คำตอบสั้น ๆ
ข่าวรายงานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 633 บาทต่อหาบ แต่เงินที่ได้จริงขึ้นกับความชื้น ค่าขนส่ง และต้นทุนรอ บทความนี้สอนอ่านตัวเลขและตัดสินใจขายแบบมีเงื่อนไข
คำตอบเร็ว: ข่าวสัปดาห์ 19–23 ต.ค. 2569 รายงานว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ขยับจาก 612 เป็น 633 บาทต่อหาบ แต่ราคานั้นเป็น "ราคาหน้าโรงงานที่ความชื้นมาตรฐาน" ไม่ใช่เงินที่เข้ากระเป๋าคนปลูก ก่อนตัดสินใจขายให้ดูสามเรื่องคือ ความชื้นของเมล็ดที่ลานรับซื้อ ตารางหักน้ำหนักความชื้นที่ติดประกาศ และต้นทุนของการรอ (ดอกเบี้ย เมล็ดเสียหาย แรงงาน) ถ้าส่วนต่างราคาที่หวังไม่คุ้มต้นทุนรอ การขายเมล็ดที่แห้งได้มาตรฐานตามจังหวะที่ลานรับซื้อเปิดตามปกติมักปลอดภัยกว่าการเก็บเมล็ดชื้นไว้เก็งราคา ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
เสียงที่ได้ยินบ่อยตอนต้นฤดูหลังเก็บเกี่ยวคือ "ข่าวบอกราคาขึ้น แต่ลานรับซื้อให้ไม่เท่าข่าว" ทั้งสองฝั่งพูดจริงทั้งคู่ เพราะตัวเลขในข่าวคือราคาที่โรงงานอาหารสัตว์จ่ายที่หน้าโรงงานสำหรับข้าวโพดที่ผ่านการอบหรือตากจนความชื้นอยู่ที่ฐาน 14.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเมล็ดที่คุณขนไปส่งที่ลานเก็บมาจากแปลงและอาจชื้น 20–30 เปอร์เซ็นต์ จึงมีทั้งค่าขนส่ง ค่าหักความชื้น และส่วนต่างของผู้รวบรวมคั่นอยู่ บทความนี้ไม่ได้ทำนายว่าราคาจะขึ้นหรือลง แต่ช่วยให้อ่านตัวเลขเป็น คำนวณเงินที่ควรได้จริง และตัดสินใจแบบมีเงื่อนไขว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบไหนควรขายหรือรอ
ตัวเลขที่ปรากฏในข่าวสัปดาห์นี้ และอ่านให้ตรงหน่วย
ข้อมูลราคาที่พบจากแหล่งที่เปิดอ่านได้มีสองชุด หน่วยต่างกัน ซึ่งเป็นจุดที่คนอ่านข่าวสับสนมากที่สุด
| แหล่งข่าว | ช่วงเวลา | ตัวเลข | ต้องระวังอะไร |
|---|---|---|---|
| สยามรัฐ (สรุปราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์ เผยแพร่ 23 ต.ค. 2569) | สัปดาห์ 19–23 ต.ค. 2569 | ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ 633 บาทต่อหาบ (สัปดาห์ก่อน 612 บาทต่อหาบ) | ข่าวไม่ได้ระบุความชื้นฐานและไม่ได้บอกว่าหนึ่งหาบกี่กิโลกรัม |
| MGR Online และเดลินิวส์ (25 ต.ค. 2569) อ้างข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ | ข้อมูล ณ 21 ต.ค. 2569 | ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5 เปอร์เซ็นต์ ที่โรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 10.00–10.60 บาทต่อกิโลกรัม (เดือนก่อน 9.80–10.00 บาทต่อกิโลกรัม) | เป็นราคาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่างจังหวัดต้องปรับตามระยะทางและค่าขนส่ง |
| เนวหน้า (เผยแพร่ 21 ต.ค. 2569) ซึ่งสรุปราคาสัปดาห์ 12–16 ต.ค. | 12–16 ต.ค. 2569 | ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น 40 สตางค์ เป็น 10.20 บาทต่อกิโลกรัม | ตัวเลขของสัปดาห์ก่อนหน้า ใช้ดูแนวขยับเท่านั้น |
หนึ่งหาบกี่กิโลกรัม และตัวเลขสองชุดนี้ตรงกันไหม
ตามมาตราชั่งแบบไทยที่พจนานุกรมวิกิพจนานุกรมบันทึกไว้ หนึ่งหาบเท่ากับ 60 กิโลกรัม (50 ชั่งเป็น 1 หาบ) ถ้าใช้หน่วยนี้ 633 บาทต่อหาบจะเท่ากับประมาณ 10.55 บาทต่อกิโลกรัม และ 612 บาทต่อหาบเท่ากับ 10.20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในกรอบ 10.00–10.60 บาทที่กระทรวงพาณิชย์ให้ข้อมูลพอดี ข้อนี้เป็นการคำนวณของเราเอง ข่าวสยามรัฐไม่ได้เขียนเรื่องการแปลงหน่วย จึงควรถือเป็นการประมาณเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่ราคาประกาศ ส่วนที่ขยับจริงคือ เพิ่มขึ้น 21 บาทต่อหาบ หรือราว 0.35 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นประมาณ 3.4 เปอร์เซ็นต์จากสัปดาห์ก่อน
ราคาประกาศของรัฐ ณ วันนี้ สถานะเป็นอย่างไร
หลายคนถามว่า "รัฐกำหนดราคาขั้นต่ำไว้เท่าไร" คำตอบต้องแยกให้ชัดว่าประกาศฉบับไหนยังมีผล และมาตรการไหนเป็นเพียงข่าวการอนุมัติ
| เรื่อง | สถานะตามที่เปิดอ่านได้ | วันที่/ช่วงเวลา |
|---|---|---|
| ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ปี 2568/69 | ออกประกาศแล้ว กำหนด 7.05 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับข้าวโพดสด ความชื้น 30 เปอร์เซ็นต์ (เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร อุทัยธานี) และ 9.80 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับข้าวโพดแห้ง ความชื้น 14.5 เปอร์เซ็นต์ ที่หน้าโรงงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล | มีผล 30 ส.ค. 2568 ถึง 31 ก.ค. 2569 (ตามรายงานของไทยพีบีเอสและแนวหน้า) ช่วงที่ประกาศนี้ใช้อยู่ได้สิ้นสุดแล้วตามวันที่ในประกาศ |
| ราคารับซื้อบังคับของปีผลิต 2569/70 | ยังไม่พบประกาศฉบับทางการที่เปิดอ่านได้ ผลค้นหามีข่าวต่ออายุราคาไปถึง 31 ส.ค. 2569 ในหัวข้อข่าวแต่ไม่ได้เปิดอ่านเนื้อหาได้ จึงไม่ยืนยัน | ตรวจกับกรมการค้าภายในหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดว่าประกาศฉบับปัจจุบันคืออะไร |
| มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 | MGR Online รายงานว่า ครม. อนุมัติแล้ว แต่ข่าวไม่ระบุวันที่ที่อนุมัติ และยังไม่พบหน้าทางการของรัฐบาลที่ยืนยัน จึงเขียนว่า "ตามรายงานข่าว" | รายงานข่าววันที่ 22 ต.ค. 2569 |
มาตรการ ปี 2569/70 ตามรายงานข่าว
MGR Online (22 ต.ค. 2569) สรุปว่ามาตรการด้านราคามี 3 โครงการ วงเงินรวม 106.50 ล้านบาท ได้แก่ ชดเชยดอกเบี้ยเพื่อเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป้าหมาย 200,000 ตัน สินเชื่อรวบรวมผลผลิตและเพิ่มมูลค่าผ่านสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 100,000 ตัน และโครงการดูดซับผลผลิต เป้าหมาย 100,000 ตัน บวกอีก 1 โครงการส่งเสริมการผลิต วงเงิน 13.80 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูก เป้าหมายเกษตรกร 1,000 ราย ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. หรือสมาชิกสหกรณ์การเกษตร รวมเป็น 120.30 ล้านบาท ตรงกับที่เดลินิวส์รายงานวันที่ 25 ต.ค. 2569 ว่าเป็น 4 โครงการ วงเงิน 120.30 ล้านบาท เป้าหมายรับมือผลผลิต 400,000 ตัน
ข้อควรรู้สำหรับคนปลูกรายย่อยคือ มาตรการเหล่านี้ทำงานผ่านสถาบันเกษตรกรและ ธ.ก.ส. ข่าวไม่ได้ระบุเงื่อนไขการสมัคร อัตราดอกเบี้ย หรือวันเปิดรับ จึงไม่ควรเข้าใจว่าเกษตรกรทุกรายเข้าถึงได้ทันที ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอ สาขา ธ.ก.ส. หรือกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ที่คุณเป็นสมาชิกว่ามีโครงการนี้ในพื้นที่หรือไม่ และเปิดให้ยื่นเมื่อไร
ความชื้น: ตัวเลขเดียวที่ทำให้ราคาเดียวกันได้เงินไม่เท่ากัน
ประกาศราคาปี 2568/69 ระบุว่าราคาที่ความชื้นอื่น ๆ และในจังหวัดอื่นให้ปรับขึ้นลงตามตารางหักน้ำหนักความชื้นที่กรมการค้าภายในประกาศไว้เมื่อ 24 มกราคม 2562 และผู้รวบรวมกับโรงงานต้องปิดประกาศราคาและอัตราหักความชื้นให้เห็นชัดทุกจุดรับซื้อ (ตามรายงานของแนวหน้า) ตารางฉบับเต็มไม่ปรากฏในแหล่งที่เปิดอ่านได้ จึงไม่ขอใส่อัตราหักรายระดับ ให้ถ่ายรูปป้ายที่ลานทุกครั้ง
เพื่อให้เห็นภาพ ลองใช้หลักฟิสิกส์ล้วน ๆ ที่ไม่ใช่ตารางของใคร เมล็ดชื้นกว่ามาตรฐานหนักเพราะน้ำ ถ้าตัดน้ำออกเหลือความชื้น 14.5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเทียบเท่าคำนวณได้จาก น้ำหนักที่ชั่ง × (100 − ความชื้นที่วัดได้) ÷ (100 − 14.5)
| ความชื้นที่วัดได้ที่ลาน | ชั่งได้ (กก.) | เทียบเป็นน้ำหนักที่ความชื้น 14.5% (กก.) | น้ำที่ต้องออก (กก.) |
|---|---|---|---|
| 30% | 1,000 | ประมาณ 819 | ประมาณ 181 |
| 25% | 1,000 | ประมาณ 877 | ประมาณ 123 |
| 20% | 1,000 | ประมาณ 936 | ประมาณ 64 |
| 16% | 1,000 | ประมาณ 982 | ประมาณ 18 |
| 14.5% | 1,000 | 1,000 | 0 |
ตารางนี้เป็นตัวอย่างการคำนวณทางทฤษฎี ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่ตารางหักความชื้นของกรมการค้าภายใน และตารางจริงของลานรับซื้ออาจหักมากกว่าหรือน้อยกว่าสูตรนี้ ประโยชน์ของมันคือใช้เป็นไม้บรรทัดเทียบ ถ้าป้ายที่ลานหักมากกว่าสูตรนี้ ส่วนต่างนั้นคือเงินที่ "รั่ว" ไปกับความชื้นเกินกว่าน้ำที่ระเหยจริง
ตัวอย่างคำนวณ (ตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ราคาจริงของใคร)
สมมติราคาที่ฐาน 14.5 เปอร์เซ็นต์ที่ลานของคุณคือ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม (ใช้ตัวเลขกลางของช่วง 10.00–10.60 จากข่าวเป็นฐานเพื่อความง่าย) เมล็ดของคุณ 1,000 กิโลกรัม วัดได้ 25 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเทียบเท่า 877 กิโลกรัม เป็นเงินราว 9,210 บาท ถ้าป้ายหักความชื้นของลานให้น้ำหนักเทียบเท่าแค่ 860 กิโลกรัม (ตัวเลขสมมติเพื่อสาธิต) คุณจะเสียเพิ่ม 17 กิโลกรัม หรือ 178.5 บาทต่อ 1,000 กิโลกรัม ในกรณีนี้การตากหรืออบเองให้ถึงความชื้นต่ำกว่าก่อนส่งจะคุ้มก็ต่อเมื่อค่าตากหรือค่าอบไม่เกิน 178.5 บาทต่อ 1,000 กิโลกรัม (ประมาณ 0.18 บาทต่อกิโลกรัม) และในทางกลับกัน ถ้าป้ายหักเท่ากับสูตรฟิสิกส์พอดี การอบเองจะไม่ได้เงินเพิ่มจากการหัก แต่ยังช่วยเรื่องค่าขนส่งน้ำหนักที่เป็นน้ำ และลดความเสี่ยงเมล็ดขึ้นราระหว่างรอคิว
ตัดสินใจขาย: เงื่อนไขแบบ ถ้า...ให้...
| ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ | ให้ทำอย่างนี้ | เหตุผล |
|---|---|---|
| เมล็ดชื้นเกิน 20% และฝนยังตก ตากไม่ทัน | ขายตามราคาสดที่ลาน หรือหาจุดอบที่ใกล้ที่สุด อย่ากองเมล็ดชื้นรอ | เอกสารศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ (กรมวิชาการเกษตร) ระบุว่าเมล็ดที่ชื้นมากเมื่อกองเก็บจะอุณหภูมิในยุ้งสูงกว่าภายนอก 2–5 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์สูงถึง 90–95 เปอร์เซ็นต์ เหมาะต่อการเกิดอะฟลาทอกซิน |
| ตากได้ถึงประมาณ 14–15% และเก็บในที่แห้ง | เปรียบเทียบราคาอย่างน้อย 3 จุดรับซื้อก่อนขาย แล้วค่อยตัดสินใจเก็บบางส่วน | ราคาแต่ละจุดต่างกันตามระยะทาง ความชื้น และปริมาณ |
| ส่วนต่างราคาที่หวังได้จากการรอ น้อยกว่าต้นทุนรอ (ดูหัวข้อต้นทุนรอด้านล่าง) | ขายตามแผนเดิม | รอแล้วไม่คุ้มก็ได้แค่ความเสี่ยงเพิ่ม |
| มีหนี้หรือดอกเบี้ยค้างที่ต้องจ่ายเดือนนี้ | แบ่งขายเฉพาะส่วนที่ต้องใช้เงิน เก็บส่วนที่เหลือถ้าอบแห้งแล้วและมียุ้งดี | ลดแรงกดดันขายทั้งหมดในวันเดียว |
| เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ที่ร่วมมาตรการรวบรวมผลผลิต | สอบถามเงื่อนไขการส่งเข้ากลุ่มก่อนขายให้ผู้รวบรวม | มาตรการปี 2569/70 ตามรายงานข่าวผ่านสถาบันเกษตรกร แต่รายละเอียดการรับซื้อยังต้องถามที่กลุ่ม |
| ผู้รวบรวมให้ราคาต่ำกว่าป้ายหน้าลานอย่างชัดเจน หรือเครื่องวัดความชื้นดูผิดปกติ | ขอวัดซ้ำเทียบกับเครื่องอื่น ถ่ายรูปป้ายและเลขที่ชั่ง แล้วแจ้งพาณิชย์จังหวัด | ช่วง ส.ค.–ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจโรงงานและผู้รวบรวมกว่า 300 แห่งใน 21 จังหวัด พบความผิดเกี่ยวกับเครื่องวัดความชื้น 15 ราย (ตามที่ MGR Online รายงาน) |
ตากหรืออบ: ตัวเลขทางเทคนิคที่เช็กได้จากเอกสารกรมวิชาการเกษตร
เอกสาร "เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ของศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร (เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2566) ให้ตัวเลขที่เอาไปใช้วางแผนได้โดยตรง
- เก็บเกี่ยวตอนที่เมล็ดชื้นต่ำกว่า 23 เปอร์เซ็นต์ช่วยรักษาคุณภาพระหว่างเก็บในยุ้งจากเชื้อราและอะฟลาทอกซิน
- จากการศึกษาในข้าวโพดลูกผสมเดี่ยว 4–5 พันธุ์ เมื่อใบแห้งหรือเป็นสีฟางข้าวทั้งแปลง เมล็ดจะชื้นต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และอีก 7 วันหลังจากนั้นจะต่ำกว่า 23 เปอร์เซ็นต์ เอกสารบอกด้วยว่าตัวเลขขึ้นกับอายุ พันธุ์ และสภาพแวดล้อม จึงเป็นเกณฑ์ประมาณ ไม่ใช่ตายตัว
- การเก็บเกี่ยวตอนอายุเพียง 90–100 วันทำให้เมล็ดชื้นสูง เปอร์เซ็นต์เมล็ดแตกจากการกะเทาะสูง และการสะสมแป้งกับโปรตีนยังไม่เต็มที่
- ตากแดดบนลานคอนกรีตในวันที่แดดดีลดความชื้นได้ถึงประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่ฝนมักตกช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว
- เครื่องลดความชื้นมีทั้งแบบเมล็ดอยู่นิ่ง (สร้างง่าย ราคาถูก แต่ใช้แรงงานมากและแห้งไม่สม่ำเสมอ) กับแบบเมล็ดไหล (ลดความชื้นต่อเนื่อง ใช้แรงงานน้อย แต่ใช้เชื้อเพลิงมาก) เอกสารระบุว่าไม่ควรนำเมล็ดที่ยังร้อนไปเก็บทันที เพราะยังคายความชื้นอยู่
- เมล็ดที่ความชื้นต่ำกว่า 13.5 เปอร์เซ็นต์ตลอดทั้งกองป้องกันเชื้อราได้ตลอดการเก็บ แต่ถ้าความชื้นในกองไม่สม่ำเสมอ ส่วนที่ชื้นเกินจะขึ้นรา ความชื้นต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์จึงจะจำกัดการเติบโตของแมลงในโรงเก็บทุกชนิด
- เมล็ดแตกหรือมีรอยแตก 28 เปอร์เซ็นต์ ถูกเชื้อราเข้าทำลายเร็วกว่ากองที่มีเมล็ดแตก 2 เปอร์เซ็นต์ 3–5 เท่า
ข้อสังเกตจากเอกสารนี้ที่มือใหม่มักพลาดคือ ฐานรับซื้อของโรงงานอยู่ที่ 14.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ความชื้นที่ปลอดภัยสำหรับเก็บรอไว้นานคือต่ำกว่า 13.5 เปอร์เซ็นต์ตลอดทั้งกอง สองตัวเลขนี้ต่างกัน 1 จุด ถ้าขายเลยไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ แต่ถ้าตั้งใจเก็บรอราคาให้ตากต่อจนถึงเกณฑ์เก็บ และตรวจความชื้นหลายจุดของกอง ไม่ใช่วัดตรงกลางถุงเดียว
ต้นทุนของการรอ: คำนวณก่อนเก็บเมล็ดไว้เก็งราคา
การรอไม่ฟรี ลองไล่ต้นทุนรอเป็นบาทต่อกิโลกรัมต่อเดือน แล้วเทียบกับส่วนต่างราคาที่คุณหวัง สูตรคือ ต้นทุนรอต่อกิโลกรัม = ดอกเบี้ยของเงินที่ไม่ได้รับ + การสูญเสียน้ำหนัก/คุณภาพ + ค่าแรงและกระสอบ
ตัวอย่างสมมติ (ตัวเลขทุกตัวด้านล่างเป็นสมมติของเรา ไม่ใช่ข้อมูลทางการ) เก็บข้าวโพดแห้งความชื้นปลอดภัย 10,000 กิโลกรัมไว้ 30 วัน ราคาตอนนี้ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม
| รายการ | ฐานที่สมมติ | คิดเป็นบาทต่อกิโลกรัม |
|---|---|---|
| ดอกเบี้ยของเงินที่ไม่ได้รับ 30 วัน | สมมติดอกเบี้ยเงินกู้ 7% ต่อปี (ใช้ของคุณจริง) | 10.50 × 0.07 × 30 ÷ 365 ≈ 0.06 |
| น้ำหนักหรือคุณภาพที่เสียไป | สมมติ 0.5% ของมูลค่า | 10.50 × 0.005 ≈ 0.05 |
| แรงงาน กระสอบ ค่ากลับกอง | สมมติ 0.05 บาทต่อกิโลกรัม | 0.05 |
| รวมต้นทุนรอ 30 วัน | ประมาณ 0.16 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 1,600 บาทต่อ 10,000 กิโลกรัม |
ในตัวอย่างนี้ ราคาต้องขยับเพิ่มอย่างน้อยประมาณ 0.16 บาทต่อกิโลกรัม (ราว 1.5 เปอร์เซ็นต์) เพื่อคืนทุนการรอ ไม่นับความเสี่ยงที่ราคาจะลดลง ข่าวสัปดาห์นี้ขยับ 0.35 บาทต่อกิโลกรัมในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งถ้ามองย้อนหลังดูเหมือนคุ้มรอ แต่ราคาสัปดาห์ถัดไปไม่มีใครบอกได้ และเราไม่ทำนาย สิ่งที่ควบคุมได้คือต้นทุนรอของคุณเองและความปลอดภัยของเมล็ด
จุดคุ้มทุนต่อไร่: ใช้ตัวเลขของแปลงคุณเอง
ตัวเลขต้นทุนต่อไร่ที่เชื่อถือได้ต้องมาจากสมุดบัญชีของคุณหรือสถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รอบล่าสุด ซึ่งตัวเลขแต่ละปีแต่ละภาคไม่เท่ากัน บทความนี้จึงไม่ยกตัวเลขต้นทุนกลางของประเทศ แต่ให้สูตรที่ทุกคนคำนวณเองได้
- ต้นทุนต่อกิโลกรัม = ต้นทุนรวมต่อไร่ ÷ ผลผลิตเมล็ดแห้งต่อไร่ (คิดที่ความชื้นฐานเดียวกับที่ขาย)
- กำไรต่อไร่ = (ราคาที่ได้จริงหลังหักความชื้นและค่าขนส่ง − ต้นทุนต่อกิโลกรัม) × ผลผลิตเมล็ดแห้งต่อไร่
- ถ้าเช่าที่ ต้องใส่ค่าเช่าเป็นต้นทุนด้วย ไม่ใช่ปล่อยเป็นศูนย์
ตัวอย่างสมมติเพื่อสาธิตสูตร ต้นทุนรวม 5,000 บาทต่อไร่ ผลผลิตเมล็ดแห้ง 700 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุน ≈ 7.14 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าได้ราคาจริงหลังหักแล้ว 9.80 บาทต่อกิโลกรัม กำไรต่อกิโลกรัม ≈ 2.66 บาท ตกไร่ละราว 1,862 บาท แต่ถ้าราคาจริงที่ได้ลดลง 1 บาทต่อกิโลกรัมเพราะความชื้นและค่าขนส่ง กำไรต่อไร่จะลดลง 700 บาท ตัวอย่างนี้ชี้ว่าเงินที่รั่วไปกับความชื้นและการขนส่งเพียงบาทเดียวต่อกิโลกรัมเท่ากับกำไรต่อไร่หายไปกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ จึงควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้ก่อนกังวลเรื่องราคาข่าว
ราคาข้าวโพดกับต้นทุนคนเลี้ยงสัตว์: อีกด้านของราคาเดียวกัน
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือวัตถุดิบหลักของอาหารสัตว์ ตามรายงานของแนวหน้า ราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองนำเข้าที่ขยับในสัปดาห์ 12–16 ต.ค. 2569 เป็นต้นทุนที่ผู้เลี้ยงสุกรกำลังกังวลควบคู่กับราคาสุกรที่ยังไม่คุ้มต้นทุน ผู้ปลูกจึงควรรู้ว่าราคาที่โรงงานจ่ายขึ้นได้ไม่ไกลนัก หากฝั่งผู้เลี้ยงกำลังขาดทุน เพราะโรงงานต้องบริหารต้นทุนอาหารสัตว์ เรื่องนี้อธิบายว่าทำไมการเก็งราคาข้าวโพดระยะยาวมีความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด ดูมุมผู้เลี้ยงสุกรได้ในบทความ ราคาสุกรหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ผู้เลี้ยงรายย่อยควรวางแผนลูกสุกรและอาหารอย่างไร
อีกปัจจัยที่ข่าวพูดถึงคือการนำเข้า ประกาศปี 2568/69 ผูกการขออนุญาตนำเข้าข้าวโพดหรือข้าวสาลีภายใต้โควตา WTO กับการซื้อข้าวโพดในประเทศอัตราส่วน 3 ต่อ 1 และ MGR Online รายงานว่ากระทรวงขอให้ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้าช่วงผลผลิตในประเทศออกมาก ให้โรงงานใช้ข้าวโพดในประเทศก่อน ใครอยากเข้าใจกลไกโควตานำเข้า อ่านต่อที่ ปฏิทินโควตานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีนี้
ขายตรงโรงงานหรือผ่านผู้รวบรวม ควรเทียบอะไร
ผู้รวบรวมให้ความสะดวกเรื่องรับถึงไร่ ให้เงินไว และรับเมล็ดความชื้นสูงได้ ส่วนการขายตรงโรงงานได้ราคาฐานเต็มแต่ต้องมีรถ มีปริมาณพอ และเมล็ดต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพ การเทียบที่แฟร์คือคิดเป็นเงินสุทธิต่อกิโลกรัมที่เข้ามือหลังหักทุกอย่าง ไม่ใช่เทียบราคาตามป้าย รายละเอียดเทียบสองช่องทางอยู่ใน ขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตรงโรงงานอาหารสัตว์กับผ่านพ่อค้าคนกลาง ต่างกันอย่างไร ส่วนใครกำลังพิจารณาเกษตรพันธสัญญา ดูข้อดีข้อเสียที่ ทำเกษตรพันธสัญญาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับโรงงานอาหารสัตว์ คุ้มไหม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนขายข้าวโพด
- ดูแต่ราคาในข่าว ไม่ถามความชื้นฐานและพื้นที่ ทำให้คาดหวังเงินเกินจริง
- วัดความชื้นจากเมล็ดแค่กำมือเดียว ทั้งที่กองเดียวกันชื้นไม่เท่ากัน ควรสุ่มหลายจุดแล้วเฉลี่ย
- กองเมล็ดชื้นค้างคืนในกระสอบหรือบนพื้นที่ไม่แห้ง เมล็ดร้อนและขึ้นราเร็วกว่าที่คิด
- เก็บเกี่ยวเร็วเกินไปเพื่อให้ทันราคาดี เมล็ดอายุไม่ถึงจึงชื้นสูง แตกง่าย และให้น้ำหนักแห้งน้อยกว่า
- ไม่ถ่ายรูปป้ายราคา ป้ายหักความชื้น และใบชั่ง ทำให้เสียหลักฐานเมื่อต้องร้องเรียน
- เก็บเมล็ดไว้รอราคาโดยไม่คิดดอกเบี้ยและการสูญเสีย ทำให้ "รอแล้วดี" ที่จริงแล้วคุ้มเพียงบนกระดาษ
- ขายทั้งหมดในวันเดียวเพราะกลัวราคาตก หรือเก็บทั้งหมดเพราะหวังราคาขึ้น แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือแบ่งขายตามภาระเงินสดและความพร้อมของที่เก็บ
เช็กลิสต์ก่อนวันขาย
- วัดความชื้นเมล็ดจากอย่างน้อย 5 จุดของกอง แล้วจดค่า
- โทรหรือแวะถามราคาอย่างน้อย 3 จุดรับซื้อ ถามให้ครบว่า ฐานความชื้นเท่าไร หักความชื้นอย่างไร จ่ายเมื่อไร
- ถ่ายรูปป้ายราคาและป้ายหักความชื้นหน้าลาน
- เทียบราคาสุทธิต่อกิโลกรัมหลังหักค่าขนส่งและความชื้นของแต่ละจุด
- คำนวณต้นทุนรอของคุณตามตารางข้างต้น ถ้าส่วนต่างราคาที่หวังไม่เกินต้นทุนรอ ให้ขาย
- ถ้าจะเก็บ ยืนยันว่าเมล็ดแห้งต่ำกว่า 13.5% ตลอดกอง และที่เก็บยกพื้น ระบายอากาศ
- เก็บใบชั่งและใบรับเงินทุกใบไว้ตลอดฤดู
ใครช่วยได้ถ้าเจอการซื้อไม่เป็นธรรม
ตามรายงานข่าว เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดตรวจการรับซื้อ ความถูกต้องของตาชั่งและเครื่องวัดความชื้น และการแสดงราคา ขั้นตอนแนะนำคือ รวบรวมหลักฐาน (รูปป้าย ใบชั่ง เวลา ชื่อจุดรับซื้อ) แล้วแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ หรือกรมการค้าภายใน ส่วนการอ้างโทษตามกฎหมายราคาสินค้าและบริการ ไทยพีบีเอสสรุปประกาศปี 2568/69 ไว้ว่าการซื้อต่ำกว่าราคาที่ประกาศหรือหักความชื้นผิดอาจผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งมาตรา 29 และ 30 มีโทษสูงสุดจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามประกาศปีนั้นระบุช่วงมีผลถึง 31 ก.ค. 2569 จึงควรถามพาณิชย์จังหวัดว่าตอนนี้มีประกาศใดบังคับอยู่ ก่อนอ้างข้อหา
สรุป
ราคาในข่าวคือราคาที่โรงงานจ่ายสำหรับเมล็ดที่ความชื้นฐาน ไม่ใช่เงินสุทธิของคนปลูก สัปดาห์ 19–23 ต.ค. 2569 มีรายงานราคาขยับจาก 612 เป็น 633 บาทต่อหาบ แต่เงินที่ได้จริงขึ้นกับความชื้น ตารางหักน้ำหนัก ค่าขนส่ง และต้นทุนรอ ประกาศราคารับซื้อปี 2568/69 หมดช่วงมีผลแล้ว และมาตรการปี 2569/70 วงเงิน 120.30 ล้านบาทเป็นข้อมูลตามรายงานข่าวที่ยังไม่พบหน้าทางการยืนยัน ก่อนขายให้วัดความชื้นหลายจุด เทียบราคาอย่างน้อยสามจุด ถ่ายรูปป้ายหน้าลาน และคำนวณต้นทุนรอ เพราะคุณคุมสิ่งเหล่านี้ได้ ในขณะที่ราคาล่วงหน้าไม่มีใครบอกได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สยามรัฐออนไลน์ — สรุปราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์ 19–23 ต.ค. 2569 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไซโลโรงงาน 612 เป็น 633 บาทต่อหาบ (https://siamrath.co.th/agriculture/330894)
- MGR Online — ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้อมูล ณ 21 ต.ค. 2569 10.00–10.60 บาทต่อกิโลกรัม ผลตรวจเครื่องวัดความชื้น และมาตรการปี 2569/70 (https://mgronline.com/politics/detail/9690000102632 ; https://mgronline.com/business/detail/9690000102015)
- เดลินิวส์ — ข่าววันที่ 25 ต.ค. 2569 ราคาข้าวโพดทะลุ 10 บาท และ 4 โครงการ วงเงิน 120.30 ล้านบาท (https://www.dailynews.co.th/news/6301338/)
- ไทยพีบีเอส — ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568/69 มีผล 30 ส.ค. 2568 ถึง 31 ก.ค. 2569 และตารางหักความชื้นของกรมการค้าภายใน 24 ม.ค. 2562 (https://www.thaipbs.or.th/news/content/355958)
- แนวหน้า — รายละเอียดประกาศราคารับซื้อ ปี 2568/69 ภาระของผู้รวบรวมและโรงงาน (https://www.naewna.com/business/910758) และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สัปดาห์ 12–16 ต.ค. 2569 (https://www.naewna.com/n/top-stories/123325/)
- ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร — เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้นเก็บเกี่ยว การตากและอบ ความชื้นปลอดภัยในการเก็บ (https://www.doa.go.th/fc/nakhonsawan/?p=4508)
- วิกิพจนานุกรม — หน่วยหาบ 1 หาบ เท่ากับ 60 กิโลกรัม ตามมาตราชั่งไทย (https://th.wiktionary.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9A)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ยางพารา RSS3 น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ราคาที่ประกาศต่างกันอย่างไร และชาวสวนอ่านราคาอย่างไร
ราคายางที่ประกาศมีหลายบรรทัดเพราะเป็นสินค้าคนละชนิดและคนละฐาน DRC บทความนี้อธิบายวิธีอ่านพร้อมตัวอย่างคำนวณที่ระบุฐานของแต่ละตัวเลข
ไข่ไก่หน้าฟาร์มฟองละ 4 บาท ต้นทุนอาหารต่อฟองและจุดคุ้มทุนของฟาร์มเล็กเป็นอย่างไร
ราคาไข่หน้าฟาร์ม 4 บาทต่อฟองคุ้มหรือไม่ขึ้นกับต้นทุนอาหารและอัตราไข่ของฟาร์มคุณเอง บทความนี้มีสูตรและตารางให้ใส่ตัวเลขของตัวเองคำนวณจุดคุ้มทุน
ราคาสุกรหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ผู้เลี้ยงรายย่อยควรวางแผนลูกสุกรและอาหารอย่างไร
ราคาแนะนำสุกรมีชีวิตขึ้น 4 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาจริงไม่เท่ากันทุกราย บทความนี้ช่วยผู้เลี้ยงรายย่อยตัดสินใจเรื่องลูกสุกร อาหาร และความปลอดภัยทางชีวภาพ
อ่านรายงานราคาข้าวรายสัปดาห์ให้เป็น ราคาหน้าโรงสี ราคา FOB และราคาตลาดต่างกันอย่างไร
ราคาหน้าโรงสี ราคาข้าวสารต่อกระสอบ และราคา FOB เป็นราคาคนละขั้นของห่วงโซ่ บทความนี้สอนอ่านรายงานรายสัปดาห์ โดยดูวันที่ ชนิดข้าว ความชื้น และหน่วยก่อนเสมอ
ผักเมืองหนาวล้นตลาดช่วงธันวาคมถึงมกราคม วางแผนปลูกอย่างไรไม่ให้ชนกับคนอื่น
ทำไมผักเมืองหนาวราคาร่วงช่วงธันวาคมถึงมกราคม และเกษตรกรรายย่อยวางแผนปลูกอย่างไรให้ผลผลิตไม่ออกพร้อมเพื่อนบ้าน ด้วยการนับวันย้อนจากวันเก็บ ปลูกเป็นรุ่น และหาตลาดก่อนลงกล้า
ข้าวหอมมะลิเกี่ยวใหม่ ขายเลยหรือเก็บเข้ายุ้งรอราคาดีกว่า
ตัดสินใจขายข้าวหอมมะลิสดหน้าลานหรือตากแล้วเก็บยุ้งรอราคา ด้วยตัวเลขที่ต้องคิดจริง ทั้งน้ำหนักที่หายจากความชื้น การสูญเสียระหว่างเก็บ มอดแมลง และสถานะโครงการสินเชื่อชะลอการขายปี 2569/70
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

Account Book Cash สมุดบัญชีรายรับรายจ่าย…
สมุดบัญชีฟาร์ม
ใช้จดรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนแต่ละรอบการผลิตแบบกระดาษ

เครื่องชั่งดิจิตอล สูงสุด 40 กก ใช้ได้ทั้งแบตเตอรี่…
เครื่องชั่งผลผลิต
ใช้ชั่งผลผลิต อาหารสัตว์ หรือปุ๋ย เพื่อจดน้ำหนักจริงลงบันทึก

ก3 ไวท์บอร์ดแม่เหล็กแห้งลบปฏิทินชุดไวท์บอร์ดวางแผนราย…
บอร์ดวางแผนงาน
ใช้วางแผนงานรายสัปดาห์และนัดหมายงานฟาร์มให้เห็นพร้อมกัน

100ชิ้น ป้ายชื่อพืชสวนรูปตัวที พลาสติกหนากันน้ำ…
ป้ายแปลง/ป้ายชื่อพืช
ใช้ปักระบุพันธุ์ วันปลูก หรือรอบปลูกในแปลงและถาดเพาะ
ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
ราคา 633 บาทต่อหาบ เท่ากับกี่บาทต่อกิโลกรัม
ถ้าใช้ 1 หาบ = 60 กิโลกรัมตามมาตราชั่งไทย จะได้ประมาณ 10.55 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในกรอบ 10.00–10.60 บาทที่ข่าวกระทรวงพาณิชย์รายงาน แต่ข่าวสยามรัฐไม่ได้ระบุฐานความชื้นและการแปลงหน่วย จึงควรถามหน่วยกับลานรับซื้อทุกครั้ง
รัฐยังมีราคารับซื้อขั้นต่ำบังคับอยู่ไหม
ประกาศปี 2568/69 ที่เปิดอ่านได้ระบุช่วงมีผล 30 ส.ค. 2568 ถึง 31 ก.ค. 2569 ส่วนปีผลิต 2569/70 ยังไม่พบประกาศฉบับทางการที่เปิดอ่านได้ ควรสอบถามกรมการค้าภายในหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดว่ามีประกาศฉบับปัจจุบันหรือไม่
ความชื้นเท่าไรที่ควรส่งขาย และเท่าไรที่เก็บไว้ได้
โรงงานใช้ฐาน 14.5 เปอร์เซ็นต์ในการรายงานราคา ส่วนเอกสารศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ระบุว่า ถ้าจะเก็บ ความชื้นต่ำกว่า 13.5 เปอร์เซ็นต์ตลอดกองป้องกันราได้ตลอดการเก็บ ถ้าขายเลยไม่จำเป็นต้องแห้งถึงระดับนั้น แต่ต้องยอมรับการหักความชื้นตามป้ายของลาน
มาตรการ 120.30 ล้านบาทของปี 2569/70 ใช้ได้เลยไหม
ตามรายงานข่าว ครม. อนุมัติแล้ว แต่ข่าวไม่ระบุวันที่อนุมัติ เงื่อนไข หรือวันเปิดรับ จึงยังไม่ควรสรุปว่าเกษตรกรทุกรายเข้าร่วมได้ ให้สอบถามสาขา ธ.ก.ส. สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือกลุ่มเกษตรกรที่เป็นสมาชิก
เก็บข้าวโพดรอราคาดีกว่าขายเลยไหม
ขึ้นกับต้นทุนรอของคุณเทียบกับส่วนต่างที่หวัง ในตัวอย่างสมมติของบทความนี้ ต้นทุนรอ 30 วันประมาณ 0.16 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าเมล็ดยังชื้นหรือที่เก็บไม่ดี ความเสี่ยงเสียหายมักสูงกว่าส่วนต่างราคา ไม่มีใครบอกราคาล่วงหน้าได้ จึงควรแบ่งขายตามความจำเป็นของเงินสด
