คำตอบเร็ว: ถ้าสวนกล้วยหอมทองมีพื้นที่ปลูกต่อเนื่องอย่างน้อยหลายไร่ ผ่าน GAP และตรวจโรคพืชได้ตามเกณฑ์ และส่งได้สม่ำเสมอทุกสัปดาห์ในปริมาณที่ผู้ส่งออกต้องการ การส่งออกญี่ปุ่นมักให้ราคาต่อหวีสูงกว่าขายในประเทศ แต่ถ้าสวนขนาดเล็ก ผลผลิตไม่แน่นอน หรือยังไม่เคยผ่านการตรวจโรคพืชมาก่อน การขายในประเทศผ่านตลาดค้าส่งหรือโมเดิร์นเทรดจะเสี่ยงน้อยกว่าและเริ่มได้เร็วกว่า
เกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทองอยู่แล้วมักได้ยินว่าส่งออกญี่ปุ่นราคาดีกว่าขายในประเทศมาก แต่พอลองติดต่อผู้ส่งออกจริงกลับพบเงื่อนไขที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งเรื่องปริมาณขั้นต่ำ มาตรฐานคุณภาพ และความเสี่ยงที่สินค้าจะถูกตีกลับทั้งล็อต บทความนี้วางเงื่อนไขให้ชัดว่าสวนแบบไหนควรเลือกทางไหน ไม่ใช่บอกว่าส่งออกดีกว่าเสมอไป
เงื่อนไขที่ 1: มาตรฐาน GAP และการตรวจโรคพืชก่อนส่งออกญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่เข้มงวดเรื่องศัตรูพืชและโรคพืชเป็นอันดับต้น ๆ ของตลาดส่งออกกล้วยหอมทองไทย สวนที่จะส่งออกได้ต้องผ่านมาตรฐาน GAP ก่อนเป็นพื้นฐาน และต้องผ่านการตรวจโรคพืชเฉพาะที่ทางการญี่ปุ่นกำหนด โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับเชื้อราและแมลงศัตรูพืชที่ติดมากับเครือหรือใบ หากตรวจพบร่องรอยแม้เพียงเล็กน้อยในล็อตตรวจ ทั้งล็อตอาจถูกระงับการส่งออกจนกว่าจะแก้ไขได้ ไม่ใช่แค่คัดตัดผลที่มีปัญหาออกแล้วส่งต่อได้
ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกที่ทำตลาดญี่ปุ่นมักต้องการเห็นบันทึกการป้องกันกำจัดศัตรูพืชของสวนย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งฤดูปลูก เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนรับทำสัญญา สวนที่เพิ่งเริ่มทำ GAP และยังไม่มีประวัติการตรวจโรคพืชต่อเนื่อง มักถูกขอให้ผ่านการตรวจอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบก่อนจะได้รับการพิจารณาเป็นคู่ค้า ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาและไม่ได้เริ่มส่งออกได้ทันทีที่ตัดสินใจ
เงื่อนไขที่ 2: ปริมาณขั้นต่ำและความสม่ำเสมอที่ผู้ส่งออกต้องการ
ผู้ส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทำงานกับซูเปอร์มาร์เก็ตหรือผู้นำเข้าที่ต้องการปริมาณสินค้าสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปี ไม่ใช่รับซื้อเป็นครั้งคราวตามที่สวนมีผลผลิต สวนเดี่ยวขนาดเล็กมักไม่สามารถส่งปริมาณและความสม่ำเสมอตามที่ต้องการได้ จึงต้องรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกรวมกันมากพอ และวางแผนการปลูกให้ผลผลิตทยอยออกต่อเนื่องไม่ขาดช่วง
สวนที่ปลูกกล้วยหอมทองแบบตัดครั้งเดียวทั้งแปลงพร้อมกันมักไม่เหมาะกับตลาดส่งออกญี่ปุ่น เพราะจะมีผลผลิตล้นในบางช่วงแล้วขาดแคลนในช่วงอื่น การวางแผนปลูกแบบทยอยตัดหลายรอบต่อปีจึงจำเป็นสำหรับสวนที่ตั้งใจจริงจะป้อนตลาดส่งออก ซึ่งต้องใช้พื้นที่และการบริหารจัดการที่ซับซ้อนกว่าการปลูกเพื่อขายในประเทศทั่วไป
เงื่อนไขที่ 3: ราคาที่ได้เทียบกับการขายในประเทศ
กล้วยหอมทองที่ส่งออกญี่ปุ่นได้มักได้ราคาต่อหวีสูงกว่าขายในตลาดค้าส่งในประเทศ เพราะผ่านการคัดเกรดเข้มงวดและตลาดปลายทางยอมจ่ายราคาสูงสำหรับสินค้าคุณภาพสม่ำเสมอ แต่ราคาที่สูงกว่านี้ต้องหักลบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการทำ GAP การตรวจโรคพืช ค่าคัดแยกเกรดที่เข้มกว่า และสัดส่วนผลผลิตที่ถูกคัดออกไม่ผ่านเกณฑ์ส่งออกซึ่งต้องขายในราคาตลาดในประเทศแทน เมื่อคำนวณรวมทั้งสวนแล้ว ส่วนต่างราคาที่ได้จริงอาจไม่มากเท่าที่คิดในตอนแรก
สวนที่มีคุณภาพผลผลิตสม่ำเสมอสูง สัดส่วนคัดออกน้อย จะได้ประโยชน์จากราคาส่งออกเต็มที่ ในขณะที่สวนที่คุณภาพยังไม่นิ่งอาจพบว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตถูกคัดไปขายในประเทศอยู่ดี ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อไร่ไม่ต่างจากการขายในประเทศทั้งหมดตั้งแต่แรกมากนัก การประเมินสัดส่วนคัดออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงจึงสำคัญกว่าการดูแค่ราคาต่อหวีของเกรดส่งออกอย่างเดียว
เงื่อนไขที่ 4: ความเสี่ยงเรื่องคุณภาพที่ทำให้ถูกตีกลับ
กล้วยหอมทองที่ถูกตีกลับจากญี่ปุ่นมักมีสาเหตุหลักจากตำหนิที่มองไม่เห็นตอนบรรจุแต่ปรากฏชัดหลังขนส่งทางเรือระยะไกล เช่น รอยช้ำที่ผิวเปลือกจากการขนย้ายไม่ระมัดระวัง การสุกเร็วเกินไปเพราะควบคุมอุณหภูมิตู้คอนเทนเนอร์ไม่แม่นยำ หรือร่องรอยแมลงที่ตรวจไม่พบตอนคัดที่โรงคัดบรรจุแต่ฟักตัวออกมาระหว่างทาง สวนที่ตัดกล้วยผิดระยะความแก่ก็เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อย เพราะกล้วยหอมทองต้องตัดในช่วงความแก่ที่แคบกว่าที่ใช้ขายในประเทศทั่วไป เพื่อให้สุกพอดีเมื่อถึงมือผู้บริโภคหลังผ่านการขนส่งนานหลายวัน
เมื่อล็อตใดถูกตีกลับ ความเสียหายไม่ได้ตกอยู่ที่ผู้ส่งออกฝ่ายเดียว เพราะสัญญาส่วนใหญ่มักกำหนดให้เกษตรกรร่วมรับผิดชอบความเสียหายตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ หรืออย่างน้อยก็เสียโอกาสในรอบส่งมอบถัดไปเพราะผู้ส่งออกเริ่มไม่มั่นใจในคุณภาพของสวน สวนที่เพิ่งเริ่มส่งออกจึงควรเริ่มจากปริมาณน้อยก่อนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนขยายสัดส่วนพื้นที่ปลูกเพื่อป้อนตลาดนี้เป็นหลัก
ต้นทุนที่มองไม่เห็นก่อนตัดสินใจส่งออก
นอกจากค่าใช้จ่ายที่เห็นชัดอย่างค่าธรรมเนียมขอ GAP และค่าตรวจโรคพืช สวนที่จะป้อนตลาดญี่ปุ่นยังต้องลงทุนปรับวิธีดูแลสวนหลายจุด เช่น การห่อเครือกล้วยเพื่อป้องกันรอยตำหนิที่ผิวเปลือก การปรับระบบตัดแต่งใบให้ลดความเสี่ยงแมลงสะสม และอาจต้องปรับปฏิทินการใส่ปุ๋ยให้สอดคล้องกับรอบตัดที่ทยอยออกต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากการปลูกแบบขายในประเทศทั่วไป และต้องใช้เวลาปรับตัวอย่างน้อยหนึ่งถึงสองฤดูปลูกกว่าจะเห็นผลชัดเจนในคุณภาพผลผลิต
อีกต้นทุนที่มักถูกมองข้ามคือแรงงานคัดแยกเกรดที่ต้องละเอียดกว่าการคัดขายในประเทศมาก เพราะมาตรฐานส่งออกญี่ปุ่นดูตั้งแต่รูปทรงหวี สีผิว ขนาดผล ไปจนถึงรอยตำหนิเล็ก ๆ ที่ตลาดในประเทศมองข้ามได้ สวนที่ไม่มีแรงงานหรือทักษะคัดแยกระดับนี้อาจต้องจ้างเพิ่มหรือฝึกแรงงานเดิม ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องคำนวณรวมก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ดูราคาส่งออกที่สูงกว่าแล้วสรุปว่าคุ้มทันที
สังเกตอย่างไรว่าผู้ส่งออกที่จะทำสัญญาด้วยน่าเชื่อถือ
ก่อนตกลงทำสัญญากับผู้ส่งออกรายใด เกษตรกรควรสอบถามประวัติการส่งออกไปญี่ปุ่นย้อนหลัง ขอดูตัวอย่างสัญญาหรือเงื่อนไขการรับซื้อที่เคยทำกับสวนอื่นมาก่อน และสอบถามตรง ๆ ว่าหากล็อตใดถูกตีกลับ ใครเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายในสัดส่วนเท่าไร ผู้ส่งออกที่มีประสบการณ์จริงมักตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจนและมีเอกสารรองรับ ในขณะที่ผู้ส่งออกหน้าใหม่ที่ยังไม่มีเครือข่ายในญี่ปุ่นจริงอาจให้คำตอบคลุมเครือหรือเลี่ยงที่จะพูดถึงความเสี่ยง
บทบาทของนายหน้าและสหกรณ์ในห่วงโซ่ส่งออก
เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีเครือข่ายติดต่อผู้ส่งออกโดยตรงมักต้องพึ่งพาสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นตัวกลางรวบรวมผลผลิตก่อนส่งต่อให้ผู้ส่งออก การทำงานผ่านสหกรณ์ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปริมาณขั้นต่ำและความสม่ำเสมอที่สวนเดี่ยวทำเองไม่ได้ แต่เกษตรกรต้องยอมรับว่าราคาที่ได้รับจะถูกหักส่วนแบ่งค่าดำเนินการของสหกรณ์ออกไปบ้าง ซึ่งเป็นต้นทุนที่แลกมากับการเข้าถึงตลาดที่สวนเดี่ยวเข้าไม่ถึง
ก่อนเข้าร่วมกับสหกรณ์หรือกลุ่มใด เกษตรกรควรสอบถามให้ชัดว่าสัดส่วนที่หักไว้คิดเป็นเท่าไรของราคาที่ขายได้จริง และมีเงื่อนไขอย่างไรหากผลผลิตของสมาชิกรายใดไม่ผ่านมาตรฐาน จะกระทบโควตาส่งออกของสมาชิกรายอื่นในกลุ่มหรือไม่ เพราะบางกรณีถ้าสมาชิกรายหนึ่งส่งผลผลิตคุณภาพต่ำเข้ามาปนในล็อตรวม อาจทำให้ทั้งล็อตถูกตรวจเข้มขึ้นหรือถูกปฏิเสธทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มไม่ใช่แค่รายที่ทำผิดพลาด
สรุปเงื่อนไขเป็นตารางตัดสินใจ
| สถานการณ์สวน | ควรเลือกทางไหน | เหตุผล |
|---|---|---|
| พื้นที่ปลูกต่อเนื่องหลายไร่ ผ่าน GAP และตรวจโรคพืชแล้ว ส่งได้สม่ำเสมอทุกสัปดาห์ | ส่งออกญี่ปุ่น | มีทั้งปริมาณ ความสม่ำเสมอ และมาตรฐานที่ผู้ส่งออกต้องการ |
| สวนขนาดเล็ก ผลผลิตออกไม่ต่อเนื่อง ยังไม่เคยผ่านการตรวจโรคพืช | ขายในประเทศก่อน | ยังไม่พร้อมด้านปริมาณและมาตรฐาน ต้นทุนเตรียมความพร้อมสูงกว่าที่จะคุ้ม |
| คุณภาพผลผลิตยังไม่นิ่ง มีตำหนิเยอะ สัดส่วนคัดออกสูง | ขายในประเทศ หรือพัฒนาคุณภาพก่อน | ส่วนต่างราคาส่งออกจะถูกกลืนไปกับผลผลิตที่คัดออก |
| รวมกลุ่มสหกรณ์ที่มีพื้นที่ปลูกรวมมากพอ วางแผนตัดทยอยหลายรอบต่อปี | ส่งออกญี่ปุ่นผ่านกลุ่ม | แก้ปัญหาปริมาณและความสม่ำเสมอที่สวนเดี่ยวทำเองไม่ได้ |
ทางเลือกกึ่งกลาง: ส่งออกบางส่วน ขายในประเทศบางส่วน
สวนที่ยังไม่มั่นใจว่าจะทุ่มพื้นที่ปลูกทั้งหมดเพื่อป้อนตลาดญี่ปุ่นเลย สามารถเริ่มจากแบ่งพื้นที่บางส่วนเพื่อทดลองผ่านมาตรฐานส่งออกก่อน ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงขายในประเทศตามปกติ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น เพราะถ้าล็อตทดลองไม่ผ่านหรือถูกตีกลับ ความเสียหายจะจำกัดอยู่แค่พื้นที่ส่วนน้อยที่ทดลอง ไม่กระทบรายได้หลักของทั้งสวน เมื่อผ่านรอบทดลองได้ผลดีต่อเนื่องหลายรอบแล้วค่อยขยายสัดส่วนพื้นที่ปลูกเพื่อป้อนตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น
วิธีแบ่งพื้นที่แบบนี้ยังช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้ขั้นตอนการทำ GAP การตรวจโรคพืช และมาตรฐานคัดเกรดของผู้ส่งออกไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องเสี่ยงทิ้งตลาดในประเทศที่คุ้นเคยไปทั้งหมดตั้งแต่แรก เมื่อสวนมีประสบการณ์และความมั่นใจมากขึ้น การขยายสัดส่วนพื้นที่ส่งออกก็จะเป็นการตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับจริง ไม่ใช่การเดาจากราคาที่ได้ยินมาเท่านั้น
เตรียมตัวอย่างไรถ้าตัดสินใจจะลองส่งออกจริง
ขั้นแรกคือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรเพื่อสอบถามขั้นตอนขอ GAP กล้วยหอมทองและกำหนดการตรวจโรคพืชรอบถัดไปในพื้นที่ ระหว่างรอคิวตรวจ ควรเริ่มปรับวิธีดูแลสวนให้ใกล้เคียงมาตรฐานส่งออกไปก่อน เช่น ลดการใช้สารเคมีนอกบัญชีที่อนุญาต และเริ่มฝึกทีมงานให้คุ้นเคยกับการห่อเครือและตัดแต่งใบตามมาตรฐานที่เข้มกว่าเดิม เพื่อไม่ให้ต้องเริ่มปรับทุกอย่างพร้อมกันในวันที่เจ้าหน้าที่นัดตรวจจริง
ขั้นต่อมาคือติดต่อผู้ส่งออกที่มีเครือข่ายในญี่ปุ่นจริงตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้สวนจะยังไม่ผ่าน GAP ก็ตาม เพื่อสอบถามเงื่อนไขปริมาณขั้นต่ำและมาตรฐานคัดเกรดที่ต้องการล่วงหน้า จะได้วางแผนพื้นที่ปลูกและปฏิทินตัดให้สอดคล้องกับความต้องการจริง แทนที่จะรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนแล้วค่อยไปเริ่มคุยกับผู้ส่งออก ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาปรับตัวเพิ่มอีกรอบโดยไม่จำเป็น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตัดสินใจส่งออกทั้งที่ยังไม่เคยผ่านการตรวจโรคพืชเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้เสียเวลารอบแรกไปกับการถูกปฏิเสธ
- มองแค่ราคาต่อหวีของเกรดส่งออกโดยไม่คำนวณสัดส่วนที่จะถูกคัดออกจริง ทำให้ประเมินรายได้สูงเกินจริง
- สวนเดี่ยวพยายามเจรจากับผู้ส่งออกเองโดยไม่รวมกลุ่ม ทำให้ปริมาณไม่พอตามที่ผู้ส่งออกต้องการ
- ปลูกและตัดพร้อมกันทั้งแปลงตามความเคยชินแบบขายในประเทศ ไม่ปรับเป็นตัดทยอยหลายรอบตามที่ตลาดส่งออกต้องการ
- ตัดกล้วยผิดระยะความแก่ตามมาตรฐานขายในประเทศ ทำให้สุกเกินไประหว่างขนส่งทางเรือจนถูกตีกลับ
- ไม่อ่านสัญญาให้ละเอียดเรื่องความรับผิดชอบเมื่อสินค้าถูกตีกลับ ทำให้ต้องแบกรับความเสียหายที่ไม่คาดคิด
เมื่อไรควรถอยกลับมาขายในประเทศแม้เริ่มส่งออกไปแล้ว
บางสวนที่เริ่มส่งออกไปแล้วพบว่าภาระด้านเอกสาร การคัดเกรดที่ละเอียดขึ้น และความเสี่ยงถูกตีกลับ ทำให้กำไรสุทธิต่อไร่ไม่ได้ดีขึ้นจริงเมื่อเทียบกับตอนขายในประเทศทั้งหมด ในกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะถอยกลับมาเน้นตลาดในประเทศเป็นหลักอีกครั้ง โดยเฉพาะถ้าตลาดในประเทศของสวนมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับพ่อค้าคนกลางหรือโมเดิร์นเทรดอยู่แล้ว การยึดติดกับการส่งออกเพียงเพราะเคยเริ่มไปแล้วโดยไม่ทบทวนตัวเลขจริงเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เสียเวลาและต้นทุนมากกว่าจะได้ประโยชน์
สรุป
การเลือกระหว่างส่งออกญี่ปุ่นกับขายในประเทศไม่มีคำตอบตายตัวว่าทางไหนดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสวนในสามเรื่องหลักคือมาตรฐานและการตรวจโรคพืช ปริมาณและความสม่ำเสมอที่ส่งได้ และคุณภาพผลผลิตที่ลดความเสี่ยงถูกตีกลับ สวนที่ยังไม่พร้อมทั้งสามด้านควรเริ่มจากขายในประเทศและพัฒนาความพร้อมไปพร้อมกัน ก่อนตัดสินใจทุ่มพื้นที่ปลูกเพื่อป้อนตลาดส่งออกอย่างจริงจัง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลมาตรฐาน GAP กล้วยหอมทองและการตรวจโรคพืชก่อนส่งออก
- กรมส่งเสริมการเกษตร — ข้อมูลการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อผลิตกล้วยหอมทองป้อนตลาดส่งออก
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลตลาดและการขายผลผลิตเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ หมวดตลาดและการขาย
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

อุปกรณ์ ปลูก ผักไฮโดรโปนิกส์ ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ ปุ๋ย ab อุปกรณ์ปลูกผักสลัด DIY ปุ๋ยผักสลัด hydroponic
ดูรายละเอียด
ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียด
เครื่องหยอดข้าว 4 แถว ตราง้าว เป็นเครื่องที่ใช้สำหรับการปลูกข้าวนาแห้ง หรือ นารอฝน หยอดข้าว หยอดเมล็ด หยอดข้าวโพด
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
สวนขนาดเล็กมีโอกาสส่งออกญี่ปุ่นได้บ้างไหม
มีโอกาสถ้ารวมกลุ่มกับสวนอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อให้ปริมาณรวมพอตามที่ผู้ส่งออกต้องการ สวนเดี่ยวขนาดเล็กมักไม่ผ่านเกณฑ์ปริมาณขั้นต่ำ
ต้องผ่าน GAP ก่อนถึงจะเริ่มคุยกับผู้ส่งออกได้ใช่หรือไม่
ควรเริ่มขอ GAP ก่อนหรือคู่ขนานกับการติดต่อผู้ส่งออก เพราะผู้ส่งออกส่วนใหญ่ไม่รับพิจารณาสวนที่ไม่มีใบรับรอง GAP ตั้งแต่ต้น
ถ้าล็อตแรกถูกตีกลับ จะยังมีโอกาสส่งรอบต่อไปไหม
ขึ้นอยู่กับสาเหตุและข้อตกลงในสัญญากับผู้ส่งออกแต่ละราย บางรายให้โอกาสแก้ไข บางรายอาจยกเลิกสัญญาถ้าพบปัญหาซ้ำ
ขายในประเทศต้องผ่านมาตรฐานอะไรบ้างไหม
ตลาดค้าส่งทั่วไปไม่มีข้อบังคับเข้มเท่าตลาดส่งออก แต่ถ้าจะขายเข้าโมเดิร์นเทรดในประเทศ มักต้องการ GAP เช่นกัน เพียงแต่ไม่เข้มเท่าเงื่อนไขของญี่ปุ่น
ระหว่างรอผลตรวจโรคพืชควรทำอย่างไรกับผลผลิตที่มีอยู่
ควรขายผลผลิตที่มีอยู่ในตลาดในประเทศตามปกติไปก่อน ไม่ควรหยุดตัดหรือหยุดขายเพื่อรอผลตรวจ เพราะกระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายรอบการผลิต
