คำตอบสั้น ๆ
แปลงอ้อยที่พบโรคใบขาวระบาดเกิน 20% ควรไถทิ้งปลูกใหม่ทันที เพราะโรคนี้ไม่มีสารรักษา แต่ถ้าต่ำกว่า 20% ให้ถอนทำลายเฉพาะกอที่เป็นโรคและควบคุมแมลงพาหะแทน บทความนี้วางเกณฑ์เปอร์เซ็นต์การระบาด อธิบายเหตุผลทางวิชาการที่โรคนี้รักษาไม่หาย และแนวทางเลือกพันธุ์-เตรียมแปลงปลูกใหม่ให้ปลอดโรค
คำตอบเร็ว: ถ้าตรวจนับแล้วพบต้นอ้อยแสดงอาการใบขาวเกิน 20% ของกอทั้งแปลง ควรไถทิ้งและปลูกใหม่ทันที เพราะโรคนี้ไม่มีสารรักษาให้หายและจะแพร่กระจายซ้ำทุกปีตอ ยิ่งปล่อยไว้ผลผลิตยิ่งทรุดต่อเนื่อง แต่ถ้าระบาดต่ำกว่า 20% ให้ถอนทำลายเฉพาะกอที่เป็นโรค (rouging) ควบคุมแมลงพาหะ แล้วประเมินซ้ำทุกรอบตัด ยังไม่ต้องไถทิ้งทั้งแปลง
เกษตรกรที่เดินสำรวจแปลงอ้อยแล้วเจอกอที่ใบซีดขาวเป็นทางยาว ยอดแตกฝอยเป็นพุ่มเล็ก มักตั้งคำถามเดียวกันทุกครั้งว่า "ปล่อยเก็บเกี่ยวต่อได้ไหม หรือต้องไถทิ้งเลย" เพราะการไถทิ้งหมายถึงต้องเสียต้นทุนเตรียมดินและซื้อท่อนพันธุ์ใหม่ทั้งแปลง ขณะที่การปล่อยเก็บเกี่ยวต่อก็เสี่ยงขาดทุนซ้ำถ้าโรคระบาดหนักขึ้นในปีตอถัดไป บทความนี้จะวางเกณฑ์เปอร์เซ็นต์การระบาดที่ใช้ตัดสินใจจริง พร้อมอธิบายว่าทำไมโรคใบขาวอ้อยถึงไม่มีทางรักษาให้หายขาด และควรเตรียมตัวอย่างไรถ้าต้องปลูกใหม่
เกณฑ์เปอร์เซ็นต์การระบาดที่ใช้ตัดสินใจ ไถทิ้ง หรือปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ
การประเมินก่อนตัดสินใจต้องเดินสำรวจแบบสุ่มอย่างน้อย 5-10 จุดกระจายทั่วแปลง จุดละ 1 แถวยาว 10 เมตร นับจำนวนกอที่แสดงอาการใบขาว/ใบซีดเทียบกับกอทั้งหมดในแถวนั้น แล้วเฉลี่ยเป็นเปอร์เซ็นต์การระบาดของทั้งแปลง เกณฑ์เชิงปฏิบัติที่เกษตรกรและนักส่งเสริมไร่อ้อยใช้กันทั่วไปมีดังนี้
| ระดับการระบาด | ลักษณะที่พบในแปลง | การตัดสินใจ | เหตุผลหลัก |
|---|---|---|---|
| ต่ำกว่า 10% | พบเป็นหย่อมกระจายห่างกัน ไม่ต่อเนื่อง | ถอนทำลายเฉพาะกอที่เป็นโรค (rouging) ไม่ต้องไถทิ้ง | ยังควบคุมได้ด้วยการตัดวงจรแมลงพาหะและตัดกอต้นเชื้อ |
| 10-20% | เริ่มเห็นเป็นแนวหรือกระจายถี่ขึ้นหลายจุด | เก็บเกี่ยวรอบนี้ต่อได้ แต่ต้องวางแผนเปลี่ยนพันธุ์ปีตอถัดไป | ผลผลิตยังพอคุ้มทุนแต่แนวโน้มระบาดจะขยายในตอถัดไป |
| เกิน 20% | กอที่เป็นโรคกระจายทั่วแปลง เห็นชัดจากขอบแปลง | ไถทิ้งทั้งแปลงและปลูกใหม่ด้วยพันธุ์ที่ทนทานกว่า | เชื้อสะสมในดิน/ตอเดิมสูง เก็บเกี่ยวต่อจะขาดทุนซ้ำทุกปี |
ตัวเลข 20% ที่ใช้เป็นจุดตัดสินใจหลักในบทความนี้ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวทางกฎหมาย แต่เป็นเกณฑ์เชิงปฏิบัติที่สะท้อนจุดที่ความเสียหายต่อผลผลิตเริ่มมากกว่าต้นทุนไถทิ้งปลูกใหม่ เพราะกออ้อยที่ติดเชื้อจะให้ผลผลิตต่ำกว่าปกติมาก บางกอแทบไม่ออกลำเก็บเกี่ยวได้เลย และเมื่อไว้ตอต่อ กอที่ติดเชื้อจะไม่หายและมักแสดงอาการรุนแรงขึ้นในตอถัดไป ก่อนตัดสินใจควรตรวจสอบสถานการณ์ระบาดในพื้นที่และคำแนะนำล่าสุดกับเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรใกล้บ้านด้วยเสมอ เพราะระดับความรุนแรงอาจต่างกันตามฤดูและความหนาแน่นของแมลงพาหะในแต่ละปี
ทำไมโรคใบขาวอ้อยไม่มีสารรักษาให้หายขาด
เชื้อก่อโรคอยู่ในท่อลำเลียงอาหาร ไม่ใช่บนผิวใบ
โรคใบขาวอ้อยเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา (phytoplasma) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กไม่มีผนังเซลล์ อาศัยอยู่ในท่อน้ำเลี้ยง (phloem) ของต้นอ้อยทั่วทั้งต้น ต่างจากโรคเชื้อราหรือแบคทีเรียที่บางชนิดยังพอควบคุมได้ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่ฉีดพ่นทางใบ เพราะไฟโตพลาสมาฝังตัวอยู่ภายในระบบท่อลำเลียงของทั้งต้นและทั้งกอ การฉีดพ่นสารเคมีทางใบจึงเข้าไม่ถึงตัวเชื้อ และปัจจุบันยังไม่มีสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนสำหรับรักษาโรคใบขาวอ้อยให้หายขาดได้จริง ต้นที่ติดเชื้อแล้วจะติดเชื้อตลอดอายุกอนั้นและถ่ายทอดไปยังหน่อใหม่ที่แตกจากกอเดิมด้วย
แพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ
โรคนี้แพร่ได้ 2 ทางหลัก ทางแรกคือท่อนพันธุ์ที่ตัดจากกอที่ติดเชื้อแฝงอยู่แต่ยังไม่แสดงอาการชัด เมื่อนำไปปลูกจะกลายเป็นแหล่งเชื้อใหม่ในแปลง ทางที่สองคือแมลงพาหะกลุ่มเพลี้ยจักจั่นที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นที่ติดเชื้อแล้วบินไปดูดต้นข้างเคียง นำเชื้อไปแพร่ต่อในแปลงเดียวกันหรือแปลงใกล้เคียง ด้วยเหตุนี้แม้จะตัดต้นที่เป็นโรคทิ้งไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่ควบคุมแมลงพาหะและยังใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งเสี่ยง โรคก็มีโอกาสกลับมาระบาดซ้ำได้อีก
ถ้าระบาดยังไม่ถึง 20% ควรทำอย่างไรก่อนตัดสินใจไถทิ้ง
ถ้าตรวจนับแล้วพบว่าการระบาดยังต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ให้ทำตามลำดับนี้แทนการไถทิ้งทันที
- ถ้าพบกอที่แสดงอาการชัดเจน ให้ขุดทำลายทั้งกอ (ไม่ใช่ตัดแค่ลำที่เป็นโรค) แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลง ไม่ทิ้งไว้ในร่องหรือคันแปลง
- ถ้าพบว่าแมลงพาหะกลุ่มเพลี้ยจักจั่นระบาดหนักในแปลงหรือแปลงข้างเคียง ให้ปรึกษาเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรเรื่องการควบคุมแมลงพาหะตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีเองโดยไม่มีคำแนะนำ เพราะการควบคุมแมลงพาหะต้องเลือกช่วงเวลาที่ตัวอ่อนระบาดจึงจะได้ผล
- บันทึกตำแหน่งกอที่ถอนทำลายไว้เป็นแผนที่แปลงคร่าวๆ เพื่อตรวจซ้ำในรอบเก็บเกี่ยวถัดไปว่าการระบาดขยายจากจุดเดิมหรือไม่
- งดตัดท่อนพันธุ์จากแปลงนี้ไปปลูกขยายที่อื่น แม้กอที่เลือกจะยังไม่แสดงอาการ เพราะเชื้ออาจแฝงอยู่โดยยังไม่ปรากฏอาการให้เห็น
ให้ประเมินซ้ำทุกรอบตัด ถ้าพบว่าเปอร์เซ็นต์การระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปีตอ แม้ยังไม่ถึง 20% ในปีนี้ ก็ควรเริ่มวางแผนเปลี่ยนพันธุ์และเตรียมปลูกใหม่ในรอบถัดไปไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้ระบาดหนักจนขาดทุนก่อนจึงค่อยตัดสินใจ
ทำไมระบาดเกิน 20% ต้องไถทิ้งทันที ไม่ใช่ปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ
เมื่อการระบาดข้ามเกณฑ์ 20% ความเสี่ยงของการปล่อยเก็บเกี่ยวต่อมีมากกว่าต้นทุนไถทิ้งด้วยเหตุผลต่อไปนี้
- ผลผลิตทรุดต่อเนื่องทุกปีตอ กออ้อยที่ติดเชื้อจะให้ลำเล็กลง น้ำหนักต่อกอลดลงชัดเจน และเมื่อไว้ตอต่อในปีถัดไป สัดส่วนกอที่ติดเชื้อจะไม่ลดลงเอง มีแต่จะเพิ่มขึ้นจากการแพร่ผ่านแมลงพาหะและหน่อใหม่ที่แตกจากกอเดิม
- เป็นแหล่งเชื้อกระจายไปแปลงข้างเคียง แปลงที่ระบาดหนักทำหน้าที่เหมือนแหล่งสะสมเชื้อให้แมลงพาหะบินไปแพร่ต่อในแปลงอื่นรอบข้าง ทำให้ปัญหาลุกลามเป็นวงกว้างในพื้นที่
- ค่าตัดขนที่ได้ไม่คุ้มต้นทุนแรงงานตัด เมื่อสัดส่วนกอเสียหายสูง ปริมาณอ้อยที่ตัดได้จริงต่อไร่ลดลงมาก ขณะที่ค่าจ้างตัด ค่าขนส่ง และค่าดูแลแปลงยังต้องจ่ายเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมเพราะต้องเดินคัดแยก
- ยิ่งปล่อยนาน ต้นทุนไถทิ้งภายหลังยิ่งสูงกว่าทำตอนนี้ เพราะต้องรื้อตอเดิมที่แน่นขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุแปลง และเสียโอกาสฤดูปลูกที่เหมาะสมของพันธุ์ใหม่ไปด้วย
เทียบต้นทุนไถทิ้งกับความเสียหายจากการปล่อยเก็บเกี่ยวต่อ
หลายคนลังเลไถทิ้งเพราะมองแค่ค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้า เช่น ค่าไถพรวน ค่าท่อนพันธุ์ใหม่ ค่าปลูกและค่าดูแลแปลงใหม่ในปีแรกที่ยังไม่มีรายได้จากการตัดขาย แต่ถ้าเทียบกับการปล่อยแปลงที่ระบาดเกิน 20% ไว้เก็บเกี่ยวต่อ ต้องนับต้นทุนที่มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน ได้แก่ ผลผลิตต่อไร่ที่ลดลงต่อเนื่องทุกปีตอ ค่าแรงตัดและขนที่จ่ายเท่าเดิมแต่ได้น้ำหนักอ้อยลดลง ความเสี่ยงที่โรงงานตัดราคารับซื้อถ้าคุณภาพอ้อยต่ำจากกอที่ติดเชื้อปะปน และความเสี่ยงที่แปลงข้างเคียงจะพลอยติดเชื้อจนเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเกษตรกรในพื้นที่เดียวกัน เมื่อนำทุกด้านมารวมกัน แปลงที่ระบาดเกิน 20% มักขาดทุนสะสมมากกว่าต้นทุนไถทิ้งปลูกใหม่ภายใน 1-2 ปีตอ โดยเฉพาะถ้าแนวโน้มการระบาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะคงที่
ในทางกลับกัน ถ้าระบาดต่ำกว่า 10% และควบคุมได้ด้วยการถอนทำลายเฉพาะจุด ต้นทุนควบคุมโรคจะต่ำกว่าไถทิ้งทั้งแปลงมาก และยังรักษาผลผลิตส่วนใหญ่ของแปลงเดิมไว้ได้ นี่คือเหตุผลที่การประเมินเปอร์เซ็นต์การระบาดอย่างสม่ำเสมอทุกรอบตัดจึงสำคัญกว่าการรอดูอาการเฉยๆ เพราะยิ่งตัดสินใจช้า ยิ่งเสียโอกาสควบคุมตั้งแต่ระบาดยังน้อย
เลือกพันธุ์อ้อยสำหรับปลูกใหม่หลังไถทิ้งแปลงที่เป็นโรคใบขาว
ปัจจุบันยังไม่มีพันธุ์อ้อยพันธุ์ใดต้านทานโรคใบขาวได้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงพันธุ์ที่มีระดับความอ่อนแอต่อโรคต่ำกว่าพันธุ์อื่นเมื่อเทียบในสภาพแวดล้อมเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรและศูนย์วิจัยพืชไร่แต่ละแห่งมีการประเมินและปรับปรุงข้อมูลระดับความอ่อนแอ/ทนทานของแต่ละพันธุ์อยู่เป็นระยะตามผลการทดสอบในพื้นที่ระบาด เนื่องจากความรุนแรงของโรคอาจต่างกันตามแหล่งปลูกและความหนาแน่นของแมลงพาหะในแต่ละปี ก่อนเลือกพันธุ์ปลูกใหม่ควรตรวจสอบข้อมูลพันธุ์ที่แนะนำล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตรหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ของตัวเองโดยตรง แทนที่จะอ้างอิงตัวเลขหรือชื่อพันธุ์เก่าที่อาจไม่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกพันธุ์คือแหล่งที่มาของท่อนพันธุ์ ต้องเป็นท่อนพันธุ์สะอาดปลอดโรคจากแปลงขยายพันธุ์ที่ผ่านการตรวจรับรอง ไม่ใช่ตัดจากแปลงที่เคยมีประวัติระบาดแม้จะเป็นพันธุ์ทนทานก็ตาม เพราะพันธุ์ทนทานเพียงลดโอกาสและความรุนแรงของการติดเชื้อ แต่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อแฝงอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
ขั้นตอนไถทิ้งและเตรียมแปลงปลูกใหม่ให้ปลอดโรค
- เก็บเกี่ยวรอบสุดท้าย ก่อนไถทิ้ง ตัดอ้อยที่ยังมีลำใช้ได้ออกจากแปลงให้หมด แยกส่วนที่จะนำไปทำท่อนพันธุ์ออกจากส่วนขาย เพราะห้ามนำท่อนจากแปลงที่ระบาดเกิน 20% ไปทำพันธุ์เด็ดขาด
- ไถทำลายตอเดิมให้หมด ไถระเบิดดินดานและไถกลบตอเก่าให้ลึกพอที่ตอจะไม่แตกหน่อขึ้นมาใหม่ เพราะถ้ามีตอเก่าหลงเหลือ กอที่ติดเชื้อจะแตกหน่อกลับมาระบาดซ้ำในแปลงใหม่ทันที
- เผาหรือทำลายเศษซากพืชที่เหลือ อย่าไถกลบเศษใบและลำเก่าไว้เฉยๆ โดยไม่กำจัด เพราะเศษซากที่ยังไม่ย่อยสลายอาจเป็นแหล่งอาศัยของแมลงพาหะช่วงรอเตรียมดิน
- ควบคุมแมลงพาหะรอบแปลงก่อนปลูกใหม่ สำรวจและควบคุมประชากรเพลี้ยจักจั่นในแปลงข้างเคียงหรือพืชอาศัยรอบแปลงก่อนลงท่อนพันธุ์ใหม่ เพื่อลดโอกาสที่ต้นอ้อยเล็กจะโดนแมลงพาหะเข้าทำลายตั้งแต่ระยะแรก
- เตรียมดินและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ ไถพรวน ตากดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปูนตามผลตรวจดินก่อนปลูก เพื่อให้อ้อยพันธุ์ใหม่แข็งแรงตั้งแต่ต้น ลดความเสี่ยงที่ต้นอ่อนจะถูกโรคและแมลงเข้าทำลายง่าย
- ปลูกด้วยท่อนพันธุ์สะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เลือกท่อนพันธุ์จากแปลงขยายพันธุ์ที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดโรค และหลีกเลี่ยงการนำท่อนพันธุ์จากแปลงที่มีประวัติระบาดในพื้นที่เดียวกันมาปลูกซ้ำ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตัดเฉพาะลำหรือใบที่แสดงอาการทิ้ง แต่ไม่ขุดทำลายทั้งกอ ทำให้ส่วนที่เหลือของกอยังมีเชื้ออยู่และแตกหน่อใหม่ที่ติดเชื้อต่อ
- รอจนระบาดเกิน 30-40% ค่อยตัดสินใจไถทิ้ง ทั้งที่ผลผลิตทรุดจนขาดทุนไปมากแล้วตั้งแต่ช่วงระบาด 20% ต้น ๆ
- นำท่อนพันธุ์จากแปลงที่เคยระบาด แม้จะเป็นกอที่ดูเหมือนไม่มีอาการ ไปปลูกขยายในแปลงใหม่ เพราะเชื้ออาจแฝงตัวโดยยังไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรก
- ไถกลบตอเก่าแบบตื้นเกินไป ทำให้ตอเดิมแตกหน่อกลับมาปะปนกับอ้อยพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งปลูก
- เน้นแก้ที่ต้นอ้อยอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมแมลงพาหะรอบแปลง ทำให้แปลงใหม่ที่เพิ่งปลูกด้วยพันธุ์สะอาดกลับมาติดเชื้อซ้ำจากแมลงที่บินมาจากแปลงข้างเคียง
- เข้าใจผิดว่าการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบหรือฮอร์โมนบำรุงต้นจะช่วยให้ต้นที่เป็นโรคฟื้นกลับมาแข็งแรงและหายจากโรคได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเชื้ออยู่ในระบบท่อลำเลียงทั้งต้น ไม่มีทางใดที่ทำให้ต้นที่ติดเชื้อแล้วหายเป็นปกติ
สรุป
เกณฑ์ 20% เป็นจุดตัดสินใจหลักที่ใช้แยกว่าควรควบคุมเฉพาะจุดหรือต้องไถทิ้งทั้งแปลง เพราะโรคใบขาวอ้อยไม่มีสารรักษาให้หายขาด กอที่ติดเชื้อจะติดเชื้อตลอดอายุและถ่ายทอดไปยังหน่อใหม่ทุกปีตอ การปล่อยเก็บเกี่ยวต่อทั้งที่ระบาดสูงจึงมีแต่จะขาดทุนซ้ำและกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อให้แปลงข้างเคียง ทางที่คุ้มกว่าคือไถทิ้ง ทำลายตอเดิมให้หมด ควบคุมแมลงพาหะ แล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์สะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ พร้อมตรวจสอบพันธุ์ที่แนะนำล่าสุดกับหน่วยงานในพื้นที่ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลโรคใบขาวอ้อย เชื้อไฟโตพลาสมา แมลงพาหะ และคำแนะนำการจัดการแปลงที่ระบาด
- กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการเลือกพันธุ์อ้อยและการจัดการแปลงหลังพบโรคระบาดสำหรับเกษตรกร
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูโรคพืชและแนวทางการดูแลแปลงอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ รวมบทความโรคพืชและการดูแล
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สังเกตอาการ แมลงพาหะ และวิธีจัดการ
โรคพุ่มแจ้ทำให้มันสำปะหลังแคระ แตกยอดเป็นพุ่มฝอย และมีเส้นดำใต้เปลือก บทความนี้เล่าอาการ หลักฐานเรื่องพาหะที่ยังไม่ตรงกัน และแนวทางจัดการตามกรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แมลงวันผลไม้เจาะผลมะม่วง ใช้กับดักและเหยื่อโปรตีนอย่างไรให้ได้ผล
กับดักเมทิลยูจีนอลกับเหยื่อโปรตีนทำงานต่างกัน บทความนี้อธิบายวิธีใช้คู่กับการห่อผลและสุขาภิบาลสวนตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ข้าวนาปรังเจออากาศหนาว ใบเหลือง ต้นชะงัก เมล็ดลีบ ต้องแก้อย่างไร
ข้าวกระทบหนาวเกิดเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส อาการต่างกันตามระยะของต้นข้าว บทความนี้แยกอาการแต่ละระยะ วิธีแก้ที่หน่วยงานรัฐแนะนำ และการวางวันปลูกรอบหน้าเพื่อหลบหนาว
โรคสัตว์เลี้ยงหลังน้ำท่วม ฉี่หนูในสุนัข อาการแบบไหนต้องพาไปหาหมอ
หลังน้ำลด เจ้าของหมาแมวหลายคนเจอคำถามเดียวกัน หมาซึมไปสองวัน ไม่ยอมกินข้าว เป็นแค่เหนื่อยจากการอพยพ หรือเริ่มป่วยแล้ว บทความนี้ไม่ใช่คู่มือดูแลสัตว์ทั
โรคสัตว์หลังน้ำท่วมและการทำวัคซีน ควรทำเมื่อไหร่
หลังน้ำลด คนเลี้ยงสัตว์มักถามคำถามเดียวกันว่า ควรรีบฉีดวัคซีนทั้งฝูงเลยไหม หรือควรรอ คำตอบขึ้นกับว่าสัตว์ตอนนี้อยู่ในสภาพไหน และโรคที่เสี่ยงคือโรคอะไร
ไม้ผลรากเน่าหลังน้ำท่วม สังเกตอาการและแก้อย่างไร
หลายสวนเจอปัญหาเดียวกันหลังน้ำลด คือ ช่วงแรกต้นไม้ผลยังดูปกติ แต่ผ่านไปไม่นานใบเริ่มเหลือง ร่วงทีละน้อย บางต้นยืนต้นแห้งตายทั้งที่น้ำลดไปแล้ว นี่คืออา
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ของใหม่ แผงไข่พลาสติก ดำ/ใหม่/เบอร์1-4(เล็ก)ไทย ถาดไข่ ใส่ไข่ไก่/ไข่เป็ด ลังไข่ ถาดไข่ ที่วางไข่ ที่ใส่ไข่
ดูรายละเอียด
ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียด
เครื่องหยอดข้าว 4 แถว ตราง้าว เป็นเครื่องที่ใช้สำหรับการปลูกข้าวนาแห้ง หรือ นารอฝน หยอดข้าว หยอดเมล็ด หยอดข้าวโพด
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ถ้าระบาดต่ำกว่า 20% ต้องไถทิ้งทั้งแปลงเลยไหม
ไม่จำเป็น ถ้าการระบาดยังต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ให้ถอนทำลายเฉพาะกอที่แสดงอาการ ควบคุมแมลงพาหะ และประเมินซ้ำทุกรอบตัด ยังไม่ต้องไถทิ้งทั้งแปลงในทันที แต่ควรวางแผนเปลี่ยนพันธุ์ไว้ล่วงหน้าถ้าแนวโน้มการระบาดเพิ่มขึ้นทุกปี
โรคใบขาวอ้อยติดต่อทางไหนบ้าง
แพร่ผ่าน 2 ทางหลักคือท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อแฝงจากกอที่ติดเชื้อ และแมลงพาหะกลุ่มเพลี้ยจักจั่นที่ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่ติดเชื้อแล้วบินไปแพร่ต่อในต้นข้างเคียงหรือแปลงใกล้เคียง
เก็บเกี่ยวอ้อยที่เป็นโรคใบขาวแล้วนำไปทำท่อนพันธุ์ต่อได้ไหม
ไม่ควรทำ แม้กอที่เลือกจะยังไม่แสดงอาการชัดเจน เพราะเชื้ออาจแฝงอยู่ในต้นโดยยังไม่ปรากฏอาการให้เห็น การนำไปทำพันธุ์ต่อจะเป็นการแพร่เชื้อไปยังแปลงใหม่ทันทีตั้งแต่วันปลูก
หลังไถทิ้งต้องเว้นแปลงพักดินนานแค่ไหนก่อนปลูกใหม่
ระยะเวลาพักแปลงขึ้นกับความสมบูรณ์ของดินและการกำจัดตอเดิมให้หมดจริง สิ่งสำคัญกว่าจำนวนวันคือต้องไถทำลายตอเก่าและเศษซากพืชให้หมด ควบคุมแมลงพาหะรอบแปลงก่อนลงท่อนพันธุ์ใหม่ ควรปรึกษาเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยพืชไร่ในพื้นที่เพื่อประเมินความพร้อมของแปลงก่อนปลูกรอบใหม่
มีสารเคมีหรือยาฉีดรักษาโรคใบขาวอ้อยให้หายได้ไหม
ไม่มี เพราะเชื้อไฟโตพลาสมาอยู่ในระบบท่อลำเลียงทั่วทั้งต้น สารเคมีที่ฉีดพ่นทางใบเข้าไม่ถึงตัวเชื้อ ปัจจุบันยังไม่มีสารที่ขึ้นทะเบียนสำหรับรักษาโรคนี้ให้หายขาด แนวทางที่ทำได้คือการป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายและควบคุมแมลงพาหะ
ต้นตอที่เคยเป็นโรคใบขาวจะกลับมาเป็นซ้ำไหมถ้าไม่ไถทิ้ง
กอที่ติดเชื้อแล้วจะติดเชื้ออยู่ตลอดอายุกอ เมื่อไว้ตอต่อในปีถัดไปหน่อใหม่ที่แตกจากกอเดิมจะติดเชื้อไปด้วย และมักแสดงอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปีตอ ไม่มีทางที่กอที่ติดเชื้อจะหายเองได้หากไม่ขุดทำลายทิ้ง
ถ้าแปลงข้างเคียงระบาดหนักแต่แปลงของเราเองยังต่ำกว่า 20% ต้องรีบไถทิ้งไปด้วยเลยไหม
ไม่จำเป็นต้องไถทิ้งตามทันที แต่ควรเฝ้าระวังใกล้ชิดขึ้น เพราะแปลงข้างเคียงที่ระบาดหนักเป็นแหล่งแมลงพาหะที่จะบินเข้ามาแพร่เชื้อในแปลงของเราได้ ให้เพิ่มความถี่การสำรวจ ถอนทำลายกอที่แสดงอาการทันทีที่พบ และประสานเกษตรอำเภอเรื่องการควบคุมแมลงพาหะร่วมกันในพื้นที่ เพื่อลดโอกาสที่แปลงของเราจะระบาดตามจนต้องไถทิ้งในที่สุด
