โรคและการดูแล

มันสำปะหลังโตช้าทั้งแปลงทั้งที่ดินดี ตรวจดูรากก่อนสรุปว่าดินมีปัญหา

มันสำปะหลัง/อ้อยโตช้าทั้งแปลง ไม่ใช่ปัญหาดินเสมอไป อาจเป็นปลวกกัดกินราก เรียนรู้วิธีตรวจรากหาร่องรอย จุดสังเกตต่างจากขาดธาตุอาหาร และวิธีป้องกันก่อนปลูกรอบหน้า

มันสำปะหลังโตช้าทั้งแปลงทั้งที่ดินดี ตรวจดูรากก่อนสรุปว่าดินมีปัญหา
คำตอบเร็ว: มันสำปะหลังหรืออ้อยที่โตช้าทั้งแปลงทั้งที่ดินยังดีและใส่ปุ๋ยครบตามคำแนะนำ อย่าเพิ่งสรุปว่าดินมีปัญหา ให้ขุดดูรากก่อนเสมอ เพราะอาการต้นแคระ ใบเหลือง โตไม่สม่ำเสมอ คล้ายกันมากทั้งกรณีดินขาดธาตุอาหารและรากถูกปลวกกัดกิน จุดต่างที่ชัดที่สุดคือรากที่ถูกปลวกกินจะมีรอยแหว่งเป็นโพรง มีดินร่วนเกาะเป็นทางยาวตามผิวราก และต้นที่เสียหายมักกระจุกเป็นหย่อม ๆ ตามแนวรังปลวกใต้ดิน ไม่ใช่เหลืองสม่ำเสมอทั้งแปลงแบบปัญหาดิน

ปลายฤดูฝนปีที่แล้ว เกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอกำแพงแสนปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 72 บนที่ดินแปลงเดิมที่เคยให้ผลผลิตดีต่อเนื่องมา 3 รอบ ปีนี้ต้นโตช้าผิดปกติตั้งแต่เดือนที่สองหลังปลูก ใบเล็กลง สีซีดเหลือง ลำต้นแคระแกร็นเป็นหย่อม ๆ กระจายทั่วแปลง 3 ไร่ สิ่งแรกที่คิดถึงคือ "ดินคงเสื่อม" หรือ "ปุ๋ยไม่พอ" จึงเร่งใส่ปุ๋ยสูตรเสมอเพิ่มอีกรอบ ผ่านไป 3 สัปดาห์อาการไม่ดีขึ้นเลย บางต้นถึงขั้นล้มพับตายทั้งที่ลำต้นยังดูสดอยู่ด้านบน จนกระทั่งขุดดูโคนต้นที่ตายจริงจังจึงพบว่ารากฝอยแทบไม่เหลือ รากแก้วมีรอยกัดแหว่งเป็นโพรงและมีดินร่วนสีน้ำตาลเกาะเป็นทางยาวคล้ายท่อดิน นั่นคือร่องรอยของปลวกใต้ดินที่กัดกินรากมาตั้งแต่ต้นฤดู ไม่ใช่ปัญหาดินอย่างที่เข้าใจ ความผิดพลาดตรงนี้ทำให้เสียเวลาและเสียปุ๋ยไปฟรีเกือบเดือนเต็ม ในขณะที่ปลวกยังกัดกินรากต้นอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

ทำไมถึงวินิจฉัยผิดว่าเป็นปัญหาดิน

สาเหตุหลักที่เกษตรกรมักวินิจฉัยผิดคืออาการที่มองเห็นได้จากด้านบนดิน (ใบเหลือง ต้นแคระ โตช้า) เหมือนกันทุกประการกับอาการขาดธาตุอาหารหรือดินแน่นระบายน้ำไม่ดี เพราะทั้งสองสาเหตุทำให้รากทำงานได้ไม่เต็มที่ ดูดน้ำและธาตุอาหารได้น้อยลงเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือ "จุดที่เสียหาย" อยู่คนละตำแหน่ง ปัญหาดินมักเกิดกับรากทั้งระบบพร้อมกันแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ปลวกจะกัดกินเป็นจุด ๆ ตามเส้นทางที่รังปลวกเดินสำรวจใต้ดิน ทำให้ความเสียหายกระจายไม่สม่ำเสมอ และถ้าไม่ขุดดูรากจริงจะไม่มีทางแยกออกด้วยตาเปล่าจากด้านบน

วิธีตรวจรากหาร่องรอยปลวกกัดกิน

เมื่อสงสัยว่าอาจเป็นปลวก ให้เลือกต้นที่แสดงอาการชัดเจนที่สุดในหย่อมที่เสียหาย 2-3 ต้น ขุดดินรอบโคนต้นออกอย่างระมัดระวังลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร แล้วสังเกตดังนี้

  • รอยกัดที่ผิวราก — รากปกติผิวเรียบมัน แต่รากที่ถูกปลวกกินจะมีรอยแหว่งไม่เรียบ บางจุดกินลึกจนเห็นเนื้อรากด้านในเป็นโพรง
  • ดินโพรกเกาะราก — ปลวกใต้ดินมักสร้างท่อดินบาง ๆ (mud tube) หุ้มไปตามเส้นทางที่มันเดิน สังเกตเป็นเปลือกดินร่วนสีน้ำตาลอ่อนเกาะติดผิวรากเป็นทาง แกะออกจะเห็นตัวปลวกหรือทางเดินกลวง
  • รากแก้วเป็นโพรงกลวง — ในต้นที่เสียหายรุนแรง รากแก้วส่วนโคนจะถูกกินจนกลวงเป็นโพรง เคาะแล้วมีเสียงกลวง ต่างจากรากขาดธาตุอาหารที่ยังแข็งแรงเต็มเนื้อแต่แค่แตกแขนงน้อย
  • กลิ่นและความชื้นผิดปกติ — บริเวณที่ปลวกทำรังมักมีความชื้นสะสมสูงกว่ารอบข้างเล็กน้อยเพราะปลวกต้องการความชื้นในการสร้างรัง
  • ขุดขยายวงออกไปหาตัวรัง — ถ้าพบร่องรอยชัดเจน ให้ขุดสำรวจต่อในรัศมี 1-2 เมตรรอบต้นเพื่อหาปากทางเข้ารังหรือจอมปลวกขนาดเล็กใต้ผิวดิน ซึ่งมักเป็นจุดกำเนิดของการระบาด

ความแตกต่างจากอาการดินขาดธาตุอาหาร

ถ้าขุดดูรากแล้วไม่พบร่องรอยกัดกินใด ๆ รากยังสมบูรณ์ทั้งเนื้อ แต่ระบบรากฝอยน้อยและสั้นผิดปกติ อาการนั้นมักเป็นเรื่องดินจริง เช่น ดินแน่นเกินไปจนรากชอนไชไม่ได้ หรือขาดธาตุอาหารหลักอย่างไนโตรเจนที่ทำให้ใบเหลืองจากใบล่างขึ้นบนแบบไล่ระดับสม่ำเสมอทั้งแปลง ในขณะที่อาการจากปลวกจะไม่สม่ำเสมอ ต้นข้างกันอาจอาการหนักเบาต่างกันมากแม้อยู่ในดินแปลงเดียวกันและได้ปุ๋ยเท่ากัน อีกจุดสังเกตคือถ้าใส่ปุ๋ยเพิ่มแล้วอาการไม่ดีขึ้นเลยภายใน 2-3 สัปดาห์ ทั้งที่ดินไม่ได้ขาดธาตุอาหารรุนแรง ให้สงสัยปลวกไว้ก่อนและรีบขุดตรวจราก เพราะยิ่งปล่อยไว้นานรากจะถูกทำลายมากขึ้นจนต้นตายทั้งกอโดยที่ทรงพุ่มด้านบนยังดูเขียวสดอยู่ได้ระยะหนึ่งก่อนล้มพับกะทันหัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของความเสียหายจากปลวกที่ไม่พบในกรณีขาดธาตุอาหาร

ลักษณะรากถูกปลวกกินดินขาดธาตุอาหาร/ดินแน่น
ลักษณะรากมีรอยแหว่ง เป็นโพรง มีดินร่วนเกาะเป็นทางรากเนื้อสมบูรณ์ แต่รากฝอยน้อย/สั้น
การกระจายในแปลงเป็นหย่อม ๆ ตามแนวรังปลวกสม่ำเสมอทั้งแปลงหรือทั้งโซนดินเดียวกัน
ผลหลังใส่ปุ๋ยเพิ่มไม่ดีขึ้น หรือทรุดลงเร็วดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
ลักษณะการตายล้มพับกะทันหันทั้งที่ใบยังเขียวทรุดโทรมค่อยเป็นค่อยไป ใบเหลืองก่อนตาย

พื้นที่เสี่ยงปลวกระบาดหนัก

ปลวกใต้ดินชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดีและมีเศษซากพืชสะสม โดยเฉพาะแปลงที่มีลักษณะต่อไปนี้เสี่ยงสูงกว่าปกติ

  • แปลงที่เพิ่งไถกลบตอซังหรือเศษไม้เก่า — เศษไม้และตอซังที่ย่อยสลายไม่หมดเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปลวกโดยตรง
  • แปลงติดชายป่าหรือใกล้ตอไม้เก่า/ตอยางที่โค่นทิ้งไว้ — มักมีรังปลวกฝังตัวอยู่แล้วก่อนเปลี่ยนมาปลูกพืชไร่
  • ดินร่วนปนทรายแห้งเร็ว ระบายน้ำดีเกินไป — ปลวกขุดรังและเคลื่อนที่ในดินประเภทนี้ได้ง่ายกว่าดินเหนียวที่แน่นและอมน้ำ
  • แปลงที่ปลูกมันสำปะหลังหรืออ้อยต่อเนื่องหลายรอบโดยไม่พักดิน — เศษรากเก่าที่เหลือค้างในดินหลังเก็บเกี่ยวเป็นแหล่งอาหารสะสมให้ปลวกขยายรังต่อเนื่อง
  • บริเวณใกล้จอมปลวกเก่าแม้ถูกทำลายไปแล้ว — โครงสร้างรังใต้ดินส่วนลึกมักไม่ถูกทำลายหมด ปลวกสามารถฟื้นรังและขยายอาณาเขตกลับมาได้ภายใน 1-2 ปี

ข้อสังเกตเพิ่มเติมคือแปลงมันสำปะหลังกับแปลงอ้อยมีความเสี่ยงจากปลวกต่างกันในรายละเอียด เพราะมันสำปะหลังปลูกจากท่อนพันธุ์ที่ฝังลงดินตื้นกว่าและมีรากแก้วขนาดใหญ่กว่าที่เป็นเป้าหมายชัดเจนของปลวก ส่วนอ้อยปลูกจากท่อนพันธุ์ที่มีตาหลายตาต่อท่อน หากปลวกกัดกินตาใดตาหนึ่งเสียหาย ตาอื่นในท่อนเดียวกันยังมีโอกาสงอกทดแทนได้บ้าง ทำให้ความเสียหายจากปลวกในอ้อยบางครั้งไม่รุนแรงเท่ามันสำปะหลังที่ถ้ารากแก้วหลักถูกทำลายมักไม่มีทางฟื้นตัว อย่างไรก็ตามทั้งสองพืชมีความเสี่ยงร่วมกันสูงมากถ้าปลูกในแปลงที่เคยเป็นพื้นที่ป่าเบิกใหม่หรือใกล้แนวรั้วต้นไม้เก่า เพราะเป็นแหล่งกำเนิดรังปลวกตามธรรมชาติที่ยังไม่ถูกรบกวนมาก่อน

การป้องกันก่อนปลูกรอบถัดไป

เมื่อยืนยันแล้วว่าความเสียหายมาจากปลวก การแก้ที่ต้นตอต้องทำก่อนเริ่มปลูกรอบใหม่ ไม่ใช่แก้หลังปลูกไปแล้วเหมือนที่ผ่านมา

  1. เก็บเศษซากพืชและตอไม้ออกจากแปลงให้หมด ก่อนไถเตรียมดิน ลดแหล่งอาหารของปลวกในดิน
  2. ไถพรวนดินลึกและตากดินอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ ก่อนปลูก เพื่อทำลายโครงสร้างรังปลวกใต้ดินและให้แสงแดดฆ่าตัวปลวกบางส่วนที่ถูกไถขึ้นมา
  3. สำรวจแปลงหาจอมปลวกหรือรังปลวกก่อนปลูกทุกรอบ โดยเฉพาะแปลงที่เคยมีประวัติระบาด หากพบให้ทำลายรังหรือปรึกษาเกษตรอำเภอเพื่อจัดการอย่างถูกวิธี
  4. ปรึกษาสำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรเรื่องการป้องกันทางชีวภาพหรือสารป้องกันกำจัดที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ก่อนตัดสินใจใช้สารเคมีใด ๆ เพราะชนิดและอัตราการใช้ต้องเหมาะกับพื้นที่และพืชปลูก ไม่ควรใช้ตามคำบอกเล่าโดยไม่ตรวจสอบ
  5. ปลูกพืชหมุนเวียนสลับ เช่น ปลูกพืชตระกูลถั่วคั่นรอบ 1 ฤดู ช่วยลดแหล่งอาหารสะสมสำหรับปลวกในดินและปรับปรุงโครงสร้างดินไปพร้อมกัน
  6. ตรวจแปลงเป็นระยะช่วง 30-45 วันแรกหลังปลูก ซึ่งเป็นช่วงที่รากยังอ่อนและเสียหายง่ายที่สุด หากพบต้นแคระเป็นหย่อมให้ขุดตรวจรากทันทีแทนที่จะรอดูอาการต่อ
  7. จดบันทึกตำแหน่งที่เคยพบรังปลวกในแปลงไว้เป็นแผนที่คร่าว ๆ ทุกครั้งที่พบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเฝ้าระวังในรอบปลูกถัดไป เพราะจุดที่เคยมีรังมักกลับมาระบาดซ้ำในตำแหน่งใกล้เคียงเดิม การมีบันทึกช่วยให้ตรวจสอบเชิงรุกได้ตรงจุดโดยไม่ต้องขุดสำรวจทั้งแปลงทุกครั้ง

ต้นทุนความเสียหายถ้าปล่อยไว้นาน

ในเคสของแปลง 3 ไร่ที่ยกตัวอย่างมา ช่วงเวลาที่เสียไปกับการวินิจฉัยผิดประมาณ 1 เดือนทำให้ต้นที่เสียหายเพิ่มจากประมาณ 15% ของแปลงเป็นเกือบ 40% เพราะปลวกยังคงกัดกินรากต้นข้างเคียงต่อไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เกษตรกรกำลังรอดูผลจากปุ๋ยที่ใส่เพิ่ม ผลผลิตหัวมันที่เก็บเกี่ยวได้ในรอบนั้นลดลงจากที่ประเมินไว้ราวหนึ่งในสาม เพราะต้นที่รอดตายจากปลวกก็ยังโตไม่เต็มที่เนื่องจากระบบรากเสียหายบางส่วน แม้จะไม่ตายทั้งต้นก็ตาม บทเรียนตรงนี้คือทุกสัปดาห์ที่ปล่อยให้วินิจฉัยผิดคือความเสียหายที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ปัญหาที่หยุดนิ่งรอให้แก้ทีหลังได้

สำหรับอ้อยความเสียหายจากปลวกมักกระทบตั้งแต่ระยะท่อนพันธุ์ก่อนงอก ถ้าปลวกกัดกินตาที่ยังไม่แตกรากในดิน อัตราการงอกของแปลงอาจลดลงได้มากถึง 20-30% ในจุดที่มีรังปลวกหนาแน่น ทำให้ต้องปลูกซ่อมเพิ่มซึ่งเสียทั้งเวลาและต้นทุนท่อนพันธุ์ ยิ่งถ้าไม่รู้ตัวว่าสาเหตุคือปลวกและปลูกซ่อมด้วยท่อนพันธุ์ใหม่ในดินเดิมที่ยังมีรังปลวกอยู่ ท่อนพันธุ์ที่ปลูกซ่อมก็มีความเสี่ยงถูกกัดกินซ้ำอีกเช่นกัน

เมื่อไรควรปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ

ถ้าขุดตรวจแล้วพบร่องรอยปลวกชัดเจนในหลายจุดของแปลง หรือประเมินแล้วว่าพื้นที่เสียหายเกิน 20-30% ของแปลงทั้งหมด ควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่เพื่อขอคำแนะนำเฉพาะทาง เพราะปลวกใต้ดินบางชนิดต้องใช้วิธีจัดการที่แตกต่างกันตามชนิดของปลวกและลักษณะดิน การวินิจฉัยชนิดปลวกที่ถูกต้องมีผลต่อการเลือกวิธีป้องกันกำจัดที่ได้ผลจริง ไม่ควรซื้อสารเคมีมาใช้เองตามคำแนะนำที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน เพราะนอกจากจะเสี่ยงใช้ผิดชนิดผิดอัตราแล้ว ยังอาจกระทบต่อคุณภาพดินและสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ในดินโดยไม่จำเป็น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เร่งใส่ปุ๋ยเพิ่มทันทีที่เห็นใบเหลือง โดยไม่ขุดตรวจรากก่อน ทำให้เสียเวลาและเงินไปกับปัญหาที่ปุ๋ยแก้ไม่ได้ ขณะที่รากยังถูกกัดกินต่อเนื่อง
  • สรุปว่าดินเสื่อมทั้งแปลงจากอาการที่เห็นแค่บางจุด ทั้งที่ปลวกทำให้เสียหายเป็นหย่อม ไม่ใช่ทั่วแปลง
  • รดน้ำเพิ่มเพราะคิดว่าต้นขาดน้ำ ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความชื้นให้เหมาะกับปลวกมากขึ้นในบางกรณี
  • ไม่ขุดสำรวจรังปลวกในรัศมีกว้างพอ ทำลายแค่จุดที่เจอต้นตายแต่ปล่อยรังหลักที่อยู่ลึกหรือห่างออกไปให้ขยายต่อ
  • ปลูกรอบใหม่ทันทีในแปลงเดิมโดยไม่ไถตากดินหรือสำรวจรังก่อน ทำให้ปัญหาเดิมย้อนกลับมาซ้ำในรอบถัดไป
  • ใช้สารเคมีกำจัดปลวกตามคำแนะนำที่ไม่เป็นทางการหรือโดสที่ไม่ระบุแหล่งอ้างอิง เสี่ยงทั้งได้ผลไม่จริงและอันตรายต่อดินและพืชที่ปลูกต่อ
  • ไม่จดบันทึกตำแหน่งรังปลวกที่เคยพบไว้ ทำให้ต้องเริ่มสำรวจใหม่ทั้งแปลงทุกครั้งแทนที่จะเฝ้าระวังเฉพาะจุดเสี่ยงที่มีประวัติมาก่อน

สรุป

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้คือห้ามด่วนสรุปว่าปัญหามาจากดินทันทีที่เห็นต้นโตช้าเป็นหย่อม ๆ ต้องขุดตรวจรากก่อนเสมอเพื่อแยกระหว่างปัญหาดินกับความเสียหายจากปลวก เพราะวิธีแก้ต่างกันโดยสิ้นเชิง การใส่ปุ๋ยเพิ่มแก้ปัญหาปลวกไม่ได้ มีแต่จะเสียเวลาและเงินเปล่า ขณะที่รากยังถูกทำลายต่อเนื่องจนต้นตายทั้งกอ การป้องกันที่ได้ผลจริงต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนปลูกรอบถัดไป ทั้งการเก็บเศษซากพืชออก ไถตากดิน สำรวจรังปลวกในแปลงที่มีประวัติระบาด และจดบันทึกตำแหน่งที่เคยพบปัญหาไว้ใช้เฝ้าระวังในทุกฤดูปลูกถัดไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชในดินและคำแนะนำสารป้องกันกำจัดที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องสำหรับมันสำปะหลังและอ้อย
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการเตรียมดินและการจัดการแปลงปลูกมันสำปะหลัง/อ้อยเพื่อลดความเสี่ยงศัตรูพืชในดิน

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

อ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับโรคและการดูแลพืช/สัตว์เพิ่มเติมได้ที่ หมวดโรคและการดูแล

คำถามที่พบบ่อย

ปลวกกัดกินรากมันสำปะหลังทำให้ตายได้จริงหรือไม่

ได้จริง โดยเฉพาะถ้ากัดกินรากแก้วจนกลวงเป็นโพรงทั้งหมด ต้นจะขาดน้ำและธาตุอาหารเฉียบพลันจนล้มพับตายทั้งที่ใบด้านบนยังดูสดอยู่ก่อนหน้านั้นไม่นาน

อ้อยมีอาการจากปลวกต่างจากมันสำปะหลังหรือไม่

อาการโดยรวมคล้ายกันคือโตช้าเป็นหย่อม แต่อ้อยมักแสดงอาการชัดที่กอแตกหน่อน้อยผิดปกติและหน่อที่แตกใหม่แคระแกร็น เพราะปลวกมักกัดกินท่อนพันธุ์หรือตาที่ยังไม่แตกรากก่อน

ต้องขุดลึกแค่ไหนถึงจะเจอร่องรอยปลวก

โดยทั่วไปขุดลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตรรอบโคนต้นก็มักเพียงพอสำหรับพืชอายุน้อย แต่ถ้าต้นโตแล้วอาจต้องขุดลึกถึง 40-50 เซนติเมตรเพื่อตามรอยไปถึงรากแก้ว

ถ้าเจอปลวกแล้วต้องรื้อแปลงทั้งหมดหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งแปลงเสมอไป ให้เริ่มจากขุดทำลายรังที่พบใกล้ต้นที่เสียหายก่อน แล้วสำรวจขยายวงออกไปตามแนวหย่อมที่มีอาการ

ปลูกพืชหมุนเวียนช่วยลดปลวกได้จริงหรือไม่

ช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่งเพราะลดแหล่งอาหารสะสมของปลวกในดิน แต่ไม่ได้กำจัดรังปลวกที่มีอยู่แล้วให้หมดไป ต้องทำควบคู่กับการสำรวจและทำลายรังโดยตรง

ดินร่วนปนทรายเสี่ยงปลวกมากกว่าดินเหนียวจริงหรือไม่

จริง เพราะดินร่วนปนทรายระบายอากาศและน้ำได้ดี ปลวกขุดโพรงและเคลื่อนที่สร้างท่อดินได้ง่ายกว่าดินเหนียวที่แน่นและอมน้ำ

สังเกตอาการจากด้านบนได้เร็วที่สุดตอนอายุพืชเท่าไร

ช่วง 30-60 วันแรกหลังปลูกเป็นช่วงที่สังเกตได้ชัดที่สุด เพราะระบบรากยังเล็กและบอบบาง หากถูกปลวกกัดกินแม้เพียงบางส่วนต้นจะแสดงอาการโตช้าให้เห็นเร็วกว่าต้นที่อายุมากแล้ว

ทำไมใส่ปุ๋ยเพิ่มแล้วอาการยิ่งแย่ลงในบางกรณี

เมื่อรากถูกปลวกกัดกินจนพื้นที่ดูดซึมลดลงมาก การใส่ปุ๋ยเข้มข้นเพิ่มอาจสร้างแรงดันออสโมซิสสวนทางกับรากที่อ่อนแออยู่แล้ว ซ้ำเติมให้ต้นทรุดเร็วขึ้นแทนที่จะฟื้นตัว