คำตอบเร็ว: เกษตรกรถูกกดราคาได้แม้เซ็นสัญญาแล้ว เพราะสัญญาส่วนใหญ่ล็อกแค่ "ราคาอ้างอิง" ไม่ได้ล็อกราคาซื้อขายจริง แล้วปล่อยให้โรงงานใช้เกณฑ์ตรวจเปอร์เซ็นต์แป้ง (starch content) และค่าสิ่งเจือปนหน้าลานชั่งเป็นตัวกำหนดราคาสุดท้าย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้และมักตรวจโดยพนักงานโรงงานฝ่ายเดียว หากเกษตรกรไม่ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์แป้งด้วยตัวเองก่อนขนส่ง หรือไม่มีเงื่อนไขให้อุทธรณ์ผลตรวจในสัญญา ก็แทบไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ หน้าลานชั่งเลย
เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายรายเข้าใจว่าเมื่อเซ็นสัญญา contract farming กับโรงงานแป้งมันสำปะหลังหรือโรงงานเอทานอลแล้ว ราคาที่จะได้รับจะแน่นอนตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นฤดู แต่ในความเป็นจริง สัญญาส่วนใหญ่ที่เกษตรกรเซ็นมีช่องโหว่ที่เปิดทางให้โรงงานปรับลดราคาซื้อจริงได้ในวันที่ส่งมอบ โดยไม่ผิดเงื่อนไขสัญญาแม้แต่น้อย เพราะราคาที่ระบุในสัญญามักเป็นเพียง "ราคาอ้างอิง" ที่ผูกกับคุณภาพหัวมันตามเกณฑ์ที่โรงงานเป็นผู้กำหนดและตรวจสอบเองทั้งหมด
เงื่อนไขสัญญาที่มักถูกใช้กดราคา
จุดที่เกษตรกรเสียเปรียบที่สุดคือเงื่อนไขเรื่องเปอร์เซ็นต์แป้ง (starch content) ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดราคาซื้อขายมันสำปะหลังจริง สัญญาส่วนใหญ่ระบุว่าราคาจะปรับขึ้นลงตามเปอร์เซ็นต์แป้งที่ตรวจวัดได้ ณ วันส่งมอบ เช่น ที่เปอร์เซ็นต์แป้ง 25% จะได้ราคาฐาน แต่ถ้าต่ำกว่านั้นราคาจะลดลงตามสัดส่วน ปัญหาคือการตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งทำโดยเครื่องมือและพนักงานของโรงงานเองที่ลานชั่ง เกษตรกรแทบไม่มีโอกาสตรวจสอบซ้ำหรือคัดค้านผลตรวจได้ทันที เพราะไม่มีเครื่องมือตรวจของตัวเองหรือไม่รู้วิธีตรวจสอบเบื้องต้นก่อนขนส่งมันไปโรงงาน
อีกเงื่อนไขที่มักถูกใช้กดราคาคือค่าสิ่งเจือปน เช่น ดิน หิน หรือเศษวัสดุอื่นที่ติดมากับหัวมัน โรงงานจะหักน้ำหนักส่วนนี้ออกก่อนคำนวณราคา ซึ่งเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในหลักการ แต่ในทางปฏิบัติสัดส่วนที่หักอาจไม่โปร่งใสหรือไม่มีการชั่งแยกให้เกษตรกรเห็นชัดเจน บางกรณีสัญญายังเปิดช่องให้โรงงาน "ปฏิเสธรับซื้อ" หากคุณภาพไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่มีเงื่อนไขชดเชยค่าขนส่งที่เกษตรกรเสียไปแล้ว ทำให้เกษตรกรที่ขนมันไปถึงโรงงานแล้วแต่ถูกปฏิเสธ ต้องแบกรับต้นทุนขนส่งไป-กลับเองทั้งหมด
ทำไมโรงงานจึงมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าเกษตรกรรายย่อย
สาเหตุหลักที่โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าเกษตรกรรายย่อยเสมอมา เกิดจากความไม่สมดุลของข้อมูลและทรัพยากร โรงงานเป็นผู้กำหนดเกณฑ์การตรวจคุณภาพ เป็นเจ้าของเครื่องมือตรวจ และเป็นผู้ควบคุมกระบวนการชั่งน้ำหนักทั้งหมดที่ลานรับซื้อ ขณะที่เกษตรกรรายเดียวมักไม่มีเครื่องมือตรวจของตัวเอง ไม่มีข้อมูลราคาตลาดแบบเรียลไทม์เพียงพอ และมักมีทางเลือกจำกัดในการขนส่งผลผลิตไปขายที่อื่นหากไม่พอใจราคาที่เสนอ เพราะต้นทุนขนส่งมันสำปะหลังซึ่งมีน้ำหนักมากไปยังโรงงานอื่นที่ไกลออกไปอาจสูงจนไม่คุ้มค่า ความไม่สมดุลนี้เองที่ทำให้แม้จะมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เกษตรกรก็ยังตกอยู่ในสถานะที่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของโรงงานฝ่ายเดียวในขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการตรวจคุณภาพและกำหนดราคาสุดท้าย
วิธีตรวจสอบสัญญาก่อนเซ็น
ก่อนเซ็นสัญญา เกษตรกรควรอ่านและทำความเข้าใจอย่างละเอียดในประเด็นต่อไปนี้: หนึ่ง ราคาที่ระบุในสัญญาเป็นราคาฐานที่เปอร์เซ็นต์แป้งเท่าไหร่ และมีตารางปรับราคาตามเปอร์เซ็นต์แป้งที่ต่างไปจากฐานหรือไม่ ถ้าไม่มีตารางชัดเจนควรขอให้ระบุเพิ่ม สอง ใครเป็นผู้ตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งและมีกระบวนการให้เกษตรกรอุทธรณ์หรือขอตรวจซ้ำได้หรือไม่หากไม่เห็นด้วยกับผลตรวจ สาม เงื่อนไขเรื่องการปฏิเสธรับซื้อมีการชดเชยค่าขนส่งหรือไม่หากมันสำปะหลังไม่ผ่านเกณฑ์ สี่ มีกำหนดระยะเวลาชำระเงินชัดเจนหรือไม่ และห้า สัญญาผูกมัดให้ต้องขายให้โรงงานนี้เพียงรายเดียวหรือสามารถขายส่วนที่เหลือให้รายอื่นได้หากราคาที่โรงงานเสนอต่ำกว่าตลาด
เกษตรกรที่ไม่มั่นใจในการอ่านสัญญาด้วยตัวเอง ควรปรึกษาเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดก่อนเซ็น หรือรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นที่เคยมีประสบการณ์ทำสัญญากับโรงงานเดียวกันมาก่อน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลว่าในทางปฏิบัติโรงงานนั้นมีประวัติปฏิบัติตามสัญญาอย่างเป็นธรรมหรือไม่
ทางเลือกถ้าถูกกดราคาหน้าโรงงาน
หากขนมันสำปะหลังไปถึงลานชั่งแล้วพบว่าผลตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำกว่าที่คาดมากผิดปกติ เกษตรกรควรขอดูผลตรวจอย่างเป็นทางการและสอบถามวิธีการตรวจที่ใช้ หากมีข้อสงสัยสามารถขอให้ตรวจซ้ำต่อหน้าตนเองได้ในหลายกรณี แม้จะไม่มีสิทธิ์ตามสัญญาชัดเจนก็ตาม การพูดคุยอย่างสุภาพแต่หนักแน่นมักช่วยได้มากกว่าการนิ่งเฉยยอมรับราคาที่เสนอมาทันที หากพบว่าราคาที่ได้ต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และสัญญาไม่ได้ผูกมัดให้ขายเฉพาะรายนี้เท่านั้น เกษตรกรอาจเลือกขนส่วนที่เหลือไปขายลานรับซื้ออื่นหรือโรงงานคู่แข่งที่ให้ราคาดีกว่าในรอบถัดไป
ในระยะยาว เกษตรกรที่เคยถูกกดราคาบ่อยครั้งควรพิจารณารวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นในพื้นที่เพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วมกัน เพราะโรงงานมักให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีปริมาณผลผลิตรวมมากมากกว่าเกษตรกรรายเดียว การรวมกลุ่มยังช่วยให้มีข้อมูลเปรียบเทียบราคาและคุณภาพระหว่างโรงงานต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการถูกกดราคาโดยไม่มีทางเลือก
| ประเด็นในสัญญา | ความเสี่ยงที่เกษตรกรเจอ | สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเซ็น |
|---|---|---|
| เปอร์เซ็นต์แป้ง (starch content) | โรงงานตรวจฝ่ายเดียว ไม่มีทางอุทธรณ์ | ขอเงื่อนไขตรวจซ้ำ/มีตารางปรับราคาชัดเจน |
| ค่าสิ่งเจือปน | หักน้ำหนักโดยไม่โปร่งใส | ขอให้ชั่งแยกให้เห็นน้ำหนักที่หักจริง |
| การปฏิเสธรับซื้อ | เสียค่าขนส่งเองถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ | ขอเงื่อนไขชดเชยค่าขนส่งกรณีถูกปฏิเสธ |
| ระยะเวลาชำระเงิน | ไม่ระบุชัด อาจได้เงินช้า | ขอระบุวันชำระเงินแน่นอนในสัญญา |
| การผูกมัดขายรายเดียว | ขายให้รายอื่นไม่ได้แม้ราคาดีกว่า | ตรวจว่าสัญญาผูกขาดหรือขายส่วนเกินที่อื่นได้ |
ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่พบบ่อย
สมมติเกษตรกรรายหนึ่งเซ็นสัญญาขายมันสำปะหลังกับโรงงานแป้งในราคาฐาน 3.20 บาทต่อกิโลกรัม ที่เปอร์เซ็นต์แป้ง 25% เมื่อถึงวันส่งมอบ ผลตรวจจากโรงงานระบุว่าเปอร์เซ็นต์แป้งอยู่ที่ 21% เท่านั้น ทำให้ราคาที่ได้รับจริงลดลงเหลือประมาณ 2.60 บาทต่อกิโลกรัมตามตารางปรับราคาในสัญญา เกษตรกรไม่มีทางทราบล่วงหน้าว่าผลตรวจจะออกมาต่ำขนาดนี้ เพราะไม่ได้ตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งด้วยตัวเองก่อนขนส่ง และเมื่อถึงลานชั่งก็ไม่มีช่องทางขอตรวจซ้ำในสัญญา ทำให้ต้องยอมรับราคาที่โรงงานแจ้งมาโดยไม่มีทางเลือกอื่น กรณีแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหลายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกชุกผิดปกติซึ่งส่งผลต่อเปอร์เซ็นต์แป้งจริงตามธรรมชาติ แต่เกษตรกรมักไม่ทราบว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นเป็นผลจากสภาพอากาศจริง หรือเป็นการตรวจที่ไม่เป็นธรรมกันแน่ เพราะไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบในมือ
อีกสถานการณ์หนึ่งที่พบบ่อยคือเกษตรกรที่ทำสัญญากับโรงงานแล้ว แต่ระหว่างฤดูกาลราคาตลาดเสรีปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคาที่ตกลงไว้ในสัญญาอย่างมาก ทำให้รู้สึกว่าเสียโอกาส แต่เมื่อตรวจสอบสัญญาอีกครั้งพบว่าตนเองผูกมัดต้องขายผลผลิตทั้งหมดให้โรงงานเพียงรายเดียวเท่านั้น ไม่สามารถแบ่งขายส่วนหนึ่งให้ตลาดเสรีในราคาที่ดีกว่าได้ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการอ่านเงื่อนไขเรื่องการผูกขาดการขายในสัญญาตั้งแต่ต้นมีความสำคัญไม่แพ้เรื่องราคา เพราะแม้ราคาฐานในสัญญาจะดูสมเหตุสมผลในวันที่เซ็น แต่สถานการณ์ตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งฤดูกาล
บทบาทของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในการเจรจาสัญญา
ในหลายพื้นที่ที่ปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก สหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันอย่างเป็นทางการมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเงื่อนไขสัญญากับโรงงานแทนเกษตรกรรายย่อย เพราะเมื่อรวมปริมาณผลผลิตของสมาชิกทั้งกลุ่มเข้าด้วยกัน จะมีอำนาจต่อรองมากกว่าการที่เกษตรกรแต่ละรายไปเจรจากับโรงงานตามลำพัง สหกรณ์ที่มีประสบการณ์มักมีข้อมูลเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขจากโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ ทำให้สามารถเลือกทำสัญญากับโรงงานที่มีประวัติปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเป็นธรรมมากกว่า และบางสหกรณ์ยังมีเครื่องมือตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งของตัวเองไว้ให้สมาชิกใช้ตรวจสอบก่อนขนส่งไปโรงงาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกกดราคาโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบได้มาก เกษตรกรรายย่อยที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ควรพิจารณาสอบถามข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรใกล้บ้าน เพราะการเข้าร่วมมักไม่มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ได้ประโยชน์ด้านอำนาจต่อรองและข้อมูลตลาดที่คุ้มค่ากว่าการต่อสู้ตามลำพัง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เซ็นสัญญาโดยไม่อ่านรายละเอียดตารางปรับราคาตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เข้าใจว่าราคาฐานคือราคาที่จะได้รับแน่นอน
- ไม่ตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งของหัวมันด้วยตัวเองก่อนขนส่ง ทำให้ไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบเมื่อถูกโรงงานแจ้งผลตรวจที่ต่ำผิดปกติ
- ไม่สอบถามเงื่อนไขชดเชยค่าขนส่งกรณีถูกปฏิเสธรับซื้อ ทำให้แบกรับความเสียหายเองทั้งหมดเมื่อเกิดปัญหา
- เชื่อคำพูดปากเปล่าของนายหน้าหรือตัวแทนโรงงานมากกว่าข้อความที่เขียนไว้จริงในสัญญา
- ไม่รวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองเมื่อถูกกดราคาซ้ำ ๆ ทุกฤดู
- ปลูกมันสำปะหลังโดยไม่บำรุงดินให้เหมาะสม ทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำจริงตามธรรมชาติ แล้วเข้าใจผิดว่าโรงงานจงใจกดราคา
- ไม่บันทึกข้อมูลราคาและเปอร์เซ็นต์แป้งที่ได้รับในแต่ละรอบส่งมอบไว้เปรียบเทียบ ทำให้ไม่มีหลักฐานเมื่อต้องการเจรจาต่อรองในรอบถัดไป
สิ่งที่ควรเตรียมก่อนไปเจรจาต่อรองกับโรงงาน
ก่อนเข้าเจรจาสัญญารอบใหม่หรือรอบต่ออายุกับโรงงาน เกษตรกรควรเตรียมข้อมูลราคาที่ตนเองเคยได้รับในฤดูกาลก่อนหน้า พร้อมบันทึกเปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ยที่ได้รับแจ้งจากโรงงานในแต่ละรอบส่งมอบไว้เป็นหลักฐาน หากพบว่าเปอร์เซ็นต์แป้งที่แจ้งมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของพื้นที่อย่างต่อเนื่องหลายรอบ ควรนำข้อมูลนี้ไปสอบถามกับเกษตรกรรายอื่นที่ส่งโรงงานเดียวกันว่าเจอปัญหาลักษณะเดียวกันหรือไม่ เพราะหากหลายรายเจอปัญหาคล้ายกัน อาจเป็นสัญญาณว่าเกณฑ์การตรวจของโรงงานนั้นเข้มงวดผิดปกติเมื่อเทียบกับโรงงานอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง การมีข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเช่นนี้จะช่วยให้การเจรจาต่อรองมีน้ำหนักมากขึ้น แทนการร้องเรียนด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีตัวเลขสนับสนุน
สรุป
การถูกกดราคาแม้เซ็นสัญญาแล้วไม่ใช่เรื่องผิดสัญญาเสมอไป แต่มักเกิดจากช่องโหว่ในเงื่อนไขเรื่องเกณฑ์คุณภาพที่โรงงานเป็นผู้กำหนดและตรวจสอบเองฝ่ายเดียว เกษตรกรที่ต้องการป้องกันตัวควรอ่านสัญญาอย่างละเอียดก่อนเซ็น ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์แป้งด้วยตัวเองก่อนขนส่งถ้าทำได้ และพิจารณารวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
ไม่มีสัญญาใดที่ปลอดความเสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การเข้าใจกลไกการกำหนดราคาที่แท้จริงและเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า จะช่วยลดโอกาสถูกกดราคาโดยไม่รู้ตัวได้มากกว่าการเซ็นสัญญาโดยไม่ศึกษารายละเอียดเลย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า (contract farming) และการคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาอ้างอิงมันสำปะหลังและเปอร์เซ็นต์แป้งมาตรฐานรายสัปดาห์
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลตลาดและช่องทางขายผลผลิตเกษตรอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ หมวดตลาดและการขาย
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
![Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F27424125085.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_8VAUBZNnnKkiyoQ7JypFHwXxJz5g)
Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก
ดูรายละเอียด
เครื่องชั่งดิจิตอล 30Kgตาชั่งคิดราคาได้ ตาชั่งดิจิตอลในครัว โรงงาน ร้านไปรษณีย์ ร้านขายของออนไลน์ TS-508
ดูรายละเอียด
เครื่องตีราคา & สติ๊กเกอร์ตีราคา ฉลากราคา เครื่องปริ้นฉลากราคา ราคาสินค้า ป้ายสินค้า ราคา ฉลากสินค้า
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
เปอร์เซ็นต์แป้งของมันสำปะหลังขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
ขึ้นอยู่กับอายุการเก็บเกี่ยว สายพันธุ์ สภาพดินและน้ำฝน รวมถึงระยะเวลาตั้งแต่ขุดจนถึงส่งโรงงาน ควรวางแผนวันขุดให้ใกล้เคียงวันส่งมอบมากที่สุด
เกษตรกรสามารถตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งด้วยตัวเองก่อนส่งได้ไหม
ได้ มีเครื่องมือตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งแบบพกพาที่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรสามารถจัดหามาใช้เอง ช่วยให้มีข้อมูลเปรียบเทียบเมื่อผลตรวจจากโรงงานต่างจากที่คาดมาก
ถ้าโรงงานปฏิเสธรับซื้อทั้งคันรถ ควรทำอย่างไร
ควรสอบถามเหตุผลและขอดูผลตรวจอย่างเป็นทางการ อาจเจรจาขอลดราคาแทนการปฏิเสธทั้งคัน หรือหาทางขายลานรับซื้อใกล้เคียงแทน ควรบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน
รวมกลุ่มเกษตรกรช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองได้จริงหรือไม่
ช่วยได้มาก โรงงานมักให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีผลผลิตรวมมาก และช่วยให้มีข้อมูลเปรียบเทียบราคาจากหลายโรงงาน ลดการถูกกดราคาแบบตัวคนเดียว
ควรขายมันสำปะหลังผ่านสัญญา contract farming หรือขายตลาดเสรีดีกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ สัญญาให้ความแน่นอนแต่อาจถูกกดราคาผ่านเกณฑ์คุณภาพ ตลาดเสรีให้ความยืดหยุ่นแต่ไม่รับประกันว่าจะขายได้ทุกรอบ บางรายเลือกทำทั้งสองแบบผสมกัน
สัญญา contract farming ต่างจากการขายแบบมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าทั่วไปอย่างไร
สัญญา contract farming ผูกพันตลอดฤดูกาลและระบุเงื่อนไขคุณภาพ ปริมาณ ราคาละเอียดกว่า ต่างจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าทั่วไปที่เป็นข้อตกลงระยะสั้นกว่าและไม่ซับซ้อนเท่า
