คำตอบเร็ว: ถ้าผสมอาหารสัตว์ไว้ใช้เลี้ยงในฟาร์มของตัวเองเท่านั้น โดยทั่วไปไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ แต่ทันทีที่เริ่ม "ขาย" หรือ "จำหน่าย" ให้บุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านหรือฟาร์มใกล้เคียง แม้จะขายในปริมาณไม่มาก ก็เข้าข่ายต้องขอรับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะจากกรมปศุสัตว์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 หากผลิตขายโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษตามกฎหมาย ทั้งโทษปรับและโทษจำคุกตามที่กำหนดไว้ ซึ่งอัตราโทษที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมปศุสัตว์หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดก่อนตัดสินใจ
เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่บ้าน หมูขุน หรือเป็ดจำนวนมากผสมอาหารสัตว์ใช้เองจากวัตถุดิบในพื้นที่เพื่อลดต้นทุน พอผสมเก่งขึ้นจนสูตรลงตัวและได้ผลผลิตดี มักมีเพื่อนบ้านมาขอซื้อสูตรเดียวกันไปเลี้ยงบ้าง คำถามที่ตามมาคือ "แค่ขายให้เพื่อนบ้านไม่กี่กระสอบต่อเดือน ต้องขอใบอนุญาตเหมือนโรงงานอาหารสัตว์ใหญ่ ๆ ด้วยหรือ" คำตอบคือกฎหมายไม่ได้ดูที่ปริมาณเป็นตัวตัดสินหลัก แต่ดูที่ "วัตถุประสงค์การผลิต" ว่าเพื่อใช้เองหรือเพื่อจำหน่าย
เกณฑ์แยก "ผสมใช้เองในฟาร์ม" กับ "ผลิตเพื่อจำหน่าย"
จุดตัดสำคัญที่สุดตามกฎหมายควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์คือคำว่า "จำหน่าย" ไม่ใช่ปริมาณการผลิต ลักษณะที่มักใช้แยกในทางปฏิบัติมีดังนี้
| ลักษณะการทำ | เข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตหรือไม่ |
|---|---|
| ผสมอาหารสัตว์จากวัตถุดิบ ใช้เลี้ยงสัตว์ในฟาร์มตัวเองทั้งหมด ไม่มีการขายส่วนใด | โดยทั่วไปไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ |
| ผสมอาหารสัตว์แล้วขายส่วนเกินให้เพื่อนบ้านเป็นครั้งคราว แม้ปริมาณน้อย | เข้าข่ายจำหน่าย ต้องพิจารณาขอใบอนุญาตตามกฎหมาย |
| ผสมอาหารสัตว์เป็นประจำเพื่อขายให้ฟาร์มอื่นอย่างต่อเนื่อง มีลูกค้าประจำ | ต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะอย่างชัดเจน |
| ซื้อหัวอาหาร (พรีมิกซ์/หัวเชื้อ) สำเร็จรูปมาผสมกับวัตถุดิบเองแล้วใช้เลี้ยงเองอย่างเดียว | โดยทั่วไปไม่ต้องขอใบอนุญาต แต่ควรตรวจสอบว่าหัวอาหารที่ใช้ผ่านการขึ้นทะเบียนถูกต้องจากผู้ผลิตแล้ว |
ข้อควรระวังคือแม้จะขายในนาม "แบ่งปันกันในหมู่บ้าน" ไม่ได้ตั้งราคาเชิงพาณิชย์ชัดเจน แต่ถ้ามีการรับเงินหรือแลกเปลี่ยนเป็นประจำ กฎหมายอาจตีความว่าเข้าข่ายจำหน่ายอยู่ดี จึงไม่ควรอาศัยความไม่เป็นทางการของการซื้อขายมาเป็นข้อยกเว้น หากไม่แน่ใจควรสอบถามสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ให้ชัดก่อนเริ่มขาย
อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะคืออะไร เกี่ยวอย่างไรกับการขอใบอนุญาต
พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 กำหนดให้อาหารสัตว์บางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตและความปลอดภัยอาหารสูง เป็น "อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ" เช่น อาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูป หัวอาหาร (คอนเซนเทรต) และวัตถุที่ใช้ผสมทำหัวเชื้ออาหารสัตว์ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายอาหารสัตว์กลุ่มนี้ในเชิงพาณิชย์ต้องขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสัตว์และขอรับใบอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ก่อนจึงจะผลิตหรือจำหน่ายได้ตามกฎหมาย เหตุผลหลักคือเพื่อควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยของสารปนเปื้อน และป้องกันอาหารสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตเนื้อสัตว์ที่คนบริโภคต่อ
ขั้นตอนขอใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
|---|---|
| 1. ประเมินตัวเองว่าเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตหรือไม่ | สอบถามสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือกรมปศุสัตว์ว่าลักษณะการผลิต-จำหน่ายของตนเข้าข่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะหรือไม่ |
| 2. เตรียมสถานที่ผลิตให้ผ่านเกณฑ์ | สถานที่ผลิตต้องมีสุขลักษณะเหมาะสม แยกส่วนเก็บวัตถุดิบ-ผลิต-บรรจุให้ชัดเจน ป้องกันการปนเปื้อน |
| 3. ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสัตว์ | แจ้งสูตรส่วนผสมและคุณสมบัติของอาหารสัตว์ที่จะผลิตต่อกรมปศุสัตว์เพื่อขึ้นทะเบียนตำรับ |
| 4. ยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิต | ยื่นเอกสารคำขอใบอนุญาตพร้อมหลักฐานสถานที่ผลิตต่อกรมปศุสัตว์หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายในพื้นที่ |
| 5. รับการตรวจสถานที่ผลิต | เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ผลิตจริงตามเกณฑ์ที่กำหนดก่อนอนุมัติใบอนุญาต |
| 6. ได้รับใบอนุญาตและต้องต่ออายุตามกำหนด | เมื่อผ่านการพิจารณาจะได้รับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ซึ่งมีอายุจำกัดและต้องยื่นต่ออายุก่อนหมดอายุ |
ค่าธรรมเนียมและเอกสารประกอบที่แน่นอนในแต่ละขั้นตอนเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศกรมปศุสัตว์ ควรขอรายการเอกสารฉบับล่าสุดจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดก่อนเริ่มเตรียมเอกสารจริง เพื่อไม่ให้ต้องเดินทางไปยื่นซ้ำหลายรอบ
โทษหากผลิตขายโดยไม่ได้รับอนุญาต
การผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดทั้งโทษปรับและโทษจำคุกไว้ นอกจากนี้อาหารสัตว์ที่ผลิตโดยไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพยังมีความเสี่ยงเรื่องสารปนเปื้อนหรือสารตกค้างที่อาจกระทบสุขภาพสัตว์และย้อนกลับมาถึงผู้บริโภคเนื้อสัตว์ปลายทางด้วย เนื่องจากอัตราโทษปรับและโทษจำคุกที่แน่นอนอาจมีการปรับปรุงตามกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับในแต่ละช่วง จึงควรตรวจสอบอัตราโทษปัจจุบันโดยตรงกับกรมปศุสัตว์หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดก่อนตัดสินใจผลิตขายโดยไม่มีใบอนุญาต ไม่ควรอาศัยข้อมูลที่ได้ยินต่อ ๆ กันมาโดยไม่ตรวจสอบ
ซื้อวัตถุดิบมาผสมเองไม่ขาย ต่างจากผลิตขายอย่างไร
อีกจุดที่เกษตรกรมักสับสนคือความแตกต่างระหว่าง "ซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์มาผสมเองเพื่อเลี้ยงในฟาร์มของตัวเอง" กับ "ผลิตอาหารสัตว์เพื่อจำหน่าย" ทั้งสองแบบอาจดูเหมือนกันตรงที่ต้องผสมวัตถุดิบเอง แต่กฎหมายแยกตามผลลัพธ์ปลายทางว่าอาหารที่ได้ถูกนำไปใช้อย่างไร
- ถ้าซื้อรำ ปลายข้าว กากถั่วเหลือง และหัวอาหารมาผสมเป็นสูตรของตัวเอง แล้วใช้เลี้ยงสัตว์ในฟาร์มทั้งหมด ไม่มีการนำไปขายต่อไม่ว่ารูปแบบใด กรณีนี้ไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ เพราะไม่ใช่การผลิตเพื่อจำหน่าย
- ถ้าซื้อวัตถุดิบเดียวกันมาผสม แล้วแบ่งขายหรือแลกเปลี่ยนกับฟาร์มอื่นแม้เพียงบางส่วน กรณีนี้เข้าข่ายผลิตเพื่อจำหน่ายทันที ต้องพิจารณาขอใบอนุญาตตามกฎหมาย ไม่ว่าส่วนที่ขายจะเป็นสัดส่วนน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับที่ใช้เอง
- การซื้อ "หัวอาหารสำเร็จรูป" ที่ผู้ผลิตขึ้นทะเบียนตำรับไว้แล้วมาผสมกับวัตถุดิบเองเพื่อใช้เอง เป็นแนวทางที่เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากใช้ลดต้นทุนได้อย่างถูกต้อง เพราะภาระด้านการขึ้นทะเบียนตำรับตกอยู่ที่ผู้ผลิตหัวอาหารซึ่งได้ดำเนินการไว้แล้ว
แนวทางสำหรับเกษตรกรที่อยากขยายจากใช้เองเป็นขายอย่างถูกกฎหมาย
ในทางปฏิบัติ เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเริ่มจากผสมอาหารสัตว์ใช้เองก่อน แล้วค่อยขยับไปขายเมื่อสูตรลงตัวและมีคนสนใจมากขึ้น เส้นทางที่ปลอดภัยกว่าการขายแบบไม่เป็นทางการต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ คือวางแผนเปลี่ยนสถานะให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่รอให้มีปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ ขั้นแรกคือแยกให้ชัดว่าปริมาณที่ผลิตจริงในแต่ละเดือนมีเท่าไหร่ ใช้เองเท่าไหร่ เหลือขายเท่าไหร่ เพื่อประเมินว่าคุ้มกับการลงทุนปรับสถานที่ผลิตให้ผ่านเกณฑ์หรือไม่ ขั้นต่อมาคือติดต่อสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะกรณีของตัวเองตั้งแต่ยังผลิตปริมาณน้อย เพราะเจ้าหน้าที่มักให้คำแนะนำเชิงป้องกันได้ดีกว่ามาตรวจพบปัญหาภายหลัง และควรเริ่มทำบันทึกสูตรอาหารและแหล่งที่มาของวัตถุดิบทุกล็อตไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการขอใบอนุญาตอยู่ดีเมื่อถึงเวลาต้องยื่นจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่าขายปริมาณน้อยหรือขายให้เพื่อนบ้านรู้จักกันไม่ถือเป็นการจำหน่ายตามกฎหมาย ทั้งที่จริงกฎหมายไม่ได้แยกตามปริมาณหรือความสนิทสนม
- ผสมอาหารสัตว์ขายต่อเนื่องมานานหลายปีโดยไม่เคยตรวจสอบสถานะกับกรมปศุสัตว์ จนกลายเป็นความเสี่ยงสะสมที่อาจถูกดำเนินคดีย้อนหลังได้
- ใช้วัตถุดิบหรือหัวอาหารที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจนมาผสมขาย ทำให้เสี่ยงทั้งเรื่องคุณภาพอาหารสัตว์และการตรวจสอบย้อนกลับหากเกิดปัญหา
- ไม่แยกพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์ที่จะขายออกจากพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์ที่ใช้เอง ทำให้เมื่อขอใบอนุญาตต้องปรับปรุงสถานที่ใหม่ทั้งหมด
- เข้าใจผิดว่าขึ้นทะเบียนฟาร์มมาตรฐาน (เช่น GAP ฟาร์ม) แล้วครอบคลุมเรื่องใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ไปด้วย ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกันและต้องขอแยกกัน
สรุป
เกณฑ์สำคัญที่สุดของการขอใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะคือ "จำหน่ายหรือไม่" ไม่ใช่ปริมาณการผลิต หากผสมใช้เองในฟาร์มทั้งหมดไม่ต้องขอใบอนุญาต แต่ทันทีที่เริ่มขายหรือแลกเปลี่ยนให้ผู้อื่นแม้เพียงบางส่วน ต้องขอใบอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ตามกฎหมาย การผลิตขายโดยไม่ได้รับอนุญาตมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก จึงควรตรวจสอบสถานะของตัวเองกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดก่อนเริ่มขายอาหารสัตว์อย่างเป็นทางการ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมปศุสัตว์ — หน่วยงานผู้รับผิดชอบการขึ้นทะเบียนตำรับและออกใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — ตัวบทกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานเกษตรอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเกษตร
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

หญ้าเนเปียร์ ท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ตัดสด 1 ท่อน 2 ข้อตา สำหรับปลูก อาหารสัตว์
ดูรายละเอียด
เครื่องอบผลไม้แห้ง แบบ 5 ชั้น ใหญ่ เครื่องถนอมอาหาร อบผลไม้/สมุนไพร/อาหารสัตว์ ด้วยลมร้อน อบผลไม้แห้ง อบเนื้อแห้ง
ดูรายละเอียด
เครื่องอบผลไม้แห้ง แบบ 5 ชั้น ใหญ่ อบผลไม้/สมุนไพร/อาหารสัตว์ เครื่องถนอมอาหาร ด้วยลมร้อน อบผลไม้แห้ง อบเนื้อแห้ง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ผสมอาหารไก่ใช้เองในฟาร์มอย่างเดียว ต้องขอใบอนุญาตไหม
โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะไม่ใช่การผลิตเพื่อจำหน่าย แต่ควรตรวจสอบว่าวัตถุดิบและหัวอาหารที่ใช้ผสมมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช้สารต้องห้ามที่กรมปศุสัตว์ประกาศควบคุม
ขายอาหารสัตว์ให้เพื่อนบ้านเดือนละไม่กี่กระสอบ นับว่าต้องขอใบอนุญาตหรือไม่
นับ เพราะกฎหมายพิจารณาจากการมีการจำหน่ายเป็นหลัก ไม่ใช่ปริมาณ ควรสอบถามสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพื่อประเมินว่าลักษณะการขายของตนต้องขอใบอนุญาตประเภทใด
ซื้อหัวอาหารสำเร็จรูปมาผสมเองแล้วขาย ต้องขอใบอนุญาตเหมือนผลิตอาหารสัตว์ตั้งแต่ต้นหรือไม่
ต้องขอใบอนุญาตเช่นกัน เพราะการนำหัวอาหารมาผสมแล้วขายต่อในนามตัวเองถือเป็นการผลิตอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง แม้หัวอาหารจะขึ้นทะเบียนไว้แล้วโดยผู้ผลิตต้นทางก็ตาม
ใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะมีอายุกี่ปีและต้องต่ออายุอย่างไร
ใบอนุญาตมีอายุจำกัดตามที่กฎหมายกำหนดและต้องยื่นต่ออายุก่อนหมดอายุ รายละเอียดระยะเวลาที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมปศุสัตว์หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดโดยตรง เพราะอาจมีการปรับปรุงระเบียบเป็นระยะ
ถ้าเคยขายอาหารสัตว์โดยไม่มีใบอนุญาตมาก่อน ควรทำอย่างไรตอนนี้
ควรหยุดจำหน่ายจนกว่าจะดำเนินการขอใบอนุญาตให้ถูกต้อง แล้วติดต่อสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพื่อสอบถามแนวทางที่ต้องทำต่อไป การแก้ไขให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่าปล่อยให้สะสมความเสี่ยง
ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ขึ้นทะเบียนตำรับ แต่มีใบอนุญาตสถานที่ผลิตแล้ว ยังผิดกฎหมายไหม
ยังถือว่าไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย เพราะการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสัตว์และการขอใบอนุญาตผลิตเป็นคนละขั้นตอนที่ต้องทำครบทั้งคู่ ควรตรวจสอบกับกรมปศุสัตว์ว่าสูตรอาหารสัตว์ที่ผลิตอยู่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับไว้ถูกต้องแล้วหรือยัง
