ตลาดและการขาย

ตั้งราคาสินค้าเกษตรแปรรูปส่งออก 4 ต้นทุนที่ต้องคิดเพิ่มจากขายในประเทศ

รวม 4 ต้นทุนที่ต้องบวกเพิ่มเมื่อตั้งราคาสินค้าเกษตรแปรรูปส่งออก ทั้งค่าขนส่ง เอกสารศุลกากร อัตราแลกเปลี่ยน บรรจุภัณฑ์ และวิธีต่างจากราคาขายขั้นต่ำในประเทศ

ตั้งราคาสินค้าเกษตรแปรรูปส่งออก 4 ต้นทุนที่ต้องคิดเพิ่มจากขายในประเทศ
คำตอบเร็ว: การตั้งราคาสินค้าเกษตรแปรรูปสำหรับส่งออกต้องบวกต้นทุนเพิ่มอย่างน้อย 4 รายการที่ไม่มีในสูตรตั้งราคาขายในประเทศ ได้แก่ ค่าขนส่งระหว่างประเทศ+ค่าเอกสาร/ศุลกากร, ส่วนต่างจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน, ค่าบรรจุภัณฑ์ที่ต้องยกระดับให้ผ่านมาตรฐานส่งออก และต้องแยกให้ชัดจากแนวคิด "ราคาขายขั้นต่ำ" ที่ใช้เฉพาะตลาดในประเทศ เพราะราคาส่งออกมีต้นทุนแฝงมากกว่าที่คิดจากต้นทุนการผลิตอย่างเดียว

ผู้ผลิตแปรรูปหลายรายตั้งราคาส่งออกโดยเอาราคาขายในประเทศบวกกำไรเพิ่มนิดหน่อยแล้วคิดว่าปลอดภัย แต่พอหักต้นทุนแฝงทั้งหมดออกจริง ๆ กลับพบว่าขาดทุนหรือกำไรบางเฉียบจนไม่คุ้มความเสี่ยง บทความนี้แจกแจงต้นทุน 4 ก้อนที่ต้องคิดเพิ่มให้ครบก่อนเสนอราคาส่งออกครั้งแรก

1. ค่าขนส่งระหว่างประเทศและค่าเอกสาร/ค่าธรรมเนียมศุลกากร

ค่าขนส่งในประเทศมักคิดง่าย ๆ เป็นค่าน้ำมันหรือค่าเหมารถบรรทุก แต่ค่าขนส่งระหว่างประเทศมีหลายชั้นซ้อนกัน เช่น ค่าระวางเรือหรือเครื่องบิน (freight) ค่าประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง ค่าธรรมเนียมท่าเรือ/สนามบินทั้งฝั่งต้นทางและปลายทาง ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกและอาจรวมถึงขาเข้าประเทศปลายทางถ้าตกลงเงื่อนไขส่งมอบแบบที่ผู้ขายรับผิดชอบถึงปลายทาง และค่าเอกสารประกอบการส่งออก เช่น ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใบรับรองสุขอนามัยพืช/สัตว์ (แล้วแต่ประเภทสินค้า) ซึ่งแต่ละใบมีค่าธรรมเนียมและเวลาดำเนินการที่ต้องคิดรวมเป็นต้นทุนด้วย ไม่ใช่แค่ "ค่าเอกสารฟรี" อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

เงื่อนไขการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศ (Incoterms เช่น FOB, CIF, DDP) กำหนดว่าใครจ่ายค่าขนส่งช่วงไหนบ้าง ผู้ผลิตต้องรู้ว่ากำลังเสนอราคาแบบไหน เพราะราคาแบบ FOB (ผู้ขายรับผิดชอบถึงแค่ท่าเรือต้นทาง) กับราคาแบบ CIF หรือ DDP (ผู้ขายรับผิดชอบไปจนถึงปลายทางหรือถึงหน้าประตูผู้ซื้อ) ต่างกันมาก การเสนอราคาผิดเงื่อนไขคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

2. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ต้องคำนึงถึง

เมื่อขายในประเทศ ราคาบาทที่ตั้งไว้จะไม่เปลี่ยนไปตามตลาดเงินโลก แต่การส่งออกส่วนใหญ่ตั้งราคาเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือยูโร) ซึ่งระหว่างวันที่เสนอราคากับวันที่ได้รับเงินจริงอาจห่างกันหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หากค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงนั้น เงินที่แลกกลับมาเป็นบาทจะได้น้อยลงกว่าที่คำนวณไว้ตอนแรกทันที

วิธีป้องกันเบื้องต้นที่ผู้ส่งออกมือใหม่ควรรู้คือ การตั้งราคาให้มีส่วนต่างสำรองความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไว้บ้าง ไม่ควรตั้งราคาแบบกำไรเป๊ะ ๆ พอดีกับอัตราแลกเปลี่ยนวันที่เสนอราคา และควรศึกษาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเบื้องต้น (เช่นสอบถามธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการด้านการค้าระหว่างประเทศ) หากมูลค่าการส่งออกต่อรอบเริ่มสูงขึ้นจนความผันผวนกระทบกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

3. มาตรฐานบรรจุภัณฑ์ที่ต้องปรับเพิ่มสำหรับตลาดส่งออก

บรรจุภัณฑ์เกษตรที่ใช้ขายในประเทศเน้นความสวยงามและต้นทุนประหยัดเป็นหลัก แต่บรรจุภัณฑ์เกษตรสำหรับส่งออกต้องผ่านเงื่อนไขเพิ่มอีกหลายข้อ เช่น ต้องทนต่อการขนส่งระยะไกลและการเปลี่ยนอุณหภูมิระหว่างทางโดยไม่ทำให้สินค้าเสียหาย ต้องมีฉลากภาษาอังกฤษหรือภาษาของตลาดปลายทางที่ระบุส่วนประกอบ วันผลิต-วันหมดอายุ และเลขที่รับรองมาตรฐานตามที่ประเทศปลายทางกำหนด และบางตลาดกำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ไม้ (เช่น พาเลทไม้) ที่ต้องผ่านการอบฆ่าเชื้อตามมาตรฐานสากลก่อนส่งออกด้วย

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เกรดส่งออกจึงสูงกว่าบรรจุภัณฑ์ขายในประเทศต่อหน่วยพอสมควร ผู้ผลิตที่ไม่เผื่อต้นทุนนี้ตั้งแต่ต้นมักต้องกลับมาปรับราคาทีหลัง ซึ่งเสียเครดิตกับผู้ซื้อต่างชาติที่คุยราคากันไปแล้ว

ข้อสังเกตจากผู้ผลิตที่เคยส่งออกจริงคือ ควรขอตัวอย่างบรรจุภัณฑ์เกรดส่งออกมาทดสอบการขนส่งจำลอง (เช่น ตกกระแทก วางซ้อน เปลี่ยนอุณหภูมิ) ก่อนสั่งผลิตจำนวนมาก เพราะบรรจุภัณฑ์ที่ดูแข็งแรงตอนอยู่ในโรงงานอาจเสียหายจริงเมื่อผ่านการขนส่งทางเรือหลายสัปดาห์ หากพบปัญหาหลังส่งออกจริงไปแล้ว ความเสียหายจะกระทบทั้งต้นทุนสินค้าที่เสียและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในรอบถัดไป

4. ความแตกต่างจากการตั้ง "ราคาขายขั้นต่ำ" สำหรับตลาดในประเทศ

แนวคิดราคาขายขั้นต่ำ (minimum selling price) ที่ใช้กันทั่วไปในตลาดในประเทศ คือการคำนวณจากต้นทุนการผลิต+ต้นทุนดำเนินงานในประเทศ แล้วบวกกำไรขั้นต่ำที่ยอมรับได้ ซึ่งไม่ได้รวมต้นทุนขนส่งระหว่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน หรือบรรจุภัณฑ์เกรดส่งออกเข้าไปเลย หากนำสูตรราคาขายขั้นต่ำในประเทศไปใช้เสนอราคาส่งออกตรง ๆ โดยไม่ปรับ จะได้ราคาที่ต่ำเกินไปจนขาดทุนเมื่อหักต้นทุนแฝงทั้งหมดออก

สูตรที่ควรใช้แทนคือคำนวณต้นทุนรวม (ต้นทุนคงที่+ต้นทุนผันแปรของการผลิต) แล้วบวกเพิ่มด้วยค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าเอกสาร/ศุลกากร ส่วนต่างสำรองอัตราแลกเปลี่ยน และค่าบรรจุภัณฑ์เกรดส่งออก ก่อนบวกกำไรที่ต้องการ เพื่อให้ได้ราคาส่งออกที่สะท้อนต้นทุนจริงทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคาขายขั้นต่ำในประเทศบวกกำไรเพิ่มแบบเดา ๆ

องค์ประกอบราคาตั้งราคาขายในประเทศตั้งราคาส่งออกสินค้าแปรรูป
ต้นทุนการผลิต (คงที่+ผันแปร)รวมอยู่แล้วรวมอยู่แล้ว (จุดเริ่มต้นเดียวกัน)
ค่าขนส่งค่ารถในประเทศ คิดง่ายค่าระวางระหว่างประเทศ+ประกันภัย+ค่าท่าเรือ/สนามบิน
เอกสาร/ศุลกากรแทบไม่มีใบรับรองแหล่งกำเนิด ใบสุขอนามัย ฯลฯ มีค่าธรรมเนียม
อัตราแลกเปลี่ยนไม่เกี่ยวข้อง (คิดเป็นบาท)ต้องเผื่อส่วนต่างความผันผวนค่าเงิน
บรรจุภัณฑ์เน้นสวยงาม ต้นทุนประหยัดต้องผ่านมาตรฐานขนส่งไกล+ฉลากสากล ต้นทุนสูงกว่า

เมื่อผลิตสินค้าแปรรูปเพื่อเตรียมตั้งราคาสินค้าเกษตรสำหรับส่งออก ควรทำตารางคำนวณแยกเป็นรายรอบการส่งออก เพราะค่าขนส่งและอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ทุกรอบ ไม่ควรใช้ราคาเดิมซ้ำข้ามปีโดยไม่ทบทวน

อีกจุดที่ผู้ส่งออกมือใหม่มักไม่ทันสังเกตคือผู้ซื้อต่างชาติมักต่อรองให้ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งไปจนถึงปลายทาง (เงื่อนไขแบบ CIF หรือ DDP) เพราะทำให้ผู้ซื้อคำนวณต้นทุนฝั่งตัวเองง่ายขึ้น ถ้าผู้ผลิตยอมรับเงื่อนไขนี้โดยไม่บวกต้นทุนขนส่งปลายทางเข้าไปในราคาให้ครบ จะกลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงด้านต้นทุนขนส่งทั้งหมดฝ่ายเดียว จึงควรตกลงเงื่อนไขการส่งมอบให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนเสนอราคา ไม่ใช่ปล่อยให้คลุมเครือแล้วมาตกลงกันทีหลัง

ตัวอย่างสถานการณ์คำนวณราคาส่งออกอย่างง่าย (สมมติเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่ตัวเลขอ้างอิงจริง)

สมมติว่าผู้ผลิตน้ำพริกแปรรูปคำนวณต้นทุนการผลิตรวมได้ที่หน่วยละจำนวนหนึ่ง แล้วเคยตั้งราคาขายขั้นต่ำในประเทศจากต้นทุนนั้นบวกกำไรที่ต้องการไว้แล้ว หากนำราคาขายขั้นต่ำในประเทศตัวนั้นไปเสนอผู้ซื้อต่างชาติตรง ๆ โดยไม่ปรับ จะยังไม่ได้รวมค่าระวางขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัยสินค้า ค่าเอกสารรับรองที่ต้องขอใหม่ทุกรอบ ส่วนต่างสำรองอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างวันเสนอราคากับวันรับเงินจริง และค่าบรรจุภัณฑ์เกรดส่งออกที่ต้องเปลี่ยนจากที่ใช้ขายในประเทศ เมื่อรวมต้นทุนแฝงทั้งหมดเข้าไปแล้ว ราคาที่ควรเสนอจริงมักสูงกว่าราคาขายขั้นต่ำในประเทศพอสมควร ผู้ผลิตจึงต้องทำตารางคำนวณแยกทุกรายการให้เห็นชัดก่อนเสนอราคา ไม่ควรกะประมาณด้วยความรู้สึกว่า "บวกเพิ่มอีกนิดหน่อยก็พอ"

ขั้นตอนคำนวณราคาส่งออกแบบคร่าว ๆ ก่อนเสนอราคาจริง

  1. คำนวณต้นทุนการผลิตรวม (ต้นทุนคงที่+ต้นทุนผันแปร) ต่อหน่วยสินค้าให้ชัดเจนก่อน
  2. สอบถามค่าระวางขนส่งและประกันภัยจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศตามเส้นทางและปริมาณจริง
  3. รวบรวมค่าเอกสาร/ค่าธรรมเนียมศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทนั้นโดยเฉพาะ
  4. เผื่อส่วนต่างสำรองความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนตามระยะเวลาที่คาดว่าจะได้รับเงิน
  5. คำนวณต้นทุนบรรจุภัณฑ์เกรดส่งออกแยกจากบรรจุภัณฑ์ขายในประเทศ
  6. รวมทุกรายการแล้วบวกกำไรที่ต้องการ จึงจะได้ราคาส่งออกที่ปลอดภัยจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เอาราคาขายขั้นต่ำในประเทศบวกกำไรเพิ่มนิดหน่อยแล้วใช้เป็นราคาส่งออกตรง ๆ
  • เสนอราคาแบบ FOB แต่ผู้ซื้อเข้าใจว่าเป็น CIF หรือ DDP ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องใครจ่ายค่าขนส่งส่วนไหน
  • ตั้งราคาเป็นเงินต่างประเทศโดยไม่เผื่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเลย
  • ใช้บรรจุภัณฑ์เดิมที่ใช้ขายในประเทศไปส่งออก แล้วสินค้าเสียหายระหว่างทางเพราะไม่ทนต่อการขนส่งไกล
  • ไม่เผื่อเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับเอกสารรับรองที่ต้องขอใหม่ทุกรอบส่งออก
  • ใช้ราคาส่งออกเดิมซ้ำหลายปีโดยไม่ทบทวนค่าขนส่งและอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไป

สรุป

การตั้งราคาสินค้าเกษตรแปรรูปส่งออกต้องบวกต้นทุนเพิ่มอย่างน้อย 4 ก้อนจากราคาขายในประเทศ คือค่าขนส่งระหว่างประเทศ+เอกสารศุลกากร อัตราแลกเปลี่ยน บรรจุภัณฑ์เกรดส่งออก และต้องไม่ใช้สูตรราคาขายขั้นต่ำในประเทศมาคำนวณราคาส่งออกตรง ๆ ผู้ผลิตที่คำนวณต้นทุนแฝงเหล่านี้ครบตั้งแต่ต้นจะเสนอราคาที่ปลอดภัยและรักษากำไรได้จริงในระยะยาว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ — ข้อมูลพิธีการส่งออกและเอกสารประกอบการค้าระหว่างประเทศ
  • 📄สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — มาตรฐานบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเกษตรแปรรูปสำหรับตลาดส่งออก

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

ราคาส่งออกกับราคาขายขั้นต่ำในประเทศต่างกันอย่างไร

ราคาขายขั้นต่ำในประเทศคำนวณจากต้นทุนการผลิตและต้นทุนดำเนินงานในประเทศเท่านั้น ส่วนราคาส่งออกต้องบวกเพิ่มค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าเอกสาร/ศุลกากร ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน และค่าบรรจุภัณฑ์เกรดส่งออกเข้าไปด้วย ทำให้ฐานต้นทุนสูงกว่ามาก

FOB กับ CIF ต่างกันอย่างไรและสำคัญกับการตั้งราคาแค่ไหน

FOB คือผู้ขายรับผิดชอบต้นทุนถึงแค่ท่าเรือต้นทาง ส่วน CIF ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและประกันภัยไปจนถึงท่าเรือปลายทางด้วย การเสนอราคาต้องระบุเงื่อนไขให้ชัดเสมอ เพราะราคาที่ตัวเลขเดียวกันแต่เงื่อนไขต่างกันมีต้นทุนที่ผู้ขายต้องแบกไม่เท่ากัน

ควรเผื่อส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่ในการตั้งราคา

ไม่มีตัวเลขตายตัวเพราะขึ้นกับความผันผวนของค่าเงินช่วงนั้นและระยะเวลาที่คาดว่าจะได้รับเงิน ควรปรึกษาธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการด้านการค้าระหว่างประเทศเพื่อประเมินความเสี่ยงและเผื่อส่วนต่างให้เหมาะสมกับมูลค่าการส่งออกของตนเอง

บรรจุภัณฑ์ส่งออกต้องผ่านมาตรฐานอะไรบ้าง

ขึ้นกับประเภทสินค้าและประเทศปลายทาง ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) หรือกรมการค้าต่างประเทศก่อนผลิตบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อไม่ให้ต้องทิ้งสต๊อกบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน

ผู้ผลิตรายย่อยที่เพิ่งเริ่มส่งออกควรเริ่มคำนวณราคาจากตรงไหนก่อน

ควรเริ่มจากคำนวณต้นทุนการผลิตรวมให้แม่นยำก่อน แล้วขอใบเสนอราคาขนส่งจริงจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ตามปริมาณและเส้นทางที่จะส่งจริง แทนการประมาณเอง เพราะค่าขนส่งเป็นตัวแปรที่ต่างกันมากตามปริมาณและระยะทาง