คำตอบสั้น ๆ
สระรั่วควรวัดก่อนว่าน้ำหายเพราะซึมหรือระเหย แล้วเลือกระหว่างดินเหนียวบดอัดกับพลาสติกบุสระ บทความนี้เทียบข้อดีข้อจำกัด และมีสูตรคำนวณความคุ้มพร้อมตัวอย่างสมมติ
คำตอบเร็ว: ถ้าดินในแปลงมีเนื้อเหนียวและมีดินเหนียวหาได้ใกล้ ๆ ลองบดอัดหรือปิดทับด้วยดินเหนียวก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่คู่มือกรมพัฒนาที่ดินกล่าวถึง ส่วนพลาสติกหรือผ้าใบเหมาะกับสระที่ซึมแรงจนดินแก้ไม่ไหว แต่ต้องเตรียมพื้นผิวและบริหารขอบบ่อให้ดี ที่ผมยืนยันจากแหล่งที่เปิดอ่านได้ไม่มีราคากลางของทั้งสองวิธี จึงให้สูตรคำนวณความคุ้มพร้อมตัวอย่างสมมติแทน
เริ่มจากรู้ก่อนว่าสระรั่วจริงหรือแค่ระเหย
หน้าแล้งน้ำในสระลดทุกวันเป็นเรื่องปกติ เพราะน้ำระเหยจากผิวสระตลอด งานวิจัยของ มก.กำแพงแสน (Sittichok และ Thepprasit 2021) ที่ทดสอบบ่อคอนกรีตที่นครปฐม พบว่าการคลุมผิวน้ำด้วยขวดพลาสติกลดการระเหยลง 64 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 3.25 มม./วัน ซึ่งถอยกลับได้ว่าไม่คลุมอยู่ราว 5 มม./วัน (ผู้เขียนบทความนี้คำนวณเอง) คือราว 0.5 เซนติเมตรต่อวัน ถ้าสระของคุณลดลงมากกว่านั้นอย่างต่อเนื่องแม้ฝนไม่ตก ส่วนที่เกินก็อาจเป็นการซึม
วิธีแยกที่ผมแนะนำแบบภาคสนาม (ไม่ใช่มาตรฐานจากแหล่งใด) คือ ลอยกะละมังหรือถังปากกว้างที่ใส่น้ำไว้ให้ระดับน้ำในภาชนะเท่ากับน้ำนอกภาชนะ ขีดระดับทั้งสองที่ไว้ แล้ววัดซ้ำทุกวันตอนเช้าสัก 5 ถึง 7 วันที่ไม่มีฝน น้ำในภาชนะลดจากการระเหยอย่างเดียว น้ำในสระลดจากทั้งระเหยและซึม ส่วนต่างคือการซึม ถ้าส่วนต่างน้อยกว่าสองสามมิลลิเมตรต่อวัน สระอาจแค่ซึมตามธรรมชาติ ไม่ต้องรื้อ
ตัวเลขที่มีหลักฐานจริงจากงานวิจัยไทย
งานวิจัยของ Sukkunthata และคณะ (TSAEJ ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566) ทดสอบวัสดุประสานรอยต่อของผ้าใบคอนกรีตที่ใช้ดาดสระ ที่แปลงทดสอบ พื้นดินธรรมชาติซึม 160 มม./วัน เมื่อซีลรอยต่อด้วยผงปูนซีเมนต์ ลดเหลือ 19.0 มม./วัน ด้วยปูนกาวเหลือ 2.6 มม./วัน และพบว่าความร้อนจากแสงแดดลดประสิทธิภาพของวัสดุซีล งานนี้ทดสอบกับผ้าใบคอนกรีตที่แปลงเดียว ไม่ใช่แผ่นพลาสติกหรือดินเหนียว จึงเอาไปเทียบกับสระของคุณตรง ๆ ไม่ได้ แต่ชี้ได้ว่า (1) ดินธรรมชาติบางที่ซึมแรงมาก (2) ถ้าจะบุ ต้องดูที่รอยต่อไม่ใช่แค่แผ่น (3) แดดทำให้วัสดุเสื่อมได้
เปรียบเทียบดินเหนียวกับพลาสติกที่ใช้บุสระ
| หัวข้อ | บดอัด/ปิดทับด้วยดินเหนียว | ปูแผ่นพลาสติก/ผ้าใบกันซึม |
|---|---|---|
| หลักฐานที่ตรวจได้ | คู่มือกรมพัฒนาที่ดินกล่าวถึงวิธีบดอัดหรือใช้ดินเหนียวปิดทับเมื่อบ่อรั่ว | มาตรฐาน NRCS สหรัฐ (รัฐแอละแบมา 2018) ให้เกณฑ์ความหนาและการเตรียมพื้นผิว ไม่ใช่มาตรฐานไทย |
| ความหนา/เกณฑ์ที่ระบุ | คู่มือที่อ่านไม่ระบุความหนา ต้องถามสถานี | 30 มิล (ราว 0.76 มม.) สำหรับ HDPE, LLDPE, PVC และ 45 มิลสำหรับ EPDM กับน้ำสะอาด |
| ข้อดีที่เป็นจริงในหน้างาน | วัสดุอาจหาได้ในพื้นที่ ซ่อมเฉพาะจุดได้ ไม่เสื่อมจากแสงแดดแบบพลาสติก | ลดการซึมได้มากเมื่อติดตั้งดี ใช้กับดินทรายที่ดินเหนียวช่วยไม่ไหว |
| ข้อจำกัด/จุดพลาด | ต้องมีดินเหนียวเพียงพอ ขนส่งเป็นต้นทุนหลัก ถ้าท้องบ่อแห้งแล้วชั้นดินอาจแตก | พื้นผิวต้องไม่มีหินคมหรือรากไม้ ขอบบนต้องยึด แดดทำให้ส่วนพ้นน้ำเสื่อม สัตว์และคนลื่นตกขึ้นยาก |
| การซ่อม | เติมดินและบดอัดซ้ำเฉพาะจุด | ต้องใช้ช่างหรือกาว/เชื่อมตามวัสดุ ต้องให้บ่อแห้งบางส่วน |
| เหมาะกับสระแบบไหน | ดินพื้นที่เป็นดินเหนียวปนทราย ซึมช้าถึงปานกลาง | ซึมแรงมาก หรือดินทรายล้วน เมื่อทดสอบแล้วดินเหนียวไม่พอ |
รายละเอียดที่คนทำจริงมักเจอ
ถ้าเลือกดินเหนียว
คู่มือโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานให้ตรวจบ่อหลังฝน ถ้ารั่วให้บดอัดหรือใช้ดินเหนียวปิดทับ ผมไม่ได้ข้อมูลความหนา ความชื้นที่บดอัด หรือวิธีบดอัดจากเอกสารที่เปิดอ่าน จึงไม่ขอให้ตัวเลข ที่ผมบอกได้จากประสบการณ์ภาคสนามคือ ดินเหนียวที่เอามาปิดควรทดสอบปั้นเป็นก้อนแล้วไม่แตกร่วนทันที และควรทำตอนที่บ่อพอแห้งให้เข้าถึงได้ แล้วรีบเติมน้ำคลุมเพื่อไม่ให้ชั้นดินแห้งแตก ส่วนวัสดุที่ซื้อมาเพื่อเสริมให้ถามสถานีพัฒนาที่ดินหรือเกษตรอำเภอว่าในพื้นที่ใช้อะไรกัน
ถ้าเลือกพลาสติกหรือผ้าใบ
มาตรฐาน NRCS ที่ผมเปิดอ่านระบุว่าพื้นผิวรองรับต้องไม่มีหินเหลี่ยมคมหรือวัตถุที่ทำให้แผ่นเสียหาย ให้ทำตามคำแนะนำผู้ผลิตเรื่องการป้องกันสภาพอากาศและรังสียูวี ต้องมีช่องระบายก๊าซใกล้ขอบบนของลาดข้าง และต้องกันสัตว์และเครื่องจักรไม่ให้ทำแผ่นเสียหาย รวมทั้งต้องตัดรากไม้ที่งอกทะลุออก ซึ่งตรงกับหน้างานจริง ที่มักพบว่าแผ่นเสียตรงหินคมใต้แผ่น และตรงขอบที่ถูกแดดตลอด
เรื่องที่ควรคิดอีกข้อคือความปลอดภัย แผ่นพลาสติกบนลาดข้างเปียกแล้วลื่นมาก ถ้ามีเด็ก วัว หรือสัตว์เลี้ยงใกล้บ่อ ต้องมีรั้วและทางขึ้นลงที่ยึดแน่น (มาตรฐาน NRCS ระบุให้มีรั้ว บันได เชือก หรือราวสำหรับป้องกันคนและสัตว์) และบ่อลึก 3 เมตรต้องคิดเรื่องนี้เป็นพิเศษ
คุ้มไหม คำนวณก่อนซื้อ
ผมไม่มีราคาแผ่นกันซึมหรือราคาติดตั้งที่เปิดอ่านได้พร้อมวันที่และร้านค้า จึงให้สูตร และตัวอย่างสมมติที่ระบุชัดว่าเป็นตัวเลขสมมติ
น้ำที่ประหยัดได้ต่อฤดู = พื้นที่เปียก x (การซึมก่อนบุ - การซึมหลังบุ) x จำนวนวัน
ตัวอย่างสมมติ สระมีพื้นที่เปียกราว 830 ตารางเมตร (สระก้น 12 x 20 เมตร ลึก 3 เมตร ลาด 1:2 ตามตัวอย่างในบทความคำนวณขนาดสระ) การซึมก่อนบุสมมติ 5 มม./วัน หลังบุสมมติ 1 มม./วัน หน้าแล้ง 150 วัน ประหยัดได้ 830 x 0.004 x 150 = ราว 498 ลูกบาศก์เมตร ถ้าน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรมีมูลค่าหรือต้นทุนสูบแทน 10 บาท (ตัวเลขสมมติ) ประหยัดราว 4,980 บาทต่อฤดู แล้วนำไปเทียบกับราคาติดตั้ง ถ้าราคาติดตั้งรวมวัสดุเป็น P บาทต่อตารางเมตร ต้นทุนบุเท่ากับ 830 x P บาท และคืนทุนในประมาณ (830 x P) หาร 4,980 ปี ตัวอย่างเช่นถ้า P สมมติเป็น 100 บาท ต้นทุน 83,000 บาท คืนทุนราว 17 ปี ซึ่งไม่คุ้มเมื่อมองแค่ค่าน้ำ
| สถานการณ์ในตัวอย่างสมมติ | น้ำที่ประหยัดต่อฤดู | ข้อสรุปเบื้องต้น |
|---|---|---|
| ซึม 2 มม./วัน บุแล้ว 1 มม./วัน | 830 x 0.001 x 150 = ราว 125 ลบ.ม. | ส่วนต่างน้อย การบุอาจไม่คุ้ม |
| ซึม 5 มม./วัน บุแล้ว 1 มม./วัน | ราว 498 ลบ.ม. | ต้องมีราคาติดตั้งต่ำมากจึงจะคุ้มด้วยค่าน้ำอย่างเดียว |
| ซึม 10 มม./วัน บุแล้ว 1 มม./วัน | 830 x 0.009 x 150 = ราว 1,121 ลบ.ม. | ส่วนต่างมาก ถ้าไม่บุสระเก็บน้ำไม่พอหน้าแล้ง การบุอาจเป็นเงื่อนไขให้ใช้สระได้ |
ข้อสังเกตจากตาราง คือมูลค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำต่อลูกบาศก์เมตร แต่อยู่ที่ว่าน้ำที่เก็บได้ทำให้ปลูกพืชหน้าแล้งได้กี่ไร่ และพืชนั้นให้รายได้เท่าไร ถ้าสระไม่มีน้ำเหลือปลูกพืชเลย ค่าบุก็คือค่าที่ทำให้ได้ฤดูปลูกกลับมา ให้เทียบรายได้ต่อไร่ของพืชที่จะปลูก ลบต้นทุนผันแปร แล้วหารด้วยต้นทุนบุ และควรเผื่ออายุใช้งานของวัสดุซึ่งผมไม่มีตัวเลขที่ยืนยันได้ ให้ถามผู้ผลิตเป็นลายลักษณ์อักษร
ขั้นตอนตัดสินใจแก้สระรั่ว
- วัดการลดของระดับน้ำเทียบภาชนะลอยอย่างน้อย 5 ถึง 7 วันที่ไม่มีฝน เพื่อแยกระเหยออกจากซึม
- ดูว่ารั่วทั่วท้องบ่อหรือรั่วจุดเดียว ถ้าระดับน้ำหยุดลดที่ระดับหนึ่ง แสดงว่ารอยรั่วอยู่ที่ระดับนั้น
- ถ้ารั่วเฉพาะจุด ให้ซ่อมเฉพาะจุดด้วยดินเหนียวบดอัดตามวิธีในคู่มือกรมพัฒนาที่ดิน
- ถ้าซึมทั่วบ่อ ลองทดสอบแปลงเล็กก่อนด้วยดินเหนียวหรือพลาสติกเฉพาะบางส่วนของบ่อ แล้วเทียบอัตราลดของระดับน้ำ
- คำนวณความคุ้มด้วยสูตรข้างบน โดยใช้ราคาใบเสนอจริง 2 ถึง 3 ราย
- เลือกวิธี ทำก่อนฝนจะมา และตรวจซ้ำทุกต้นฤดูแล้ง
เช็กลิสต์ก่อนปูหรือบดอัด
- ระบายน้ำในส่วนที่ต้องทำให้ถึงระดับที่เข้าถึงผิวบ่อได้
- ถางหญ้า ถอนราก ตัดรากไม้ที่ยื่นออกมา และเก็บก้อนหินคม
- ตรวจระยะห่างแนวเขตและกฎหมายขุดดินถ้ามีการขุดเพิ่ม (ลึกเกิน 3 เมตร หรือปากบ่อเกิน 10,000 ตารางเมตร ตามคู่มือประชาชนการแจ้งขุดดิน)
- ขอข้อมูลจากผู้ขาย ความหนา ชนิดวัสดุ การยึดขอบ อายุใช้งาน และวิธีซ่อม เป็นลายลักษณ์อักษร
- วางรั้ว/ทางขึ้นลงที่ปลอดภัยสำหรับคนและสัตว์
- ปลูกหญ้าแฝกรอบขอบบ่อตามคู่มือ (แถวแรกห่างขอบ 50 ซม.) ในหน้าฝน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ปูพลาสติกทั้งที่ยังไม่รู้ว่าน้ำหายเพราะซึมหรือระเหย ถ้าเป็นการระเหยเป็นส่วนใหญ่ การบุไม่ช่วย ต้องแก้ด้วยการคลุมผิวหรือลดพื้นที่ผิวแทน
- ไม่เตรียมพื้นผิว ปูทับหินคมและรากไม้ ฝนแรกแผ่นก็ทะลุ
- ทิ้งขอบแผ่นให้โดนแดดตลอดโดยไม่ถามผู้ขายว่าต้องคลุมหรือไม่ แล้วแผ่นกรอบเสื่อมที่ขอบก่อน
- ใช้ดินเหนียวหนาไม่พอ หรือเทลงแล้วไม่บดอัด ซึ่งคู่มือระบุให้บดอัด แล้วปล่อยให้แห้งแตกก่อนมีน้ำ
- คิดแต่ราคาวัสดุ ไม่คิดค่าเตรียมพื้นผิว ค่าขนส่งดินเหนียว และรั้วป้องกันคนกับสัตว์
- ซื้อตามคำโฆษณาโดยไม่ขอเอกสารความหนาและอายุใช้งาน
บทความที่เกี่ยวข้อง
อ่านเรื่อง คิดขนาดบ่อเก็บน้ำฝนในฟาร์ม และ ต้นทุนสระเก็บน้ำในฟาร์ม ประกอบการคำนวณ ถ้าอยากรู้ว่าดินแปลงตัวเองเหนียวแค่ไหน ดู ดินเหนียวปลูกอะไรดี และถ้ากำลังตัดสินใจขอสระจากรัฐ ดู โครงการสระน้ำในไร่นาขนาดเล็ก
สรุป
ก่อนปูอะไรลงสระ ให้วัดก่อนว่าน้ำหายเพราะซึมหรือระเหย แล้วค่อยเลือกวิธี ดินเหนียวบดอัดเป็นวิธีที่คู่มือกรมพัฒนาที่ดินกล่าวถึง ส่วนแผ่นพลาสติกมีเกณฑ์ที่ผมอ้างได้จากมาตรฐานต่างประเทศเท่านั้น ราคาและอายุใช้งานในไทยต้องขอใบเสนอราคาจริง ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อคำนวณความคุ้มเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อฝึกคิด ข้อมูลตรวจ ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คู่มือโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (กรมพัฒนาที่ดิน, ก.พ. 2565) — วิธีตรวจและแก้บ่อรั่วด้วยการบดอัดหรือดินเหนียว หญ้าแฝกรอบบ่อ https://orgweb.ldd.go.th/sources/img/part_document/FILES_9905_664442d4980a7.pdf
- Sukkunthata และคณะ (2566) TSAEJ ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 — การซึม 160 มม./วัน ลดเหลือ 19.0 และ 2.6 มม./วัน และผลของความร้อนต่อวัสดุซีล https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/256375
- Sittichok & Thepprasit (2021) Science and Engineering Connect — การลดการระเหยด้วยวัสดุคลุม ผลลด 64 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 3.25 มม./วัน https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/SEC/article/view/10357
- USDA NRCS Conservation Practice Standard 521 Pond Sealing or Lining Geomembrane (Alabama, 2018) — เกณฑ์ความหนาแผ่น การเตรียมพื้นผิว การป้องกันยูวี และรั้ว (มาตรฐานสหรัฐ ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง) https://efotg.sc.egov.usda.gov/api/CPSFile/24527/521_AL_CPS_Pond_Sealing_or_Lining_Geomembrane_or_Geosynthetic_Clay_Liner_2018
- คู่มือสำหรับประชาชน การแจ้งขุดดิน เทศบาลตำบลพะตง — เกณฑ์ลึกเกิน 3 เมตรหรือปากบ่อเกิน 10,000 ตารางเมตร https://infocenter.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER3/DRAWER091/GENERAL/DATA0001/00001768.PDF
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
สระรั่วแก้ด้วยดินเหนียวได้ไหม
คู่มือโครงการแหล่งน้ำในไร่นาของกรมพัฒนาที่ดินแนะนำว่าหลังฝนให้ตรวจบ่อ ถ้ารั่วให้บดอัดหรือใช้ดินเหนียวปิดทับ แต่เอกสารที่เปิดอ่านไม่ระบุความหนาของชั้นดินเหนียว จึงควรถามสถานีพัฒนาที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ว่าควรหนาเท่าไรสำหรับดินแปลงของคุณ
พลาสติกปูสระ ควรหนาเท่าไร
ผมไม่มีมาตรฐานไทยที่เปิดอ่านได้ มาตรฐานของสำนักงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสหรัฐ (NRCS) ฉบับรัฐแอละแบมา ปี 2018 ระบุความหนาต่ำสุดสำหรับน้ำสะอาด HDPE, LLDPE และ PVC 30 มิล (ราว 0.76 มิลลิเมตร) และ EPDM 45 มิล ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ แต่ควรถามผู้ผลิตและผู้ติดตั้งว่าวัสดุรุ่นที่ขายในไทยรองรับสภาพแดดและการใช้งานในสระเกษตรหรือไม่
ปูพลาสติกแล้วทิ้งขอบสระให้โดนแดดได้ไหม
มาตรฐาน NRCS ฉบับเดียวกันให้ทำตามคำแนะนำผู้ผลิตเรื่องการป้องกันสภาพอากาศและรังสียูวี และงานวิจัยผ้าใบคอนกรีตของ Sukkunthata และคณะ (TSAEJ 2566) พบว่าความร้อนจากแสงแดดลดประสิทธิภาพวัสดุซีลรอยต่อ จึงควรสอบถามผู้ขายว่าส่วนที่พ้นน้ำต้องคลุมกลบหรือไม่
คุ้มไหมที่จะปูพลาสติกทั้งสระ
ขึ้นกับสามค่า คือราคาติดตั้งต่อตารางเมตร พื้นที่เปียก และมูลค่าน้ำที่ประหยัดได้ต่อฤดู บทความนี้มีสูตรและตัวอย่างสมมติ ถ้าดินซึมช้าอยู่แล้ว ปูพลาสติกอาจไม่คุ้ม แต่ถ้าสระเก็บน้ำไม่อยู่เลย พลาสติกอาจเป็นทางเดียวที่ได้น้ำกลับมา
รู้ได้อย่างไรว่าสระรั่วหรือแค่ระเหย
วัดระดับน้ำในสระตอนไม่มีฝนหลายวัน แล้ววางภาชนะเปิดปากกว้างลอยในสระ (น้ำในภาชนะอยู่ระดับเดียวกับน้ำสระ) วัดระดับที่ลดลงของทั้งสองที่ ส่วนต่างคือการซึม ถ้าสระลดเร็วกว่าภาชนะวันละหลายมิลลิเมตร นั่นคือน้ำซึมลงดิน วิธีนี้เป็นการทดสอบภาคสนามที่ผู้เขียนอธิบายเอง ไม่ใช่มาตรฐานจากแหล่งอ้างอิง
หญ้าแฝกช่วยกันรั่วหรือเปล่า
ไม่ใช่ หญ้าแฝกตามคู่มือกรมพัฒนาที่ดินปลูกเพื่อป้องกันขอบบ่อพัง ไม่ได้ใช้อุดการซึมของท้องบ่อ แนวปลูกคือสองแถว แถวแรกห่างขอบบ่อ 50 เซนติเมตร แถวที่สองที่ระดับน้ำสูงสุด



