คำตอบสั้น ๆ
ระบบเปิดใช้กับบ่อหรือที่ลุ่ม ระบบปิดใช้กับพื้นที่จำกัดและขุดมือได้ในระดับครัวเรือน บทความนี้เทียบสองระบบตามคู่มือ และบอกสิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน
คำตอบเร็ว: คู่มือธนาคารน้ำใต้ดินของ วช. (2564) แยกสองระบบตามที่ดิน ระบบเปิดใช้กับพื้นที่ที่มีบ่อหรือสระหรือที่ลุ่ม ปล่อยน้ำลงบ่อโดยตรงและขุด "สะดือ" ทะลุชั้นดินเหนียวลงถึงชั้นน้ำ ส่วนระบบปิดใช้กับพื้นที่จำกัดที่ขุดเป็นบ่อไม่ได้ ขุดหลุมแล้วใส่ท่อ PVC กับหินเรียงชั้น ระบบปิดระดับครัวเรือนขุดด้วยมือได้ แต่ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำใต้ดิน เช่น สารเคมีเกษตรที่อาจไหลลงไป ยังไม่มีการศึกษาอย่างรอบด้าน และยังไม่พบประกาศทางการที่ยืนยันว่าต้องขออนุญาตหรือไม่ ให้สอบถามสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก่อนลงมือ ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
ธนาคารน้ำใต้ดินกลายเป็นคำที่คนพูดถึงมากช่วงน้ำท่วมแล้งสลับกัน เพราะฟังดูเหมือนทางออกง่าย ๆ คือเอาน้ำหลากส่วนเกินฝากไว้ใต้ดินแล้วถอนใช้ตอนแล้ง แต่พอถามว่า "ระบบเปิดกับระบบปิดต่างกันอย่างไร" และ "ทำเองได้ไหม" คำตอบที่ได้ยินตามกลุ่มไลน์มักปนกันจนแยกไม่ออก บทความนี้ยึดคู่มือที่เป็นเอกสารวิชาการ คือ "คู่มือการทำธนาคารน้ำใต้ดิน" ที่จัดทำโดยมูลนิธิหลวงปู่สงฆ์ จันทสโรเพื่อการวิจัย เผยแพร่ผ่านระบบฐานข้อมูลของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2564 บวกข้อควรระวังจากเอกสารของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่กรมพัฒนาที่ดินนำมาเผยแพร่ (ปี 2562) และจะบอกตรง ๆ ว่าส่วนไหนยังไม่มีข้อมูลยืนยัน
ถ้าอยากรู้ภาพรวมว่าธนาคารน้ำใต้ดินคืออะไร ให้อ่านบทความหลักที่ธนาคารน้ำใต้ดินก่อน บทความนี้เจาะเฉพาะการเลือกระหว่างสองระบบ ส่วนขั้นตอนลงมือขุดอยู่ในบทความวิธีทำธนาคารน้ำใต้ดินในไร่นา
ธนาคารน้ำใต้ดินทำงานอย่างไรโดยย่อ
หลักคิดคือช่วยให้น้ำผิวดินซึมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินได้เร็วขึ้นกว่าที่ธรรมชาติทำเอง ไม่ใช่การสร้างถังเก็บน้ำใต้ดิน น้ำที่ซึมลงไปจะรวมกับน้ำบาดาลที่มีอยู่ แล้วถอนกลับมาใช้ผ่านบ่อที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ ดังนั้นคุณสมบัติของดินและชั้นน้ำของแต่ละที่คือตัวกำหนดว่าจะได้ผลหรือไม่ คู่มือเองก็ให้เลือกระบบตามสภาพพื้นที่และความสามารถของผู้ทำ ไม่ได้ให้ใช้สูตรเดียวทุกที่
เอกสารของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่กรมพัฒนาที่ดินนำมาเผยแพร่ ให้ข้อควรระวังไว้ว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่น้ำใต้ดินบางแห่งมีรสเค็มต้องทำด้วยความระมัดระวัง ต้องศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินควบคู่กับข้อมูลอุทกธรณีวิทยาก่อนออกแบบ ต้องศึกษาทั้งผลดีและผลเสีย และต้องระวังการปนเปื้อนในพื้นที่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม
เปรียบเทียบระบบเปิดกับระบบปิด
| หัวข้อ | ระบบเปิด | ระบบปิด |
|---|---|---|
| เหมาะกับที่แบบไหน | มีบ่อหรือสระอยู่แล้ว หรือที่ลุ่มที่ขุดเป็นบ่อได้ | พื้นที่จำกัด ขุดเป็นบ่อไม่ได้ |
| วิธีให้น้ำลงดิน | เติมน้ำลงบ่อหรือหลุมขุดโดยตรง | น้ำไหลผ่านหินและวัสดุกรองในหลุมแล้วซึมลง |
| โครงสร้างหลัก | บ่อ ขุด "สะดือ" 3 จุด (หัว ท้าย กลาง) ทะลุชั้นดินเหนียวลงถึงชั้นน้ำ ลึกราว 7-12 เมตร และเปิดขอบบ่อให้น้ำไหลเข้าจากทุกทิศ | หลุมสี่เหลี่ยมหรือกลม มีบ่อพักลึกกว่าก้นหลุมราว 30 ซม. ใส่ท่อ PVC ระบายอากาศ ถมหินใหญ่ หินกลางหรืออิฐ กระเบื้อง เศษแก้ว แล้วหินเล็กด้านบน |
| งานขุด | ต้องใช้เครื่องจักรสำหรับบ่อและสะดือ ตามที่คู่มือระบุลำดับขั้นตอนเลือกพื้นที่ ขุดสะดือ และเปิดขอบบ่อ | ระดับองค์กรใช้รถแบ็กโฮ ระดับครัวเรือนขุดด้วยมือได้ |
| ข้อควรระวังหลัก | น้ำที่เติมลงบ่อเข้าชั้นน้ำเกือบโดยตรง ถ้าน้ำมีตะกอนหรือสารปนเปื้อนก็ไปถึงชั้นน้ำได้เร็ว | วัสดุถมต้องไม่เป็นพลาสติกหรือยางรถยนต์ และต้องมีตาข่ายดักตะกอนใต้ผิวหน้า |
| การบำรุงรักษา | ติดตามผลก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ 6 เดือนและ 12 เดือน | ระดับครัวเรือนควรดูแลผ่านกลุ่มระดับตำบลโดยมีหน่วยงานท้องถิ่นเป็นพี่เลี้ยง |
ข้อมูลในตารางสรุปจากคู่มือของมูลนิธิหลวงปู่สงฆ์ จันทสโรเพื่อการวิจัยฉบับ 2564 ตัวเลขความลึกสะดือ 7-12 เมตรเป็นของตัวอย่างในคู่มือ ไม่ใช่ค่าที่ใช้ได้ทุกพื้นที่ ความลึกของชั้นน้ำที่ที่ดินคุณต้องถามผู้รู้ท้องถิ่น
ระบบเปิด ทำอย่างไรตามคู่มือ
คู่มือแบ่งเป็นสามขั้น ขั้นแรกเลือกพื้นที่ที่เป็นบ่อหรือที่ลุ่ม ขั้นสองขุดสะดือ ที่หัว ท้าย และกลางบ่อ ลึกทะลุชั้นดินเหนียวลงไปถึงชั้นน้ำ คู่มือยกตัวอย่างลึกประมาณ 7-12 เมตร ขั้นสามเปิดขอบบ่อให้น้ำไหลเข้าได้จากทุกทิศ
ภาคสนามที่ผมเจอบ่อย คือคนเห็นว่าบ่อกักน้ำไม่อยู่แล้วอยากให้ซึมลงเร็วขึ้น พอรู้ว่าระบบเปิดคือการเจาะทะลุดินเหนียวที่เคยทำหน้าที่ปิดก้นบ่อ ก็ต้องคิดย้อนว่าบ่อนั้นเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งอยู่หรือเปล่า ถ้าเจาะทะลุแล้วน้ำในบ่อหายเร็วจนไม่มีไว้ใช้ผิวดิน ต้องชั่งน้ำหนักเองว่าจะแลกกับการเก็บใต้ดินหรือไม่ และต้องมีบ่อบาดาลหรือบ่อตื้นข้างเคียงไว้ถอนน้ำกลับมาใช้
เรื่องคุณภาพน้ำที่ปล่อยลงสะดือ คู่มือยอมรับว่ายังไม่มีการศึกษาเรื่องสารเคมีเกษตรอย่างรอบด้านโดยเฉพาะกรณีก้นบ่อถึงชั้นหินให้น้ำ ผมจึงไม่ขอบอกว่าปล่อยน้ำจากแปลงที่ฉีดพ่นสารเคมีลงระบบเปิดได้ปลอดภัย การที่คู่มือไม่ระบุตัวเลขไว้ คือสัญญาณว่าเกษตรกรไม่ควรคาดเดาเอง
ระบบปิด ทำอย่างไรตามคู่มือ
คู่มือแยกขนาดหลุมไว้สองระดับ ระดับองค์กรที่ใช้รถแบ็กโฮ หลุมกว้าง 1 เมตร ลึก 2 เมตร ความยาวตามพื้นที่ บ่อพักลึก 30-50 ซม. ท่อ PVC 2 นิ้ว ยาวราว 2.5 เมตร หินเขื่อนขนาด 3-15 นิ้ว เรียงเป็นสี่ส่วนคือหินใหญ่ 10-15 นิ้ว หนึ่งส่วน หินกลาง 5-10 นิ้ว สองส่วน หินเล็ก 3-5 นิ้ว หนึ่งส่วน และขึงตาข่ายเขียวหรืออวนประมงใต้ผิวหน้า 10-20 ซม. เพื่อกรองตะกอนดิน
ระดับครัวเรือนที่ขุดด้วยมือ หลุมกว้าง 30-80 ซม. ลึก 50-120 ซม. บ่อพัก 30x30x30 ซม. ท่อ PVC 1.5-2 นิ้ว ยาวราว 1.2-1.5 เมตร ตาข่ายหรืออวนละเอียดใต้ผิวหน้า 10-15 ซม. คู่มือระบุให้เลี่ยงขวดพลาสติก ยางรถยนต์ และวัสดุที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตามที่เห็นในคู่มือ ระบบปิดมีขนาดเล็กกว่าระบบเปิดมาก หลุมครัวเรือนกว้างแค่ 30-80 ซม. จึงรับน้ำได้ไม่เหมือนบ่อ คู่มือไม่ได้ให้ตัวเลขว่าหลุมหนึ่งรับน้ำได้เท่าไร ดังนั้นผมไม่ขอยืนยันปริมาณน้ำที่เติมลงใต้ดินได้
ทำเองได้หรือไม่
คำตอบแยกสามส่วน
- ด้านแรงงานและเครื่องมือ ระบบปิดระดับครัวเรือนในคู่มือขุดด้วยมือได้ ส่วนระบบเปิดและระบบปิดระดับองค์กรต้องใช้เครื่องจักร
- ด้านวิชาการ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลแนะให้ศึกษาดินและน้ำใต้ดินร่วมกันก่อนออกแบบ ทำเองโดยไม่รู้ว่าชั้นน้ำที่ดินเป็นน้ำเค็มหรือไม่ มีความเสี่ยง
- ด้านกฎหมาย พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 นิยามคำว่า "ระบายน้ำลงบ่อน้ำบาดาล" ว่าหมายถึงการกระทำใด ๆ ที่ทำให้น้ำหรือของเหลวอื่นลงไปในบ่อน้ำบาดาล และนับเป็น "กิจการน้ำบาดาล" แต่ผมยังไม่พบประกาศที่ยืนยันว่าหลุมซึมที่ขุดด้วยมือและไม่ได้ลงถึงชั้นน้ำบาดาลอยู่ในนิยามนี้หรือไม่ จึงไม่ฟันธง ให้ถามสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด หรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ก่อนเริ่มขุด
เรื่องใบอนุญาตบ่อบาดาลทั่วไป อ่านเพิ่มที่ขุดบ่อบาดาลใช้ในฟาร์มต้องขอใบอนุญาตไหม กรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่าบ่อที่ลึกเกิน 15 เมตรเป็นน้ำบาดาลตามกฎหมาย (ข้อมูลหน้าเว็บปี 2564 ให้ตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันอีกครั้ง)
เลือกอย่างไรตามสภาพที่ดินของคุณ
- ดูว่ามีบ่อหรือที่ลุ่มอยู่แล้วไหม ถ้ามี ระบบเปิดเป็นทางเลือกที่คู่มือชี้ไว้ แต่ต้องคำนึงเรื่องบ่อที่ใช้เก็บน้ำผิวดินด้วย
- ดูพื้นที่ว่าง ถ้าขุดบ่อไม่ได้ ระบบปิดเป็นทางเลือกที่คู่มือชี้ไว้
- ถามเรื่องชั้นน้ำ ใช้แผนที่น้ำบาดาลและข้อมูลบ่อใกล้เคียงที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลแนะนำ เพื่อประเมินความลึกและศักยภาพก่อนตัดสินใจ ถ้าพื้นที่อยู่ในเขตน้ำเค็ม ให้ปรึกษาก่อนเสมอ ดูเรื่องน้ำกร่อยที่น้ำบาดาลรสกร่อยรดผัก
- ดูแหล่งน้ำที่จะเติม น้ำฝนจากหลังคาสะอาดกว่าน้ำไหลบ่าจากแปลงที่ใช้สารเคมี เรื่องนี้เป็นข้อเสนอจากหลักคิดการลดการปนเปื้อน ไม่ใช่ข้อกำหนดในคู่มือ
- ถามกฎหมายท้องถิ่น ติดต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก่อนลงมือ
เรื่องต้นทุน
ผมไม่พบตัวเลขต้นทุนของแต่ละระบบในคู่มือที่เปิดอ่าน และไม่ขอยกราคาที่ไม่มีแหล่งที่มา ถ้าจะประเมินเอง ให้ใช้สูตรเดียวกับงานฟาร์มอื่น ต้นทุนรวม = ต้นทุนคงที่ + ต้นทุนผันแปร และต้นทุนต่อหน่วย = ต้นทุนรวม ÷ ปริมาณ ต้นทุนคงที่คือค่าจ้างรถขุด ค่าท่อ ค่าหิน ค่าตาข่าย ส่วนต้นทุนผันแปรคือค่าแรงดูแลและค่าตรวจน้ำ ถ้ากำหนดว่าระบบนี้ใช้งานกี่ปีและรับน้ำได้กี่ลูกบาศก์เมตรต่อปี ก็หารได้ แต่ตัวหารเรื่องปริมาณน้ำที่เติมได้จริงยังไม่มีข้อมูลยืนยัน การคำนวณจึงเป็นได้แค่ตัวอย่างฝึกคิด ขอให้ใช้ราคาที่ได้ใบเสนอจริงของท้องถิ่น
เทียบทางเลือกอื่นที่ผู้ใช้น้ำควรชั่งน้ำหนักควบคู่ เช่น เจาะบ่อบาดาลเองหรือซื้อน้ำ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าธนาคารน้ำใต้ดินคือที่เก็บน้ำที่ถอนคืนได้เท่าเดิม ทั้งที่คู่มือไม่ได้ให้ตัวเลขอัตราการซึมหรือปริมาณน้ำที่เก็บได้
- ปล่อยน้ำจากแปลงที่ใช้สารเคมีลงหลุมโดยไม่คิด ทั้งที่คู่มือยอมรับว่าผลของสารเคมีเกษตรต่อน้ำใต้ดินยังไม่ได้ศึกษาอย่างรอบด้าน
- ถมหลุมด้วยขวดพลาสติกหรือยางรถยนต์เพราะหาง่าย ซึ่งคู่มือระบุให้เลี่ยง
- ไม่ใส่ตาข่ายดักตะกอนใต้ผิวหน้า ทำให้ดินโคลนอุดหลุมเร็ว
- ขุดในพื้นที่เสี่ยงน้ำเค็มหรือใกล้โรงงานโดยไม่ตรวจก่อน ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเตือนไว้ในเอกสารปี 2562
- ไม่ตรวจติดตามผล ทั้งที่คู่มือกำหนดไว้ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ 6 และ 12 เดือน
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ
- รู้แล้วว่าที่ดินมีบ่อ สระ หรือที่ลุ่มพอจะทำระบบเปิดหรือไม่
- ถามสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเรื่องการอนุญาต และจดชื่อผู้ตอบพร้อมวันที่
- ตรวจว่าพื้นที่อยู่ในเขตน้ำเค็มหรือใกล้แหล่งปนเปื้อนหรือไม่
- เลือกแหล่งน้ำที่จะเติมและแยกน้ำจากบริเวณผสมสารเคมี
- เตรียมวัสดุตามคู่มือ ไม่ใช้พลาสติกหรือยาง
- วางแผนวัดระดับน้ำและตรวจคุณภาพน้ำก่อนทำ และหลังทำ 6 และ 12 เดือน
- ตกลงคนดูแลและวิธีล้างตะกอน
สรุป
ระบบเปิดเหมาะกับที่มีบ่อหรือที่ลุ่มและต้องใช้เครื่องจักร ส่วนระบบปิดเหมาะกับพื้นที่จำกัดและระดับครัวเรือนขุดมือได้ แต่ทั้งสองระบบยังมีสิ่งที่ไม่มีข้อมูลยืนยัน คือปริมาณน้ำที่เติมได้ ผลต่อคุณภาพน้ำใต้ดิน และเรื่องการขออนุญาต ก่อนลงมือควรถามสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และตรวจพื้นที่เรื่องน้ำเค็มหรือการปนเปื้อน ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คู่มือการทำธนาคารน้ำใต้ดิน (วช. 2564) — ระบบเปิด ระบบปิด ขนาดหลุม วัสดุ และการติดตามผล (https://dkmmap.nrct.go.th/dkmmap-2021/dkm-dm/upload_manual/64-088.pdf)
- กรมพัฒนาที่ดิน (สไลด์ธนาคารน้ำใต้ดิน แหล่งข้อมูล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล 2562) — ข้อควรระวังด้านน้ำเค็ม ดิน และการปนเปื้อน (https://www.ldd.go.th/WEB_Download/Data/Info/Professor/UndergroundBank/UB.pdf)
- พระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 — นิยามน้ำบาดาลและการระบายน้ำลงบ่อน้ำบาดาล (https://hydrolaw.thaiwater.net/พระราชบัญญัติน้ำบาดาล-พ/)
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — เขตน้ำบาดาลและความลึกเกิน 15 เมตร (https://www.dgr.go.th/th/newsAll/124/5677)
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — การประเมินศักยภาพน้ำบาดาลเบื้องต้นจากแผนที่น้ำบาดาล (https://www.dgr.go.th/th/newsAll/124/5210)
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (MNRE Hub) — การเลือกพื้นที่ที่เลี่ยงน้ำใต้ดินปนเปื้อน (https://hub.mnre.go.th/th/knowledge/detail/65377)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียด
เครื่องหยอดข้าว 4 แถว ตราง้าว เป็นเครื่องที่ใช้สำหรับการปลูกข้าวนาแห้ง หรือ นารอฝน หยอดข้าว หยอดเมล็ด หยอดข้าวโพด
ดูรายละเอียด
เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด Zebra ZD220 พิมพ์สติกเกอร์ ฉลากยา ใบปะหน้า พิมพ์ได้ 2 ระบบ DTและTT เชื่อมต่อ USB
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ระบบเปิดกับระบบปิดต่างกันตรงไหน
ระบบเปิดเติมน้ำลงบ่อหรือหลุมขุดโดยตรงและมีสะดือทะลุชั้นดินเหนียว ส่วนระบบปิดเป็นหลุมที่ใส่ท่อ PVC และหินเรียงชั้น เหมาะกับที่ดินจำกัด
ธนาคารน้ำใต้ดินทำเองในสวนได้ไหม
ระบบปิดระดับครัวเรือนในคู่มือขุดด้วยมือได้ แต่ควรถามหน่วยงานเรื่องการอนุญาตและคุณภาพน้ำก่อน เพราะยังไม่พบประกาศที่ยืนยันเรื่องนี้
ต้องขออนุญาตหรือไม่
ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน กฎหมายน้ำบาดาลนิยามการระบายน้ำลงบ่อน้ำบาดาลเป็นกิจการน้ำบาดาล ให้สอบถามสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
หลุมหนึ่งรับน้ำได้กี่ลูกบาศก์เมตร
คู่มือไม่ให้ตัวเลข จึงไม่ขอระบุ การรับน้ำขึ้นกับดินและชั้นน้ำของแต่ละพื้นที่
ทำในภาคอีสานได้ไหม
กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเตือนว่าที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางแห่งน้ำใต้ดินเค็ม ต้องระมัดระวังและศึกษาดินกับน้ำใต้ดินก่อนออกแบบ
ควรตรวจอะไรหลังทำ
คู่มือกำหนดให้ติดตามผลก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ 6 และ 12 เดือน ผมแนะนำให้จดระดับน้ำและตรวจคุณภาพน้ำในบ่อใกล้เคียงทุกรอบด้วย
