คำตอบเร็ว: NPK คือไนโตรเจน-ฟอสฟอรัส-โพแทสเซียม ซึ่งเป็นธาตุหลักสำหรับการเจริญเติบโต แต่ไม่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมอยู่ในสูตรเลย แคลเซียมทำหน้าที่สร้างผนังเซลล์ให้แข็งแรงและป้องกันผลแตก-ก้นเน่า ส่วนแมกนีเซียมเป็นแกนกลางของคลอโรฟิลล์ที่ใช้สังเคราะห์แสง ถ้าดินขาดสองธาตุนี้ ต่อให้ใส่ NPK ครบสูตรพืชก็ยังใบเหลืองเป็นหย่อม ผลแตก หรือยอดไหม้ได้ ต้องเสริมแยกด้วยโดโลไมท์ ยิปซัม หรือปุ๋ยเกล็ด Cal-Mag ตามอาการที่เจอจริง
เกษตรกรหลายคนตั้งงบซื้อปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 46-0-0 ใส่ตามตารางทุกรอบ แต่พืชยังใบเหลือง มะเขือเทศก้นดำ ทุเรียนแตกร้าว หรือใบแก่มีลายเหลืองแบบเป็นแถบ ๆ ที่ไม่หายแม้เพิ่มปริมาณปุ๋ย NPK เข้าไปอีก ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากใส่ปุ๋ยน้อยไป แต่เป็นเพราะ NPK ไม่มีแคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (Mg) อยู่ในสูตรเลยตั้งแต่ต้น สองธาตุนี้จัดอยู่ในกลุ่ม "ธาตุอาหารรอง" (secondary nutrients) ที่พืชต้องการปริมาณน้อยกว่าธาตุหลัก แต่ขาดไม่ได้ เพราะทำหน้าที่คนละแบบกับ N-P-K โดยสิ้นเชิง
ปุ๋ย NPK ให้พืชแค่ไหน และทำไมไม่มีแคลเซียม-แมกนีเซียม
NPK เป็นตัวย่อของไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักที่พืชใช้ปริมาณมากที่สุด ไนโตรเจนใช้สร้างใบและโปรตีน ฟอสฟอรัสใช้สร้างรากและดอก โพแทสเซียมใช้ควบคุมการลำเลียงน้ำและสร้างผล สูตรปุ๋ยเคมีที่ขายทั่วไปอย่าง 15-15-15, 16-16-16 หรือ 46-0-0 คำนวณตามตัวเลขสามตัวนี้เป็นหลัก โรงงานปุ๋ยจึงไม่ผสมแคลเซียมและแมกนีเซียมเข้าไปด้วย เพราะสองธาตุนี้ทำปฏิกิริยากับฟอสฟอรัสได้ (เกิดตะกอนแคลเซียมฟอสเฟตที่ละลายน้ำยาก) ถ้าผสมรวมในเม็ดเดียวกันจะทำให้ปุ๋ยจับตัวเป็นก้อนและฟอสฟอรัสใช้ประโยชน์ไม่ได้ ผู้ผลิตจึงแยกแคลเซียมและแมกนีเซียมออกไปเป็นปุ๋ยคนละกลุ่ม เช่น โดโลไมท์ ยิปซัม หรือปุ๋ยเกล็ดสูตรเฉพาะ ในทางวิชาการธาตุอาหารพืชแบ่งเป็นสามระดับ คือธาตุอาหารหลัก (N-P-K) ธาตุอาหารรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน) และจุลธาตุ (เหล็ก สังกะสี โบรอน แมงกานีส) ซึ่งพืชต้องการทั้งสามระดับพร้อมกัน ขาดระดับใดระดับหนึ่งก็เติบโตไม่สมบูรณ์เหมือนกัน เพียงแต่ปริมาณที่ต้องการต่างกันมาก การจำสูตรปุ๋ยแค่ตัวเลข N-P-K จึงเป็นการมองครึ่งเดียวของสมการธาตุอาหารพืชทั้งหมด
หน้าที่ของแคลเซียมที่ NPK ไม่มี
แคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลักของผนังเซลล์พืช (cell wall) โดยจับตัวกับเพกติน (pectin) ในรูปแคลเซียมเพกเทตทำให้ผนังเซลล์แข็งแรงและยึดเซลล์ข้างเคียงไว้ด้วยกัน ต่างจากไนโตรเจนที่เน้นสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แคลเซียมเน้นความแข็งแรงของโครงสร้างที่มีอยู่ พืชที่ขาดแคลเซียมจะมีผนังเซลล์อ่อนแอ เห็นผลชัดในพืชผลที่โตเร็วอย่างมะเขือเทศ พริก แตงโม ที่จะเกิดอาการก้นเน่า (blossom end rot) คือก้นผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและบุ๋ม เพราะเซลล์บริเวณปลายผลขาดแคลเซียมไปเสริมผนังเซลล์ตอนขยายตัวเร็ว นอกจากนี้แคลเซียมยังช่วยกระตุ้นการงอกของรากใหม่และเป็นเกราะป้องกันเชื้อราบางชนิดที่เข้าทำลายผ่านผนังเซลล์ที่อ่อนแอ ทุเรียนที่ขาดแคลเซียมมักพบผลแตกร้าวตามรอยต่อของพู เพราะเปลือกและเนื้อขยายตัวไม่สม่ำเสมอ
หน้าที่ของแมกนีเซียมที่ NPK ไม่มี
แมกนีเซียมคือธาตุที่อยู่ตรงกลางโมเลกุลคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) ทุกโมเลกุล ถ้าไม่มีแมกนีเซียม พืชสร้างคลอโรฟิลล์สีเขียวไม่ได้เลย แม้ไนโตรเจนจะเพียงพอก็ตาม เพราะไนโตรเจนใช้สร้างโปรตีนในใบ แต่แมกนีเซียมคือแกนกลางของตัวรับแสงในกระบวนการสังเคราะห์แสงโดยตรง นอกจากนี้แมกนีเซียมยังเป็นตัวกระตุ้นเอนไซม์ (enzyme activator) หลายชนิดที่ใช้ในการสร้างพลังงาน ATP และช่วยลำเลียงฟอสฟอรัสไปใช้งานในพืช พืชที่ขาดแมกนีเซียมจะสังเคราะห์แสงได้น้อยลง ผลผลิตต่อไร่ตกแม้ใส่ N-P-K ครบตามคำแนะนำ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณธาตุหลัก แต่พืชเอาไปใช้ไม่เต็มที่เนื่องจากสร้างใบสีเขียวไม่พอสังเคราะห์แสง
อาการขาดแคลเซียม-แมกนีเซียม แยกจากอาการขาด NPK อย่างไร
จุดสังเกตสำคัญคือตำแหน่งที่อาการปรากฏและลักษณะสีที่เปลี่ยน เพราะแคลเซียมเคลื่อนที่ในต้นพืชได้ยาก (immobile) ส่วนแมกนีเซียมเคลื่อนที่ได้ (mobile) พืชจะดึงแมกนีเซียมจากใบแก่ไปเลี้ยงใบอ่อนก่อนเสมอเมื่อขาดแคลน
| ธาตุที่ขาด | ตำแหน่งอาการ | ลักษณะที่เห็น | สับสนกับ |
|---|---|---|---|
| ไนโตรเจน (N) | ใบแก่ทั้งใบ | ใบเหลืองซีดทั้งแผ่น ต้นแคระแกร็น | - |
| แมกนีเซียม (Mg) | ใบแก่ก่อน แล้วลามขึ้นใบใหม่ | เหลืองเป็นลายระหว่างเส้นใบ (interveinal chlorosis) แต่เส้นใบยังเขียวชัดเจน | ขาดไนโตรเจน (แต่ N เหลืองทั้งแผ่น Mg เหลืองเฉพาะระหว่างเส้น) |
| แคลเซียม (Ca) | ยอดอ่อน ปลายราก ผลอ่อน | ยอดไหม้ ปลายใบม้วนงอ ก้นผลเน่าดำ ผลแตกตามรอยต่อ | ขาดโบรอนหรือขาดน้ำช่วงติดผล |
| ฟอสฟอรัส (P) | ใบแก่ | ใบมีสีม่วงคล้ำโดยเฉพาะขอบใบ ต้นแคระ | - |
ถ้าใบล่างเป็นลายเหลืองแต่เส้นใบยังเขียว ให้สงสัยขาดแมกนีเซียมก่อน ถ้ายอดใหม่บิดงอ ก้นผลดำ หรือเปลือกแตกลึก ให้สงสัยขาดแคลเซียม ทั้งสองอาการนี้ไม่หายด้วยการเพิ่มปุ๋ย NPK เพราะไม่มีแคลเซียม-แมกนีเซียมอยู่ในสูตรตั้งแต่แรก
ดินชนิดไหนมักขาดแคลเซียมและแมกนีเซียม
ดินไทยไม่ได้ขาดสองธาตุนี้เท่ากันทุกพื้นที่ กลุ่มดินที่พบปัญหาบ่อยมีลักษณะร่วมกันคือความสามารถกักเก็บธาตุอาหารต่ำหรือถูกใช้งานหนักต่อเนื่อง
- ดินทรายและดินร่วนปนทราย เช่นพื้นที่ปลูกไม้ผลภาคตะวันออกและภาคใต้บางส่วน มีอนุภาคดินหยาบ อัตราการชะล้าง (leaching) สูง แคลเซียมและแมกนีเซียมที่ละลายน้ำถูกชะไปกับน้ำฝนหรือน้ำชลประทานเร็ว
- ดินกรดจัด pH ต่ำกว่า 5.5 พบมากในภาคใต้และพื้นที่ดินเปรี้ยว แคลเซียมและแมกนีเซียมในดินกรดจะถูกแทนที่ด้วยไอออนอะลูมิเนียมและไฮโดรเจนที่เป็นกรด ทำให้ธาตุทั้งสองไม่อยู่ในรูปที่รากดูดใช้ได้
- ดินที่ใช้โพแทสเซียมสูงต่อเนื่อง เช่นสวนทุเรียนหรือสวนปาล์มที่เร่งใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมช่วงบำรุงผล เพราะโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมแย่งตำแหน่งดูดซึมที่รากเดียวกัน (cation antagonism) ถ้า K มากเกินไปจะกดการดูดซึม Mg และ Ca ลง
- ดินปลูกในโรงเรือนหรือระบบไฮโดรโปนิกส์ ที่ผสมสารละลายธาตุอาหารเองแต่ไม่ได้ใส่ Cal-Mag แยก เพราะสูตร A-B ทั่วไปมักเน้น N-P-K เป็นหลักเช่นกัน
- ดินนาที่ทำนาต่อเนื่องหลายปีไม่ใส่ปูน แคลเซียมถูกพืชดึงออกไปพร้อมผลผลิตทุกฤดูโดยไม่มีการคืนกลับ
ก่อนเสริมสิ่งใดควรตรวจดินของแปลงตัวเองก่อนเสมอ ไม่ควรใช้อาการที่เห็นในแปลงอื่นมาตัดสินแทน เพราะดินแต่ละแปลงแม้อยู่ในพื้นที่เดียวกันอาจมีค่า pH และปริมาณธาตุต่างกันได้มาก โดยเฉพาะแปลงที่เคยใส่ปูนมาก่อนกับแปลงที่ไม่เคยใส่เลย วิธีง่ายที่สุดคือส่งตัวอย่างดินไปตรวจที่หน่วยงานพัฒนาที่ดินประจำจังหวัดหรือศูนย์บริการเกษตรอำเภอ ซึ่งจะได้ค่า pH ปริมาณอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารหลักพร้อมคำแนะนำอัตราปูนที่เหมาะสมกับดินจริง แทนที่จะกะปริมาณเองจากประสบการณ์คนอื่นซึ่งอาจไม่ตรงกับสภาพดินในแปลงตัวเอง
วิธีเสริมแคลเซียม-แมกนีเซียมที่คุ้มค่า
การเลือกวิธีเสริมขึ้นกับว่า pH ดินเป็นปัญหาร่วมด้วยหรือไม่ และต้องการแก้ปัญหาเร่งด่วนทางใบหรือปรับดินระยะยาว
| แหล่งเสริม | ให้ธาตุ | เหมาะกับ | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| โดโลไมท์ (dolomite) | Ca + Mg | ดินกรด pH ต่ำ ต้องการปรับ pH ไปพร้อมกัน | ออกฤทธิ์ช้า ต้องหว่านล่วงหน้า 2-4 สัปดาห์ก่อนปลูก ห้ามใช้ถ้า pH ดินสูงอยู่แล้ว |
| ยิปซัม (gypsum, CaSO4) | Ca เด่น | ดิน pH ปกติหรือด่าง ต้องการ Ca โดยไม่เปลี่ยน pH | ไม่มี Mg ให้ ต้องเสริมแมกนีเซียมแยก |
| ปุ๋ยเกล็ด/ปุ๋ยน้ำ Cal-Mag ฉีดพ่นทางใบ | Ca + Mg ละลายเร็ว | แก้อาการเฉียบพลัน เช่นก้นเน่า ใบเหลืองระหว่างเส้น | ราคาต่อหน่วยแพงกว่าปูน ใช้แก้เฉพาะจุดไม่ใช่แก้ทั้งแปลง |
| ดีเกลือ (Epsom salt, MgSO4) | Mg เด่น | ขาดแมกนีเซียมเดี่ยวโดยไม่ต้องปรับ pH | ไม่มี Ca ให้ ราคาถูกแต่ต้องใส่ซ้ำเพราะชะล้างง่าย |
สำหรับแปลงขนาดใหญ่ที่ดินเป็นกรดอยู่แล้ว โดโลไมท์คุ้มค่าที่สุดเพราะแก้สองปัญหาพร้อมกันในต้นทุนเดียว แต่ถ้าดิน pH ปกติและปัญหาคือขาด Ca อย่างเดียว เช่นสวนมะเขือเทศที่ก้นเน่า ยิปซัมจะคุ้มกว่าเพราะไม่ดันค่า pH ให้สูงเกินไปจนธาตุอื่นถูกล็อก ส่วนปุ๋ยเกล็ดฉีดพ่นทางใบเหมาะกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างฤดูปลูกที่รอปรับดินไม่ทัน ควรใช้ร่วมกับการปรับดินระยะยาว ไม่ใช่ใช้แทนกันตลอดไป เพราะต้นทุนต่อไร่ของปุ๋ยเกล็ดสูงกว่าปูนบำรุงดินหลายเท่าเมื่อคิดเป็นรอบปี
ต้นทุนเสริมแคลเซียม-แมกนีเซียมต่อไร่ เทียบกับความเสียหายที่ป้องกันได้
เกษตรกรมักลังเลว่าคุ้มไหมที่จะเพิ่มขั้นตอนและงบซื้อปูนหรือปุ๋ยเกล็ดเข้าไปอีก ทั้งที่จ่ายค่า NPK ไปแล้ว ลองเทียบเป็นตัวเลขคร่าว ๆ โดโลไมท์บดละเอียดราคาประมาณ 3-5 บาทต่อกิโลกรัม อัตราหว่าน 100-200 กิโลกรัมต่อไร่สำหรับดินกรดปานกลาง คิดเป็นต้นทุนราว 300-1,000 บาทต่อไร่ต่อปี ในขณะที่ยิปซัมราคาใกล้เคียงกันแต่ใช้อัตราต่ำกว่าเพราะเน้นให้เฉพาะแคลเซียม ส่วนปุ๋ยเกล็ด Cal-Mag สำหรับฉีดพ่นทางใบราคาสูงกว่ามากเมื่อคิดต่อกิโลกรัมธาตุอาหารจริง แต่ใช้ปริมาณน้อยต่อครั้ง เหมาะกับพืชมูลค่าสูงอย่างมะเขือเทศ พริกหวาน หรือทุเรียนที่ผลหนึ่งลูกอาจมีมูลค่าหลักร้อยบาท ถ้าเทียบกับความเสียหายที่ป้องกันได้ เช่นทุเรียนแตกร้าวที่ขายไม่ได้ราคาสวน หรือมะเขือเทศที่ต้องคัดทิ้งเพราะก้นเน่าอาจสูญเสียผลผลิตได้ 10-30% ของแปลงในปีที่ดินขาดรุนแรง ต้นทุนหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อไร่ต่อปีจึงถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าผลผลิตที่รักษาไว้ได้ ยิ่งพืชที่ราคาต่อหน่วยสูง ยิ่งคุ้มที่จะลงทุนเสริมธาตุรองอย่างสม่ำเสมอแทนที่จะรอให้อาการรุนแรงแล้วค่อยแก้
จะรู้ได้อย่างไรว่าเสริมแล้วได้ผลจริง
หลังหว่านโดโลไมท์หรือยิปซัมลงดิน ต้องให้เวลาปฏิกิริยาเคมีในดินทำงานก่อน โดยทั่วไปเห็นการเปลี่ยนแปลงของ pH และปริมาณธาตุที่พืชดูดใช้ได้ชัดเจนหลัง 3-6 สัปดาห์ ส่วนใบใหม่ที่แตกออกมาหลังจากนั้นควรมีสีเขียวสม่ำเสมอขึ้น ไม่มีลายเหลืองระหว่างเส้นใบเหมือนก่อนเสริม สำหรับพืชที่เคยมีปัญหาก้นเน่าหรือผลแตก ควรติดตามผลผลิตรุ่นถัดไปเทียบกับรุ่นก่อนเสริม ถ้าสัดส่วนผลเสียหายลดลงชัดเจนถือว่าเสริมได้ผล ส่วนการฉีดพ่นทางใบด้วย Cal-Mag จะเห็นผลเร็วกว่า มักสังเกตได้ภายใน 5-10 วันที่ใบใหม่เขียวขึ้น แต่ควรตรวจดินซ้ำทุก 1-2 ปีด้วยชุดตรวจ pH และธาตุอาหารพื้นฐาน เพื่อดูว่าค่าที่ปรับไปแล้วยังอยู่ในระดับเหมาะสมหรือถูกชะล้างจนต้องเสริมซ้ำ การจดบันทึกวันที่ใส่ปริมาณ และอาการก่อน-หลัง จะช่วยให้ปรับอัตราในรอบถัดไปได้แม่นยำขึ้นโดยไม่ต้องเดาใหม่ทุกปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เห็นใบเหลืองแล้วรีบเติมปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่ม ทั้งที่จริงเป็นอาการขาดแมกนีเซียม ทำให้ต้นใบเขียวเข้มขึ้นบางส่วนแต่ปัญหาลายเหลืองระหว่างเส้นใบยังอยู่
- ใส่โดโลไมท์บนดินที่ pH สูงอยู่แล้ว (ด่าง) ทำให้ pH สูงเกินไปจนธาตุเหล็กและสังกะสีถูกล็อกไม่ให้พืชดูดใช้ได้ ควรตรวจ pH ดินก่อนทุกครั้ง
- ใส่ยิปซัมหรือโดโลไมท์แล้วคาดหวังผลทันที ทั้งที่ปูนต้องใช้เวลาทำปฏิกิริยากับดิน 2-4 สัปดาห์ขึ้นไปกว่าจะเห็นผล
- ใส่โพแทสเซียมสูงต่อเนื่องช่วงบำรุงผลโดยไม่สนใจว่าจะไปกดการดูดซึมแคลเซียม-แมกนีเซียม ทำให้ก้นเน่าหรือผลแตกหนักขึ้นทั้งที่ใส่ปุ๋ยเพิ่ม
- ฉีดพ่น Cal-Mag ทางใบอย่างเดียวโดยไม่แก้ดิน ทำให้ต้องฉีดซ้ำทุกสัปดาห์และต้นทุนบานปลายในระยะยาว
- ไม่แยกวิเคราะห์ว่าขาด Ca หรือ Mg ก่อนซื้อปุ๋ย ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีแค่ธาตุเดียวไปใช้แก้ปัญหาที่จริงขาดอีกธาตุ ทำให้อาการไม่ดีขึ้น
สรุป
แคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้อยู่ในสูตรปุ๋ย NPK เลย จึงเป็นคนละเรื่องที่ต้องเสริมแยกต่างหากเสมอ ไม่ใช่แก้ด้วยการเพิ่มปริมาณ NPK สังเกตอาการให้แม่นก่อนว่าเป็นใบเหลืองทั้งแผ่น (ขาด N) ใบเหลืองระหว่างเส้น (ขาด Mg) หรือก้นเน่า-ยอดไหม้ (ขาด Ca) แล้วเลือกวิธีเสริมให้ตรงกับสภาพดินจริง ทั้งการปรับ pH ด้วยโดโลไมท์ เสริม Ca เดี่ยวด้วยยิปซัม หรือแก้เฉียบพลันด้วยปุ๋ยเกล็ดทางใบ จะช่วยให้ต้นทุนปุ๋ยที่ลงไปเห็นผลจริงแทนที่จะเสียเปล่ากับปัญหาที่ NPK แก้ไม่ได้อยู่แล้ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชและปุ๋ยเคมีตามชนิดพืช
- กรมพัฒนาที่ดิน — ข้อมูลชุดดิน ค่า pH ดิน และคำแนะนำการปรับปรุงดินกรดด้วยปูนโดโลไมท์และยิปซัม
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
สำหรับข้อมูลด้านดิน น้ำ และปุ๋ยเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่หมวด ดิน น้ำ ปุ๋ย
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

อุปกรณ์ ปลูก ผักไฮโดรโปนิกส์ ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ ปุ๋ย ab อุปกรณ์ปลูกผักสลัด DIY ปุ๋ยผักสลัด hydroponic
ดูรายละเอียด
เนื้อเปลี่ยนสีสร้างสรรค์เซนสัตว์เลี้ยงกังฟูเลี้ยงเนื้อวัวชุดน้ําชาพิธีชงชาชาสมบัติเครื่องประดับชาเล่น ที่ อุปกรณ์ชา KZUV
ดูรายละเอียด
ฟางปุ๋ยคลุมหน้าดิน ตกแต่งสวน อาหารสัตว์ ฟางข้าวหอมมะลิ ปลอดสารพิษ สดใหม่ 30 และ 10 กิโล กดเลือกน้ำหนักในเมนู
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ใส่ปุ๋ย NPK สูตรเสมอเยอะขึ้นช่วยแก้อาการขาดแคลเซียม-แมกนีเซียมได้ไหม
ไม่ได้ เพราะปุ๋ย NPK ไม่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมอยู่ในสูตรเลย การเพิ่มปริมาณ NPK มีแต่จะทำให้ต้นใช้ธาตุหลักไม่สมดุลมากขึ้น ต้องเสริมแคลเซียม-แมกนีเซียมแยกด้วยโดโลไมท์ ยิปซัม หรือปุ๋ยเกล็ดตามอาการที่พบ
ใบเหลืองระหว่างเส้นใบกับใบเหลืองทั้งแผ่นต่างกันอย่างไร
ใบเหลืองทั้งแผ่นรวมเส้นใบมักเป็นอาการขาดไนโตรเจน ส่วนใบเหลืองเฉพาะเนื้อใบระหว่างเส้นแต่เส้นใบยังเขียวชัดเจน มักเริ่มจากใบแก่ก่อน คืออาการขาดแมกนีเซียม เพราะแมกนีเซียมเคลื่อนที่ในต้นพืชได้ พืชจึงดึงจากใบแก่ไปเลี้ยงใบอ่อนก่อน
โดโลไมท์กับยิปซัมเลือกใช้ตัวไหนดี
ถ้าดินเป็นกรด pH ต่ำกว่า 5.5 และต้องการทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียมพร้อมปรับ pH ให้เลือกโดโลไมท์ ถ้าดิน pH ปกติหรือด่างอยู่แล้วและต้องการเฉพาะแคลเซียมโดยไม่อยากดัน pH ขึ้นอีก ให้เลือกยิปซัม
ทำไมสวนที่ใส่โพแทสเซียมเยอะช่วงบำรุงผลถึงเจอปัญหาก้นเน่าหรือผลแตกบ่อย
เพราะโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมแย่งตำแหน่งดูดซึมที่รากเดียวกัน เมื่อใส่โพแทสเซียมมากเกินไปในช่วงสั้น ๆ จะไปกดการดูดซึมแคลเซียมและแมกนีเซียมลง ทำให้อาการขาดสองธาตุนี้รุนแรงขึ้นแม้ดินจะมีอยู่บ้างก็ตาม
ฉีดพ่น Cal-Mag ทางใบแทนการปรับดินได้ไหม
ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในระยะสั้น เช่นช่วงติดผลที่รอปรับดินไม่ทัน แต่ไม่ควรใช้แทนการปรับดินระยะยาว เพราะต้นทุนต่อไร่ของปุ๋ยเกล็ดสูงกว่าปูนบำรุงดินมาก และการฉีดพ่นให้ผลเฉพาะจุดที่โดนสารเท่านั้น ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุในดิน
ต้องตรวจดินก่อนใส่โดโลไมท์หรือยิปซัมทุกครั้งหรือไม่
ควรตรวจอย่างน้อยค่า pH ก่อนเสมอ เพราะถ้าใส่โดโลไมท์บนดินที่ pH สูงอยู่แล้วจะยิ่งทำให้ pH สูงเกินไปจนธาตุอาหารอื่นอย่างเหล็กและสังกะสีถูกล็อกไม่ให้พืชดูดใช้ได้ สามารถขอคำแนะนำและตรวจดินได้ที่หน่วยงานพัฒนาที่ดินในพื้นที่
พืชกลุ่มไหนต้องระวังเรื่องแคลเซียม-แมกนีเซียมเป็นพิเศษ
พืชผลที่ขยายขนาดผลเร็วและมีมูลค่าต่อผลสูงต้องระวังมากที่สุด เช่นมะเขือเทศ พริกหวาน แตงโม และแตงกวาที่เสี่ยงก้นเน่าจากขาดแคลเซียม ส่วนไม้ผลอย่างทุเรียนและส้มที่เปลือกและเนื้อขยายตัวไม่พร้อมกันเสี่ยงผลแตกร้าว ไม้ผลใบเขียวที่ต้องสังเคราะห์แสงต่อเนื่องตลอดปีอย่างปาล์มน้ำมันและยางพาราก็อ่อนไหวต่อการขาดแมกนีเซียมเพราะกระทบผลผลิตน้ำมันหรือน้ำยางโดยตรง ส่วนนาข้าวแม้จะทนต่อการขาดสองธาตุนี้ได้มากกว่าพืชผัก แต่ถ้าทำนาต่อเนื่องหลายปีโดยไม่ใส่ปูนเลยก็จะเห็นผลผลิตต่อไร่ลดลงสะสมในระยะยาวเช่นกัน
