข็งแรงตั้งแต่ต้น ลดความเสี่ยงที่ต้นอ่อนจะถูกโรคและแมลงเข้าทำลายง่าย
  6. ปลูกด้วยท่อนพันธุ์สะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เลือกท่อนพันธุ์จากแปลงขยายพันธุ์ที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดโรค และหลีกเลี่ยงการนำท่อนพันธุ์จากแปลงที่มีประวัติระบาดในพื้นที่เดียวกันมาปลูกซ้ำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตัดเฉพาะลำหรือใบที่แสดงอาการทิ้ง แต่ไม่ขุดทำลายทั้งกอ ทำให้ส่วนที่เหลือของกอยังมีเชื้ออยู่และแตกหน่อใหม่ที่ติดเชื้อต่อ
  • รอจนระบาดเกิน 30-40% ค่อยตัดสินใจไถทิ้ง ทั้งที่ผลผลิตทรุดจนขาดทุนไปมากแล้วตั้งแต่ช่วงระบาด 20% ต้น ๆ
  • นำท่อนพันธุ์จากแปลงที่เคยระบาด แม้จะเป็นกอที่ดูเหมือนไม่มีอาการ ไปปลูกขยายในแปลงใหม่ เพราะเชื้ออาจแฝงตัวโดยยังไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรก
  • ไถกลบตอเก่าแบบตื้นเกินไป ทำให้ตอเดิมแตกหน่อกลับมาปะปนกับอ้อยพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งปลูก
  • เน้นแก้ที่ต้นอ้อยอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมแมลงพาหะรอบแปลง ทำให้แปลงใหม่ที่เพิ่งปลูกด้วยพันธุ์สะอาดกลับมาติดเชื้อซ้ำจากแมลงที่บินมาจากแปลงข้างเคียง
  • เข้าใจผิดว่าการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบหรือฮอร์โมนบำรุงต้นจะช่วยให้ต้นที่เป็นโรคฟื้นกลับมาแข็งแรงและหายจากโรคได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเชื้ออยู่ในระบบท่อลำเลียงทั้งต้น ไม่มีทางใดที่ทำให้ต้นที่ติดเชื้อแล้วหายเป็นปกติ

สรุป

เกณฑ์ 20% เป็นจุดตัดสินใจหลักที่ใช้แยกว่าควรควบคุมเฉพาะจุดหรือต้องไถทิ้งทั้งแปลง เพราะโรคใบขาวอ้อยไม่มีสารรักษาให้หายขาด กอที่ติดเชื้อจะติดเชื้อตลอดอายุและถ่ายทอดไปยังหน่อใหม่ทุกปีตอ การปล่อยเก็บเกี่ยวต่อทั้งที่ระบาดสูงจึงมีแต่จะขาดทุนซ้ำและกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อให้แปลงข้างเคียง ทางที่คุ้มกว่าคือไถทิ้ง ทำลายตอเดิมให้หมด ควบคุมแมลงพาหะ แล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์สะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ พร้อมตรวจสอบพันธุ์ที่แนะนำล่าสุดกับหน่วยงานในพื้นที่ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลโรคใบขาวอ้อย เชื้อไฟโตพลาสมา แมลงพาหะ และคำแนะนำการจัดการแปลงที่ระบาด
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการเลือกพันธุ์อ้อยและการจัดการแปลงหลังพบโรคระบาดสำหรับเกษตรกร

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูโรคพืชและแนวทางการดูแลแปลงอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ รวมบทความโรคพืชและการดูแล

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าระบาดต่ำกว่า 20% ต้องไถทิ้งทั้งแปลงเลยไหม

ไม่จำเป็น ถ้าการระบาดยังต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ให้ถอนทำลายเฉพาะกอที่แสดงอาการ ควบคุมแมลงพาหะ และประเมินซ้ำทุกรอบตัด ยังไม่ต้องไถทิ้งทั้งแปลงในทันที แต่ควรวางแผนเปลี่ยนพันธุ์ไว้ล่วงหน้าถ้าแนวโน้มการระบาดเพิ่มขึ้นทุกปี

โรคใบขาวอ้อยติดต่อทางไหนบ้าง

แพร่ผ่าน 2 ทางหลักคือท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อแฝงจากกอที่ติดเชื้อ และแมลงพาหะกลุ่มเพลี้ยจักจั่นที่ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่ติดเชื้อแล้วบินไปแพร่ต่อในต้นข้างเคียงหรือแปลงใกล้เคียง

เก็บเกี่ยวอ้อยที่เป็นโรคใบขาวแล้วนำไปทำท่อนพันธุ์ต่อได้ไหม

ไม่ควรทำ แม้กอที่เลือกจะยังไม่แสดงอาการชัดเจน เพราะเชื้ออาจแฝงอยู่ในต้นโดยยังไม่ปรากฏอาการให้เห็น การนำไปทำพันธุ์ต่อจะเป็นการแพร่เชื้อไปยังแปลงใหม่ทันทีตั้งแต่วันปลูก

หลังไถทิ้งต้องเว้นแปลงพักดินนานแค่ไหนก่อนปลูกใหม่

ระยะเวลาพักแปลงขึ้นกับความสมบูรณ์ของดินและการกำจัดตอเดิมให้หมดจริง สิ่งสำคัญกว่าจำนวนวันคือต้องไถทำลายตอเก่าและเศษซากพืชให้หมด ควบคุมแมลงพาหะรอบแปลงก่อนลงท่อนพันธุ์ใหม่ ควรปรึกษาเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยพืชไร่ในพื้นที่เพื่อประเมินความพร้อมของแปลงก่อนปลูกรอบใหม่

มีสารเคมีหรือยาฉีดรักษาโรคใบขาวอ้อยให้หายได้ไหม

ไม่มี เพราะเชื้อไฟโตพลาสมาอยู่ในระบบท่อลำเลียงทั่วทั้งต้น สารเคมีที่ฉีดพ่นทางใบเข้าไม่ถึงตัวเชื้อ ปัจจุบันยังไม่มีสารที่ขึ้นทะเบียนสำหรับรักษาโรคนี้ให้หายขาด แนวทางที่ทำได้คือการป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายและควบคุมแมลงพาหะ

ต้นตอที่เคยเป็นโรคใบขาวจะกลับมาเป็นซ้ำไหมถ้าไม่ไถทิ้ง

กอที่ติดเชื้อแล้วจะติดเชื้ออยู่ตลอดอายุกอ เมื่อไว้ตอต่อในปีถัดไปหน่อใหม่ที่แตกจากกอเดิมจะติดเชื้อไปด้วย และมักแสดงอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปีตอ ไม่มีทางที่กอที่ติดเชื้อจะหายเองได้หากไม่ขุดทำลายทิ้ง

ถ้าแปลงข้างเคียงระบาดหนักแต่แปลงของเราเองยังต่ำกว่า 20% ต้องรีบไถทิ้งไปด้วยเลยไหม

ไม่จำเป็นต้องไถทิ้งตามทันที แต่ควรเฝ้าระวังใกล้ชิดขึ้น เพราะแปลงข้างเคียงที่ระบาดหนักเป็นแหล่งแมลงพาหะที่จะบินเข้ามาแพร่เชื้อในแปลงของเราได้ ให้เพิ่มความถี่การสำรวจ ถอนทำลายกอที่แสดงอาการทันทีที่พบ และประสานเกษตรอำเภอเรื่องการควบคุมแมลงพาหะร่วมกันในพื้นที่ เพื่อลดโอกาสที่แปลงของเราจะระบาดตามจนต้องไถทิ้งในที่สุด