คำตอบสั้น ๆ
สรุปโรคและแมลงที่พบในตะไคร้หอมจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจได้ พร้อมวิธีสังเกตอาการ จัดการแปลง และสิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน
คำตอบเร็ว: เอกสารวิชาการที่เปิดตรวจได้ระบุโรคหลักของตะไคร้หอมคือโรคใบไหม้ (เชื้อรา Curvularia andropogonis) ซึ่งเริ่มจากรอยช้ำสีน้ำตาลที่ปลายใบและขอบใบ และโรคแอนแทรคโนส (เชื้อรา Colletotrichum graminicola) ส่วนแมลงนั้นแหล่งอ้างอิงระดับพืชศาสตร์รายงานว่ายังไม่พบศัตรูแมลงที่ร้ายแรง การป้องกันที่ได้ผลก่อนอื่นคือเลือกแปลงที่น้ำไม่ขัง ปลูกไม่แน่นเกินไป ตัดใบตามรอบ และเดินตรวจแปลงสม่ำเสมอ ส่วนสารป้องกันกำจัดเชื้อราหรือแมลงให้ใช้เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนและทำตามฉลาก โดยปรึกษาเกษตรอำเภอก่อน (ข้อมูล ณ พ.ย. 2569)
คนที่ปลูกตะไคร้หอมมักเจอสถานการณ์เดียวกัน คือเดินเข้าแปลงแล้วเห็นปลายใบแห้ง ใบมีรอยด่างสีน้ำตาล หรือกอที่เคยเขียวเริ่มโทรม แล้วสงสัยว่าเป็นโรค เป็นแมลง หรือแค่ขาดน้ำขาดปุ๋ย บทความนี้ตอบเฉพาะมุมนี้ คือโรคและแมลงของตะไคร้หอม อาการที่ต้องสังเกต และการป้องกัน ส่วนวิธีปลูกตั้งแต่ต้นและต้นทุนทั้งระบบ เว็บไซต์มีบทความแยกไว้แล้ว เช่น ตะไคร้หอมปลูกอย่างไร ใช้เวลากี่เดือน ต้นทุนและปัญหาที่พบบ่อย และ ดูแลตะไคร้หลังปลูก
ก่อนอ่านต่อ ขอบอกข้อจำกัดของข้อมูลให้ชัดตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องนี้สำคัญกว่าสูตรสวยหรู ในการค้นเอกสารเพื่อเขียนบทความนี้ ไม่พบรายงานวิจัยของหน่วยงานไทยที่สำรวจโรคและแมลงในแปลงตะไคร้หอมโดยตรง สิ่งที่เปิดอ่านและตรวจได้จริงคือฐานข้อมูลพืชนานาชาติ PROSEA ซึ่งสรุปโรคของตะไคร้หอมจากหลายประเทศ ข่าวเศรษฐกิจที่พูดถึงสถานะตะไคร้หอมในฐานะสารสมุนไพรกำจัดแมลง และข้อมูลทั่วไปของพืชชนิดนี้ ที่เหลือเป็นหลักการดูแลพืชตระกูลหญ้าที่ใช้ได้กับแปลงทั่วไป ซึ่งบทความจะบอกเสมอว่าเป็นหลักการ ไม่ใช่ผลวิจัยเฉพาะตะไคร้หอม
ตะไคร้หอมมีโรคและแมลงอะไรบ้างตามแหล่งที่ตรวจได้
ฐานข้อมูล PROSEA (Plant Resources of South-East Asia) ซึ่งรวบรวมข้อมูลพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุโรคของตะไคร้หอมไว้ดังนี้
- โรคใบไหม้ (leaf blight) เกิดจากเชื้อรา Curvularia andropogonis ระบุว่าทำให้ผลผลิตใบและน้ำมันลดลงได้มาก อาการแรกเริ่มคือรอยสีน้ำตาลที่ปลายใบและขอบใบ
- โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum graminicola ก่อความเสียหายเช่นกัน และเอกสารแนะนำแนวทางจัดการแบบเดียวกับโรคใบไหม้
- ไวรัสโมเสกอ้อย (sugar cane mosaic virus) เอกสารระบุว่าเป็นโรคสำคัญในละตินอเมริกา ไม่ได้ระบุว่าพบในไทย จึงไม่ควรสรุปว่าแปลงของคุณเป็นโรคนี้ถ้ายังไม่มีผลตรวจ
- แมลงศัตรู เอกสารระบุว่ายังไม่มีรายงานศัตรูแมลงที่ร้ายแรงของตะไคร้หอม
ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ตรงกัน การที่ไม่มีรายงานแมลงร้ายแรงไม่ได้แปลว่าแปลงของคุณจะไม่มีแมลงเลย แปลงที่ใกล้ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด หรือแปลงหญ้าอื่นอาจมีแมลงที่กินพืชตระกูลหญ้าย้ายเข้ามาได้ แต่ข้อมูลที่ตรวจได้ยังไม่ระบุชนิดไว้ ถ้าเจอแมลงที่ไม่แน่ใจ วิธีที่ถูกคือเก็บตัวอย่างหรือถ่ายภาพชัด ๆ ไปถามเกษตรอำเภอ แทนที่จะเดาชื่อแล้วซื้อสารมาฉีดตามคำบอกเล่า
อีกข้อที่เกี่ยวกับความสับสนเรื่องชื่อ ตะไคร้หอมที่ปลูกเพื่อกลั่นน้ำมันมีการเรียกชื่อวิทยาศาสตร์ต่างกันตามแหล่งข้อมูล PROSEA ใช้ Cymbopogon winterianus ส่วนวิกิพีเดียภาษาไทยใช้ Cymbopogon nardus ในหน้าตะไคร้หอม ดังนั้นเวลาค้นข้อมูลต่างประเทศควรค้นทั้งสองชื่อ และอย่าสับสนกับตะไคร้ที่ใช้ปรุงอาหาร ซึ่งเป็นพืชคนละชนิด
โรคใบไหม้ อาการและเหตุที่ควรสงสัย
จุดที่ดูได้ด้วยตาเปล่าคือปลายใบและขอบใบ PROSEA ระบุอาการแรกเป็นรอยสีน้ำตาล ผู้ปลูกจึงควรเดินตรวจโดยเด็ดใบสองสามใบจากหลายจุดของแปลงมาดู ไม่ใช่ดูเฉพาะกอที่อยู่ริมทาง เพราะกอริมทางมักได้ลมและแดดต่างจากกอกลางแปลง
ข้อมูลที่เปิดตรวจได้ไม่ได้ระบุว่าโรคนี้ระบาดช่วงเดือนไหนในไทย แต่โรคเชื้อราโดยทั่วไปชอบความชื้น จึงเป็นหลักสังเกตที่สมเหตุสมผลว่าช่วงฝนต่อเนื่องหลายวัน ให้เดินตรวจแปลงถี่ขึ้น (นี่คือหลักการทั่วไป ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันเฉพาะตะไคร้หอมในไทย)
ตารางช่วยแยกอาการ
ตารางนี้เป็นแนวทางคิดแยกสาเหตุเบื้องต้น เรียบเรียงจากหลักการดูแลพืชทั่วไปและอาการที่ PROSEA ระบุ ไม่ใช่ผลวิจัยเฉพาะของตะไคร้หอมในไทย ใช้เพื่อตั้งคำถามก่อนไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยเอง
| สิ่งที่เห็น | ควรสงสัยอะไรก่อน | สิ่งที่ควรเช็กเพิ่ม |
|---|---|---|
| รอยน้ำตาลที่ปลายและขอบใบ ลามเข้ากลางใบ | โรคใบไหม้จากเชื้อรา (ตามที่ PROSEA ระบุ) | ความชื้นในกอ ฝนติดต่อกันหรือไม่ ปลูกถี่จนอากาศไม่ถ่ายเทหรือไม่ |
| ปลายใบแห้งสีฟางทั้งกอ ไม่มีรอยแผลเฉพาะจุด | ขาดน้ำ แดดจัด หรือรากมีปัญหา | ความชื้นดินที่ระดับรากลึกประมาณหนึ่งฝ่ามือ มีน้ำขังหรือดินแน่นหรือไม่ |
| ใบเหลืองซีดทั่วกอ โตช้า | ขาดธาตุอาหาร หรือน้ำท่วมขังชั่วคราว | ประวัติการใส่ปุ๋ย ผลวิเคราะห์ดิน ความเป็นกรดด่าง |
| กอเตี้ยแคระ ใบเป็นลายด่างสลับเขียวอ่อน | อาจเป็นโรคไวรัส แต่ต้องมีผลตรวจจึงยืนยันได้ | ถ่ายรูปและส่งเกษตรอำเภอ ไม่ขยายพันธุ์จากกอนั้น |
| ใบมีรอยแทะ รอยเจาะ หรือมีตัวแมลงเกาะ | แมลงที่ย้ายมาจากพืชข้างเคียง ชนิดต้องระบุให้ได้ก่อน | เก็บตัวอย่างหรือรูปชัด ดูว่ากระจายทั้งแปลงหรือเฉพาะขอบแปลง |
น้ำขังกับความชื้นสะสม ตัวเร่งปัญหาที่คุมได้เอง
PROSEA ระบุว่าตะไคร้หอมชอบดินร่วนที่ระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรดด่างเป็นกลางถึงกรดเล็กน้อย ทนน้ำขังได้เพียงช่วงสั้น และไม่ทนเกลือ ต้องการฝนประมาณ 2,000–2,500 มิลลิเมตรต่อปีกระจายสม่ำเสมอ ถ้ามีหน้าแล้งชัดต้องให้น้ำ นี่คือข้อมูลที่เอามาใช้ตัดสินใจได้โดยตรง เพราะเมื่อน้ำขังนานหรือดินแน่น รากอ่อนแอ กอที่อ่อนแอมักทนโรคใบได้แย่กว่ากอที่แข็งแรง (ข้อนี้เป็นหลักการทั่วไปของพืช ไม่ใช่ตัวเลขจากงานวิจัยตะไคร้หอม)
- เลือกแปลงที่น้ำไม่ท่วมนาน ถ้าที่ดินเป็นที่ลุ่ม ให้ยกแปลงหรือขุดร่องระบายน้ำก่อนลงกอ
- เว้นระยะให้ลมผ่าน PROSEA ระบุระยะปลูกสี่เหลี่ยมจัตุรัส 60–90 เซนติเมตร และบอกว่าปลูกถี่เป็นที่นิยมเพราะวัชพืชน้อยและผลผลิตสูง แต่ในแปลงที่ฝนชุกหรือเคยมีโรคใบ ควรเลือกระยะกว้างฝั่ง 90 เซนติเมตรเพื่อให้ใบแห้งเร็วหลังฝน นี่คือข้อเสนอแนะเชิงหลักการ ไม่ใช่ผลทดลองยืนยัน
- กำจัดวัชพืชในกอ วัชพืชหนาทำให้ความชื้นอยู่นานและบังลม ใช้เครื่องตัดหญ้าตัดวัชพืชริมแปลงให้โล่ง แต่ระวังไม่ให้ใบมีดโดนต้นตะไคร้จนเกิดแผล
- ให้น้ำที่โคนกอ ถ้ามีระบบน้ำ เลี่ยงการสาดน้ำใส่ใบช่วงเย็นจนใบเปียกข้ามคืน
การเก็บเกี่ยวและตัดแต่งใบ ส่วนหนึ่งของการป้องกันโรค
PROSEA ระบุว่าเก็บเกี่ยวครั้งแรกหลังปลูก 6–12 เดือน จากนั้นเก็บ 3–4 ครั้งต่อปีตามการแตกใหม่ และการตัด 4 ครั้งต่อปีให้ผลผลิตน้ำมันสูงสุด อายุแปลงอยู่ได้ 5–6 ปี แต่การรื้อปลูกใหม่ราว 4 ปีมักคุ้มกว่า ปริมาณน้ำมันในใบมักสูงกว่าในหน้าแล้ง เอกสารยกตัวอย่างอินเดียที่ 0.5–0.6 เปอร์เซ็นต์ในหน้าแล้งเทียบกับ 0.3–0.35 เปอร์เซ็นต์ในหน้าฝน
ทำไมข้อมูลนี้เกี่ยวกับโรค เพราะการตัดใบตามรอบช่วยเอาใบแก่ที่มีรอยโรคออกจากกอ ทำให้กอโปร่งขึ้น และการรื้อแปลงอายุมากแล้วปลูกใหม่จากหน่อสะอาดเป็นการตัดวงจรเชื้อที่สะสมอยู่ในกอเก่า (เป็นหลักการจัดการโรคพืชทั่วไป) ข้อควรระวังคือใบที่มีรอยโรคไม่ควรกองทิ้งไว้ในแปลง ควรนำออกไปทำลายหรือหมักห่างจากแปลง
วิธีเลือกหน่อพันธุ์ให้สะอาด
PROSEA ระบุว่าตะไคร้หอมขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอ กอที่อายุหนึ่งปีแยกได้ 50–60 หน่อ และกอพื้นที่หนึ่งเฮกตาร์พอปลูกได้ 7–8 เฮกตาร์ ปลูกลึกประมาณ 10 เซนติเมตรและกดดินให้แน่น การเลือกหน่อจากกอที่ใบเขียวเรียบ ไม่มีรอยแผลสีน้ำตาลที่ปลายใบ และไม่เป็นลายด่าง เป็นการป้องกันที่ถูกที่สุด เพราะโรคที่ติดมากับท่อนพันธุ์จะตามไปทุกกอ
- เดินดูกอต้นพันธุ์ก่อนแยกหน่อ ทำเครื่องหมายกอที่ใบเรียบสะอาด
- ตัดใบเหลือสั้นก่อนแยก เพื่อลดการเสียน้ำและเห็นโคนชัด
- คัดหน่อที่มีรากขาวสะอาด ทิ้งหน่อที่โคนเน่าหรือมีรอยช้ำ
- ปลูกให้เสร็จในวันหรือวันถัดไป ไม่กองสุมนานเพราะความร้อนในกองทำให้หน่ออ่อนแอ
- จดว่าหน่อชุดนี้มาจากกอไหน ปลูกแปลงไหน เพื่อย้อนกลับถ้าเกิดปัญหา
สารสกัดตะไคร้หอมกับการกำจัดแมลง คนละเรื่องกับโรคของตะไคร้หอม
ข่าวหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เผยแพร่ 17 ก.ค. 2563 รายงานว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนั้นเตรียมผลักดันพืชสมุนไพร 13 ชนิด รวมถึงตะไคร้หอม ให้ย้ายจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่ 1 และมอบให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำข้อมูลเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อให้เกษตรกรนำสารสกัดมาใช้กำจัดแมลง วัชพืช และโรคพืชเองได้ ข่าวระบุว่าชนิดที่ 1 ความเป็นพิษน้อยกว่าและไม่ต้องขึ้นทะเบียน ส่วนชนิดที่ 2 ต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการทดสอบ ข่าวเดียวกันระบุว่ามีสมาคมและสภาเกษตรหลายแห่งยื่นหนังสือคัดค้าน และระบุสารสำคัญของตะไคร้หอมได้แก่ซิโทรเนลลัล เจอรานิออล และซิโทรเนลลอล
ข่าวนี้เป็นข้อเสนอเมื่อปี 2563 ผู้เขียนไม่พบเอกสารที่เปิดตรวจได้ว่ามีผลบังคับใช้แล้วหรือยัง ณ พ.ย. 2569 จึงไม่ควรนำไปอ้างว่าทำสารสกัดตะไคร้หอมใช้เองได้โดยไม่มีข้อกำหนดใด ๆ ให้สอบถามกรมวิชาการเกษตรหรือเกษตรอำเภอก่อน ข้อสังเกตอีกข้อ คือเรื่องนี้พูดถึงการนำตะไคร้หอมไปกำจัดศัตรูพืชอื่น ไม่ได้พูดถึงโรคและแมลงที่เกิดกับต้นตะไคร้หอมเอง ผู้ปลูกจึงไม่ควรเอาน้ำมันตะไคร้หอมไปฉีดกอตะไคร้หอมด้วยกันเองโดยหวังจะรักษาโรคใบ เพราะไม่มีข้อมูลที่ตรวจได้รองรับ
ตารางงานเดินตรวจแปลง ใช้ได้จริงทุกสัปดาห์
| ช่วง | สิ่งที่ทำ | จดอะไร |
|---|---|---|
| ก่อนปลูก | ดูการระบายน้ำ ปรับร่อง คัดหน่อพันธุ์จากกอสะอาด | แหล่งหน่อพันธุ์ วันที่ปลูก ระยะปลูก |
| เดือนที่ 1–3 | เดินตรวจสัปดาห์ละครั้ง ถอนวัชพืช ซ่อมหลุมที่ตาย | จำนวนกอที่ตาย อาการที่โคนกอ |
| ช่วงฝนต่อเนื่อง | เพิ่มความถี่ตรวจเป็นทุก 2–3 วัน ดูปลายใบและขอบใบ | วันที่ฝนตก จุดที่เริ่มเห็นรอยน้ำตาล |
| ก่อนและหลังตัดใบ | ล้างคมมีดหรือเคียวด้วยน้ำสะอาดระหว่างแปลง ตัดใบโรคแยกกอง | วันที่ตัด ปริมาณใบที่ทิ้ง |
| หลังเก็บเกี่ยวทุกรอบ | ใส่ปุ๋ยตามผลดิน ถอนวัชพืช ตรวจการแตกกอใหม่ | ความสูงที่ตัด การแตกกอ |
การจดบันทึกไม่ต้องซับซ้อน สมุดเล่มเดียวหรือโน้ตในโทรศัพท์พอแล้ว ประโยชน์คือเวลาไปถามเจ้าหน้าที่ คุณตอบได้ว่าเริ่มเห็นอาการวันไหน หลังฝนกี่วัน และกระจายกี่เปอร์เซ็นต์ของแปลง ซึ่งช่วยให้คำแนะนำแม่นกว่าคำถามว่าใบเป็นรอยจะทำยังไง
ถ้าต้องใช้สารกำจัดเชื้อราหรือแมลง ควรทำอย่างไร
PROSEA ระบุว่าโรคใบไหม้จัดการได้ด้วยสารกลุ่มหนึ่งที่พ่นทุก 10–15 วัน แต่เอกสารนี้เป็นฐานข้อมูลนานาชาติ ไม่ใช่คำแนะนำที่ขึ้นทะเบียนในไทย บทความนี้จึงไม่ระบุชื่อสารเคมี อัตราผสม หรือชื่อการค้าใด ๆ เพราะต้องเป็นสารที่ขึ้นทะเบียนใช้กับพืชชนิดนี้ในไทยตามฉลาก ขั้นตอนที่ปลอดภัยคือ
- ถ่ายรูปอาการหลายมุม ทั้งใบเดี่ยว ทั้งกอ และภาพรวมแปลง พร้อมบันทึกวันที่เริ่มเห็น
- นำไปให้เกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ช่วยวินิจฉัย
- ถามว่ามีสารที่ขึ้นทะเบียนสำหรับพืชนี้หรือไม่ และขอให้ชี้ข้อกำหนดบนฉลาก ระยะหยุดใช้ก่อนเก็บเกี่ยว
- เตรียมอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ ถุงมือยาง หน้ากากป้องกันสารเคมี แว่นนิรภัย และเสื้อแขนยาว
- ใช้เครื่องพ่นยาแบบสะพายหลังที่ล้างสะอาดและตรวจรอยรั่วก่อนใช้ ไม่ผสมสารเกินที่ฉลากกำหนด
- ล้างอุปกรณ์และทิ้งน้ำล้างให้ห่างจากแหล่งน้ำที่ใช้ปลูกหรือเลี้ยงสัตว์
ถ้าตะไคร้หอมของคุณส่งขายเป็นวัตถุดิบกลั่นน้ำมัน ให้แจ้งโรงกลั่นหรือผู้รับซื้อว่าใช้สารอะไรและวันที่เท่าไร เพราะผู้ซื้อบางรายอาจมีเงื่อนไขเรื่องสารตกค้าง ซึ่งแต่ละแห่งต่างกัน ผู้เขียนไม่พบข้อกำหนดกลางที่เปิดตรวจได้ จึงแนะนำให้ถามผู้ซื้อโดยตรง ถ้ากำลังประเมินการกลั่นขายเอง ดูต่อที่ กลั่นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้ขายเอง ลงทุนเครื่องกลั่นเท่าไหร่ คุ้มไหม และการแปรรูปอื่นที่ แปรรูปสมุนไพรจากสวน
ตารางต้นทุนจัดการโรคและแมลง แบบกรอกเอง
ข้อมูลราคาสารและค่าแรงต่างกันตามพื้นที่และปี และผู้เขียนไม่มีแหล่งราคาที่เปิดตรวจได้ จึงให้ตารางเปล่าไว้กรอกจากใบเสร็จจริงของคุณ แทนการสมมติตัวเลขที่อาจทำให้เข้าใจผิด
| รายการ | จำนวนที่ใช้ | ราคาต่อหน่วย (กรอกเอง) | รวม (บาท) |
|---|---|---|---|
| ค่าแรงเดินตรวจและตัดใบโรค | กี่วันต่อรอบ | ค่าจ้างจริงในพื้นที่ | |
| ค่าปรับร่องระบายน้ำ | กี่เมตรร่อง | ค่ารถหรือแรงงานจริง | |
| อุปกรณ์ป้องกันส่วนตัว | ชุดละกี่คน | ราคาซื้อจริง | |
| สารป้องกันกำจัดที่ขึ้นทะเบียน (ถ้าเจ้าหน้าที่แนะนำ) | ตามฉลาก | ใบเสร็จร้านค้า | |
| ค่าตรวจวินิจฉัยหรือค่าเดินทางไปสำนักงาน | ครั้ง | ค่าเดินทางจริง |
สูตรคำนวณ คือต้นทุนจัดการต่อรอบ เท่ากับผลรวมทุกบรรทัดในตาราง จากนั้นหารด้วยพื้นที่เป็นไร่เพื่อดูต้นทุนต่อไร่ แล้วเทียบกับรายได้จากใบหรือน้ำมันที่ขายได้จริงในรอบนั้น ถ้าไม่เคยจดมาก่อน ให้เริ่มจดตั้งแต่รอบถัดไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เห็นปลายใบแห้งแล้วสรุปว่าเป็นโรค ทั้งที่อาจเป็นแค่ขาดน้ำหรือแดดจัด ควรเช็กความชื้นดินก่อนซื้ออะไรมาพ่น
- เห็นแมลงตัวเดียวแล้วพ่นสารทั้งแปลง โดยไม่ดูว่าแมลงนั้นกินตะไคร้จริงหรือแค่บินผ่าน
- ปลูกถี่มากในแปลงที่ฝนชุกและน้ำระบายช้า ทำให้ใบแห้งช้าหลังฝน
- แยกหน่อจากกอที่ใบมีรอยโรคเพราะเสียดายพันธุ์ ทำให้ปัญหาตามไปทุกแปลง
- กองใบที่มีโรคทิ้งไว้ในแปลง แทนที่จะนำออกไปจัดการ
- เอาน้ำมันตะไคร้หอมหรือสารสกัดสมุนไพรไปฉีดโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงว่าได้ผลกับปัญหานั้น
- ใช้สารเคมีตามคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านโดยไม่อ่านฉลากและไม่ปรึกษาเจ้าหน้าที่
- ไม่จดบันทึก จึงตอบไม่ได้ว่าปัญหาเริ่มเมื่อไรและกระจายแค่ไหน
สรุป
โรคและแมลงของตะไคร้หอมตามข้อมูลที่ตรวจได้คือโรคใบไหม้และแอนแทรคโนสที่เกิดจากเชื้อรา ส่วนแมลงยังไม่มีรายงานร้ายแรง ข้อมูลเฉพาะของไทยยังมีน้อย ผู้ปลูกจึงควรเน้นสิ่งที่คุมเองได้ คือแปลงระบายน้ำดี ระยะปลูกพอเหมาะ หน่อพันธุ์สะอาด ตัดใบตามรอบ และจดบันทึก เมื่อเจอปัญหาที่ไม่แน่ใจให้ถ่ายรูปและปรึกษาเกษตรอำเภอก่อนใช้สารใด ๆ ข้อมูล ณ พ.ย. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- PROSEA (Plant Resources of South-East Asia) — Cymbopogon winterianus — โรคใบไหม้ แอนแทรคโนส สภาพดินและน้ำ การขยายพันธุ์ด้วยหน่อ ระยะปลูก รอบเก็บเกี่ยว: https://prosea.prota4u.org/view.aspx?id=662
- หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (17 ก.ค. 2563) — ข่าวข้อเสนอปรับสถานะตะไคร้หอมในกลุ่มสมุนไพร 13 ชนิด และสารสำคัญของตะไคร้หอม: https://www.thansettakij.com/business/442267
- วิกิพีเดียภาษาไทย — ตะไคร้หอม — ข้อมูลทั่วไปของพืชและชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในแหล่งภาษาไทย: https://th.wikipedia.org/wiki/ตะไคร้หอม
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
น้ำค้างแข็งและอากาศเย็นจัดบนที่สูงทำให้พืชเสียหายแค่ไหน ป้องกันแปลงอย่างไร
อธิบายกลไกที่น้ำค้างแข็งทำลายเนื้อเยื่อพืช วิธีดูอาการและประเมินความรุนแรง และวิธีป้องกันแปลงที่ลงทุนน้อยตามหลักวิชาของ FAO พร้อมบอกตรง ๆ ว่ายังไม่พบตัวเลขกลางของพืชไทย
ปลูกฟักทองหน้าแล้งในพื้นที่น้ำน้อย ทำได้ไหมและต้องจัดการน้ำอย่างไร
ฟักทองใช้น้ำน้อยกว่านาปรังแต่ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องให้น้ำ บทความสรุปตัวเลขโครงการสุพรรณบุรีปี 2565 และหลักจัดการน้ำของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมบอกจุดที่ข้อมูลไม่ตรงกันหรือยังไม่พบ
ปลูกขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจรเป็นรายได้เสริม ตลาดรับซื้อและข้อควรรู้ก่อนลงทุน
แนวตัดสินใจก่อนปลูกขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจรเป็นรายได้เสริม สรุปข้อมูลกรณีสตูล โครงการฟ้าทะลายโจร และต้นทุนตัวอย่าง พร้อมบอกว่าข้อมูลใดยังตรวจสอบไม่ได้
ทุเรียนช่วงปลายปีควรดูแลอย่างไร ให้พร้อมสะสมอาหารก่อนออกดอก
สรุปงานสวนทุเรียนช่วงปลายปีจากเอกสารกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ตรวจสภาพต้น ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ไปจนถึงช่วงงดน้ำก่อนออกดอก พร้อมระบุตัวเลขที่ยังต้องถามเกษตรอำเภอ
เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกรอบหน้าอย่างไรให้ยังงอกดี ตั้งแต่ตากจนเก็บในภาชนะ
ขั้นตอนเก็บเมล็ดพันธุ์ผักไว้ปลูกต่อ ตั้งแต่เลือกต้นแม่ เก็บเกี่ยว ตากให้แห้ง ไปจนถึงบรรจุภาชนะและทดสอบความงอก อิงเกณฑ์จากสวทช. ม.เชียงใหม่ และม.แม่โจ้
ปลูกผักอายุสั้นช่วงน้ำน้อย ผักชนิดไหนใช้น้ำน้อยและเก็บขายได้ภายใน 30-45 วัน
เอกสารศูนย์เรียนรู้ที่เผยแพร่ผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดระบุอายุเก็บเกี่ยวผักบุ้งจีน 25 วัน ผักชี 30 วัน ผักตั้งโอ๋ 40 วัน คะน้า 45 วัน แต่ยังไม่มีแหล่งทางการที่จัดอันดับปริมาณน้ำของผักแต่ละชนิด
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

10ชิ้น กาวดักแมลงวันทอง แมลงวันที่แข็งแกร่งดักแมลงสองด้านสี…
กับดักแมลง
ใช้ติดตามและดักแมลงศัตรูพืชแบบไม่ใช้สาร

ไตรโคเดอร์มา Trichoderma เชื้อราไตรโคเดอร์มา…
ชีวภัณฑ์
ทางเลือกชีวภัณฑ์ที่มีทะเบียน ใช้ตามอัตราบนฉลากเท่านั้น

เป้หยอดปุ๋ย 30L ถังใส่ปุ๋ยข้าวโพด ไม่ต้องก้มหลัง…
เครื่องพ่น/ถังพ่น
ใช้พ่นปุ๋ยน้ำหรือสารตามฉลากให้ทั่วทรงพุ่ม
เช็กก่อนซื้อ
- ความจุถังและน้ำหนักเมื่อเติมเต็มสำหรับสะพาย
- ระบบแรงดัน: โยกมือ แบตเตอรี่ หรือเครื่องยนต์

รองเท้าบูทยาว บูทกันน้ำ,บูทนาเกาหลี
อุปกรณ์ป้องกันขณะทำงาน
ป้องกันมือ เท้า และผิวหนังระหว่างพ่นสารหรือทำงานในแปลง
ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
ตะไคร้หอมเป็นโรคอะไรบ่อยที่สุด
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจได้ (PROSEA) ระบุโรคใบไหม้จากเชื้อรา Curvularia andropogonis เป็นโรคสำคัญ โดยอาการแรกคือรอยสีน้ำตาลที่ปลายใบและขอบใบ และมีโรคแอนแทรคโนสอีกชนิด แต่ไม่พบรายงานสำรวจในไทยที่เปิดตรวจได้ จึงควรให้เกษตรอำเภอช่วยยืนยันชนิดโรคในแปลงของคุณ
ตะไคร้หอมมีแมลงศัตรูหรือไม่
PROSEA ระบุว่ายังไม่มีรายงานศัตรูแมลงที่ร้ายแรง แต่แปลงที่อยู่ใกล้พืชตระกูลหญ้าอื่นอาจมีแมลงย้ายเข้ามา ถ้าพบให้ถ่ายรูปหรือเก็บตัวอย่างไปถามเจ้าหน้าที่ก่อนตัดสินใจใช้สารใด ๆ
ใช้น้ำมันตะไคร้หอมฉีดตะไคร้หอมเพื่อกันโรคได้ไหม
ไม่มีข้อมูลที่เปิดตรวจได้ว่าวิธีนี้ได้ผลกับโรคของตะไคร้หอมเอง ข่าวที่พบพูดถึงการใช้สารสกัดตะไคร้หอมกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น และเป็นข้อเสนอด้านกฎหมายเมื่อปี 2563 ที่ยังไม่ยืนยันสถานะปัจจุบัน ให้ถามกรมวิชาการเกษตรหรือเกษตรอำเภอก่อน
ฝนตกมากช่วงไหนต้องระวังเป็นพิเศษ
ข้อมูลที่เปิดตรวจได้ไม่ระบุช่วงเดือนที่โรคระบาดในไทย ผู้เขียนแนะนำตามหลักทั่วไปของโรคเชื้อราว่าให้เพิ่มความถี่เดินตรวจเมื่อฝนตกติดต่อกันหลายวัน และสอบถามเกษตรอำเภอเรื่องช่วงเสี่ยงของพื้นที่คุณ
ควรรื้อแปลงปลูกใหม่เมื่อไร
PROSEA ระบุว่าแปลงอยู่ได้ 5–6 ปี แต่การปลูกใหม่ราว 4 ปีมักคุ้มกว่า ถ้าแปลงมีโรคสะสมหนัก การรื้อและปลูกใหม่จากหน่อสะอาดเป็นทางเลือกที่ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่
ต้องใช้สารเคมีไหมถ้าเจอรอยใบไหม้
ไม่จำเป็นต้องรีบใช้ ให้ประเมินก่อนว่ารอยแผลกระจายกี่เปอร์เซ็นต์ของแปลงและกำลังลามหรือนิ่ง ปรับการระบายน้ำและตัดใบโรคออกก่อน หากยังลามให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่เรื่องสารที่ขึ้นทะเบียนและทำตามฉลาก
