ปลูกพืชเผยแพร่ 2 พฤศจิกายน 2569

น้อยหน่ามีปัญหาอะไรบ้าง สาเหตุที่พบบ่อยและวิธีแก้

ปัญหาน้อยหน่าที่มีรายงานจริง เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว แมลงวันทอง กิ่งแห้งที่ยังไม่ยืนยันสาเหตุ การผสมเกสร อายุเก็บเกี่ยว และวิธีสำรวจก่อนพ่น ข้อมูล ณ พ.ย. 2569

น้อยหน่ามีปัญหาอะไรบ้าง สาเหตุที่พบบ่อยและวิธีแก้

คำตอบสั้น ๆ

รวบรวมปัญหาน้อยหน่าจากรายงานกรมวิชาการเกษตรและงานวิจัยในพื้นที่ปากช่อง แยกชัดว่าเรื่องไหนมีหลักฐาน และเรื่องไหนยังไม่ยืนยันสาเหตุ

คำตอบเร็ว: ปัญหาของน้อยหน่าที่มีรายงานจากงานวิจัยกรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือ แมลงศัตรู ซึ่งสำคัญที่สุดคือเพลี้ยแป้ง กิ่งแห้งที่ยังไม่ยืนยันสาเหตุ และผลผลิตที่ติดน้อยหรือเสียคุณภาพเพราะการผสมเกสรและช่วงเก็บเกี่ยว วิธีแก้ที่มีหลักฐานคือสำรวจแมลงก่อนพ่น (งานทดสอบใช้เกณฑ์เพลี้ยแป้งเกิน 2 ตัวต่อผล) ห่อผลหรือใช้กับดักลดแมลงวันทอง และเก็บเกี่ยวตามอายุผล ส่วนสาเหตุผลร่วง ผลแตก หรือผลเบี้ยวยังไม่พบรายงานชัดเจน จึงไม่ขอระบุเป็นข้อเท็จจริง (ข้อมูล ณ พ.ย. 2569)

ปัญหาน้อยหน่าที่มีรายงานรองรับ สรุปเป็นตาราง

ภาพประกอบ ปัญหาน้อยหน่าที่มีรายงานรองรับ สรุปเป็นตาราง

น้อยหน่า (Annona squamosa L.) อยู่ในวงศ์เดียวกับน้อยโหน่ง ทุเรียนเทศ และเชอริโมยา ตามรายงานของกรมวิชาการเกษตร น้อยหน่าที่ปลูกในไทยมีสองกลุ่ม คือน้อยหน่าพื้นบ้าน เช่น น้อยหน่าหนังและน้อยหน่าฝ้าย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกราวร้อยละ 75 กับน้อยหน่าลูกผสม เช่น เพชรปากช่อง และพันธุ์ออสเตรเลีย ราวร้อยละ 25 โดยแหล่งปลูกเชิงการค้าสำคัญอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตัวเลขสัดส่วนนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงจากรายงานเก่า อาจเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ปลูกควรสอบถามเกษตรอำเภอสำหรับข้อมูลล่าสุด

ก่อนลงรายละเอียด ตารางนี้สรุปปัญหาที่มีรายงาน พร้อมสถานะของข้อมูลแต่ละเรื่อง

ปัญหาสิ่งที่รายงานระบุสถานะข้อมูล
เพลี้ยแป้งพบทุกแปลงที่สำรวจ เข้าทำลายช่วงผลอยู่บนต้น และติดไปกับผลที่เก็บเกี่ยวมีรายงานกรมวิชาการเกษตร (แปลงเกษตรกร 5 แปลง ปากช่อง)
แมลงหวี่ขาวเข้าทำลายตอนแตกใบอ่อนหลังตัดแต่งกิ่ง ใบผิดรูป ถ้ามากใบร่วง และเป็นพาหะนำโรคได้มีรายงานเดียวกัน
เพลี้ยหอยยักษ์ เพลี้ยอ่อน ไรแดงพบในแปลง เพลี้ยหอยยักษ์ดูดน้ำเลี้ยงช่วงแตกใบอ่อนมีการสำรวจพบ ไม่มีตัวเลขความเสียหาย
หนอนเจาะผล ด้วงงวงเจาะดอก หนอนคืบพบในแปลงรายงานระบุชื่อเท่านั้น
แมลงวันทองวางไข่ในผล สะสมมากเมื่อเก็บเกี่ยวหมดแล้วไม่ดูแลแปลง ไม่มีการห่อผลหรือใช้กับดักมีรายงานเดียวกัน
กิ่งแห้งแยกเชื้อราจากกิ่งที่แห้งได้ 2 ลักษณะโคโลนี แต่ยังไม่ยืนยันสาเหตุรายงานระหว่างดำเนินการ ยังไม่สรุปเชื้อสาเหตุ
ติดผลน้อยจากการผสมเกสรผสมตามธรรมชาติติดร้อยละ 29 ผสมด้วยมือติดร้อยละ 38 (เพชรปากช่อง)มีงานวิจัยมหาวิทยาลัย ปี 2560
ผลสุกเร็วหลังเก็บอายุผลที่เก็บเกี่ยวต่างกัน อยู่ได้ 4-6 วันมีงานวิจัยเดียวกัน
ผลร่วง ผลแตก ผลเบี้ยวไม่พบรายงานสาเหตุจากแหล่งที่เปิดอ่านได้ไม่ยืนยัน ควรให้เกษตรอำเภอตรวจที่สวน

ถ้าสนใจเรื่องผสมเกสรด้วยมือและการตัดสินใจเรื่องแรงงาน มีบทความ ปลูกน้อยหน่าเพชรปากช่อง ต้องผสมเกสรมือไหม เขียนไว้แล้ว บทความนี้จะพูดถึงมุมปัญหาและการแก้ไขโดยรวม

เพลี้ยแป้ง ปัญหาที่หนักที่สุด และแมลงอื่นที่ตามรอบการตัดแต่ง

รายงานการทดสอบการควบคุมแมลงศัตรูน้อยหน่าแบบผสมผสาน ดำเนินงานระหว่างตุลาคม 2554 ถึงกันยายน 2556 ในแปลงน้อยหน่าพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร 5 ราย อำเภอปากช่อง สรุปว่าแมลงศัตรูที่สำคัญคือเพลี้ยแป้ง เพราะพบว่ามีการเข้าทำลายช่วงที่ผลผลิตอยู่บนต้น และยังติดมากับผลที่เก็บเกี่ยวออกจากแปลง ทำให้เกษตรกรต้องจัดการหลังเก็บเกี่ยวเพิ่ม เสียทั้งเงินและเวลา รายงานยังระบุว่าเกษตรกรใช้สารเคมีกำจัดเพลี้ยแป้งปริมาณมากและบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม และยังเพิ่มต้นทุน

ผลที่น่าสนใจคือ การทดสอบเปรียบเทียบระหว่างวิธีสำรวจก่อนพ่น ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ที่พ่นเมื่อพบเพลี้ยแป้งเกิน 2 ตัวต่อผล และพ่น 2 ครั้งห่างกัน 7 วัน กับวิธีของเกษตรกรที่พ่นเป็นตารางโดยไม่นับแมลงก่อน พบว่าวิธีแรกมีการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งน้อยกว่า และเกษตรกรที่เข้าร่วม 2 ราย นำไปใช้ในสวนของตนต่อ บทความนี้ไม่ระบุชื่อสารหรืออัตราที่ใช้ เพราะทะเบียนและคำแนะนำเปลี่ยนได้ ให้อ่านฉลากและสอบถามเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยของกรมวิชาการเกษตรก่อนใช้ทุกครั้ง สิ่งที่เอาไปใช้ได้ทันทีคือหลักการ นับก่อนพ่น แทนการพ่นตามปฏิทิน

มีอีกงานหนึ่งที่ศึกษาสารสกัดจากสมุนไพรกับเพลี้ยแป้งชนิด Dysmicoccus neobrevipes แต่เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ผลในแปลงน้อยหน่า จึงยังไม่ควรนำไปใช้เป็นวิธีรักษาจริงในสวน

แมลงที่มาตามช่วงตัดแต่งกิ่งและช่วงเก็บเกี่ยว

  • แมลงหวี่ขาว มาตอนน้อยหน่าแตกใบอ่อนหลังตัดแต่งกิ่ง รายงานระบุช่วงมกราคมถึงกุมภาพันธ์ และช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายนซึ่งเกษตรกรตัดแต่งกิ่งรอบที่สอง ข้อนี้ช่วยให้ตั้งเวลาไปสำรวจใบอ่อนได้ถูกช่วง
  • เพลี้ยหอยยักษ์ ดูดน้ำเลี้ยงช่วงแตกใบอ่อน พบเกือบทุกแปลงที่สำรวจ
  • แมลงวันทอง เมื่อเก็บเกี่ยวใกล้หมด เกษตรกรมักไม่ดูแลแปลงเท่าที่ควร ทำให้แมลงวันทองวางไข่ในผลและสะสมไปถึงฤดูถัดไป โดยแปลงที่สำรวจไม่มีการห่อผลหรือใช้กับดัก
  • ชนิดอื่น เช่น เพลี้ยอ่อน ไรแดง หนอนเจาะผล ด้วงงวงเจาะดอก หนอนคืบ มีชื่อในรายงานแต่ไม่มีรายละเอียดความเสียหายเพียงพอจะระบุเกณฑ์

สรุปแบบใช้งานจริงได้ว่า ให้จดวันตัดแต่งกิ่ง แล้วสำรวจใบอ่อนและผลถี่ขึ้นในสองสามสัปดาห์หลังจากนั้น ไม่ต้องพ่นเผื่อทุกครั้ง และเก็บผลที่ร่วงหรือเสียออกจากแปลงเพื่อลดที่สะสมของแมลงวันทอง

กิ่งแห้ง ยังไม่ยืนยันสาเหตุ จึงต้องระวังการสรุปเอง

ตัวอย่างกิ่งน้อยหน่าที่แห้งจากสวนในอำเภอปากช่องถูกนำมาแยกเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อในห้องปฏิบัติการ ได้เชื้อราที่คาดว่าเป็นสาเหตุ 2 ลักษณะโคโลนี แต่รายงานระบุว่าอยู่ระหว่างจำแนกชนิดและพิสูจน์โรคโดยปลูกเชื้อกลับ จึงยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด รายงานเดียวกันกล่าวว่าในต่างประเทศมีรายงานเชื้อราหลายชนิดที่ทำให้อาการยอดแห้งกับพืชวงศ์เดียวกัน และเมื่อมีโรคระบาดในสวนหนึ่ง มักพบแพร่ไปสวนข้างเคียงได้

ผลคือไม่ควรเดาว่ากิ่งแห้งเกิดจากเชื้อราชนิดใดแล้วพ่นสารตามคนอื่น สิ่งที่ทำได้คือ ตัดกิ่งที่แห้งออกนอกแปลง ไม่ทิ้งกองไว้ใต้ต้น ถ่ายภาพอาการ บันทึกว่าเริ่มต้นช่วงไหน และนำตัวอย่างไปให้นักวิชาการตรวจ เช่น ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา หรือกรมวิชาการเกษตร

ถ้าสงสัยว่ารากเน่าร่วมด้วย ลองอ่านลักษณะและแนวคิดการสังเกตโรคในบทความ โรครากเน่าทุเรียน ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นคนละพืช เชื้อและวิธีจัดการอาจต่างกัน ไม่ควรนำคำแนะนำสารเคมีไปใช้กับน้อยหน่าโดยตรง

ผสมเกสรและเก็บเกี่ยว ปัญหาที่ทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามที่คิด

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาน้อยหน่าลูกผสมพันธุ์เพชรปากช่องในช่วงมกราคมถึงมิถุนายน 2560 พบว่าอัตราการผสมเกสรเมื่อปล่อยตามธรรมชาติอยู่ที่ร้อยละ 29 ส่วนการผสมด้วยมืออยู่ที่ร้อยละ 38 ขนาดและรูปทรงผลที่ได้ไม่ต่างกัน นั่นหมายความว่าการผสมด้วยมือเพิ่มโอกาสติดผล แต่ไม่ได้ทำให้ผลใหญ่ขึ้นหรือสวยขึ้น การตัดสินใจจึงขึ้นกับค่าแรงและเวลาที่มี

เรื่องเก็บเกี่ยว งานวิจัยแบ่งอายุผลเป็น 3 ช่วง คือ 100-110 วัน 111-120 วัน และ 121-130 วัน แล้วเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25 ± 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70 ± 5 เปอร์เซ็นต์ ผลสุกตามปกติและผู้บริโภคยอมรับ โดยอยู่ได้เฉลี่ย 6, 5 และ 4 วันตามลำดับ ผลเก็บแก่จัดจึงเสียเร็วกว่า การวางแผนเก็บและส่งขายให้ทันจึงสำคัญ บทความ วางแผนเก็บเกี่ยวในฤดูฝน ช่วยให้คิดเรื่องจัดเวลาเก็บและขนส่ง

อายุผลที่เก็บ (วันหลังผสม)อายุหลังเก็บเฉลี่ยข้อควรระวัง
100-110 วัน6 วันเป็นผลจากห้องทดลอง สวนจริงต่างกันได้
111-120 วัน5 วันวางแผนขนส่งให้ถึงมือผู้ซื้อทัน
121-130 วัน4 วันสุกเร็ว เสียหายง่าย

เรื่องต้นทุน การศึกษาห่วงโซ่อุปทานน้อยหน่าเพชรปากช่อง (จาก 5 สวนในอำเภอปากช่อง) รายงานต้นทุนรวมเฉลี่ย 13,726.70 บาทต่อปีต่อไร่ ข้อมูลนี้เป็นค่าเฉลี่ยของสวนตัวอย่างเล็ก ๆ ไม่ได้รวมความเสียหายจากปัญหาเฉพาะแต่ละปี และควรใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเท่านั้น

เช็กลิสต์สำรวจสวนน้อยหน่า ก่อนตัดสินใจพ่นสารหรือแก้ปัญหา

  1. จดวันตัดแต่งกิ่งและวันผสมเกสร เพื่อรู้ว่าช่วงไหนควรสำรวจแมลงถี่
  2. เดินสำรวจทุก 2 สัปดาห์ สุ่มหลายต้น หลายกิ่ง เหมือนวิธีของงานทดสอบกรมวิชาการเกษตรที่สุ่ม 10 ต้นต่อแปลง ต้นละ 10 กิ่ง เพื่อไม่ตัดสินใจจากต้นเดียว
  3. นับเพลี้ยแป้งบนผล ถ้าเกินเกณฑ์ 2 ตัวต่อผลที่งานทดสอบใช้ ให้ปรึกษาเกษตรอำเภอเรื่องสารที่ขึ้นทะเบียนและฉลาก
  4. ห่อผลหรือติดกับดักแมลงวันทอง ก่อนผลเริ่มโต โดยเฉพาะช่วงใกล้เก็บเกี่ยว
  5. เก็บผลเสียและกิ่งแห้งออกจากแปลง ไม่ทิ้งกองไว้ใต้ต้น
  6. ถ่ายภาพอาการแปลก ๆ เช่น กิ่งแห้ง ใบผิดรูป พร้อมบันทึกวันที่ แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ดู
  7. เก็บเกี่ยวตามอายุผล วางแผนการขนส่งให้สอดคล้องกับอายุหลังเก็บ 4-6 วัน
  8. บันทึกต้นทุนและความเสียหายแต่ละปี เพื่อดูว่าวิธีไหนคุ้มจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแก้ปัญหาน้อยหน่า

  • พ่นสารตามปฏิทินโดยไม่นับแมลง งานทดสอบพบว่าวิธีนับก่อนพ่นมีเพลี้ยแป้งน้อยกว่าวิธีพ่นเป็นตาราง
  • เก็บเกี่ยวหมดแล้วเลิกดูแลแปลง แมลงวันทองสะสมไปถึงฤดูถัดไป
  • เดาสาเหตุกิ่งแห้งแล้วพ่นสารเอง สาเหตุยังไม่ยืนยัน ควรให้นักวิชาการตรวจ
  • เชื่อว่าสมุนไพรสกัดแก้เพลี้ยแป้งได้แล้ว ผลที่มีเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ในแปลง
  • ปล่อยผลแก่จัดค้างต้นแล้วส่งขายไกล ผลสุกเร็ว อายุหลังเก็บสั้นลงตามผลการวิจัย
  • ใช้ชื่อสารหรืออัตราที่ได้ยินมา ต้องอ่านฉลากและถามเจ้าหน้าที่เสมอ เพราะคำแนะนำเปลี่ยนตามทะเบียนและนโยบาย

คำถามที่พบบ่อยเรื่องปัญหาน้อยหน่า

น้อยหน่าศัตรูหลักคืออะไร

รายงานกรมวิชาการเกษตรจากแปลงเกษตรกรในอำเภอปากช่อง ระบุว่าศัตรูสำคัญคือเพลี้ยแป้ง รองลงมามีแมลงหวี่ขาว เพลี้ยหอยยักษ์ เพลี้ยอ่อน ไรแดง หนอนเจาะผล ด้วงงวงเจาะดอก หนอนคืบ และแมลงวันทอง

เพลี้ยแป้งเกินเท่าไรถึงควรจัดการ

งานทดสอบของกรมวิชาการเกษตรใช้เกณฑ์เกิน 2 ตัวต่อผล เป็นเกณฑ์ในงานทดสอบกับพันธุ์พื้นเมืองที่ปากช่อง ไม่ใช่เกณฑ์ทางกฎหมาย ผู้ปลูกควรสอบถามเกษตรอำเภอว่าเหมาะกับสวนของตนหรือไม่ และใช้สารตามฉลากเท่านั้น

กิ่งน้อยหน่าแห้งเกิดจากอะไร

ยังไม่ยืนยัน รายงานแยกเชื้อราจากกิ่งแห้งได้ 2 ลักษณะ แต่ยังไม่สรุปชนิดและการพิสูจน์โรค ให้นำตัวอย่างไปให้หน่วยงานตรวจ

ผสมเกสรด้วยมือคุ้มไหม

งานวิจัยพบอัตราติดผล 38% จากการผสมมือ เทียบกับ 29% ตามธรรมชาติ ในพันธุ์เพชรปากช่อง ช่วงมกราคมถึงมิถุนายน 2560 ความคุ้มขึ้นกับค่าแรงของสวนแต่ละแห่ง

ผลน้อยหน่าเก็บได้นานแค่ไหน

ผลที่เก็บที่อายุ 100-110, 111-120 และ 121-130 วัน อยู่ได้เฉลี่ย 6, 5 และ 4 วันตามลำดับ ในห้องทดลองที่ 25 องศาเซลเซียส

ผลน้อยหน่าร่วงหรือแตกเกิดจากอะไร

ไม่พบรายงานสาเหตุจากแหล่งที่เปิดอ่านได้ในการค้นครั้งนี้ จึงไม่ขอระบุ ให้เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอตรวจสวนจริงและสอบถามประวัติการให้น้ำ การตัดแต่ง และการผสมเกสร

สรุป

ปัญหาของน้อยหน่าที่มีหลักฐานรองรับมากที่สุดคือแมลงศัตรู โดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง ซึ่งจัดการได้ดีขึ้นเมื่อสำรวจก่อนพ่น ห่อผลหรือใช้กับดักลดแมลงวันทอง และสำรวจใบอ่อนหลังตัดแต่งกิ่ง ส่วนกิ่งแห้งยังไม่ยืนยันสาเหตุ ผลร่วงและผลแตกไม่พบรายงานชัด และเรื่องผสมเกสรกับอายุเก็บเกี่ยวมีตัวเลขจากงานวิจัยเพชรปากช่องให้ใช้วางแผน ข้อมูล ณ พ.ย. 2569 หากพบอาการที่สวน ให้ถ่ายภาพ จดวันที่ และปรึกษาเกษตรอำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา หรือกรมวิชาการเกษตร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — รายงานการทดสอบการควบคุมแมลงศัตรูน้อยหน่าแบบผสมผสาน (แมลงศัตรู เพลี้ยแป้ง เกณฑ์สำรวจ) https://www.doa.go.th/plan/wp-content/uploads/2021/04/1942.2การทดสอบการควบคุมแมลงศัตรูน้อยหน่าแบบผสมผสาน.pdf
  • 📄กรมวิชาการเกษตร — รายงานการแพร่ระบาดของโรคกิ่งแห้งและชีววิทยาของเชื้อสาเหตุโรค https://www.doa.go.th/plan/wp-content/uploads/2021/05/651.3การแพร่ระบาดของโรคกิ่งแห้งและชีววิทยาของเชื้อสาเหตุโรค.pdf
  • 📄วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร — ห่วงโซ่อุปทานและการเพิ่มมูลค่าของน้อยหน่าผลสดพันธุ์เพชรปากช่อง ต้นทุนเฉลี่ย 13,726.70 บาท/ปี/ไร่ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/250235
  • 📄บทความวิจัย (ThaiJO) — การผสมเกสรที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวของน้อยหน่าลูกผสมพันธุ์เพชรปากช่อง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjst/article/download/108343/86316
  • 📄บทความวิจัย (ThaiJO) — ประสิทธิภาพของสารสกัดจากพืชสมุนไพรในการควบคุมและขับไล่เพลี้ยแป้ง Dysmicoccus neobrevipes (ผลในห้องปฏิบัติการ) https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/download/248643/172961

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

น้อยหน่าศัตรูหลักคืออะไร

รายงานกรมวิชาการเกษตรจากแปลงเกษตรกรในอำเภอปากช่อง ระบุว่าศัตรูสำคัญคือเพลี้ยแป้ง รองลงมามีแมลงหวี่ขาว เพลี้ยหอยยักษ์ เพลี้ยอ่อน ไรแดง หนอนเจาะผล ด้วงงวงเจาะดอก หนอนคืบ และแมลงวันทอง

เพลี้ยแป้งเกินเท่าไรถึงควรจัดการ

งานทดสอบของกรมวิชาการเกษตรใช้เกณฑ์เกิน 2 ตัวต่อผล เป็นเกณฑ์ในงานทดสอบกับพันธุ์พื้นเมืองที่ปากช่อง ไม่ใช่เกณฑ์ทางกฎหมาย ผู้ปลูกควรสอบถามเกษตรอำเภอว่าเหมาะกับสวนของตนหรือไม่ และใช้สารตามฉลากเท่านั้น

กิ่งน้อยหน่าแห้งเกิดจากอะไร

ยังไม่ยืนยัน รายงานแยกเชื้อราจากกิ่งแห้งได้ 2 ลักษณะ แต่ยังไม่สรุปชนิดและการพิสูจน์โรค ให้นำตัวอย่างไปให้หน่วยงานตรวจ

ผสมเกสรด้วยมือคุ้มไหม

งานวิจัยพบอัตราติดผล 38% จากการผสมมือ เทียบกับ 29% ตามธรรมชาติ ในพันธุ์เพชรปากช่อง ช่วงมกราคมถึงมิถุนายน 2560 ความคุ้มขึ้นกับค่าแรงของสวนแต่ละแห่ง

ผลน้อยหน่าเก็บได้นานแค่ไหน

ผลที่เก็บที่อายุ 100-110, 111-120 และ 121-130 วัน อยู่ได้เฉลี่ย 6, 5 และ 4 วันตามลำดับ ในห้องทดลองที่ 25 องศาเซลเซียส

ผลน้อยหน่าร่วงหรือแตกเกิดจากอะไร

ไม่พบรายงานสาเหตุจากแหล่งที่เปิดอ่านได้ในการค้นครั้งนี้ จึงไม่ขอระบุ ให้เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอตรวจสวนจริงและสอบถามประวัติการให้น้ำ การตัดแต่ง และการผสมเกสร