คำตอบสั้น ๆ
ปลายฝนคือจังหวะสุดท้ายที่จะเก็บน้ำก่อนหน้าแล้ง บทความนี้ให้สูตรคำนวณ ตัวอย่างผักคะน้า 1 ไร่ และสถานการณ์น้ำและเอลนีโญ ณ ต.ค. 2569
คำตอบเร็ว: ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้กับทุกฟาร์ม ปริมาณน้ำที่ต้องเก็บคือ น้ำที่พืชใช้ตลอดหน้าแล้ง บวกน้ำที่หายไปจากการระเหยและซึม ลบน้ำที่คาดว่าจะเติมได้จริง แล้วเผื่อไว้อีกส่วนหนึ่ง วิธีคิดอยู่ในบทความนี้พร้อมตัวอย่างสมมติที่ระบุฐานทุกตัวเลข ส่วนสถานการณ์เอลนีโญ ณ ต.ค. 2569 มีทั้งการคาดการณ์ของ สทนช. และกรมอุตุนิยมวิทยาที่ยังเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อยืนยัน ให้ติดตามประกาศล่าสุดของชลประทานและสำนักงานเกษตรอำเภอ
คำถามนี้ชาวสวนและชาวไร่ถามกันทุกปีช่วงฝนใกล้หมด แต่ปีนี้น้ำหนักของคำถามมากกว่าปกติ เพราะมีการเตือนเรื่องเอลนีโญที่อาจต่อเนื่องไปถึงกลางปี 2570 คนที่มีสระอยู่แล้วอยากรู้ว่าที่เก็บไว้พอไหม คนที่ยังไม่มีสระอยากรู้ว่าควรขุดขนาดเท่าไร บทความนี้จึงไม่ฟันธงตัวเลขปริมาตร แต่แสดงวิธีคำนวณให้ใช้กับสวนตัวเองได้ และแยกให้ชัดระหว่าง ข้อมูลที่มีที่มา ข้อมูลที่ยังเป็นการคาดการณ์ และข้อมูลที่ไม่มีประกาศชัดเจน
ถ้าต้องการรู้เรื่องต้นทุนขุดสระและความคุ้มค่า อ่านที่ ขุดสระเก็บน้ำในไร่นาลงทุนเท่าไร คุ้มกับการทำเกษตรหน้าแล้งแค่ไหน ส่วนบทความนี้เน้นเรื่องปริมาณน้ำและจังหวะเก็บน้ำช่วงปลายฝน ไม่ทำซ้ำเรื่องต้นทุนก่อสร้าง
สถานการณ์น้ำและเอลนีโญ ณ ต.ค. 2569 ที่ตรวจสอบได้
ก่อนคำนวณ ต้องรู้ว่ากำลังเตรียมรับกับอะไร ข้อมูลต่อไปนี้ผมเปิดอ่านจากแหล่งที่ระบุท้ายบทความ และบอกวันที่ของแต่ละรายการ
- เมษายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยา ตามรายงานของไทยพับลิก้า ให้โอกาสเกิดเอลนีโญช่วงมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ร้อยละ 62 และรายงานเสนอการคาดการณ์ปริมาณฝนรายปีราว 1,479 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีราวร้อยละ 30 ทั้งหมดนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ปริมาณฝนที่ตกจริง
- 17 เมษายน 2569 ตามที่ฐานเศรษฐกิจรายงาน พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 12.7 ล้านไร่ ใน 71 จังหวัด น้ำในเขื่อนอยู่ราวร้อยละ 60 หน่วยงานที่อ้างถึงคือกรมพัฒนาที่ดิน สทนช. กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยา โดยแนะให้ลดการปลูกข้าวนาปรังบางพื้นที่และส่งเสริมสระขนาดเล็ก
- 5 พฤษภาคม 2569 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่ารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงเกษตรฯ ประกาศแนวทาง 4 ข้อ คือ กักเก็บ เติมน้ำ ปรับเปลี่ยน เฝ้าระวัง เตือนให้งดนาปรังรอบ 2 และปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีตลาดรองรับ ขณะนั้นน้ำสำรอง 47,247 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 59 ของความจุ
- 11 มิถุนายน 2569 ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตรเผยแพร่แนวทางสามหลัก คือเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน จัดการน้ำ เช่น น้ำหยดและบ่อกักเก็บ และใส่ปุ๋ยตอนดินมีความชื้นพอ
- 14 กันยายน 2569 กรมชลประทานรายงานผ่านสยามรัฐว่าอ่างเก็บน้ำมีน้ำ 54,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 71 ของความจุ และลำดับการใช้น้ำเรียงจากอุปโภคบริโภค ระบบนิเวศ เกษตร แล้วอุตสาหกรรม
- 6 ตุลาคม 2569 บางกอกธุรกิจรายงานการประชุม สทนช. กับ 14 หน่วยงานว่า เอลนีโญอาจรุนแรงกว่าปี 2558 และอาจยาวถึงกลางปี 2570 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาคาดว่าจะมี 12,105 ล้านลูกบาศก์เมตรวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เทียบกับ 4,247 ล้านลูกบาศก์เมตรวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 และ สทนช. ขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลทางการและประหยัดน้ำ
อ่านรวมกันแล้วภาพที่ได้คือ ภาพรวมน้ำในอ่างปีนี้มากกว่าปี 2558 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน แต่หน่วยงานยังเตือนให้ประหยัด เพราะเอลนีโญอาจกินเวลายาวกว่า เกษตรกรรายย่อยที่ใช้สระของตัวเอง จึงไม่ควรเชื่อมั่นว่าปีนี้น้ำคงพอเพราะอ่างใหญ่เต็ม เพราะน้ำในอ่างไม่ได้ไหลมาถึงสวนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน
เรื่องที่ผมไม่พบประกาศชัดเจนคือ เกณฑ์ปริมาณน้ำต่อไร่ที่ทางการกำหนดให้เกษตรกรเก็บในสระ และไม่พบประกาศเรื่องการจำกัดการสูบน้ำจากแหล่งสาธารณะในฤดูแล้ง 2569/70 หากคุณพึ่งแม่น้ำ คลอง หรือคลองส่งน้ำ ต้องถามโครงการชลประทานหรือสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนว่าปีนี้มีกติกาหรือไม่ อย่ากำหนดเอง
เพื่อวางแผนปลูกตามปีเอลนีโญเพิ่มเติม ลองอ่าน เอลนีโญกับลานีญาส่งผลกับการเกษตรไทยยังไง และ เอลนีโญกับลานีญาต่างกันยังไง ปีไหนควรเลื่อนปลูกหรือลดพื้นที่
สูตรคิดว่าต้องเก็บน้ำเท่าไร
หลักคิดมีสี่บรรทัด และผมเขียนให้ทำตามได้ในกระดาษแผ่นเดียว
- น้ำที่พืชใช้ = ปริมาณน้ำต่อไร่ต่อรอบ × จำนวนไร่ × จำนวนรอบที่จะปลูกหน้าแล้ง
- น้ำที่สูญเสีย = การระเหยจากผิวสระ + การซึมลงดิน + น้ำที่ใช้ในท่อและแปลงแล้วรั่ว สูญไปก่อนถึงราก
- น้ำที่คาดว่าจะเติมได้ = ฝนที่ตกลงสระหลังเริ่มคำนวณ และน้ำที่สูบเติมจากแหล่งอื่น ถ้ามีสิทธิ์ใช้จริง
- ปริมาตรสระที่ต้องการ = ข้อ 1 + ข้อ 2 − ข้อ 3 + ส่วนเผื่อ
น้ำที่พืชใช้ ตัวเลขจากกรมวิชาการเกษตร
สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร (สัจจา ประสงค์ทรัพย์ เผยแพร่ 10 เมษายน 2559) รวบรวมปริมาณน้ำที่พืชผักใช้ต่อรอบการปลูก หน่วยลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตัวอย่างบางชนิดเป็นดังนี้
| พืช | อายุหนึ่งรอบ | น้ำรวมต่อรอบ (ลบ.ม./ไร่) | เฉลี่ยต่อวัน (ลบ.ม./ไร่) |
|---|---|---|---|
| คะน้า | 45-50 วัน | 350 | 8.0 |
| กวางตุ้ง | 35-45 วัน | 350 | 8.0 |
| ผักบุ้ง | 20-25 วัน | 200 | 8.0 |
| ถั่วฝักยาว | 80 วัน | 450 | 5.5 |
| มะเขือเทศ | 110 วัน | 838 | 7.61 |
| พริกชี้ฟ้า | 5-7 เดือน | 758 | 5.0 |
| หอมแบ่ง | 45-60 วัน | 515 | 8.0 |
| ฟักทอง | 100-120 วัน | 655 | 8.0 |
ข้อควรระวังสามข้อ ข้อแรก ตัวเลขเหล่านี้คือปริมาณที่พืชใช้เอง ยังไม่รวมน้ำสูญเสียในระบบ ข้อที่สอง ตัวเลขมาจากหน้าฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวนที่นำมาเผยแพร่ซ้ำ ซึ่งเป็นเอกสารเก่า ควรเทียบกับเอกสารกรมชลประทานเรื่องความต้องการน้ำของพืชในพื้นที่ของคุณ ข้อที่สาม ผมไม่ได้เปิดคู่มือความต้องการน้ำพืชของกรมชลประทานฉบับทางการ จึงไม่มีตัวเลขสำหรับไม้ผลหรือพืชไร่ในบทความนี้ ผมไม่ขอใส่ตัวเลขที่ยืนยันไม่ได้
น้ำที่สูญเสีย ไม่มีตัวเลขกลางให้ใช้
เรื่องนี้ผมไม่พบตัวเลขอัตราการระเหยของสระในไทยจากแหล่งที่เปิดตรวจได้ ตัวเลขที่เห็นในผลค้นหาไม่ได้เปิดอ่านจากต้นฉบับ ส่วนงานศึกษาของ ม.เกษตรศาสตร์ที่ผมเปิดอ่านวัดการระเหยในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็กเพื่อทดสอบลูกบอลพลาสติกคลุมผิวน้ำ ไม่ใช่สระเกษตรจริง จึงไม่นำมาใช้ สิ่งที่ผมแนะนำคือวัดเอง วิธีง่ายสุดคือทำเครื่องหมายระดับน้ำที่เสาหรือไม้วัดในสระที่น้ำนิ่ง ในช่วงที่ไม่มีฝนและไม่ได้สูบเข้าออก บันทึกระดับทุกเช้าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ผลต่างต่อวันคือน้ำที่หายไปจากทั้งระเหยและซึมรวมกัน คูณด้วยพื้นที่ผิวสระ จะได้ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และเมื่อคูณด้วยจำนวนวันของหน้าแล้ง จะได้ค่าสูญเสียแบบที่สวนของคุณเป็นจริง ซึ่งแม่นกว่าตัวเลขเฉลี่ยจากที่อื่น
ส่วนเผื่อ
ไม่มีประกาศทางการที่ระบุว่าควรเผื่อกี่เปอร์เซ็นต์ ผมขอใช้ตามหลักปฏิบัติของผู้ดูแลสวนที่ให้เผื่อไว้ส่วนหนึ่งเผื่อฝนทิ้งช่วงปลายหรือปลูกเพิ่มรอบ แต่ตัวเลขที่ใช้ในตัวอย่างข้างล่างเป็นสมมติทั้งหมด
ตัวอย่างคำนวณ (ตัวเลขสมมติเพื่อสอนวิธีคิด)
สมมติสวนผักขนาด 1 ไร่ ปลูกคะน้าสามรอบในหน้าแล้ง รอบละ 45-50 วัน รวมแล้วราว 135-150 วัน ตัวเลขน้ำใช้ 350 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อรอบ มาจากตารางข้างต้น
| ขั้นตอน | การคำนวณ | ผล (ลบ.ม.) | ที่มาของตัวเลข |
|---|---|---|---|
| น้ำที่พืชใช้ | 350 × 1 ไร่ × 3 รอบ | 1,050 | 350 จากตารางสถาบันวิจัยพืชสวน จำนวนรอบเป็นสมมติ |
| น้ำสูญเสีย | ร้อยละ 25 ของ 1,050 | 262.5 | ร้อยละ 25 เป็นตัวเลขสมมติเพื่อสาธิต ให้ใช้ค่าที่วัดเองแทน |
| น้ำที่เติมได้หลังเริ่มคำนวณ | ไม่นับ | 0 | ตั้งสมมติฐานเข้มงวดว่าไม่มีฝนเติม |
| รวมที่ต้องมี | 1,050 + 262.5 | 1,312.5 | ผลรวม ยังไม่รวมส่วนเผื่อ |
เมื่อเทียบกับสระ กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมสระน้ำในไร่นาแบบ บ่อจิ๋ว สำหรับเกษตรกรนอกเขตชลประทาน ตามที่กรมประชาสัมพันธ์รายงาน แบบหนึ่งมีความจุ 1,260 ลูกบาศก์เมตร ตัวอย่างนี้ใกล้เคียงแต่ยังไม่พอ 1,312.5 ลูกบาศก์เมตร ที่ต้องมี ยังไม่รวมส่วนเผื่อ ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือ ถ้าจะปลูกคะน้าสามรอบเต็มไร่ สระ 1,260 ลูกบาศก์เมตรเก็บเต็มแล้ว ก็ยังไม่พอสำหรับสมมติฐานนี้ ต้องลดเหลือสองรอบ หรือลดพื้นที่ปลูก หรือมีน้ำเติมอีกทาง ตัวอย่างนี้เป็นสมมติ ให้ใส่จำนวนรอบ พื้นที่ และค่าสูญเสียของคุณเอง
ตัวอย่างข้างต้นยังบอกอะไรอีกอย่างคือ ผักอายุสั้นที่ใช้น้ำเฉลี่ยวันละ 8 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ใช้น้ำหนักมากแม้อายุสั้น ถ้าน้ำเหลือน้อยจริง ควรพิจารณาลดพื้นที่แปลงผักหรือเปลี่ยนเป็นพืชที่ทนแล้งกว่า ตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีตลาดรองรับ แทนที่จะรดน้ำพื้นที่เต็มแล้วน้ำหมดกลางทาง
ปลายฝนทำอะไรกับสระบ้าง
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนตามที่ไทยโพสต์รายงานวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ว่ามีอากาศแปรปรวนและฝนหนักบางพื้นที่ในช่วง 5-7 ตุลาคม และคาดว่าวันที่ 9-13 ตุลาคม ฝนเพิ่มในภาคตะวันออกและภาคกลาง เพราะฉะนั้นช่วงนี้ยังมีโอกาสรับน้ำเติมสระ แต่อย่าลืมว่าฝนหนักก็พาตะกอนและน้ำท่วมมาด้วย
- เปิดทางน้ำเข้าสระให้โล่ง ตัดหญ้าและเก็บเศษกิ่งไม้ก่อนฝนครั้งต่อไป ถ้าสระมีบ่อพักตะกอนจะลดการตื้นเขิน
- ตรวจขอบสระและคันดิน หลังฝนหนัก ดูรอยแตกหรือการทรุด เพราะรอยรั่วเล็ก ๆ ในหน้าฝนจะกลายเป็นน้ำสูญในหน้าแล้ง
- วัดระดับน้ำ จดระดับน้ำทุกสัปดาห์ เพื่อให้รู้ว่าอัตราลดลงจริงเท่าไร และใช้ตรวจว่าเมื่อไรจะพอ
- ลดการระเหย ถ้าสระตื้นและผิวกว้าง การปลูกต้นไม้บังลมที่ขอบหรือใช้วัสดุคลุมผิวน้ำที่ไม่ฆ่าสัตว์น้ำ ช่วยได้ในหลักการ แต่ผมไม่พบตัวเลขประสิทธิภาพที่ตรวจสอบได้ จึงไม่ระบุว่าลดได้กี่เปอร์เซ็นต์
- ดูแลดินรอบต้นพืช ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2569 ให้เพิ่มอินทรียวัตถุและคลุมดิน เพื่อลดน้ำที่ระเหยจากผิวดินก่อนถึงราก
เรื่องการดักน้ำฝนรอบอาคารและสวนเพิ่มจากสระ ดูแนวคิดได้ใน กักเก็บน้ำฝนในสวนผลไม้ ลงทุนระบบแบบไหนคุ้มกับพื้นที่เล็ก และ กักเก็บน้ำฝนใช้ในฟาร์ม ออกแบบบ่อและถังเก็บน้ำอย่างไรให้พอใช้หน้าแล้ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเก็บน้ำปลายฝน
- ดูแต่ระดับน้ำในอ่างใหญ่แล้วสบายใจ ปีนี้อ่านข่าวแล้วน้ำเขื่อนดูมากกว่าปี 2558 แต่ น้ำในอ่างไม่ได้หมายความว่าน้ำถึงสวนของคุณ และ สทนช. ยังขอให้ประหยัดน้ำ
- คิดน้ำแค่ที่พืชใช้ ลืมน้ำที่ระเหยและซึม ทำให้ตัวเลขขาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
- ปลูกเต็มพื้นที่ในรอบแรก ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าฝนจะทิ้งช่วงหรือไม่ ควรเริ่มปลูกเป็นส่วน ๆ และเหลือพื้นที่ไว้ตัดสินใจเมื่อเห็นระดับน้ำจริง
- เชื่อตัวเลขระเหยหรือซึมของคนอื่นโดยไม่วัด ดินร่วนซุยหรือดินทรายซึมต่างจากดินเหนียว และไม่มีตัวเลขกลางที่ผมยืนยันได้
- สูบน้ำสาธารณะโดยไม่เช็กกติกา ลำดับการใช้น้ำตามกรมชลประทานคืออุปโภคบริโภคก่อน เกษตรอยู่ลำดับสาม ถ้าถึงช่วงขาดน้ำ น้ำสำหรับเกษตรอาจถูกจัดสรรลดลง
- ไม่ทิ้งส่วนเผื่อ เผื่อไว้อย่างน้อยหนึ่งช่วงรอบปลูก เพราะถ้าเอลนีโญยาวกว่าที่คิด หน้าแล้งจะลากยาวเกินแผนที่คำนวณ
สรุป
ปริมาณน้ำที่ต้องเก็บคือน้ำที่พืชใช้ บวกน้ำที่สูญไประหว่างทาง ลบน้ำที่เติมได้จริง และเผื่อไว้ ตารางของกรมวิชาการเกษตรช่วยให้เริ่มคิดน้ำที่พืชผักใช้ ส่วนค่าสูญเสียให้วัดเองจากสระ เพราะผมไม่พบตัวเลขกลางที่ยืนยันได้ สถานการณ์เอลนีโญ ณ ต.ค. 2569 ยังเป็นการคาดการณ์ ให้ติดตามประกาศกรมชลประทาน สทนช. และกรมอุตุนิยมวิทยา และถามสำนักงานเกษตรอำเภอเรื่องกติกาการใช้น้ำในพื้นที่ ก่อนตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกหน้าแล้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ไทยพับลิก้า ซูเปอร์เอลนีโญ 2026-2027 (เมษายน 2569) — โอกาสเกิดเอลนีโญ ร้อยละ 62 และการคาดการณ์ฝน https://thaipublica.org/2026/04/super-el-nino-2026-2027/
- ฐานเศรษฐกิจ 17 เมษายน 2569 — พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 12.7 ล้านไร่ ใน 71 จังหวัด https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656747
- กรมประชาสัมพันธ์ 5 พฤษภาคม 2569 — ยุทธศาสตร์ 4 ข้อ งดนาปรังรอบ 2 ปริมาณน้ำสำรอง https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/500081
- กรมส่งเสริมการเกษตร ข่าวเอลนีโญและฝนทิ้งช่วง (11 มิถุนายน 2569) — แนวทางสามหลัก คลุมดิน จัดการน้ำ ใช้ปุ๋ยเหมาะสม https://doaenews.doae.go.th/archives/32518
- สยามรัฐ 14 กันยายน 2569 — น้ำในอ่าง 54,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และลำดับการใช้น้ำ https://siamrath.co.th/agriculture/321531
- บางกอกธุรกิจ 6 ตุลาคม 2569 — ประชุม สทนช. 14 หน่วยงาน คาดการณ์เขื่อนหลัก https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1245149
- กรมประชาสัมพันธ์ เรื่องสระน้ำในไร่นาของกรมพัฒนาที่ดิน — สระ 1,260 ลูกบาศก์เมตรสำหรับเกษตรกรนอกเขตชลประทาน https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/197697
- สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร (สัจจา ประสงค์ทรัพย์ 2559) ผ่านฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน — น้ำที่พืชผักใช้ต่อรอบปลูก http://hort.ezathai.org/?p=4867
- ไทยโพสต์ 6 ตุลาคม 2569 (อ้างกรมอุตุนิยมวิทยา) — เตือนอากาศแปรปรวนและฝน 5-7 ตุลาคม และ 9-13 ตุลาคม https://www.thaipost.net/general-news/1082676/
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี ข้าวขาดน้ำต้องทำอะไรก่อน
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูว่าข้าวอยู่ระยะไหนและแปลงขาดน้ำมากี่วัน แล้วจัดน้ำให้แปลงที่ยังกู้ได้ก่อน บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำตามข้อมูลหน่วยงานรัฐ
ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันกระทบพืชผักอย่างไร เกษตรกรควรดูแลแปลงแบบไหน
ฝุ่นที่เกาะใบบังแสงและทำให้ปากใบปิดบางส่วน บทความนี้แยกสิ่งที่งานวิจัยยืนยันแล้วออกจากตัวเลขที่ยังไม่มีใครวัด และบอกวิธีดูแลแปลงกับคนทำงานช่วงฝุ่นสูง
ดินเป็นกรดหลังน้ำท่วม ตรวจดินที่ไหน และปรับสภาพอย่างไร
หลังน้ำลด เกษตรกรหลายรายสังเกตว่าผักที่ปลูกซ่อมรอบแรกโตช้า ใบเหลือง หรือรากไม่เดิน แล้วได้ยินต่อกันมาว่า "น้ำท่วมดินเป็นกรด ต้องใส่ปูนเยอะ ๆ" ความจริง
ดินโคลนทับสวนหลังน้ำท่วม ต้องขุดออกไหม และทำอย่างไร
น้ำลดแล้วเจ้าของสวนหลายคนเดินเข้าไปเจอภาพเดียวกัน คือชั้นดินโคลนสีน้ำตาลเทาเคลือบทั่วแปลง บางจุดทับโคนต้นจนมองไม่เห็นดินเดิม บางจุดมีเศษไม้และทรายพัดม
ฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วม ตรวจอะไรก่อนปลูกใหม่ และตะกอนทับหน้าดินทำอย่างไร
น้ำลดแล้วแต่แปลงยังเป็นโคลน บางแปลงมีทรายทับหน้าดินเป็นแผ่น บางแปลงดินเละจนเดินแล้วรองเท้าจม คำถามที่เกษตรกรถามกันมากที่สุดคือ "ต้องรอนานแค่ไหน" และ "
EM คืออะไร ใช้ในแปลงและในคอกสัตว์ยังไง
EM คือหัวเชื้อจุลินทรีย์ผสมหลายกลุ่มที่ทำงานร่วมกันในสภาพไม่มีอากาศ บทความนี้สรุปวิธีขยายเชื้อ อัตราใช้กับดิน พืช และการดับกลิ่นคอกสัตว์ พร้อมข้อควรระวังเรื่องการเก็บและสิ่งที่ EM ทำไม่ได้
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ต้องเก็บน้ำกี่ลูกบาศก์เมตรต่อไร่
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกพืช ผักที่ใช้น้ำรอบละราว 200-838 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ตามตารางของสถาบันวิจัยพืชสวน ขึ้นกับชนิดผัก ยังไม่รวมน้ำสูญเสีย ส่วนไม้ผลและพืชไร่ให้ถามชลประทานหรือเกษตรอำเภอ
เอลนีโญปีนี้จะแล้งเท่าปี 2558 ไหม
ยังไม่มีใครยืนยันได้ สทนช. ระบุเมื่อ 6 ตุลาคม 2569 ว่าอาจรุนแรงกว่าและยาวถึงกลางปี 2570 แต่ปริมาณน้ำเขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 คาดมากกว่าปี 2558 ให้ติดตามประกาศรายเดือน
สระ 1,260 ลูกบาศก์เมตรพอสำหรับกี่ไร่
ขึ้นกับพืชและรอบปลูก ตัวอย่างสมมติในบทความ คะน้า 1 ไร่ สามรอบ ต้องมีราว 1,312.5 ลูกบาศก์เมตรรวมน้ำสูญเสียตามสมมติ จึงยังไม่พอ ลดเหลือสองรอบจะอยู่ในกรอบ ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างไม่ใช่คำแนะนำสำหรับสวนจริง
น้ำระเหยจากสระวันละกี่มิลลิเมตร
ผมไม่พบตัวเลขที่ตรวจสอบได้ จึงไม่ระบุ แนะนำให้วัดระดับน้ำในช่วงไม่มีฝนหนึ่งสัปดาห์ แล้วคำนวณจากสระของคุณเอง
ปีนี้ควรงดปลูกนาปรังไหม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้งดนาปรังรอบ 2 และปลูกพืชใช้น้ำน้อยในประกาศ 5 พฤษภาคม 2569 แต่ประกาศสำหรับฤดูแล้ง 2569/70 ที่ชัดเจนผมไม่พบ ให้สอบถามโครงการชลประทานและสำนักงานเกษตรอำเภอที่ดูแลพื้นที่ของคุณ



