คำตอบสั้น ๆ
เก๊กฮวยเป็นพืชวันสั้นที่ภาคเหนือนิยมลงกล้าช่วงฤดูฝนเพื่อเก็บดอกปลายปี บทความสรุปการปลูก ให้น้ำ เก็บดอก และอบแห้งจากเอกสารที่ตรวจสอบได้ พร้อมบอกข้อมูลที่ยังไม่พบ
คำตอบเร็ว: เก๊กฮวยเป็นพืชวันสั้น ออกดอกเมื่อกลางวันสั้นกว่า 12 ชั่วโมง (ราวเดือนตุลาคมถึงต้นมีนาคมตามคู่มือของมหาวิทยาลัยแม่โจ้) ดังนั้นแปลงในภาคเหนือจึงนิยมลงกล้าราวมิถุนายนถึงสิงหาคม ใช้แปลงยกสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ระยะปลูกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร เด็ดยอดตอนอายุราว 15 วัน ให้น้ำสม่ำเสมอแต่ไม่ให้ใบเปียกค้างคืน และเก็บดอกบานเต็มที่ตอนน้ำค้างแห้ง ระยะปลูกถึงเก็บดอกประมาณ 4-5 เดือน ส่วนปริมาณปุ๋ยเคมีต่อไร่ไม่พบตัวเลขที่ยืนยันได้จากเอกสารที่เปิดอ่าน (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569) ให้ตรวจดินและปรึกษาเกษตรอำเภอก่อนใส่
คนที่เคยดื่มชาเก๊กฮวยร้อน ๆ มักไม่รู้ว่ากว่าจะได้ดอกแห้งหนึ่งกิโลกรัม ต้องใช้ดอกสดราว 7 กิโลกรัม และต้องเด็ดด้วยมือทีละดอก บทความนี้เขียนสำหรับคนที่กำลังคิดจะปลูกจริง ไม่ว่าจะปลูกครึ่งงานข้างบ้านหรือทำเป็นรายได้เสริมในพื้นที่สูง เนื้อหาแยกเป็นเรื่องที่มีแหล่งอ้างอิงยืนยัน กับเรื่องที่ยังไม่มีตัวเลขชัด ซึ่งผมจะบอกตรง ๆ ว่า "ยังไม่ทราบ" แทนที่จะเดาให้ดูครบ
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้เขียนมี 4 ชิ้น ได้แก่ เอกสารการผลิตเก๊กฮวยอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คู่มือปลูกเก๊กฮวยตามแนวเกษตรอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (พ.ศ. 2560) บทความวิชาการเรื่องการอบแห้งดอกเก๊กฮวยของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโงะ (วารสาร ABC Journal ปี 2564) และข่าวธุรกิจเรื่องเกษตรกรโครงการหลวงสะโงะ รายการอ้างอิงพร้อมลิงก์อยู่ท้ายบทความ ส่วนเอกสารของกรมวิชาการเกษตรที่เป็นเว็บ doa.go.th เปิดอ่านไม่ได้ในรอบการค้นคว้านี้ (เบราว์เซอร์ยืนยันใบรับรองความปลอดภัยของเว็บไม่ผ่าน) จึงไม่ได้นำมาอ้าง
เก๊กฮวยที่ปลูกขายเป็นชา มีกี่แบบ
เอกสารของแม่โจ้แยกไว้ชัดว่ามี 2 กลุ่มใหญ่ คือเก๊กฮวยดอกขาว (Chrysanthemum morifolium) กับเก๊กฮวยดอกเหลือง (Chrysanthemum indicum) กลุ่มที่ปลูกเป็นการค้าในไทยแถบภาคเหนือเป็นกลุ่มดอกเหลือง-ขาวที่ใช้ชงชา ตัวอย่างที่มีข้อมูลชัดคือเก๊กฮวยของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโงะ จังหวัดเชียงราย ซึ่งข่าวธุรกิจระบุว่าเป็นพันธุ์ที่เรียกกันว่า "เหลืองสะโงะ" ปลูกบนพื้นที่ความสูงประมาณ 500 เมตร ดินเป็นกรด รอบการปลูกประมาณ 6 เดือน
เรื่องพันธุ์ มีข้อควรระวังหนึ่งข้อจากคู่มือแม่โจ้ คือโรคใบไหม้จากแบคทีเรียรุนแรงในพันธุ์ที่เรียกว่า "หางโจว" ในหน้าฝน ถ้าเพื่อนบ้านแนะนำพันธุ์ใดมา ให้ถามก่อนว่าปลูกที่ระดับความสูงเท่าไร และผ่านหน้าฝนมาแล้วกี่รอบ อย่าดูแค่ว่าดอกสวยตอนบาน
ชื่อพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนหรือรับรองพันธุ์อย่างเป็นทางการสำหรับเก๊กฮวยชาในไทย ผมไม่พบในเอกสารที่เปิดอ่านได้ จึงไม่ขอระบุชื่อพันธุ์เพิ่ม ถ้าต้องการต้นพันธุ์ที่ตรวจสอบได้ ให้สอบถามศูนย์พัฒนาโครงการหลวง สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ในพื้นที่ของท่านว่ามีแปลงต้นแม่พันธุ์ที่เปิดให้ซื้อหรือไม่
ปฏิทินปลูก ทำไมต้องลงกล้าช่วงฝน
เก๊กฮวยเป็นพืชวันสั้น ต้องได้รับแสงในแต่ละวันน้อยกว่า 12 ชั่วโมงจึงจะสร้างดอก ตามคู่มือแม่โจ้ช่วงนั้นคือราวเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนมีนาคม ถ้าลงกล้าช้าเกินไป ต้นยังเล็กอยู่แต่ฟ้าเข้าสู่ฤดูที่กลางวันสั้นแล้ว ต้นก็ออกดอกทั้งที่ยังไม่โต ผลคือดอกเล็กและน้อย เอกสารแม่โจ้จึงแนะนำให้เริ่มปลูกราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ให้ต้นมีเวลาแตกกิ่งก่อน
คู่มือของราชภัฏเชียงรายซึ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกจริง ระบุว่าเกษตรกรเริ่มปลูกเฉพาะเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี เก็บดอกได้ 2 ช่วง คือตลอดเดือนพฤศจิกายน และตลอดเดือนกุมภาพันธ์ โดยหลังเก็บครั้งแรกจะตัดแต่งต้นราวเดือนมกราคมเพื่อให้แตกกิ่งใหม่ ได้ผลผลิตรอบสองในกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ตัวเลขนี้เป็นของพื้นที่และกลุ่มเกษตรกรกลุ่มนั้น ถ้าท่านอยู่คนละความสูงหรือคนละจังหวัด ให้ถือเป็นแนวเทียบเท่านั้น
| ช่วงเวลา | งานหลัก | แหล่งที่มาของข้อมูล |
|---|---|---|
| ก่อนลงกล้า 1-2 เดือน | ทำแปลงต้นแม่พันธุ์ เด็ดยอดชำกิ่งพันธุ์ เตรียมแปลงปลูกจริง | คู่มือแม่โจ้ และราชภัฏเชียงราย |
| มิถุนายน-สิงหาคม | ลงกล้า 30 x 30 เซนติเมตร เด็ดยอดครั้งแรกราว 15 วัน | แม่โจ้ (มิ.ย.-ก.ค.) และราชภัฏเชียงราย (ก.ค.-ส.ค.) |
| ตุลาคมขึ้นไป | กลางวันสั้นลง ต้นสร้างตาดอก เฝ้าโรคใบจุดและแมลง | แม่โจ้ (พืชวันสั้น) |
| พฤศจิกายน | เก็บดอกรอบแรกในกลุ่มเกษตรกรเชียงราย | ราชภัฏเชียงราย |
| มกราคม | ตัดแต่งต้นหลังรอบแรกเพื่อให้แตกพุ่มใหม่ | ราชภัฏเชียงราย |
| กุมภาพันธ์-มีนาคม | เก็บดอกรอบสอง | ราชภัฏเชียงราย |
ถ้าท่านมีแปลงอยู่ในที่ที่มีไฟถนนหรือไฟบ้านส่องถึงแปลงทุกคืน ระวังไว้ด้วย เพราะแสงกลางคืนทำให้พืชวันสั้นเข้าใจว่ากลางวันยังยาวอยู่ ต้นจะออกดอกช้าหรือไม่สม่ำเสมอ ผู้ปลูกเบญจมาศตัดดอกใช้หลักเดียวกันนี้ในทางกลับกัน คือเปิดไฟกลางคืนให้ต้นแม่พันธุ์ ดูเรื่องนี้ได้ใน ปลูกเบญจมาศตัดดอก เปิดไฟกลางคืนคุมการออกดอกอย่างไร โดยคู่มือแม่โจ้เองก็ให้ไฟกลางคืนราว 100 ลักซ์กับแปลงแม่พันธุ์ที่ระยะ 15 x 15 เซนติเมตร
ต้นกล้า ได้มาจากไหนและทำเองอย่างไร
เอกสารแม่โจ้ระบุว่าขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือปักชำกิ่ง แยกหน่อ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนใหญ่เกษตรกรที่ทำเองใช้ 2 วิธีแรก
- ปักชำยอด: ใช้ยอดยาว 7.5-10 เซนติเมตร ตามคู่มือแม่โจ้
- แยกหน่อ: ใช้หน่อยาว 10-15 เซนติเมตร และพรางแสง 7 วันหลังย้าย
- ต้นแม่พันธุ์: แม่โจ้ให้เด็ดยอดตอนอายุ 15 วันโดยเหลือ 6 ใบ แล้วเก็บยอดไปชำได้ราวอายุ 30 วัน ส่วนคู่มือราชภัฏเชียงรายเขียนว่าเด็ดยอดต้นแม่พันธุ์ตอนอายุ 30 วันให้เหลือ 6 ใบ เลี้ยงหน่อ 3 หน่อต่อต้น หลังจากนั้นอีกราว 20 วันเด็ดกิ่งไปชำได้ โดยต้นแม่หนึ่งต้นเด็ดชำได้ประมาณ 5 ครั้ง
สองเอกสารให้ตัวเลขต่างกันเล็กน้อยทั้งอายุเด็ดยอดและรอบเด็ด เพราะเป็นคนละระบบคนละแหล่ง ผมจึงแสดงไว้ทั้งสองค่าตามที่เขียน ท่านไม่จำเป็นต้องยึดตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง สังเกตว่ายอดแตกหน่อใหม่สม่ำเสมอและต้นแม่ไม่โทรมก่อนค่อยเด็ดรอบต่อไป
มีข้อควรจำเรื่องต้นพันธุ์ คือต้นแม่ที่เคยเป็นโรคใบจุดหรือใบไหม้ ห้ามเอามาชำต่อ เพราะเชื้อติดไปกับกิ่ง เห็นแปลงต้นแม่พันธุ์ใบจุดมากแล้วยังเด็ดยอดไปขายเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องที่เกิดซ้ำบ่อย ปัญหาจะมาโผล่ตอนหน้าฝนรอบถัดไปเมื่อเก๊กฮวยทั้งแปลงใบร่วง
เตรียมแปลง ดินและน้ำ
ลักษณะแปลงที่เอกสารแนะนำ
| หัวข้อ | แม่โจ้ | ราชภัฏเชียงราย |
|---|---|---|
| ความกว้างแปลง | 1 เมตร | 1-1.2 เมตร |
| ความสูงแปลง | ประมาณ 15 เซนติเมตร | ประมาณ 15 เซนติเมตร |
| ทางเดินระหว่างแปลง | 50 เซนติเมตร | 50 เซนติเมตร |
| ปรับปรุงดิน | ดินชั้นบน 20-30 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยหมักหรือแกลบ ถ้าดินเป็นกรดใส่ปูน | ไถลึก 6-8 นิ้ว ตากดิน 7-10 วัน ใส่ปูนขาว ปุ๋ยหมัก แกลบดิบ และโดโลไมท์ ให้ pH ราว 6.0 |
| ระยะปลูก | 30 x 30 เซนติเมตร | 30 x 30 เซนติเมตร |
| วัสดุคลุมแปลง | พลาสติกคลุมแปลง | ไม่ได้ระบุ |
ที่ลาดเชิงเขาเกษตรกรบางรายไม่ยกร่อง ทำเป็นขั้นบันไดหรือปลูกตามเชิงเขาแทน (คู่มือราชภัฏเชียงราย) ใจความสำคัญไม่ใช่รูปแบบแปลง แต่เป็นเรื่องน้ำฝนต้องไหลออกง่าย เพราะรากเก๊กฮวยไม่ชอบน้ำขัง ข้อนี้ตรงกับโรคเน่าที่โคนต้นที่แม่โจ้เตือนไว้ว่าอย่ากลบโคนต้นลึกเกินไป
ปูนขาวหรือโดโลไมท์ใส่เท่าไร เอกสารทั้งสองไม่ได้ระบุกิโลกรัมต่อไร่ ค่าที่เหมาะต่อดินแต่ละแปลงขึ้นกับค่าความเป็นกรดด่างของดินจริง ผมแนะนำให้เก็บดินส่งตรวจที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือสถานีพัฒนาที่ดินก่อน แทนที่จะใส่ตามเพื่อนบ้าน ดินกรดจัดกับดินด่างกลางต้องการต่างกันมาก
การให้น้ำ
แม่โจ้ให้รดน้ำเช้าวันละครั้ง และเพิ่มรอบบ่ายในวันที่อากาศร้อน ราชภัฏเชียงรายเพิ่มรายละเอียดช่วงตั้งตัว คือสัปดาห์แรกรดเช้าเย็นวันละ 2 ครั้ง หลังจากนั้นเหลือเช้าวันละครั้ง และเตือนว่าไม่ควรรดน้ำตอนเย็นในช่วงที่โรคใบจุดระบาดเพราะเชื้อราเจริญง่ายเมื่อใบเปียกค้างคืน สองข้อนี้ขัดกันเล็กน้อยในแง่ของรอบเย็น ซึ่งแก้ได้ด้วยหลักง่าย ๆ คือสัปดาห์แรกให้ชุ่มทั้งเช้าเย็นเพื่อให้รอด แต่หลังจากรากยึดแล้วให้รดเช้า และรดที่โคน ไม่ฉีดล้างใบตอนเย็น
ปลูกลงแปลงทีละขั้น
- รดน้ำแปลงก่อนปลูก 1 วัน ให้ดินชุ่ม เกษตรกรเชียงรายเลือกวันหลังฝนตก 1 วัน
- ขึงเชือกหรือวัดระยะ 30 x 30 เซนติเมตร แปลงกว้าง 1 เมตรจึงปลูกได้ราว 3 แถว
- ปลูกให้ตื้น แม่โจ้ระบุความลึกประมาณ 1 นิ้ว และห้ามกลบโคนต้น เพราะทำให้โคนเน่า
- รดน้ำทันที และใช้ตาข่ายพรางแสงถ้าแดดจัดมากใน 2-3 วันแรก
- เด็ดยอดราว 15 วันหลังปลูก เหลือใบ 4-5 ใบ (แม่โจ้) ให้แตกกิ่งข้างหลายกิ่ง ทรงพุ่มจะแน่นและดอกต่อต้นมากขึ้น
- กำจัดวัชพืชด้วยมือ ช่วงต้นยังเล็ก รากตื้นจึงไม่ควรขุดพรวนลึก
แปลงที่ใช้พลาสติกคลุม ให้เจาะรูตามระยะแล้วปลูกลงช่อง ช่วยลดวัชพืชและลดน้ำฝนกระเด็นใส่ใบ ซึ่งเป็นช่องทางที่เชื้อโรคใบจุดแพร่ ทว่าต้องให้น้ำแบบหยดหรือรดที่โคนจึงจะได้ประโยชน์ ถ้ายังรดด้วยสายยางฉีดทั้งแปลง พลาสติกจะไม่ช่วยอะไรมาก
ปุ๋ยและน้ำหมัก สิ่งที่รู้และสิ่งที่ยังไม่ทราบ
ส่วนนี้ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าตัวเลขสูตรปุ๋ยเคมีและอัตราต่อไร่สำหรับเก๊กฮวยชา ไม่พบในเอกสารที่เปิดอ่านได้ แม่โจ้ระบุเพียงให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่โคนต้นโดยไม่ได้ให้ปริมาณ ส่วนราชภัฏเชียงรายอธิบายระบบเกษตรอินทรีย์ดังนี้
- รองก้นแปลงด้วยปุ๋ยคอก เช่น มูลวัวหรือมูลไก่ ผสมเศษใบไม้แห้งและแกลบ คลุกเคล้ากับดิน
- หลังปลูก 3-5 วัน ใส่ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วใส่ซ้ำทุก 15 วันจนถึงเก็บเกี่ยว
- ช่วงเก็บรอบแรก ให้ปุ๋ยน้ำหมักหรือปุ๋ยหมักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และรดน้ำเย็นทุกวัน เพื่อให้ขนาดดอกสม่ำเสมอทั้งเดือน
- หลังตัดแต่งเดือนมกราคม ใส่ปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักทุก 15 วัน อัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 10 หรือ 20 ลิตร
สูตรน้ำหมักแต่ละบ้านต่างกันมาก และเอกสารฉบับนี้ไม่ได้ให้สูตรเต็ม ท่านควรทำเล็ก ๆ ก่อน ทดลองฉีด 1-2 แปลง สังเกตว่าใบไหม้หรือไม่ ก่อนขยายทั้งสวน ถ้าต้องการใช้ปุ๋ยเคมี ให้ถามเกษตรอำเภอพร้อมผลตรวจดิน และอ่านฉลากปุ๋ยทุกครั้ง
โรคและแมลง ตัวไหนเจอจริง
สองเอกสารรายงานตรงกันว่าโรคหลักคือโรคใบจุดจากเชื้อรา (แม่โจ้ระบุเชื้อ Septoria) ส่วนโรคที่รุนแรงเป็นพิเศษในหน้าฝนคือใบไหม้จากแบคทีเรีย (Erwinia chrysanthemi) ในพันธุ์หางโจว
| ปัญหา | สัญญาณที่ดูได้ที่แปลง | แนวทางตามเอกสาร |
|---|---|---|
| โรคใบจุด | จุดสีน้ำตาลเข้ม มีวงเหลืองล้อม เกิดที่ใบแก่ก่อนใบอ่อน ระบาดมากหน้าฝนและช่วงน้ำค้างมาก | ตัดทำลายต้นที่เป็นโรค ไม่ปลูกชิดเกินไปให้แดดส่องทั่ว ไม่รดน้ำเย็น (ราชภัฏเชียงราย) |
| ใบไหม้จากแบคทีเรีย | ใบเน่าไหม้ในหน้าฝน พบมากในพันธุ์หางโจว | เลือกพันธุ์ ระบายน้ำดี ทำลายต้นป่วย (แม่โจ้) |
| เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรขาว หนอนกระทู้ | ยอดหงิก ใบด่างหรือมีขุยขาว ใบถูกกัดแหว่ง | แม่โจ้ระบุกลุ่มศัตรูพืชนี้ และกล่าวถึงเชื้อราเมตาไรเซียม เชื้อบิวเวอเรีย เชื้อไวรัส NPV และเชื้อบีที ให้ใช้ตามฉลากผลิตภัณฑ์ |
| เพลี้ยและหนอนชอนใบ | ทางเดินสีขาวคดเคี้ยวบนใบ | ดูแลให้ต้นแข็งแรง เก็บต้นป่วยออก ฉีดพ่นน้ำหมักสารไล่แมลงสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง (ราชภัฏเชียงราย) |
| จิ้งโกร่ง | ต้นเหี่ยวกะทันหัน พบรูเล็กใต้ต้น | เกษตรกรเชียงรายขุดหาตัวออก (ราชภัฏเชียงราย) |
เรื่องสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ผมไม่ระบุชื่อการค้าและไม่ให้อัตราผสม เพราะเก๊กฮวยเป็นพืชที่คนนำดอกไปชงดื่มโดยตรง สารตกค้างจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าจะใช้ชีวภัณฑ์ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเลขทะเบียนหรือแจ้งข้อมูลตามกฎหมายและอ่านฉลากเรื่องจำนวนวันก่อนเก็บเกี่ยว ถ้าไม่แน่ใจให้ถามเกษตรอำเภอ
เก็บเกี่ยวและแปรรูป ช่วงนี้ตัดสินคุณภาพ
เก็บเมื่อไรและอย่างไร
ดอกที่เก็บควรบานเต็มที่ ไม่เอาก้านดอก และเก็บตอนน้ำค้างแห้งแล้ว (แม่โจ้) คู่มือราชภัฏเชียงรายเตือนไม่ให้เก็บในวันฝนตก เพราะน้ำค้างและน้ำฝนทำให้ดอกช้ำ ทำให้สีผลิตภัณฑ์หลังแปรรูปไม่สม่ำเสมอ ถ้าท่านเคยเห็นดอกแห้งสีดำหม่นปนกับสีเหลือง นั่นมักเกิดจากดอกชื้นหรือช้ำก่อนเข้ากระบวนการ ลองอ่านเรื่องนี้ต่อใน เก็บดอกเก๊กฮวยแล้วตากผิดวิธี สีดำและกลิ่นหายเร็ว แก้ตรงไหน
แม่โจ้แนะนำให้กระจายดอกที่เก็บมาผึ่งในที่ร่ม 1 วันก่อนแปรรูป และเตือนเรื่องแรงงานว่าครอบครัวหนึ่งควรปลูกประมาณ 1 งาน เพราะการเก็บดอกด้วยมือเป็นข้อจำกัดหลัก ข้อนี้สำคัญมากสำหรับมือใหม่ที่คิดจะปลูกเป็นไร่ในรอบแรก
นึ่งและอบแห้ง
| ขั้นตอน | แม่โจ้ | โครงการหลวงสะโงะ (ABC Journal) |
|---|---|---|
| นึ่งก่อนอบ | นึ่งที่ 90 องศาเซลเซียส 3 นาที | นึ่งที่ 95 องศาเซลเซียส 3 นาที |
| การเรียงดอก | ไม่ระบุความหนา | เรียงหนาราว 2.5 เซนติเมตร |
| อบหรือตาก | ตากแดด 6-7 วัน หรืออบด้วยความร้อนจากถ่านราว 60 องศาเซลเซียสประมาณ 6 ชั่วโมง หรือตู้อบลมร้อน 50-80 องศาเซลเซียส 8-9 ชั่วโมง | อบที่ 80 องศาเซลเซียส 1 ชั่วโมง ที่ความเร็วลม 2.5 เมตรต่อวินาที แล้วลดเป็น 70 องศาเซลเซียส ความเร็วลม 1.2 เมตรต่อวินาที จนความชื้นราว 8 เปอร์เซ็นต์ (ฐานเปียก) และ aw ไม่เกิน 0.4 ใช้เวลาราว 6-8 ชั่วโมงต่อดอกสด 60 กิโลกรัม |
| อัตราส่วนสด:แห้ง | ประมาณ 7 : 1 | ข่าวธุรกิจระบุ 7 : 1 |
บทความของโครงการหลวงสะโงะเล่าว่าเตาอบเดิมใช้เวลาราว 15 ชั่วโมงกับดอกสด 70 กิโลกรัมได้ผลิตภัณฑ์ 6 กิโลกรัม โดยมีดอกไหม้ราวครึ่งหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนมาใช้กระบวนการนึ่งแล้วอบแบบควบคุมอุณหภูมิและลม ปัญหาดอกไหม้ลดลง ถ้าท่านคิดจะทำแปรรูปเอง ควรลงทุนเครื่องนึ่งและเครื่องอบแห้งที่คุมอุณหภูมิได้ และมีตะแกรงตากที่ไม่ทำให้ดอกติดกัน แทนการอบในตู้ธรรมดาที่ร้อนไม่สม่ำเสมอ หรือถ้าตากแดดก็ต้องมีโรงตากที่ฝนไม่สาด
ผลิตภัณฑ์แห้งบรรจุถุงใสสองชั้น ตัวอย่างของสะโงะบรรจุ 5 กิโลกรัมแห้งต่อถุง เพื่อกันความชื้นกลับเข้า ถ้าจะแบ่งขายปลีก ให้ใช้ถุงซิปหรือถุงสุญญากาศขนาดเล็ก และเก็บให้พ้นแสง
ตัวเลขรายได้ ที่มีหลักฐานและที่ยังไม่มี
ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้มาจากบทความโครงการหลวงสะโงะ (ABC Journal ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 มีนาคม-เมษายน 2564) และข่าวธุรกิจ ซึ่งเป็นบริบทของโครงการหลวงที่มีผู้รับซื้อและกระบวนการแปรรูปรองรับ อย่านำไปเทียบกับสวนที่ต้องหาตลาดเอง
| รายการ | ตัวเลขตามแหล่ง |
|---|---|
| พื้นที่ปลูกของศูนย์สะโงะ | ประมาณ 200 ไร่ (ในบทความระบุงานเดิมของศูนย์ และมีกลุ่มเกษตรกร 150 ครัวเรือน บนพื้นที่ 42.5 ไร่) |
| กล้าต่อไร่ที่โครงการหลวงจัดสรรให้ตั้งแต่ปี 2552 | 8,000 ต้น |
| ผลผลิตดอกสดต่อไร่ | ประมาณ 2.4 ตัน |
| ราคารับซื้อดอกสด | 20 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มเป็น 30 (ปี 2557) เฉลี่ย 42.50 (ปี 2560-2561) และ 47 บาท |
| ต้นทุนอบแห้งที่ระบุในบทความ | 353 บาทต่อกิโลกรัมแห้ง |
| ราคาขายดอกแห้งในบทความ | 500 บาทต่อกิโลกรัมแห้ง |
| รายได้เฉลี่ยครัวเรือน | จาก 6,638 เพิ่มเป็น 22,015 บาท (ตามที่บทความรายงาน) |
| ข่าวธุรกิจ: ผลตอบแทนครัวเรือนต่อรอบ 6 เดือน | ประมาณ 40,000-50,000 บาท (รวมคาโมมายล์ที่ปลูกร่วม) |
ตัวอย่างการคำนวณง่าย ๆ ให้เห็นภาพ (เป็นตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่ประมาณการกำไรของท่าน) ถ้าผลผลิตดอกสด 2.4 ตัน หรือ 2,400 กิโลกรัมต่อไร่ ขายสดที่ราคา 47 บาทต่อกิโลกรัมตามราคารับซื้อที่ข่าวระบุ จะเป็นรายรับราว 112,800 บาทต่อไร่ ตัวเลขนี้ยังไม่หักค่ากล้า ค่าแรงเก็บดอก ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย และค่าขนส่ง ซึ่งผมไม่พบตัวเลขต้นทุนเหล่านี้ในเอกสารที่เปิดอ่านได้ ท่านต้องเติมจากราคาจริงในพื้นที่เอง ราคารับซื้อและผลผลิตจริงอาจต่ำกว่านี้มาก โดยเฉพาะถ้าไม่มีผู้รับซื้อประจำ
สังเกตว่าต้นทุนอบแห้ง 353 บาทต่อกิโลกรัมแห้ง กับดอกสด 7 กิโลกรัมที่ราคา 47 บาท คิดเป็นค่าดอกสดราว 329 บาท ชวนให้เห็นว่าต้นทุนส่วนใหญ่ของดอกแห้งคือค่าซื้อดอกสด แต่บทความไม่ได้แยกรายการต้นทุน นี่เป็นข้อสังเกตจากการคำนวณของผม ไม่ใช่ข้อมูลที่บทความระบุ
ราคาตลาดปัจจุบัน (ต.ค. 2569) ของดอกสดและดอกแห้งในท้องถิ่นของท่าน ไม่พบแหล่งที่ลงวันที่ชัดเจน จึงไม่ระบุตัวเลข ให้สอบถามผู้รับซื้อ ร้านสมุนไพร หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ก่อนลงทุน
เช็กลิสต์ก่อนลงกล้า
- ตรวจแล้วว่าไม่มีไฟส่องแปลงในเวลากลางคืน
- เก็บตัวอย่างดินส่งตรวจ ทราบ pH แล้ว และวางแผนปูนหรือโดโลไมท์ตามผล
- แปลงยกสูงประมาณ 15 เซนติเมตร น้ำฝนระบายออกได้
- ต้นกล้ามาจากแปลงที่ไม่มีโรคใบจุดและใบไหม้ และไม่เป็นต้นที่โตมาในที่เปียกค้าง
- มีผู้รับซื้อหรือช่องทางขายอย่างน้อย 1 รายก่อนเก็บดอก
- มีคนเก็บดอกพอสำหรับช่วงที่ดอกบานพร้อมกัน เริ่มจากขนาดครอบครัวดูแลได้ (ราว 1 งานตามแม่โจ้)
- มีเครื่องนึ่งและเครื่องอบแห้งหรือโรงตากที่กันฝนได้ หรือมีโรงงานรับจ้างอบ
- จดวันปลูก วันเด็ดยอด วันใส่ปุ๋ย และโรคที่พบทุกสัปดาห์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของคนปลูกครั้งแรก
- ลงกล้าช้าเกินไป ต้นยังเล็กแต่กลางวันสั้นลงแล้ว ต้นจึงออกดอกก่อนได้ทรงพุ่ม
- กลบโคนต้นลึก ทำให้โคนเน่า ปลูกให้ลึกราว 1 นิ้วเท่านั้น
- รดน้ำเย็นจนใบเปียกค้างคืน เป็นสาเหตุให้โรคใบจุดลุกลามเร็วในหน้าฝน
- ใช้ต้นพันธุ์จากแปลงที่เป็นโรค เชื้อติดมากับกิ่งชำ
- เก็บดอกตอนฝนตกหรือน้ำค้างยังไม่แห้ง ดอกช้ำ สีหลังอบไม่สม่ำเสมอ
- ปลูกเป็นไร่ก่อนมีตลาดและเครื่องแปรรูป ดอกสดเก็บไว้ไม่ได้นาน ถ้าไม่มีคนรับซื้อหรือเครื่องอบ ผลผลิตเสียทั้งหมด
สรุป
เก๊กฮวยเป็นพืชที่ผลสำเร็จขึ้นกับจังหวะเวลามากกว่าการใส่ปุ๋ย เพราะเป็นพืชวันสั้น ลงกล้าช่วงมิถุนายนถึงสิงหาคม ทำแปลงยกสูง ปลูกตื้น 30 x 30 เซนติเมตร เด็ดยอดตอนต้นเล็ก ดูแลเรื่องน้ำและโรคใบจุดในหน้าฝนให้ดี แล้วเก็บดอกบานเต็มที่ตอนน้ำค้างแห้ง ส่วนงานนึ่งและอบแห้งเป็นขั้นที่ตัดสินคุณภาพและราคา สิ่งที่ยังไม่ทราบจากเอกสารที่เปิดอ่านได้คืออัตราปุ๋ยเคมี ต้นทุนรวมต่อไร่ ราคาตลาดปัจจุบัน และชื่อพันธุ์รับรองอย่างเป็นทางการ ให้ตรวจสอบกับเกษตรอำเภอ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง หรือสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงในพื้นที่ของท่าน (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- การผลิตเก๊กฮวยอินทรีย์ (ธนวัฒน์ รอดขาว) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ — ชนิดเก๊กฮวย พืชวันสั้น ฤดูปลูก แปลง ระยะปลูก โรคแมลง การเก็บเกี่ยวและแปรรูป https://kb.mju.ac.th/assets/img/articleFile/25631117af41de36bbed4ecebef28668676b8d89.pdf
- คู่มือการปลูกเก๊กฮวยตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ (สุทธิพร ธเนศสกุลวัฒนา) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2560 — ปฏิทินปลูกและเก็บ 2 รอบ การใช้น้ำหมัก โรคใบจุด แมลง https://dkmmap.nrct.go.th/dkmmap-2021/dkm-dm/upload_manual/60-052.pdf
- การพัฒนาการอบแห้งดอกเก๊กฮวย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโงะ (ฤทธิชัย อัศวราชันย์ และคณะ) ABC Journal ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 มี.ค.-เม.ย. 2564 — ผลผลิต ราคารับซื้อ ต้นทุนอบแห้ง รายได้ครัวเรือน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/abcjournal/article/download/245953/167004/882544
- กรุงเทพธุรกิจ ข่าวเกษตรกรโครงการหลวงสะโงะปลูกเก๊กฮวย — รอบปลูกประมาณ 6 เดือน ราคารับซื้อ 47 บาทต่อกิโลกรัม อัตราสดต่อแห้ง 7:1 (ปีที่เผยแพร่ไม่ชัดเจน อาจราว 2564) https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/924896
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
น้ำค้างแข็งและอากาศเย็นจัดบนที่สูงทำให้พืชเสียหายแค่ไหน ป้องกันแปลงอย่างไร
อธิบายกลไกที่น้ำค้างแข็งทำลายเนื้อเยื่อพืช วิธีดูอาการและประเมินความรุนแรง และวิธีป้องกันแปลงที่ลงทุนน้อยตามหลักวิชาของ FAO พร้อมบอกตรง ๆ ว่ายังไม่พบตัวเลขกลางของพืชไทย
ปลูกฟักทองหน้าแล้งในพื้นที่น้ำน้อย ทำได้ไหมและต้องจัดการน้ำอย่างไร
ฟักทองใช้น้ำน้อยกว่านาปรังแต่ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องให้น้ำ บทความสรุปตัวเลขโครงการสุพรรณบุรีปี 2565 และหลักจัดการน้ำของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมบอกจุดที่ข้อมูลไม่ตรงกันหรือยังไม่พบ
ปลูกขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจรเป็นรายได้เสริม ตลาดรับซื้อและข้อควรรู้ก่อนลงทุน
แนวตัดสินใจก่อนปลูกขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจรเป็นรายได้เสริม สรุปข้อมูลกรณีสตูล โครงการฟ้าทะลายโจร และต้นทุนตัวอย่าง พร้อมบอกว่าข้อมูลใดยังตรวจสอบไม่ได้
ทุเรียนช่วงปลายปีควรดูแลอย่างไร ให้พร้อมสะสมอาหารก่อนออกดอก
สรุปงานสวนทุเรียนช่วงปลายปีจากเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ตรวจสภาพต้น ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ไปจนถึงช่วงงดน้ำก่อนออกดอก พร้อมระบุตัวเลขที่ยังต้องถามเกษตรอำเภอ
เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกรอบหน้าอย่างไรให้ยังงอกดี ตั้งแต่ตากจนเก็บในภาชนะ
ขั้นตอนเก็บเมล็ดพันธุ์ผักไว้ปลูกต่อ ตั้งแต่เลือกต้นแม่ เก็บเกี่ยว ตากให้แห้ง ไปจนถึงบรรจุภาชนะและทดสอบความงอก อิงเกณฑ์จากสวทช. ม.เชียงใหม่ และม.แม่โจ้
ปลูกผักอายุสั้นช่วงน้ำน้อย ผักชนิดไหนใช้น้ำน้อยและเก็บขายได้ภายใน 30-45 วัน
เอกสารศูนย์เรียนรู้ที่เผยแพร่ผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดระบุอายุเก็บเกี่ยวผักบุ้งจีน 25 วัน ผักชี 30 วัน ผักตั้งโอ๋ 40 วัน คะน้า 45 วัน แต่ยังไม่มีแหล่งทางการที่จัดอันดับปริมาณน้ำของผักแต่ละชนิด
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

4-20mA เอาต์พุต RS485 เซ็นเซอร์ความชื้นดินอิเล็กทรอนิกส์…
เครื่องวัดดิน
ใช้ตรวจความชื้นหรือค่า pH ดินเบื้องต้นก่อนตัดสินใจใส่ปุ๋ยหรือรดน้ำ
เช็กก่อนซื้อ
- วัดค่าอะไรได้บ้าง (pH ความชื้น แสง) ตามที่ร้านระบุ
- ใช้ถ่านหรือไม่ต้องใช้ไฟ

ช้อนส้อมพรวนดิน ช้อนพรวนดิน ส้อมพรวนดิน พลั่วพรวนดิน…
เครื่องมือทำสวน
เครื่องมือมือสำหรับเตรียมดิน พรวน ตัดแต่ง และเก็บเกี่ยว
เช็กก่อนซื้อ
- วัสดุใบมีดและด้ามตามที่ร้านระบุ
- ขนาดและน้ำหนักเหมาะกับงานและแรงมือ

ชุดหมุดปักดิน แผ่นยึดหมุดปักดินสีดำ + หมุดปักดินตัวU 2.5mm…
วัสดุคลุมดิน
คลุมหน้าดินลดวัชพืชและการระเหยของน้ำ

กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว 500g. / 900g. (จากเปลือกมะพร้าว)…
อุปกรณ์เพาะกล้า
ใช้เพาะเมล็ดและอนุบาลกล้าก่อนย้ายลงแปลง
เช็กก่อนซื้อ
- จำนวนหลุมหรือขนาดถาด/ถุงต่อแพ็ก
- เนื้อพลาสติกใช้ซ้ำได้หรือใช้ครั้งเดียว
ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
ปลูกเก๊กฮวยกี่เดือนได้เก็บดอก
แม่โจ้ระบุเก็บเกี่ยวหลังปลูก 4-5 เดือน ข่าวธุรกิจเรื่องเกษตรกรโครงการหลวงสะโงะระบุรอบการปลูกประมาณ 6 เดือน ตัวเลขต่างกันเพราะพื้นที่และพันธุ์ต่างกัน
ปลูกที่ราบต่ำได้ไหม
แปลงที่มีข้อมูลในบทความนี้อยู่ในภาคเหนือ ความสูงประมาณ 500 เมตร (สะโงะ) ส่วนผลการปลูกที่ราบต่ำของไทยในเอกสารที่เปิดอ่านไม่มีตัวเลขยืนยัน ถ้าจะลองให้ทดลองปลูกแปลงเล็กหนึ่งฤดู และสอบถามเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยพืชสวนในพื้นที่ก่อน
ต้องใช้ไฟกลางคืนไหม
สำหรับปลูกเก็บดอกชา ไม่จำเป็น เพราะใช้ธรรมชาติของฤดูกาลที่กลางวันสั้นลง ไฟกลางคืนใช้กับแปลงแม่พันธุ์เพื่อไม่ให้ต้นแม่ออกดอก (แม่โจ้ 100 ลักซ์) หรือกับเบญจมาศตัดดอก
เก๊กฮวยเหลืองกับเก๊กฮวยขาวต่างกันอย่างไร
แม่โจ้แยกเป็น 2 ชนิดทางพฤกษศาสตร์ ได้แก่ ดอกขาว Chrysanthemum morifolium และดอกเหลือง Chrysanthemum indicum ส่วนรสและสรรพคุณที่เปรียบเทียบกัน ไม่พบข้อมูลยืนยันในเอกสารที่เปิด จึงไม่ขอเปรียบเทียบ
ใส่ปุ๋ยสูตรอะไรเท่าไร
ไม่พบตัวเลขสูตรและอัตราปุ๋ยเคมีต่อไร่สำหรับเก๊กฮวยชาในเอกสารที่เปิดอ่านได้ เอกสารระบบอินทรีย์ให้ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักตามอัตราที่ยกมาข้างต้น ถ้าจะใช้ปุ๋ยเคมี ให้ตรวจดินและถามเกษตรอำเภอ
ปลูกแล้วขายที่ไหน
ในพื้นที่ของโครงการหลวงมีศูนย์รับซื้อ ส่วนที่อื่นต้องหาเอง เช่น ร้านสมุนไพร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือขายดอกแห้งออนไลน์ การแปรรูปเพิ่มเติมดูได้ใน แปรรูปสมุนไพรจากสวน: อบแห้ง บด ผง และการสื่อสารสรรพคุณอย่างปลอดภัย
