คำตอบเร็ว: พื้นที่นาตั้งแต่ประมาณ 3-5 ไร่ขึ้นไป การจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวเริ่มคุ้มค่ากว่าแรงงานเกี่ยวมือ เพราะค่าจ้างต่อไร่ใกล้เคียงกันแต่รถเกี่ยวเร็วกว่ามาก (เกี่ยวจบภายในไม่กี่ชั่วโมงแทนที่จะใช้แรงงานหลายคนหลายวัน) และลดความเสี่ยงข้าวแก่เกินจนร่วงเสียหายจากการหาแรงงานไม่ทัน พื้นที่ต่ำกว่านั้นแรงงานเกี่ยวมือยังคุ้มกว่าหากหาแรงงานได้ไม่ยาก
ในหลายบทความเรื่องต้นทุนปลูกข้าว มักพูดถึงต้นทุนโดยรวมทั้งฤดูแบบกว้าง ๆ แต่คำถามที่เกษตรกรจริงต้องตัดสินใจทุกปีคือ "ปีนี้จะจ้างรถเกี่ยวหรือจ้างคนเกี่ยว" ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผูกกับ threshold ขนาดพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่คำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกขนาดแปลง บทความนี้จะพาดูตัวเลขค่าจ้างจริง ความเร็วที่ต่างกัน ความเสี่ยงเรื่องแรงงาน และจุดที่พื้นที่ขนาดไหนควรเปลี่ยนมาใช้รถเกี่ยว
ค่าจ้างรถเกี่ยวต่อไร่ เทียบค่าแรงงานเกี่ยวมือ
ค่าจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวแบบเหมาต่อไร่ในหลายพื้นที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 500-700 บาทต่อไร่ ขึ้นกับสภาพแปลงนา ระยะทางขนย้ายรถ และความชื้นของข้าวในวันเกี่ยว ส่วนค่าแรงงานเกี่ยวมือ หากจ้างเหมาแรงงานเกี่ยวและมัดฟ่อนเอง อยู่ที่ประมาณ 300-450 บาทต่อไร่ ซึ่งดูเหมือนถูกกว่าเมื่อดูตัวเลขต่อไร่เพียงอย่างเดียว แต่ตัวเลขนี้ยังไม่รวมต้นทุนแฝงที่สำคัญคือ "เวลา" และ "ความเสี่ยงหาแรงงานไม่ได้"
แรงงานเกี่ยวมือหนึ่งคนโดยทั่วไปเกี่ยวข้าวได้ประมาณ 0.5-1 ไร่ต่อวัน ขึ้นกับความหนาแน่นของต้นข้าวและทักษะ ถ้าแปลงมีขนาด 5 ไร่ ต้องใช้แรงงาน 5-10 คนทำงานพร้อมกันหนึ่งวัน หรือใช้แรงงานน้อยกว่าแต่ใช้เวลาหลายวัน ซึ่งหมายความว่ายิ่งแปลงใหญ่ ยิ่งต้องหาแรงงานจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกปีเพราะแรงงานภาคเกษตรในหลายพื้นที่ลดลงต่อเนื่อง
นอกจากค่าจ้างเกี่ยวแล้ว ยังมีต้นทุนแฝงที่มักถูกมองข้ามอีกสองส่วน คือค่าขนย้ายฟ่อนข้าวไปยังจุดนวด (ถ้าเกี่ยวมือแล้วต้องนวดแยกต่างหาก) และค่าอาหาร-เครื่องดื่มเลี้ยงแรงงานที่มาช่วยเกี่ยว ซึ่งในระบบลงแขกแบบดั้งเดิมเจ้าของนามักต้องเตรียมอาหารกลางวันและของว่างให้แรงงานทุกคน คิดเป็นต้นทุนเพิ่มอีกหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อวันแล้วแต่จำนวนคน ขณะที่การจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวเป็นบริการเบ็ดเสร็จที่ราคาต่อไร่ครอบคลุมทั้งเกี่ยวและนวดในขั้นตอนเดียว ไม่มีต้นทุนแฝงส่วนนี้เพิ่มเติม
| ปัจจัย | รถเกี่ยวนวดข้าว | แรงงานเกี่ยวมือ |
|---|---|---|
| ค่าจ้างต่อไร่ (โดยประมาณ) | 500-700 บาท | 300-450 บาท |
| ความเร็วเก็บเกี่ยว | 10-20 ไร่ต่อวันต่อคัน | 0.5-1 ไร่ต่อคนต่อวัน |
| ความเสี่ยงเรื่องแรงงาน | ต่ำ นัดคิวรถล่วงหน้า | สูง หาแรงงานพร้อมกันยากขึ้นทุกปี |
| ความประณีต/สูญเสียเมล็ด | ขึ้นกับการปรับตั้งเครื่อง | ประณีตกว่าถ้าทำทันเวลา |
| เหมาะกับพื้นที่ | 3-5 ไร่ขึ้นไป | ต่ำกว่า 3 ไร่ หรือหาแรงงานง่าย |
ตัวเลขค่าจ้างข้างต้นเป็นค่าประมาณเพื่อการวางแผนเบื้องต้น ราคาจริงเปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ ปีเพาะปลูก และภาวะขาดแคลนแรงงานในแต่ละฤดู ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากกรมส่งเสริมการเกษตรหรือสอบถามสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มผู้ให้บริการเครื่องจักรกลในพื้นที่โดยตรงก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยว
ความเร็วในการเก็บเกี่ยวที่ต่างกันมาก
ความต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสองช่องทางนี้ไม่ใช่ราคา แต่คือความเร็ว รถเกี่ยวนวดข้าวหนึ่งคันสามารถเกี่ยวและนวดข้าวเสร็จในตัวได้ประมาณ 10-20 ไร่ต่อวัน ขึ้นกับสภาพแปลงและรุ่นเครื่องจักร ขณะที่แรงงานเกี่ยวมือต้องเกี่ยว มัดฟ่อน ขนย้าย และนวดแยกเป็นอีกขั้นตอน ทำให้กระบวนการทั้งหมดใช้เวลานานกว่ามาก โดยเฉพาะถ้าไม่มีเครื่องนวดแยกต่างหากในพื้นที่
ความเร็วนี้สำคัญเพราะข้าวที่แก่เต็มที่แล้วมีช่วงเวลาเหมาะสมสำหรับเก็บเกี่ยวที่จำกัด ถ้าปล่อยข้าวค้างในนานานเกินไปหลังสุกเต็มที่ เมล็ดจะเริ่มร่วงเองในแปลงโดยเฉพาะถ้าเจอลมแรงหรือฝน ทำให้สูญเสียผลผลิตโดยตรง แปลงขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเกี่ยวมือหลายวันจึงมีความเสี่ยงสะสมมากกว่าแปลงที่เกี่ยวเสร็จภายในวันเดียวด้วยรถเกี่ยว
ความเสี่ยงเรื่องหาแรงงานไม่ทันช่วงเก็บเกี่ยว
ปัญหานี้รุนแรงขึ้นทุกปีในหลายพื้นที่ของไทย เพราะแรงงานภาคเกษตรลดลงต่อเนื่องจากการย้ายเข้าเมืองไปทำงานภาคอื่น และช่วงเก็บเกี่ยวข้าวในโซนเดียวกันมักตรงกันเกือบทุกแปลง ทำให้ทุกคนต้องการแรงงานเกี่ยวพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น ๆ เดียวกัน ความต้องการแรงงานพุ่งสูงเกินอุปทานในพื้นที่ ทำให้บางปีเกษตรกรหาแรงงานเกี่ยวมือไม่ได้เลยแม้จะยอมจ่ายค่าจ้างสูงกว่าปกติ
ผลที่ตามมาคือข้าวค้างในแปลงนานเกินจำเป็น เมล็ดร่วงเสียหายมากกว่ามูลค่าที่ประหยัดได้จากค่าแรงงานที่ถูกกว่ารถเกี่ยวหลายเท่า เกษตรกรที่เคยเจอปัญหานี้มาก่อนมักให้ความสำคัญกับความแน่นอนของการจองคิวรถเกี่ยวมากกว่าการพยายามประหยัดค่าจ้างต่อไร่เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะแปลงที่มีขนาดใหญ่พอที่ความเสี่ยงจากความล่าช้าจะสร้างความเสียหายที่มากกว่าส่วนต่างค่าจ้าง
อีกปัจจัยที่ทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้นคือช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในหลายจังหวัดมักกระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์เดียวกันทั้งภาค เพราะสภาพอากาศและปฏิทินการปลูกใกล้เคียงกัน ทำให้แรงงานรับจ้างเกี่ยวที่มีอยู่จำกัดต้องกระจายไปหลายแปลงพร้อมกัน เกษตรกรที่ไม่ได้จองแรงงานไว้ล่วงหน้าอาจต้องรอคิวนานถึง 1-2 สัปดาห์ ซึ่งนานพอที่ข้าวจะร่วงเสียหายไปมากแล้ว ขณะที่รถเกี่ยวนวดข้าวในหลายพื้นที่มีเครือข่ายผู้ให้บริการหลายรายและเคลื่อนย้ายข้ามพื้นที่ได้ ทำให้มีตัวเลือกมากกว่าและวางแผนจองคิวล่วงหน้าได้แม่นยำกว่า
พื้นที่ขั้นต่ำที่ควรเปลี่ยนมาใช้รถเกี่ยว
- ต่ำกว่า 3 ไร่: แรงงานเกี่ยวมือยังคุ้มค่ากว่าถ้าหาแรงงานในครอบครัวหรือแรงงานแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้านได้ (ระบบลงแขก) เพราะผู้ให้บริการรถเกี่ยวหลายรายมีเงื่อนไขพื้นที่ขั้นต่ำที่ทำให้พื้นที่เล็กไม่คุ้มกับต้นทุนขนย้ายรถ
- 3-5 ไร่: เป็นช่วงก้ำกึ่งที่ควรพิจารณาจากความพร้อมด้านแรงงานในพื้นที่เป็นหลัก ถ้าหาแรงงานเกี่ยวมือได้ง่ายและราคาไม่แพงกว่าปกติ ยังเกี่ยวมือได้ แต่ถ้าเคยเจอปัญหาแรงงานไม่พอในปีก่อนหน้า ควรเริ่มจองคิวรถเกี่ยวไว้ล่วงหน้า
- 5-10 ไร่ขึ้นไป: รถเกี่ยวคุ้มค่ากว่าชัดเจน เพราะการรวบรวมแรงงานจำนวนมากให้มาเกี่ยวพร้อมกันทำได้ยากขึ้นตามขนาดพื้นที่ และความเสี่ยงข้าวแก่เกินจนร่วงเสียหายจะสูงขึ้นตามระยะเวลาที่ต้องใช้เกี่ยวมือ
- มากกว่า 10 ไร่: ควรจองคิวรถเกี่ยวล่วงหน้าเป็นมาตรฐาน และเผื่อผู้ให้บริการสำรองไว้อย่างน้อยหนึ่งราย เพราะพื้นที่ขนาดนี้หากใช้แรงงานเกี่ยวมือความเสี่ยงสะสมจากความล่าช้าจะสูงมาก และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะรวบรวมแรงงานมากพอให้เกี่ยวเสร็จในเวลาที่เหมาะสม
นอกจากขนาดพื้นที่แล้ว สภาพแปลงนาก็เป็นปัจจัยร่วมที่ต้องพิจารณา แปลงนาที่ดินอ่อนแฉะ มีคันนาซอยย่อยเยอะ หรือรูปร่างแปลงไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้รถเกี่ยวเข้าทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและถูกคิดราคาสูงกว่าปกติ ในกรณีนี้แม้พื้นที่จะเกิน 5 ไร่ ก็ควรสอบถามราคาจริงจากผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ เพราะบางครั้งส่วนต่างราคาอาจแคบกว่าที่คาดไว้ ขณะที่แปลงนาผืนใหญ่เรียบสม่ำเสมอมักได้ราคารถเกี่ยวที่คุ้มค่ากว่าสัดส่วนพื้นที่มาตรฐาน
ตัวอย่างคำนวณต้นทุนสองทาง (แปลง 6 ไร่)
สมมติแปลงนาข้าว 6 ไร่ ถ้าจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวที่ราคาเหมา 600 บาทต่อไร่ ต้นทุนรวมอยู่ที่ 3,600 บาท ใช้เวลาเกี่ยวเสร็จภายในครึ่งวันถึงหนึ่งวัน โดยไม่ต้องจัดหาแรงงานเพิ่มเติมหรือรอคิวแรงงานว่าง
ถ้าจ้างแรงงานเกี่ยวมือที่ราคาเหมา 400 บาทต่อไร่ ต้นทุนรวมอยู่ที่ 2,400 บาท ถูกกว่ารถเกี่ยว 1,200 บาท แต่ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-10 คนทำงานพร้อมกัน 1-2 วัน ซึ่งในช่วงพีคของฤดูเก็บเกี่ยวที่ทุกแปลงในโซนต้องการแรงงานพร้อมกัน การหาแรงงานจำนวนนี้อาจทำไม่ได้เลย หรือต้องจ่ายค่าจ้างสูงกว่าราคาปกติมากเพื่อแย่งแรงงานจากแปลงอื่น ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าค่าจ้างรถเกี่ยวไปแล้ว
หากคำนวณรวมความเสี่ยงจากข้าวร่วงเสียหายกรณีหาแรงงานไม่ทัน (สมมติสูญเสียผลผลิต 5-10% จากการเกี่ยวล่าช้า) มูลค่าความเสียหายมักสูงกว่าส่วนต่างค่าจ้าง 1,200 บาทที่ประหยัดได้จากการเกี่ยวมือมาก ทำให้ในทางปฏิบัติแปลงขนาด 6 ไร่ขึ้นไปส่วนใหญ่เลือกจ้างรถเกี่ยวเพื่อความแน่นอน แม้ค่าจ้างต่อไร่จะดูสูงกว่าเมื่อมองแค่ตัวเลขเดียว
สมมติต่อว่าผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยอยู่ที่ 500-600 กิโลกรัมต่อไร่ และราคารับซื้อข้าวเปลือกอยู่ที่ประมาณ 9-11 บาทต่อกิโลกรัม (ตัวเลขผันผวนตามฤดูกาลและชนิดข้าว) การสูญเสียผลผลิต 5-10% จากแปลง 6 ไร่ที่ให้ผลผลิตรวมประมาณ 3,000-3,600 กิโลกรัม อาจคิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 1,500-3,600 บาท ซึ่งมากกว่าหรือใกล้เคียงกับส่วนต่างค่าจ้างที่ประหยัดได้จากการเกี่ยวมือ นี่คือเหตุผลที่เกษตรกรจำนวนมากยอมจ่ายค่าจ้างรถเกี่ยวที่สูงกว่า เพื่อแลกกับความแน่นอนที่ลดความเสี่ยงด้านผลผลิตโดยตรง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่จองคิวรถเกี่ยวล่วงหน้า รอจนใกล้ข้าวสุกแล้วค่อยหา ทำให้ต้องรอคิวนานจนข้าวแก่เกินหรือต้องจ่ายราคาสูงกว่าปกติเพราะคิวแน่น
- เปรียบเทียบเฉพาะค่าจ้างต่อไร่โดยไม่รวมต้นทุนความเสี่ยงจากความล่าช้าและผลผลิตร่วงเสียหาย ทำให้ตัดสินใจเลือกแรงงานเกี่ยวมือทั้งที่พื้นที่ใหญ่เกินกว่าจะจัดการทันเวลา
- ไม่สอบถามเงื่อนไขพื้นที่ขั้นต่ำของผู้ให้บริการรถเกี่ยว ทำให้พื้นที่เล็กเกินไปจนถูกปฏิเสธหรือถูกคิดราคาแพงกว่าปกติ
- ไม่ตรวจสอบความชื้นข้าวก่อนเรียกรถเกี่ยว ทำให้เกี่ยวข้าวที่ยังชื้นเกินไปหรือแห้งเกินไป กระทบราคาขายที่โรงสีรับซื้อ
- ไม่มีแผนสำรองแรงงานหรือรถเกี่ยวสำรอง เมื่อรถเสียหรือฝนตกกะทันหันทำให้เกี่ยวไม่ทันตามคิวเดิม
- คิดว่าแรงงานเกี่ยวมือถูกกว่าเสมอโดยไม่คำนวณจำนวนวันและจำนวนคนที่ต้องใช้จริงตามขนาดพื้นที่ ทำให้ประเมินต้นทุนรวมผิดพลาด
- ลืมคำนวณต้นทุนแฝงของการเกี่ยวมือ เช่น ค่าอาหารเลี้ยงแรงงาน ค่าขนย้ายฟ่อนข้าวไปนวด ทำให้เข้าใจผิดว่าเกี่ยวมือประหยัดกว่าจริงมากกว่าที่เป็นจริง
สรุป
จุดตัดสินใจระหว่างจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวกับแรงงานเกี่ยวมือ ไม่ได้อยู่ที่ราคาต่อไร่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการรวบรวมแรงงานให้ทันเวลาตามขนาดพื้นที่ พื้นที่ตั้งแต่ 3-5 ไร่ขึ้นไปเริ่มเห็นความคุ้มค่าของรถเกี่ยวชัดเจนขึ้น และยิ่งพื้นที่ใหญ่ขึ้นความเสี่ยงจากการหาแรงงานไม่ทันยิ่งสูงจนควรวางแผนจองคิวรถเกี่ยวล่วงหน้าเป็นมาตรฐาน ส่วนพื้นที่เล็กที่หาแรงงานได้ง่ายยังเกี่ยวมือได้อย่างคุ้มค่าเช่นเดิม ที่สำคัญที่สุดคือควรตัดสินใจล่วงหน้าก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวจริง ไม่ใช่รอให้ข้าวสุกแล้วค่อยหาทางออก เพราะช่วงเวลานั้นทั้งคิวรถเกี่ยวและแรงงานเกี่ยวมือมักเต็มพร้อมกันทั้งโซนในเวลาเดียวกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — ข้อมูลค่าบริการเครื่องจักรกลการเกษตรและระบบรับจ้างเกี่ยวนวดข้าว
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลต้นทุนการผลิตข้าวและค่าแรงงานภาคเกษตรรายภาค
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลต้นทุนและกำไรของการเก็บเกี่ยวและการผลิตพืชอื่นเพิ่มเติมได้ที่ หมวดต้นทุนและกำไร
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ค่าจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวคิดราคาต่อไร่หรือต่อชั่วโมง
ผู้ให้บริการส่วนใหญ่คิดราคาแบบเหมาต่อไร่ ไม่ใช่ต่อชั่วโมง เพราะทำให้ทั้งเจ้าของรถและเกษตรกรคำนวณต้นทุนล่วงหน้าได้ง่ายกว่า ราคาต่อไร่มักปรับตามสภาพแปลงนา เช่น นาที่ดินอ่อนแฉะ รถเข้ายาก หรือแปลงที่มีคันนาซอยย่อยเยอะ มักถูกคิดราคาสูงกว่านาผืนใหญ่เรียบสม่ำเสมอ ควรสอบถามราคาและเงื่อนไขจากผู้ให้บริการในพื้นที่ก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวทุกครั้งเพราะราคาเปลี่ยนแปลงตามปีและตามความต้องการใช้บริการช่วงพีค
ถ้าจ้างรถเกี่ยวแล้วรถเสียหรือฝนตกทำให้เกี่ยวไม่ได้ตามคิว ต้องทำอย่างไร
นี่คือความเสี่ยงจริงที่เกิดขึ้นได้ในช่วงพีคของฤดูเก็บเกี่ยวที่คิวรถเกี่ยวแน่นมาก ควรจองคิวรถเกี่ยวล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และสอบถามผู้ให้บริการว่ามีแผนสำรอง (รถคันอื่นในเครือข่ายเดียวกัน) หรือไม่หากรถที่จองไว้เสียกะทันหัน หากพื้นที่กว้างและเป็นพื้นที่เสี่ยงฝนตกช่วงเก็บเกี่ยว ควรเผื่อคุยกับผู้ให้บริการรายที่สองไว้เป็นแผนสำรองด้วย
แรงงานเกี่ยวมือให้ผลผลิตสูญเสียน้อยกว่ารถเกี่ยวจริงไหม
ในทางทฤษฎีการเกี่ยวมือสามารถคัดเลือกรวงข้าวได้ประณีตกว่าและสูญเสียเมล็ดร่วงน้อยกว่าเล็กน้อยหากทำโดยแรงงานที่มีทักษะ แต่ในทางปฏิบัติหากแรงงานเกี่ยวไม่ทันช่วงข้าวสุกพอดี (ข้าวแก่เกินจนร่วงเองในแปลง) ความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยวล่าช้ามักมากกว่าความสูญเสียจากเครื่องจักรมาก ดังนั้นปัจจัยเรื่องความตรงเวลาสำคัญกว่าความประณีตของวิธีเกี่ยวในหลายกรณี
พื้นที่นา 3 ไร่ ควรจ้างรถเกี่ยวหรือจ้างแรงงานเกี่ยวมือ
พื้นที่ขนาด 3 ไร่ ค่าจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวแบบเหมาต่อไร่มักไม่ต่างจากค่าแรงงานเกี่ยวมือมากนัก แต่ผู้ให้บริการรถเกี่ยวบางรายกำหนดพื้นที่ขั้นต่ำต่อการเข้าเกี่ยวหนึ่งครั้ง (มักเริ่มตั้งแต่ 3-5 ไร่ขึ้นไป) เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนขนย้ายรถเข้าออกแปลง ควรสอบถามผู้ให้บริการในพื้นที่ว่ามีเงื่อนไขพื้นที่ขั้นต่ำหรือไม่ก่อนตัดสินใจ หากพื้นที่เล็กกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำอาจต้องรวมกับแปลงเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเพื่อให้คุ้มกับการเรียกรถเข้ามาเกี่ยว
รถเกี่ยวนวดข้าวทำให้ข้าวเปลือกมีสิ่งเจือปนมากกว่าเกี่ยวมือหรือไม่
รถเกี่ยวนวดข้าวรุ่นใหม่ที่ปรับตั้งค่าถูกต้องมักให้ข้าวเปลือกที่มีสิ่งเจือปน (ฟาง เศษดิน เมล็ดลีบ) ใกล้เคียงกับการเกี่ยวมือ แต่ถ้ารถปรับตั้งความเร็วลมและตะแกรงคัดไม่เหมาะกับความชื้นข้าวในวันนั้น อาจมีสิ่งเจือปนหรือเมล็ดแตกหักมากกว่าปกติ ซึ่งกระทบราคาที่โรงสีรับซื้อโดยตรง ควรพูดคุยกับผู้ขับรถเกี่ยวเรื่องการปรับตั้งเครื่องให้เหมาะกับสภาพข้าวในแปลงก่อนเริ่มเกี่ยวทุกครั้ง
แปลงนาที่ดินอ่อนแฉะรถเกี่ยวเข้าไม่ได้ ต้องทำอย่างไร
หากแปลงนามีน้ำขังหรือดินอ่อนจนรถเกี่ยวแบบล้อยางเข้าไม่ได้ ควรสอบถามผู้ให้บริการว่ามีรถเกี่ยวแบบตีนตะขาบ (crawler) ซึ่งกระจายน้ำหนักได้ดีกว่าและเข้าพื้นที่ดินอ่อนได้มากกว่าล้อยางหรือไม่ หากไม่มีรถเกี่ยวชนิดที่เหมาะสมในพื้นที่ อาจจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากแปลงล่วงหน้าอย่างน้อย 7-10 วันก่อนกำหนดเกี่ยว หรือพิจารณาใช้แรงงานเกี่ยวมือในส่วนที่ดินอ่อนที่สุดของแปลงแทน



