คำตอบสั้น ๆ
แนะนำวิธีเลี้ยงปูดำหรือปูทะเลสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่แยกชนิด เตรียมบ่อ ปล่อยลูกปู ให้อาหาร ไปจนถึงต้นทุนตัวอย่างจากงานทดลองของกรมประมง
คำตอบเร็ว: มือใหม่ควรเริ่มจากแยกให้ออกก่อนว่ากำลังจะเลี้ยงปูชนิดไหน เพราะปูทะเลในสกุล Scylla มี 4 ชนิด คือ ปูดำ ปูขาว ปูเขียว และปูม่วง จากนั้นเตรียมบ่อให้กั้นปูหนีได้ ลงลูกปูจากโรงเพาะฟักที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ให้อาหารตามน้ำหนักตัวที่ชั่งสุ่มทุกสัปดาห์ และเตรียมที่หลบซ่อนให้พอ งานทดลองของกรมประมงที่เลี้ยงลูกปูจาก 0.5 เป็น 5 เซนติเมตรในบ่อดิน ใช้เวลา 9 สัปดาห์ ที่ความหนาแน่น 1 ตัวต่อตารางเมตร ให้อัตรารอดสูงสุดเพียงราว 42.56 เปอร์เซ็นต์ จึงควรตั้งงบโดยคิดว่าปูจะตายไปส่วนหนึ่งเสมอ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
ปูดำ ปูทะเล ปูขาว เรียกต่างกันอย่างไร
คนจำนวนไม่น้อยถามว่า "ปูดำ" กับ "ปูทะเล" เป็นปูตัวเดียวกันหรือเปล่า คำตอบจากเอกสารของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสุราษฎร์ธานี กรมประมง คือ "ปูทะเล" เป็นชื่อเรียกรวมของปูในสกุล Scylla ซึ่งมี 4 ชนิด ได้แก่ ปูดำ (Scylla olivacea) ปูขาว (Scylla paramamosain) ปูเขียว (Scylla serrata) และปูม่วง (Scylla tranquebarica) ดังนั้นปูดำเป็นปูทะเลชนิดหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนละกลุ่มกัน
ในประเทศไทยชนิดที่พบมากคือปูดำกับปูขาว เอกสารชุดเดียวกันระบุว่าปูขาวพบมากทางฝั่งอ่าวไทย เช่น สุราษฎร์ธานี จันทบุรี นครศรีธรรมราช ส่วนปูดำพบชุกชุมทางฝั่งอันดามัน เช่น ระนอง ภูเก็ต พังงา ทั้งหมดอาศัยตามแหล่งน้ำกร่อย ป่าชายเลน และปากแม่น้ำ เมื่อโตเต็มวัยตัวเมียจะเคลื่อนย้ายออกไปทะเลลึกเพื่อออกไข่นอกกระดองและฟักเป็นตัวอ่อน ข้อนี้มีผลกับการเลี้ยงโดยตรง เพราะการเพาะพันธุ์ต้องทำในโรงเพาะฟักที่ควบคุมน้ำทะเลได้ ผู้เลี้ยงทั่วไปจึงซื้อลูกปูจากโรงเพาะฟักมาลงเลี้ยง
การแยกชนิดดูจากลักษณะที่ตรวจได้ เช่น จำนวนหนามระหว่างตา หนามที่ขอบนอกข้อก้าม และลายหรือสีของก้ามและขา เอกสารของกรมประมงระบุว่ากระดองมีหนามระหว่างตา 6 อัน และมีหนามแหลมด้านข้างกระดองข้างละ 9 อัน ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของสกุลนี้ ส่วนการจำแนกชนิดต้องดูหลายจุดประกอบกัน ถ้าซื้อลูกปูมาเลี้ยง ให้ถามโรงเพาะฟักตรง ๆ ว่าเป็นชนิดใด แล้วขอให้ชี้ลักษณะที่ใช้แยกให้ดูกับตัวอย่างจริง อย่าเชื่อชื่อที่พ่อค้าตั้งเอง
ก่อนลงทุน ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง
ปูทะเลเป็นสัตว์น้ำกร่อย บ่อเลี้ยงจึงต้องมีน้ำเค็มหรือน้ำกร่อยใช้ได้ตลอดรอบเลี้ยง งานทดลองของกรมประมงที่ศูนย์ฯ สุราษฎร์ธานีใช้น้ำทะเลกรองเข้าบ่อ และวัดความเค็มในบ่อได้เฉลี่ยประมาณ 33.6 ส่วนในพันส่วน (ppt) ตลอด 9 สัปดาห์ ส่วนศูนย์ฯ จันทบุรีกำหนดความเค็มช่วงอนุบาลลูกปูในโรงเพาะฟักไว้ที่ 25-32 ส่วนในพันส่วน สองตัวเลขนี้เป็นเงื่อนไขของงานคนละขั้นตอน ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของบ่อเลี้ยงทุกแห่ง แต่ชี้ให้เห็นว่าปูทะเลเลี้ยงในน้ำเค็มจัดถึงปานกลาง ถ้าพื้นที่ของคุณมีน้ำจืดเป็นหลัก ควรนำตัวอย่างน้ำไปให้ประมงอำเภอหรือศูนย์วิจัยประมงชายฝั่งที่ใกล้ที่สุดช่วยดูก่อนลงมือ
เรื่องที่สองคือสิทธิ์ในที่ดินและการใช้น้ำ ถ้าบ่อติดป่าชายเลนหรือที่สาธารณะ ให้สอบถามประมงจังหวัดและหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่นั้นก่อน ผู้เขียนไม่พบประกาศฉบับใดที่ยืนยันเงื่อนไขการเลี้ยงปูทะเลเชิงพาณิชย์ได้ชัดเจนจากแหล่งที่เปิดอ่านในครั้งนี้ จึงไม่ขอระบุข้อกฎหมายเอง แนะนำให้ถามประมงอำเภอให้ได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรหรือชื่อเจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูล
เรื่องที่สามคือทักษะและเวลา ปูทะเลเลี้ยงแบบมือใหม่ไม่เหมือนการหว่านอาหารแล้วรอ ผู้วิจัยของกรมประมงต้องชั่งสุ่มปูทุกสัปดาห์เพื่อปรับอาหาร ถ่ายน้ำสัปดาห์ละครั้ง และตรวจคุณภาพน้ำทุกสัปดาห์ ถ้าคุณมีเวลาเดินดูบ่อเช้าเย็นไม่ได้ ควรเริ่มด้วยพื้นที่เล็กก่อน
ขั้นตอนเตรียมที่เลี้ยงสำหรับมือใหม่
ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้ที่สุดคือวิธีเตรียมบ่อในงานทดลองของกรมประมง (เอกสารวิชาการฉบับที่ 6/2566) ซึ่งใช้บ่อดินขนาด 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) แบ่งเป็นส่วนละ 400 ตารางเมตร ลำดับงานมีดังนี้
- ลอกเลนพื้นบ่อ เอาตะกอนเน่าดำที่สะสมออก เพราะก้นบ่อเป็นที่อยู่ของปูตลอดรอบ
- โรยปูนขาวและตากบ่อ งานทดลองใช้ปูนขาวอัตรา 60 กิโลกรัมต่อไร่ ตัวเลขนี้ขึ้นกับสภาพดินแต่ละที่ ควรปรึกษาประมงอำเภอก่อนกำหนดอัตราของตัวเอง
- ทำแนวกั้นกันปูหนี งานทดลองใช้กระเบื้องลอนคู่กั้นขอบบ่อให้สูงจากคันบ่อ 0.5 เมตร ปูไต่และขุดเก่ง คันบ่อเปิดโล่งอย่างเดียวไม่พอ
- กรองน้ำเข้าบ่อ ผ่านถุงกรองอวนไนลอนขนาด 16 ตาต่อนิ้ว 2 ชั้น เพื่อกันพาหะขนาดใหญ่ ระดับน้ำที่ใช้คือประมาณ 0.8-1.0 เมตร
- เตรียมที่หลบซ่อน ผู้วิจัยสรุปในข้อเสนอแนะว่า ควรเพิ่มวัสดุที่เป็นที่หลบซ่อนให้เหมาะสมและเพียงพอ เพราะอัตรารอดยังต่ำ มือใหม่จึงควรวางวัสดุหลบซ่อนตั้งแต่ก่อนลงลูกปู ไม่ใช่รอให้ปูหายก่อนค่อยเติม
- เตรียมอุปกรณ์จับ ต้นทุนของงานทดลองมีค่าเสื่อมลอบจับปูอยู่ด้วย แสดงว่าใช้ลอบเป็นเครื่องมือจับหลัก
สิ่งที่มือใหม่มักพลาดตรงนี้คือทำแนวกั้นหลังจากปล่อยลูกปูแล้ว ลูกปูขนาด 0.5 เซนติเมตรเล็กมาก แต่ก็หลุดผ่านช่องเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นได้ ควรเดินตรวจแนวกั้นรอบบ่อทั้งตอนกลางวันและตอนหัวค่ำก่อนลงพันธุ์ เพราะปูจะเคลื่อนไหวมากช่วงมืด
เลือกลูกพันธุ์และความหนาแน่น
ลูกปูที่ใช้ในงานทดลองมาจากโรงเพาะฟัก คัดตัวแข็งแรง ขนาดความกว้างกระดอง 0.5 เซนติเมตร ปล่อยในความหนาแน่น 4 ระดับ คือ 1, 2, 3 และ 4 ตัวต่อตารางเมตร ผลการทดลอง 9 สัปดาห์ แสดงไว้ในตารางด้านล่าง
| ความหนาแน่นที่ปล่อย (ตัวต่อ ตร.ม.) | อัตรารอดเฉลี่ย (เปอร์เซ็นต์) | ผลผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยทดลอง 400 ตร.ม. (ตัว) | อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) |
|---|---|---|---|
| 1 | 42.56 | 170.25 | 2.26 |
| 2 | 29.34 | 234.75 | 2.60 |
| 3 | 25.44 | 305.25 | 3.07 |
| 4 | 22.88 | 366.00 | 3.92 |
ข้อสังเกตที่ควรอ่านให้ครบ ตัวเลขนี้เป็นของงานทดลองที่เลี้ยงลูกปูจากขนาด 0.5 เป็นประมาณ 5 เซนติเมตร ไม่ใช่การเลี้ยงจนถึงขนาดจับขายทั่วไป ปูที่ความหนาแน่นสูงขึ้นให้จำนวนตัวมากขึ้นก็จริง แต่อัตรารอดลดลง และอาหารที่ต้องใช้ต่อน้ำหนักเนื้อที่เพิ่มก็เพิ่มตาม ผู้วิจัยสรุปว่า 1 ตัวต่อตารางเมตรให้อัตรารอดและผลตอบแทนการลงทุนดีที่สุดในชุดการทดลองนี้ มือใหม่จึงควรเริ่มที่ความหนาแน่นต่ำ แล้วค่อยปรับเมื่อมีข้อมูลบ่อของตัวเอง
เรื่องที่มองข้ามกันบ่อยคือที่มาของลูกปู งานของกรมประมงที่ศึกษาเชื้อก่อโรคในโรงเพาะฟัก (เอกสารวิชาการฉบับที่ 16/2565) พบว่าตลอด 3 รอบอนุบาล อัตรารอดจากระยะซูเอี้ยที่ 1 ถึงระยะปูคราบแรกอยู่ที่เพียง 4.84, 4.18 และ 6.72 เปอร์เซ็นต์ และตรวจพบแบคทีเรียวิบริโอ Vibrio parahaemolyticus ในทุกรอบอนุบาล โดยเฉพาะระยะปูคราบแรกที่ตรวจพบในทุกรอบ แปลว่าการผลิตลูกปูเป็นขั้นตอนที่ยากและตายสูงแม้ในมือหน่วยงานวิจัย เมื่อซื้อลูกปู ควรเลือกโรงเพาะฟักที่ให้ดูบ่ออนุบาลจริง บอกวันที่และขนาดลูกปูได้ชัด และไม่รับปากเกินจริง
ให้อาหารและจัดการน้ำ
งานทดลองให้อาหารกุ้งขาวแวนนาไมที่มีโปรตีนไม่น้อยกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ วันละ 2 มื้อ เวลา 09.00 น. และ 16.00 น. โดยใช้น้ำในบ่อคลุกอาหารเม็ดให้หมาดแล้วหว่านให้ทั่วบ่อ ช่วง 14 วันแรกใช้อาหารเบอร์ 2 ขนาดเฉลี่ย 1.57 มิลลิเมตร ให้ในอัตราเท่ากับน้ำหนักตัวต่อวัน จากนั้นตั้งแต่อายุ 15 วันจนจบการทดลองใช้อาหารเบอร์ 3 ขนาดเฉลี่ย 3.78 มิลลิเมตร ในอัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวต่อวัน และสุ่มชั่งน้ำหนักปูทุกสัปดาห์เพื่อปรับปริมาณอาหาร
ในทางปฏิบัติมือใหม่ควรทำสามอย่างนี้ หนึ่ง จดน้ำหนักอาหารที่ให้ทุกวัน เพราะ FCR คำนวณจากน้ำหนักอาหารรวมหารด้วยน้ำหนักปูที่เพิ่มขึ้น (งานของกรมประมงจดทุกวัน) สอง เช้าวันรุ่งขึ้นให้สังเกตว่ามีอาหารเหลือหรือไม่ ผู้วิจัยเองระบุว่าควรศึกษาวิธีตรวจอาหารเหลือให้เหมาะสมเพื่อลด FCR ลง และสาม อย่าเพิ่มอาหารตามความรู้สึก ให้ชั่งสุ่มก่อน
การถ่ายน้ำ งานทดลองเปลี่ยนถ่ายน้ำ 30-50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำในบ่อ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และวัดคุณภาพน้ำสัปดาห์ละครั้งตอน 09.00 น. ค่าที่วัดได้ในบ่อทดลองเฉลี่ยคือออกซิเจนละลายประมาณ 5.0-5.2 มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิประมาณ 30.3-30.4 องศาเซลเซียส ค่าพีเอชประมาณ 8.4 และความเป็นด่างประมาณ 117-127 มิลลิกรัมต่อลิตร ตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้วิจัยวัดได้ในบ่อของเขา ไม่ใช่เกณฑ์ที่กำหนดว่าต้องเป็นเท่านี้ เหมาะสำหรับใช้เปรียบเทียบกับบ่อของคุณ ถ้าอยากรู้วิธีอ่านค่าน้ำบ่อ ดูต่อที่บทความเรื่อง คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
โรคและปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง
ข้อมูลโรคปูทะเลที่ตรวจสอบได้จากแหล่งที่เปิดอ่านมีเฉพาะช่วงโรงเพาะฟัก งานของกรมประมงตรวจไวรัสที่พบในกุ้ง 4 ชนิด ได้แก่ WSSV, YHV, TSV และ IMNV กับเชื้อ EHP และเชื้อ VpAHPND ในลูกปูทุกระยะ ไม่พบการติดเชื้อกลุ่มนี้ในทุกรอบ ส่วนไวรัส IHHNV ตรวจพบบางระยะบางรอบ และวิบริโอ V. parahaemolyticus พบเกือบทุกระยะ ข้อมูลนี้บอกว่าปูทะเลวัยอ่อนเสี่ยงต่อวิบริโอ แต่ไม่ได้บอกวิธีรักษาในบ่อดิน และผู้เขียนไม่พบข้อมูลโรคปูในบ่อเลี้ยงขนาดจับขายจากแหล่งที่เปิดอ่าน
ดังนั้นหากพบปูตายผิดปกติ ปูซึม หรือน้ำเปลี่ยนสี ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีมาใส่เองตามที่ร้านแนะนำ ให้เก็บตัวอย่างปูตัวที่ยังเป็นอยู่กับน้ำจากบ่อใส่ถุงแช่เย็น แล้วติดต่อประมงอำเภอหรือศูนย์วิจัยประมงชายฝั่งใกล้บ้านเพื่อขอตรวจ
เรื่องที่พบได้ในการเลี้ยงจริงคือปูลอกคราบ ช่วงหลังลอกคราบเปลือกนิ่มและเคลื่อนไหวช้า ถ้าไม่มีที่หลบ ตัวที่เพิ่งลอกคราบจะอยู่ในจุดเสี่ยง ผู้ที่สนใจเรื่องนี้ในมุมการเลี้ยงปูนิ่มดูต่อที่ เลี้ยงปูนิ่มจากปูทะเลลอกคราบ
ต้นทุนตัวอย่างจากงานทดลองกรมประมง
ตารางนี้ดึงจากงานทดลองเดียวกัน (บ่อดินหน่วยทดลองละ 400 ตารางเมตร เลี้ยง 9 สัปดาห์ จาก 0.5 เป็น 5 เซนติเมตร) เป็นตัวอย่างวิธีคิดต้นทุน ไม่ใช่ตัวเลขที่ทุกฟาร์มจะได้ ต้นทุนคงที่ในงานนี้ 463 บาทต่อหน่วยทดลอง ซึ่งเป็นค่าเสื่อมบ่อ วัสดุกั้น ลอบจับปู และอุปกรณ์อื่น ส่วนต้นทุนผันแปรหลักคือค่าลูกพันธุ์ (1,200 บาทสำหรับ 400 ตัว หรือตัวละ 3 บาท) และค่าอาหาร
| รายการ (บาทต่อ 400 ตร.ม.) | 1 ตัว/ตร.ม. | 2 ตัว/ตร.ม. | 3 ตัว/ตร.ม. | 4 ตัว/ตร.ม. |
|---|---|---|---|---|
| ค่าลูกพันธุ์ | 1,200 | 2,400 | 3,600 | 4,800 |
| ค่าอาหาร (ค่าเฉลี่ย) | ประมาณ 428 | ประมาณ 759 | ประมาณ 1,160 | ประมาณ 1,561 |
| ต้นทุนรวมทั้งหมด (ค่าเฉลี่ย) | ประมาณ 2,465 | ประมาณ 3,996 | ประมาณ 5,599 | ประมาณ 7,201 |
| ผลผลิตเฉลี่ย (ตัว) | 170 | 235 | 305 | 366 |
| ต้นทุนต่อตัว (บาท) | 14.52 | 17.29 | 18.86 | 19.81 |
| รายได้ถ้าขายตัวละ 20 บาท (คำนวณเอง) | ประมาณ 3,405 | ประมาณ 4,695 | ประมาณ 6,105 | ประมาณ 7,320 |
| ส่วนต่างรายได้หักต้นทุน (คำนวณเอง) | ประมาณ 940 | ประมาณ 699 | ประมาณ 506 | ประมาณ 119 |
ที่มาของราคา 20 บาทต่อตัว คือราคาจำหน่ายพันธุ์สัตว์น้ำตามประกาศกรมประมง ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งงานทดลองใช้คำนวณรายได้ ตัวเลขนี้เก่าและไม่ใช่ราคาตลาดปัจจุบัน ผู้เขียนคำนวณรายได้และส่วนต่างเองจากค่าเฉลี่ยในรายงานด้วยสูตร รายได้ = จำนวนตัว x ราคา และ ส่วนต่าง = รายได้ - ต้นทุนรวม ผู้วิจัยระบุว่ากำไรของ 4 ระดับไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่ต้นทุนที่ต้องลงทุนต่างกันมาก ข้อควรจำคือตัวเลขทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นคำสัญญาว่าจะได้กำไร ราคาลูกปูและราคาขายจริงต่างกันตามพื้นที่และฤดูกาล
ถ้าคุณคิดถึงการเลี้ยงต่อจนได้ขนาดจับขายหรือการขุนปู ข้อมูลของกรมประมงที่ผู้เขียนเปิดอ่านครั้งนี้ไม่ครอบคลุมช่วงนั้น แนะนำให้อ่านบทวิเคราะห์ต้นทุนแยกต่างหากที่ ควรเริ่มขุนปูทะเลในบ่อดินหรือไม่ และ เลี้ยงปูทะเลขุนในกระชังบก ต้นทุนต่อรุ่นเท่าไหร่
เช็กลิสต์ก่อนปล่อยลูกปู
- ยืนยันชนิดปู (ปูดำ ปูขาว ปูเขียว หรือปูม่วง) กับโรงเพาะฟักและเก็บใบซื้อขายไว้
- ตรวจความเค็มและแหล่งน้ำว่าใช้ได้ตลอดรอบเลี้ยง
- ลอกเลน โรยปูนขาว ตากบ่อ และกรองน้ำก่อนเติม
- แนวกั้นรอบบ่อสูงจากคันอย่างน้อยเท่ากับงานอ้างอิง คือ 0.5 เมตร และไม่มีช่องรั่ว
- มีที่หลบซ่อนวางในบ่อแล้ว
- มีเครื่องชั่ง สวิง ลอบ และสมุดจดน้ำหนักอาหารรายวัน
- รู้เบอร์ประมงอำเภอไว้เมื่อพบปูตายผิดปกติ
- คำนวณต้นทุนต่อตัวก่อนซื้อพันธุ์ ไม่ใช่หลังขาย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของมือใหม่
- ปล่อยลูกปูหนาแน่นเกินไปตั้งแต่รอบแรก ทั้งที่งานทดลองชี้ว่า 1 ตัวต่อตารางเมตรให้อัตรารอดสูงกว่าระดับอื่น
- ไม่มีที่หลบซ่อนเพียงพอ ซึ่งผู้วิจัยของกรมประมงเสนอให้เพิ่มเพื่อให้รอดมากขึ้น
- ให้อาหารตามความรู้สึกโดยไม่ชั่งสุ่มปู ทำให้อาหารเหลือและน้ำเสีย
- ซื้อลูกปูโดยไม่รู้ชนิดและแหล่งที่มา จึงไม่รู้ว่าถูกต้องกับน้ำเค็มของพื้นที่หรือไม่
- ใช้ยาหรือสารเคมีตามคำบอกเล่าเมื่อปูตาย แทนที่จะส่งตัวอย่างตรวจ
- คิดรายได้จากราคาพันธุ์สัตว์น้ำในประกาศเก่า แล้วลืมนับต้นทุนค่าอาหารและค่าแรง
สรุป
การเลี้ยงปูดำหรือปูทะเลเริ่มจากรู้ว่าเลี้ยงชนิดไหน เตรียมบ่อให้กั้นปูหนีได้ มีที่หลบซ่อน และซื้อลูกปูจากแหล่งที่ตรวจสอบได้ งานของกรมประมงชี้ว่าความหนาแน่นต่ำที่ 1 ตัวต่อตารางเมตรให้อัตรารอดสูงสุดในช่วงลูกปู 0.5-5 เซนติเมตร ราว 42.56 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขต้นทุนและรายได้ในบทความนี้เป็นตัวอย่างจากงานทดลอง ไม่ใช่ประกันผลตอบแทน ถ้าจะเลี้ยงต่อจนขนาดจับขายหรือขุนปู ให้ศึกษาต้นทุนเฉพาะรูปแบบนั้นและปรึกษาประมงอำเภอก่อนลงทุน (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมประมง เอกสารวิชาการฉบับที่ 6/2566 การเลี้ยงปูทะเลขนาด 0.5 ถึง 5 เซนติเมตร ที่ความหนาแน่นต่างกันในบ่อดิน — ข้อมูลการเตรียมบ่อ ให้อาหาร คุณภาพน้ำ อัตรารอด และต้นทุน https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20230220154031_1_file.pdf
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสุราษฎร์ธานี กรมประมง สไลด์ชีววิทยาและการจัดการแม่พันธุ์ปูทะเล — ชนิดและการแพร่กระจายของปูทะเล https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20240611091920_1_file.pdf
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจันทบุรี สไลด์การอนุบาลลูกปูทะเล — ความเค็ม อุณหภูมิ และระยะเวลาอนุบาล https://www.opsmoac.go.th/chanthaburi-article_prov-files-441891791802
- กรมประมง เอกสารวิชาการฉบับที่ 16/2565 การศึกษาชนิดของเชื้อโรคในการอนุบาลลูกปูทะเล — อัตรารอดในโรงเพาะฟักและเชื้อที่ตรวจพบ https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20230320103514_1_file.pdf
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
บ่อปลาน้ำลดช่วงหน้าแล้ง ควรลดจำนวนปลาหรือจับขายก่อนไหม ตัดสินใจจากอะไร
น้ำในบ่อลดแล้วควรลดปลาหรือจับขายก่อน บทความนี้ให้กรอบตัดสินใจ 4 เรื่อง ตารางเลือกทาง และแผน 10 วัน โดยอ้างเฉพาะแหล่งที่เปิดอ่านจริง
เลี้ยงปลาในกระชังหน้าแล้งน้ำนิ่ง ออกซิเจนต่ำเสี่ยงปลาตาย ดูแลอย่างไร
วินิจฉัยปัญหาออกซิเจนต่ำในกระชังหน้าแล้งน้ำนิ่ง ตั้งแต่อาการที่เห็น สาเหตุ ไปจนถึงลำดับวิธีแก้และการป้องกันตามเอกสารกรมประมงและแผนภัยแล้งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตากบ่อและเตรียมบ่อก่อนปล่อยปลารอบใหม่หลังน้ำลด ทำอย่างไรให้ครบขั้นตอน
สรุปขั้นตอนตากบ่อและเตรียมบ่อปลาหลังน้ำลดตามเอกสารกรมประมง ตั้งแต่ขุดเลน โรยปูน ตากบ่อ เติมน้ำ จนถึงตรวจ pH ก่อนปล่อยปลา พร้อมจุดตัดสินใจและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ปลาสร้อยมีปัญหาอะไรบ้าง สาเหตุที่พบบ่อยและวิธีแก้
ปลาสร้อยเป็นปลาฝูงที่ย้ายถิ่นตามน้ำหลาก ปัญหาในบ่อจึงมักเริ่มจากน้ำเปลี่ยนเร็วหลังฝน บทความนี้แยกปัญหาที่มีหลักฐานจากกรมประมงออกจากส่วนที่ยังไม่มีข้อมูลเฉพาะชนิด
เริ่มทำหอยแครงในพื้นที่เล็ก ๆ ต้องเตรียมอะไรและควรตัดสินใจอย่างไร
ลำดับการตัดสินใจก่อนเริ่มเลี้ยงหอยแครงตามคู่มือกรมประมงปี 2569 พร้อมบอกชัดว่าคู่มือไม่มีข้อมูลสำหรับพื้นที่เล็กมาก ควรปรึกษาประมงจังหวัดก่อน
ขายปลาหมึกที่ไหน ช่องทางตลาดและวิธีตั้งราคา
เปรียบเทียบช่องทางขายปลาหมึกและวิธีตั้งราคาจากต้นทุนจริง โดยใช้สถิติราคาประมูลปี 2562-2563 ขององค์การสะพานปลาเป็นตัวอย่างเก่าเท่านั้น
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
![[มีประกัน] ปั้มออกซิเจนตู้ปลา เสียงเงียบ…](/_next/image?url=https%3A%2F%2Fdown-aka-th.img.susercontent.com%2Fth-11134207-81zto-mgm3v98fo26j4a.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_FY6w6aQnDbnhfhVznXtPCSSQBzo5)
[มีประกัน] ปั้มออกซิเจนตู้ปลา เสียงเงียบ…
ปั๊มลม/ให้อากาศในบ่อ
เพิ่มออกซิเจนในบ่อหรือถังเลี้ยงสัตว์น้ำ
เช็กก่อนซื้อ
- กำลังลมหรือขนาดบ่อ/ถังที่รองรับตามที่ร้านระบุ
- ใช้ไฟบ้าน แบตเตอรี่สำรอง หรือไฟ DC

เครื่องวัด EC / pH วัดน้ำ วัดกรด วัดปุ๋ย…
ชุดตรวจคุณภาพน้ำ
ใช้ตรวจค่าน้ำเบื้องต้นก่อนปรับการจัดการบ่อหรือสารละลาย
เช็กก่อนซื้อ
- ค่าที่วัดได้ (pH TDS EC ออกซิเจน) ตรงกับที่ต้องการติดตาม
- ต้องคาลิเบรตหรือเปลี่ยนน้ำยาบ่อยแค่ไหน

บ่อผ้าใบ กระชังบก บ่อผ้าใบเลี้ยงปลา สูง60, 80 ,…
บ่อผ้าใบ/กระชัง
ใช้เป็นบ่อหรือกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่จำกัด แยกกักหรืออนุบาลได้

สวิงช้อนปลา ด้ายขาวขนาดใหญ่ สำหรับตักและย้ายปลา
สวิง/อุปกรณ์จับสัตว์น้ำ
ใช้ตัก คัดขนาด หรือย้ายสัตว์น้ำในบ่อ
ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
ปูดำกับปูทะเลเป็นปูชนิดเดียวกันหรือไม่
ปูดำเป็นปูทะเลชนิดหนึ่ง ในเอกสารของกรมประมง ปูทะเลสกุล Scylla มี 4 ชนิด คือ ปูดำ ปูขาว ปูเขียว และปูม่วง ชื่อที่ใช้เรียกต่างกันตามพื้นที่ จึงควรถามชื่อวิทยาศาสตร์จากโรงเพาะฟักเสมอ
มือใหม่ควรปล่อยลูกปูกี่ตัวต่อตารางเมตร
งานทดลองของกรมประมงที่เลี้ยงลูกปูขนาด 0.5 เซนติเมตรไปจนถึง 5 เซนติเมตร ใน 9 สัปดาห์ สรุปว่า 1 ตัวต่อตารางเมตรให้อัตรารอดและผลตอบแทนดีที่สุดจากสี่ระดับที่ทดสอบ ตัวเลขนี้เป็นของช่วงลูกปูเล็ก ไม่ใช่ความหนาแน่นสำหรับเลี้ยงจนถึงขนาดจับขาย ควรสอบถามประมงอำเภอก่อนปรับใช้
ลูกปูควรซื้อจากที่ไหน
ซื้อจากโรงเพาะฟักที่ตรวจสอบได้ สอบถามชนิดปู วันที่ผลิต และขนาดลูกปู เพราะงานของกรมประมงชี้ว่าการอนุบาลในโรงเพาะฟักมีอัตรารอดจากซูเอี้ยที่ 1 ถึงปูคราบแรกเพียงประมาณ 4-7 เปอร์เซ็นต์ในการศึกษานั้น ถ้าไม่แน่ใจ ให้ขอคำแนะนำจากประมงจังหวัดหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด
ให้อาหารอะไรและเท่าไร
งานทดลองใช้อาหารกุ้งขาวแวนนาไมโปรตีนไม่น้อยกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ วันละ 2 มื้อ ปรับตามน้ำหนักปูที่สุ่มชั่งทุกสัปดาห์ ช่วงหลัง 14 วันแรกให้ 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวต่อวัน นี่คือวิธีของงานวิจัยหนึ่ง แต่ละฟาร์มควรเริ่มจากน้อยแล้วดูอาหารเหลือ
ลูกปูตายเยอะ เกิดจากอะไรได้บ้าง
ในงานทดลองมีอัตรารอดระหว่าง 22.88 ถึง 42.56 เปอร์เซ็นต์ ผู้วิจัยเสนอว่าควรเพิ่มที่หลบซ่อนและปรับเทคนิคการให้อาหาร ส่วนสาเหตุอื่นของแต่ละบ่อต้องตรวจเป็นกรณีไป โดยดูแนวกั้นปูหนี คุณภาพน้ำ และขอตรวจตัวอย่างกับประมงอำเภอ
ต้องขออนุญาตก่อนเลี้ยงหรือไม่
ผู้เขียนไม่พบประกาศที่ยืนยันเงื่อนไขนี้จากแหล่งที่เปิดอ่านครั้งนี้ จึงไม่ฟันธง ให้สอบถามประมงอำเภอหรือประมงจังหวัดในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานดูแลที่ดินและป่าชายเลน ถ้าบ่อของคุณอยู่ใกล้ป่าชายเลน
