คำตอบสั้น ๆ
บ่อน้ำตื้นกับบ่อบาดาลลึกต่างกันที่ความลึกตามกฎหมาย คุณภาพน้ำ และต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร บทความนี้ไล่เกณฑ์เลือกให้เกษตรกรพร้อมตัวอย่างคำนวณและข้อควรระวัง
คำตอบเร็ว: บ่อน้ำตื้นคือบ่อขุดหรือบ่อวงบ่อที่เอาน้ำใต้ดินระดับผิวมาใช้ ส่วนบ่อบาดาลคือบ่อเจาะที่ลงไปถึงชั้นน้ำลึกกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตามหน้าชี้แจงของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลคือลึกเกิน 15 เมตรจากผิวดิน และต้องขออนุญาตเจาะและใช้ ถ้าต้องการน้ำนิ่ง ๆ ปริมาณพอสำหรับรดทั้งปี ให้ดูบ่อบาดาลก่อน แต่ถ้าต้องการแค่เติมสระหรือรดแปลงเล็กในหน้าฝน บ่อตื้นถูกกว่ามาก ทางเลือกที่ถูกต้องขึ้นกับคุณภาพน้ำ ความลึกชั้นน้ำในพื้นที่ และเงินที่ยอมลงทุน ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
เกษตรกรหลายคนถามว่าจะขุดบ่อเองด้วยแรงงานในสวน หรือจ้างรถเจาะลงลึกเป็นสิบเป็นร้อยเมตรดี คำตอบไม่ใช่ว่าลึกแล้วดีกว่าเสมอ บ่อลึกให้น้ำนิ่งกว่าก็จริง แต่ก็ติดเรื่องใบอนุญาต ค่าเจาะ ค่าไฟสูบ และความเสี่ยงที่ลงไปแล้วเจอน้ำกร่อย ส่วนบ่อตื้นถูกและทำง่าย แต่ถึงหน้าแล้งก็อาจแห้ง บทความนี้เทียบสองแบบจากเรื่องที่ต้องตัดสินใจจริง ได้แก่ ความลึกตามกฎหมาย คุณภาพน้ำ ความปลอดภัย และวิธีคิดต้นทุนโดยไม่แต่งราคาขึ้นเอง
บ่อน้ำตื้นกับบ่อบาดาลต่างกันตรงไหน
ในภาษาชาวบ้าน คำว่า "บ่อตื้น" กับ "บ่อบาดาล" ปนกันบ่อย แต่ในทางกฎหมายมีเส้นแบ่งชัด พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 มาตรา 3 นิยามว่า "น้ำบาดาล" คือน้ำใต้ดินที่อยู่ในชั้นดิน กรวด ทราย หรือหิน ซึ่งอยู่ลึกจากผิวดินเกินความลึกที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะกำหนดให้น้อยกว่าสิบเมตรไม่ได้ ส่วนค่าที่ใช้จริงในปัจจุบัน หน้าชี้แจงของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินเกินกว่า 15 เมตรเป็นน้ำบาดาล และให้กรุงเทพมหานครกับทุกจังหวัดเป็นเขตน้ำบาดาล
แปลเป็นภาษาไร่นาได้ว่า ถ้าบ่อของคุณลึกไม่เกิน 15 เมตรจากผิวดิน ก็ยังเรียกกันทั่วไปว่าบ่อน้ำตื้น ส่วนบ่อที่ลึกกว่านั้นเข้านิยามน้ำบาดาลของกฎหมาย หน้าชี้แจงของกรมฯ ระบุว่าผู้ใช้น้ำจากบ่อที่ลึกเกิน 15 เมตรต้องยื่นขอใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลให้ถูกต้อง และผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามที่กรมฯ ลงไว้ในหน้าเดียวกัน (หน้าดังกล่าวปรับปรุงเมื่อปี 2564 ผู้อ่านควรตรวจประกาศฉบับปัจจุบันกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลอีกครั้งก่อนลงมือ)
| หัวข้อ | บ่อน้ำตื้น (ไม่เกิน 15 ม.) | บ่อบาดาล (เกิน 15 ม.) |
|---|---|---|
| สถานะทางกฎหมาย | ไม่เข้านิยามน้ำบาดาลตามเกณฑ์ 15 ม. ที่กรมฯ ชี้แจง | ต้องขอใบอนุญาตเจาะและใช้น้ำบาดาล |
| วิธีทำ | ขุดด้วยแรงงานหรือรถขุด ใส่วงบ่อ | เจาะด้วยเครื่องเจาะ ลงท่อกรุและท่อกรอง |
| ชั้นน้ำที่ใช้ | น้ำใต้ดินระดับตื้น รับน้ำจากผิวดินและฝนเป็นหลัก | ชั้นน้ำลึก มีชั้นดินหรือหินคลุมอยู่ด้านบน |
| ความเสี่ยงสำคัญ | ปนเปื้อนจากผิวดิน แห้งในหน้าแล้ง ลงไปลอกบ่อแล้วขาดอากาศ | น้ำเค็มหรือกร่อยในบางพื้นที่ ค่าเจาะและค่าไฟสูบสูงกว่า |
| ต้นทุนเริ่มต้น | ต่ำกว่า (ขึ้นกับค่าแรงและวัสดุในพื้นที่) | สูงกว่า (ขึ้นกับความลึก ราคาจ้างในพื้นที่) |
ตารางนี้ไม่ใส่ตัวเลขราคา เพราะค่าเจาะต่อเมตรเปลี่ยนตามเขตและช่วงเวลา และผมไม่ได้เปิดอ่านใบเสนอราคาจริงฉบับใดที่ลงวันที่ชัดเจน ถ้าจะตั้งงบ ให้ขอใบเสนอราคาจากช่างเจาะที่ขึ้นทะเบียนอย่างน้อยสองราย และดูเกณฑ์ราคากลางที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเผยแพร่เป็นฐานเทียบ
ความลึกกำหนดอะไรบ้างนอกจากใบอนุญาต
ความลึกไม่ได้บอกแค่ว่าต้องขอใบอนุญาตไหม แต่เปลี่ยนวิธีทำงานด้วย ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องหลักเกณฑ์และมาตรการทางวิชาการสำหรับการเจาะน้ำบาดาลและการเลิกเจาะน้ำบาดาล พ.ศ. 2551 (ลงวันที่ 24 มีนาคม 2551) กำหนดไว้ว่า การเจาะน้ำบาดาลที่ลึกเกิน 30 เมตรต้องใช้เครื่องเจาะที่มีต้นกำลังเป็นเครื่องจักรกลเท่านั้น เช่น แบบโรตารี่หรือแบบกระแทก คือไม่ใช่งานที่ชาวสวนจะลงมือเจาะเองด้วยแรงคนได้
ประกาศฉบับเดียวกันยังกำหนดให้ตำแหน่งหลุมเจาะอยู่ห่างจากชายคาไม่น้อยกว่า 1 เมตร และห่างจากส้วมซึมหรือถังเกรอะหรือร่องระบายน้ำโสโครกไม่น้อยกว่า 30 เมตร ตำแหน่งต้องไม่เป็นที่ลุ่มที่มีน้ำเสียหรือน้ำที่เป็นพิษขังหรือไหลจากผิวดินซึมลงบ่อได้ และต้องมีที่ว่างพอสำหรับซ่อมบ่อหรือซ่อมเครื่องสูบ เกณฑ์ตัวเลขข้างต้นเขียนสำหรับบ่อเจาะ แต่หลักเดียวกันใช้กับบ่อตื้นได้ตามสามัญสำนึก เพราะบ่อตื้นยิ่งรับน้ำจากผิวดินง่าย ใครมีคอกสัตว์ ที่เก็บปุ๋ยคอก หรือที่ผสมสารเคมีอยู่ใกล้บ่อ ควรขยับตำแหน่งบ่อหรือย้ายกิจกรรมเหล่านั้นก่อนจะลงทุน
มีรายละเอียดที่ชาวสวนมักไม่ทันคิด คือบ่อบาดาลต้องมีที่ว่างพอให้รถซ่อมหรือรอกยกเครื่องสูบเข้าถึง หลายสวนวางบ่อชิดรั้วหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ วันที่ต้องดึงเครื่องสูบขึ้นมาซ่อมแล้วรถเข้าไม่ได้ ค่าแรงเพิ่มมากกว่าค่าที่ประหยัดจากการไม่ขยับตำแหน่งตอนแรก
คุณภาพน้ำ ลึกแล้วไม่ได้แปลว่าดีเสมอ
เกษตรกรจำนวนมากเข้าใจว่าน้ำลึกสะอาดกว่าและจืดกว่า แต่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลอธิบายไว้ในสื่อเผยแพร่ (ปรับปรุงมีนาคม 2567) ว่าประเทศไทยพบชั้นน้ำเค็มสองพื้นที่หลัก คือภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนล่างเป็นผลจากตะกอนที่มาจากน้ำทะเลโบราณ ทำให้มีน้ำเค็มแทรกในชั้นน้ำบาดาลช่วงความลึกประมาณ 30 ถึง 170 เมตร และบางพื้นที่ชายฝั่งอาจพบที่ 300 เมตร ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีชั้นเกลือหินอยู่ใต้ชั้นดินและชั้นหิน น้ำบาดาลที่ไหลผ่านจะละลายเกลือเข้ามา กรมฯ จึงใช้วิธีหยั่งธรณีหลุมเจาะวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าเพื่อแยกชั้นน้ำจืดกับน้ำเค็ม
อ่านแล้วได้ข้อสรุปว่า การเจาะลึกลงไปอีกไม่ใช่ทางแก้เสมอไป ในพื้นที่ที่มีชั้นน้ำเค็ม เจาะลึกอาจเจอน้ำเค็มมากกว่าเดิม ก่อนจ้างเจาะ ให้ถามช่างว่าเคยเจาะแถวนั้นกี่บ่อ ได้น้ำคุณภาพอย่างไร และดูข้อมูลบ่อใกล้เคียงกับแผนที่น้ำบาดาลของกรมฯ ซึ่งกรมฯ แนะนำให้ใช้ประเมินความลึกและศักยภาพน้ำเบื้องต้นก่อนเจาะ รวมถึงข้อมูลตำแหน่ง ความลึก และปริมาณน้ำของบ่อเดิมในพื้นที่
สำหรับน้ำที่จะเอามารดพืช คู่มือ FAO Irrigation and Drainage Paper 29 (Ayers และ Westcot) ใช้ค่าการนำไฟฟ้าของน้ำ (ECw) แบ่งระดับข้อจำกัด คือต่ำกว่า 0.7 dS/m ไม่มีข้อจำกัด ช่วง 0.7 ถึง 3.0 dS/m มีข้อจำกัดเล็กน้อยถึงปานกลาง และเกิน 3.0 dS/m มีข้อจำกัดรุนแรง ซึ่งยังอาจใช้ได้กับพืชทนเค็มบนดินที่ซึมน้ำดี ถ้าน้ำของคุณรสกร่อย อย่าเดาจากรส ให้ส่งตัวอย่างวัดค่า EC และอ่านต่อที่บทความเรื่องน้ำบาดาลรสกร่อยรดผัก
ถ้าจะใช้ระบบน้ำหยด ต้องดูธาตุเหล็กด้วย
FAO ฉบับเดียวกันมีตารางระดับความเสี่ยงที่หัวน้ำหยดจะอุดตัน คือ ของแข็งแขวนลอยต่ำกว่า 50 มก./ล. ถือว่าไม่มีข้อจำกัด ช่วง 50 ถึง 100 ปานกลาง เกิน 100 รุนแรง เหล็กและแมงกานีสต่ำกว่า 0.1 มก./ล. ไม่มีข้อจำกัด ช่วง 0.1 ถึง 1.5 ปานกลาง เกิน 1.5 รุนแรง และไฮโดรเจนซัลไฟด์ต่ำกว่า 0.5 มก./ล. ไม่มีข้อจำกัด เกิน 2.0 รุนแรง FAO ระบุว่าเป็นการประเมินคร่าว ๆ ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว แต่ช่วยให้รู้ว่าน้ำที่มีสนิมเหล็กหรือกลิ่นไข่เน่าควรเตรียมระบบกรองและงบล้างระบบเพิ่ม และถ้าวางแผนระบบน้ำหยดฝังใต้ดิน ให้อ่านเทียบกับเรื่องน้ำหยดฝังใต้ดินกับบนผิวดินด้วย
บ่อบาดาลที่เพิ่งเจาะใหม่ชอบมีทรายหรือตะกอนละเอียดหลุดขึ้นมาในช่วงแรก ถ้าไม่พัฒนาบ่อให้น้ำใสก่อน ตะกอนจะไปกินใบพัดเครื่องสูบและอุดหัวหยด ส่วนบ่อตื้นมีปัญหาตะกอนดินและสาหร่ายเมื่อน้ำนิ่ง กรองหยาบด้วยตาข่ายหรือกรองทรายก่อนเข้าระบบเป็นขั้นต่ำ
ความปลอดภัยของคนลอกบ่อและขุดบ่อ
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเตือนว่าช่วงแล้งชาวบ้านมักขุดบ่อให้ลึกขึ้นหรือลงลอกบ่อเก่า และบ่อยิ่งลึกยิ่งมีออกซิเจนก้นบ่อน้อย อ้างรายงานของกรมควบคุมโรคว่าช่วงปี 2549 ถึง 2556 มีเหตุการณ์ในที่อับอากาศ 9 ครั้ง เสียชีวิต 28 ราย อัตราตายร้อยละ 87 ปริมาณออกซิเจนต่ำกว่าร้อยละ 19.5 ถือว่าอันตราย และก๊าซพิษที่พบบ่อยคือไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีเทน และคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งสะสมที่ก้นบ่อ
วิธีเบื้องต้นที่กรมฯ แนะนำก่อนลงบ่อคือ หย่อนเทียนที่จุดไฟลงไปถึงก้นบ่อ ถ้าเทียนดับห้ามลง และสังเกตสีกับกลิ่นน้ำ ถ้าน้ำดำเข้มมีกลิ่นเหม็น หรือใช้ไม้กวนแล้วมีกลิ่นไข่เน่า ห้ามลงเด็ดขาด ไม่ควรลงลำพัง ข้อนี้เป็นเหตุผลจริงจังที่ทำให้บ่อตื้นขนาดลึกไม่กี่เมตรก็อันตรายได้ และเป็นข้อที่คนมักละเลยเมื่อคิดว่า "แค่บ่อตื้น" เหตุที่กรมฯ ยกตัวอย่างมีทั้งคนลงถอดท่อพีวีซีเก่า และคนลงตรวจเครื่องสูบในบ่อลึกราว 10 เมตร
บ่อบาดาลแบบเจาะปากเล็กไม่มีให้คนลงอยู่แล้ว ความเสี่ยงอยู่ที่ช่วงเจาะและซ่อมเครื่องสูบมากกว่า ซึ่งควรเป็นงานของช่างที่มีอุปกรณ์
วิธีตัดสินใจ 5 ขั้น
- ถามความต้องการน้ำก่อน คำนวณปริมาณน้ำที่ต้องใช้ต่อวันในช่วงแล้งที่สุด (พื้นที่ปลูก × ความต้องการน้ำของพืช) ถ้าไม่ทราบ ให้ถามเกษตรอำเภอหรือดูข้อมูลของกรมชลประทานตามชนิดพืช
- เช็กข้อมูลบ่อรอบ ๆ ถามเพื่อนบ้านว่าบ่อตื้นแถวนั้นแห้งช่วงไหนของปี และบ่อเจาะที่มีอยู่ลึกเท่าไร น้ำกร่อยหรือไม่ แล้วเทียบกับแผนที่น้ำบาดาลของกรมฯ
- เลือกตำแหน่ง ห่างส้วมซึม ถังเกรอะ คอกสัตว์ และที่เก็บสารเคมีให้มากที่สุดเท่าที่แปลงเอื้อ อย่างน้อยตามระยะ 30 เมตรจากส้วมซึมและถังเกรอะ ตามประกาศ พ.ศ. 2551 สำหรับบ่อเจาะ และเว้นที่ให้รถเข้าซ่อมได้
- ตรวจเรื่องใบอนุญาต ถ้าคิดจะเจาะลึกเกิน 15 เมตร ติดต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด หรือหน่วยที่รับคำขอในจังหวัดของคุณ (หน้าชี้แจงของกรมฯ ระบุว่ากรุงเทพฯ ยื่นที่สำนักควบคุมกิจการน้ำบาดาล และบางจังหวัดยื่นที่ อบต. หรือเทศบาล จึงควรโทรถามก่อน) อ่านเพิ่มที่เรื่องขออนุญาตบ่อบาดาลในฟาร์มและสิทธิใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร
- เทียบต้นทุนตลอดอายุใช้งาน ไม่ใช่แค่ค่าเจาะหรือค่าขุด ดูหัวข้อถัดไป
เทียบต้นทุนยังไงโดยไม่เดาราคา
ผมไม่ลงราคาเจาะต่อเมตรเพราะไม่มีใบเสนอราคาลงวันที่ที่เปิดอ่านจริง จึงขอให้ใช้สูตรเดียวกับที่ใช้ในบทความต้นทุนทั่วไปของเว็บนี้ คือต้นทุนรวม = ต้นทุนคงที่ + ต้นทุนผันแปร และต้นทุนต่อหน่วย = ต้นทุนรวม ÷ ปริมาณที่ใช้ แล้วแตกรายการให้ครบ
- ต้นทุนคงที่: ค่าขุดหรือเจาะ ค่าท่อ วงบ่อหรือท่อกรุ เครื่องสูบ ตู้ควบคุม ฝาปิดปากบ่อ ค่าขอใบอนุญาต (กรณีบ่อบาดาล) ค่าตรวจคุณภาพน้ำ
- ต้นทุนผันแปร: ค่าไฟหรือน้ำมันสูบ ค่าซ่อมบำรุง ค่าล้างบ่อ ค่าเปลี่ยนไส้กรอง
- หารด้วยปริมาณน้ำที่ใช้จริงตลอดอายุใช้งานที่ตั้งไว้ จะได้ต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อฝึกวิธีคิด ไม่ใช่ราคาจริง ตั้งสมมติฐานว่า ต้นทุนคงที่ของบ่อตื้น 40,000 บาท ใช้ 8 ปี ใช้น้ำปีละ 2,000 ลูกบาศก์เมตร ค่าไฟและซ่อมปีละ 3,000 บาท จะได้ต้นทุนต่อปีเท่ากับ 40,000 ÷ 8 + 3,000 = 8,000 บาท หารด้วย 2,000 เท่ากับ 4 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนบ่อบาดาลสมมติต้นทุนคงที่ 150,000 บาท ใช้ 15 ปี น้ำปีละ 6,000 ลูกบาศก์เมตร ค่าไฟและซ่อมปีละ 9,000 บาท ได้ต้นทุนต่อปี 150,000 ÷ 15 + 9,000 = 19,000 บาท หารด้วย 6,000 เท่ากับประมาณ 3.17 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
ข้อสังเกตจากตัวอย่างสมมตินี้: บ่อที่แพงกว่าอาจถูกกว่าต่อหน่วยน้ำ ถ้าได้น้ำมากพอและใช้เต็มกำลังตลอดปี แต่ถ้าสวนใช้น้ำน้อย บ่อลึกจะกลายเป็นของแพงที่นั่งเฉย ๆ ลองแทนตัวเลขจริงของสวนคุณลงไปแล้วจะเห็นเอง และถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเจาะเองหรือซื้อน้ำ ดูเปรียบเทียบเจาะบ่อบาดาลกับซื้อน้ำเติมบ่อพักประกอบ
สวนผลไม้กับแปลงผัก ควรเลือกต่างกันไหม
ไม้ผลต้นโตต้องการน้ำต่อเนื่องหลายเดือนในหน้าแล้ง บ่อตื้นที่แห้งกลางฤดูทำให้พลาดช่วงติดผลหรือพัฒนาผล จึงมักตัดสินใจไปทางบ่อบาดาลหรือสระเก็บน้ำ ดูเปรียบเทียบเฉพาะสวนผลไม้ที่เจาะบ่อบาดาลตื้นหรือลึกสำหรับสวนผลไม้ ส่วนแปลงผักเล็กที่ปลูกเป็นรอบสั้น บ่อตื้นข้างแหล่งน้ำอาจเพียงพอ ถ้าตรวจแล้วว่าไม่แห้งและน้ำไม่ปนเปื้อน
ข้อควรระวังสำหรับผัก คือบ่อตื้นใกล้แปลงที่ใส่ปุ๋ยคอกหรือสารเคมีบ่อย ๆ น้ำจากผิวดินอาจซึมกลับลงบ่อ ทำให้คุณภาพน้ำรดผักตกในหน้าฝน ใช้ฝาปิดปากบ่อ ยกขอบบ่อให้สูงกว่าพื้นเพื่อกันน้ำไหลบ่าเข้า และไม่วางถังผสมสารเคมีไว้ข้างบ่อ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เจาะลึกกว่าที่จำเป็นโดยไม่ตรวจข้อมูลบ่อรอบข้าง ทำให้เสียเงินกับชั้นน้ำเค็มหรือกร่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคอีสานที่กรมฯ ระบุว่าพบชั้นน้ำเค็ม
- คิดว่าบ่อลึกไม่เกิน 15 เมตรไม่เกี่ยวกับกฎเลย แล้วไม่เช็กว่าข้อกำหนดในพื้นที่ตนเป็นอย่างไร ให้โทรถามหน่วยงานรับคำขอในจังหวัดก่อนเสมอ
- วางบ่อใกล้ส้วมซึม คอกสัตว์ หรือที่ผสมสารเคมี ผิดหลักระยะห่างที่ประกาศ พ.ศ. 2551 วางไว้สำหรับบ่อเจาะ
- ลงลอกบ่อตื้นลำพังโดยไม่ตรวจอากาศ เป็นต้นเหตุของเหตุเสียชีวิตที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเตือน
- ไม่พัฒนาบ่อและไม่ทดสอบปริมาณน้ำก่อนวางระบบ ทำให้เครื่องสูบเลือกผิดขนาด อ่านขั้นตอนที่ทดสอบปริมาณน้ำบ่อบาดาลก่อนวางระบบน้ำ
- เทียบแค่ราคาเจาะ ไม่รวมค่าไฟสูบและค่าซ่อมตลอดหลายปี ดังตัวอย่างสมมติข้างบน
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ
- รู้ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ต่อวันในช่วงแล้งแล้ว
- ถามเพื่อนบ้านและช่างในพื้นที่ว่าบ่อตื้นแห้งช่วงไหน บ่อลึกได้น้ำอย่างไร
- เปิดแผนที่น้ำบาดาลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดูข้อมูลเบื้องต้น
- โทรถามหน่วยรับคำขอในจังหวัดเรื่องใบอนุญาตก่อนเจาะ
- เตรียมวัดค่า EC และธาตุเหล็กของน้ำ ถ้าจะรดพืชไวต่อเกลือหรือใช้น้ำหยด
- ตำแหน่งบ่อห่างแหล่งปนเปื้อนและเว้นที่ให้รถซ่อมเข้าถึง
- มีแผนความปลอดภัยสำหรับคนที่ต้องลงบ่อ ถ้าเป็นบ่อขุดลึก
สรุป
บ่อน้ำตื้นกับบ่อบาดาลต่างกันที่ความลึกตามกฎหมาย (เกิน 15 เมตรตามที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลชี้แจง) ใบอนุญาต ความเสี่ยงเรื่องคุณภาพน้ำ และต้นทุนตลอดอายุใช้งาน ไม่ใช่เรื่องลึกกว่าดีกว่า ก่อนตัดสินใจให้ดูข้อมูลบ่อรอบข้าง ตรวจคุณภาพน้ำ ถามเรื่องใบอนุญาตกับหน่วยงานในจังหวัด และเทียบต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตรด้วยตัวเลขจริงของสวน ข้อมูลในบทความนี้ ณ ต.ค. 2569 ประกาศและขั้นตอนขออนุญาตอาจเปลี่ยน โปรดตรวจกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก่อนลงทุน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — หน้าชี้แจงเขตน้ำบาดาล ความลึกเกิน 15 เมตร ใบอนุญาต และโทษ (https://www.dgr.go.th/th/newsAll/124/5677)
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — เรื่องขออนุญาตเจาะและใช้น้ำบาดาล ช่องทางยื่นคำขอแยกตามพื้นที่ (https://www.dgr.go.th/th/newsAll/124/4856)
- พระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 (ระบบข้อมูลกฎหมายด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ) — นิยามน้ำบาดาล มาตรา 3 (https://hydrolaw.thaiwater.net/พระราชบัญญัติน้ำบาดาล-พ/)
- ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2551 — หลักเกณฑ์ทางวิชาการเจาะน้ำบาดาล ระยะห่าง และเครื่องเจาะเกิน 30 เมตร (https://hydrolaw.thaiwater.net/ประกาศกระทรวงทรัพยากรธ-8/)
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — สื่อ "น้ำบาดาลมีทั้งจืดมีทั้งเค็ม" ชั้นน้ำเค็มภาคกลางตอนล่างและภาคอีสาน มี.ค. 2567 (https://www.dgr.go.th/th/newsAll/124/11250)
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — การประเมินความลึกและศักยภาพน้ำบาดาลเบื้องต้นจากแผนที่น้ำบาดาล (https://www.dgr.go.th/th/newsAll/124/5210)
- กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ — คำเตือนขุดบ่อลอกบ่อเสี่ยงขาดอากาศหายใจ (https://www.hss.moph.go.th/show_topic.php?id=302)
- FAO — Irrigation and Drainage Paper 29, Water quality for agriculture (บทว่าด้วยความเค็ม https://www.fao.org/4/t0234e/t0234e03.htm และตารางความเสี่ยงหัวน้ำหยดอุดตัน https://www.fao.org/4/t0234e/t0234e06.htm)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

หนังสือ คู่มือ การผลิต และ ซื้อขาย ไม้ล้อม พันล้าน : เกษตร พันธุ์ไม้ การซื้อไม้ การปลูกไม้ การขายไม้ วิธีขุดไม้ใหญ่
ดูรายละเอียด
คู่มือ ยางพารา สอนการปลูก ยาง หนังสือ เกษตร การคัดเลือกพันธุ์ การขยายพันธุ์ การกรีดยาง การแปรรูป การทำยางแผ่น US.Station
ดูรายละเอียด
MBK เครื่องอบผลไม้แห้ง แบบ 5 ชั้น ใหญ่ เครื่องถนอมอาหาร ด้วยลมร้อน อบผลไม้แห้ง อบเนื้อแห้ง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
บ่อลึกกี่เมตรถึงเรียกว่าบ่อบาดาล
กฎหมายให้รัฐมนตรีกำหนดความลึก โดยต้องไม่น้อยกว่า 10 เมตร ค่าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลชี้แจงไว้คือลึกเกิน 15 เมตรจากผิวดิน ควรตรวจประกาศปัจจุบันกับกรมฯ อีกครั้ง
บ่อตื้นต้องขอใบอนุญาตไหม
ตามหน้าชี้แจงของกรมฯ ผู้ใช้น้ำจากบ่อที่ลึกเกิน 15 เมตรต้องขอใบอนุญาต ส่วนบ่อที่ตื้นกว่านั้นไม่เข้านิยามน้ำบาดาลตามเกณฑ์นี้ แต่กฎท้องถิ่นหรือข้อกำหนดอื่นอาจมี ให้สอบถาม อบต. เทศบาล หรือสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด
บ่อลึกมีน้ำจืดเสมอไหม
ไม่เสมอไป กรมฯ ระบุว่าภาคกลางตอนล่างพบน้ำเค็มในชั้นน้ำที่ประมาณ 30 ถึง 170 เมตร และภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบน้ำเค็มจากชั้นเกลือหิน การตรวจข้อมูลบ่อรอบข้างและวัดคุณภาพน้ำจึงจำเป็น
น้ำที่ใช้รดพืชควรมี EC เท่าไร
FAO ใช้เกณฑ์ ECw ต่ำกว่า 0.7 dS/m ไม่มีข้อจำกัด 0.7 ถึง 3.0 ข้อจำกัดเล็กน้อยถึงปานกลาง เกิน 3.0 ข้อจำกัดรุนแรง ความทนเค็มของพืชแต่ละชนิดต่างกัน ปรึกษาเกษตรอำเภอเมื่อค่าอยู่ในช่วงกลาง
ลงลอกบ่อตื้นเองได้ไหม
ไม่ควรลงลำพัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพแนะให้ตรวจอากาศก่อน เช่น หย่อนเทียนลงไปดูว่าดับไหม และไม่ลงถ้าน้ำดำเหม็นหรือมีกลิ่นไข่เน่า ควรมีคนคอยอยู่ด้านบนเสมอ
บ่อไหนคุ้มกว่ากัน
ขึ้นกับปริมาณน้ำที่ใช้จริง อายุใช้งาน ค่าไฟ และราคาจริงในพื้นที่ ใช้สูตรต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตรในบทความนี้แทนค่าจริงของคุณ แล้วเทียบก่อนตัดสินใจ
