ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

คาร์บอนเครดิตจากบ่อก๊าซชีวภาพฟาร์มหมู-ฟาร์มไก่ ขายได้จริงไหม

เจาะลึกโครงการ T-VER ภาคปศุสัตว์: หลักการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากบ่อก๊าซชีวภาพ ขนาดฟาร์มที่คุ้มค่าเข้าร่วม ขั้นตอนขึ้นทะเบียนกับ อบก. เทียบต้นทุนกับรายได้จริง

คาร์บอนเครดิตจากบ่อก๊าซชีวภาพฟาร์มหมู-ฟาร์มไก่ ขายได้จริงไหม
คำตอบเร็ว: ขายได้จริง แต่ต้องผ่านขั้นตอนขึ้นทะเบียนกับ อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) ในรูปแบบโครงการ T-VER ภาคปศุสัตว์ ซึ่งวัดผลจากปริมาณก๊าซมีเทนที่ลดได้จากการจัดการมูลสัตว์ด้วยระบบบ่อก๊าซชีวภาพเทียบกับวิธีเดิม (บ่อเปิด/กองมูลกลางแจ้ง) ฟาร์มขนาดเล็กที่มีสัตว์จำนวนไม่มากมักไม่คุ้มกับต้นทุนตรวจสอบรับรอง ควรประเมินตัวเลขจริงก่อนเริ่ม ไม่ใช่ทุกฟาร์มที่เข้าร่วมแล้วมีกำไรจากเครดิตในปีแรก

ฟาร์มหมูและฟาร์มไก่ไข่ที่เลี้ยงระบบปิดจำนวนมากมีปัญหาเดียวกันคือมูลสัตว์กองสะสมปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศฟรี ๆ ทั้งที่ก๊าซนี้แปลงเป็นพลังงานและเงินได้ถ้าจัดการถูกวิธี บทความนี้อธิบายกลไกจริงของการขายคาร์บอนเครดิตจากบ่อก๊าซชีวภาพปศุสัตว์ ไม่ใช่ภาพกว้างของคาร์บอนเครดิตทั่วไป

หลักการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากบ่อก๊าซชีวภาพ

คาร์บอนเครดิต 1 หน่วย (tCO2e) คำนวณจากผลต่างระหว่าง "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกฐาน" (baseline emission หากไม่มีโครงการ เช่น เก็บมูลไว้ในบ่อเปิดปล่อยให้ย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งปล่อยมีเทนสูง) กับ "การปล่อยก๊าซหลังทำโครงการ" (project emission หลังติดตั้งระบบบ่อก๊าซชีวภาพแบบปิดที่ดักจับก๊าซไปเผาหรือใช้ผลิตไฟฟ้า) ยิ่งฟาร์มมีปริมาณมูลสัตว์มาก ค่า baseline ยิ่งสูง ส่วนต่างที่ลดได้จึงมากตามไปด้วย TGO มีเครื่องมือคำนวณ Premium T-VER ให้ใช้อ้างอิงสูตรมาตรฐาน (methodology) เฉพาะสำหรับโครงการจัดการของเสียปศุสัตว์ ผู้ที่จะยื่นโครงการต้องเลือก methodology ที่ตรงกับระบบบ่อก๊าซชีวภาพของตนเอง และมีการตรวจวัดปริมาณมูลสัตว์ อัตราการผลิตก๊าซ และปริมาณสัตว์เฉลี่ยต่อปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะตัวเลขเหล่านี้คือฐานคำนวณเครดิตทั้งหมด

ต่างจากคาร์บอนเครดิตนาข้าวเปียกสลับแห้งตรงไหน

คาร์บอนเครดิตนาข้าวเปียกสลับแห้ง (AWD) วัดผลจากการลดน้ำท่วมขังในนาเพื่อลดมีเทนจากดินเปียก ต้องอาศัยการปรับตารางการให้น้ำทั้งแปลงและตรวจสอบระดับน้ำต่อเนื่องหลายรอบปลูก ขณะที่คาร์บอนเครดิตจากบ่อก๊าซชีวภาพปศุสัตว์วัดผลจากระบบเครื่องกล/อุปกรณ์ที่ติดตั้งแน่นอน (บ่อหมัก ท่อดักก๊าซ อุปกรณ์เผาทิ้งหรือเครื่องปั่นไฟ) ทำให้ตรวจวัดและยืนยันผลได้แม่นยำกว่า ความเสี่ยงเรื่องผลลัพธ์ผันแปรตามสภาพอากาศจึงต่ำกว่านาข้าว แต่ต้นทุนลงทุนอุปกรณ์เริ่มต้นของบ่อก๊าซชีวภาพสูงกว่าการปรับวิธีให้น้ำนาข้าวมาก

ขนาดฟาร์มขั้นต่ำที่คุ้มค่าเข้าร่วมโครงการ

ต้นทุนที่ทำให้โครงการคาร์บอนเครดิตไม่คุ้มสำหรับฟาร์มเล็กคือค่าจ้างผู้ตรวจสอบภายนอก (VVB - Validation and Verification Body) ที่ต้องตรวจทั้งตอนขึ้นทะเบียนและตอนรับรองปริมาณเครดิตทุกรอบ ฟาร์มที่มีปริมาณสัตว์น้อย เช่น ฟาร์มหมูขุนต่ำกว่าหลักร้อยตัว หรือฟาร์มไก่ไข่ขนาดเล็กมาก มักมีปริมาณเครดิตต่อปีน้อยจนรายได้จากการขายไม่คุ้มค่าจ้างตรวจสอบ ฟาร์มที่เริ่มคุ้มทุนในทางปฏิบัติมักเป็นฟาร์มขนาดกลางขึ้นไปที่มีบ่อก๊าซชีวภาพอยู่แล้วเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม (ลดค่าไฟ) และใช้เครดิตคาร์บอนเป็นรายได้เสริมจากระบบที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ลงทุนสร้างบ่อก๊าซชีวภาพใหม่เพื่อหวังเครดิตอย่างเดียว เพราะจุดคุ้มทุนจริงขึ้นกับราคาตลาดเครดิตช่วงนั้นและต้นทุนของแต่ละฟาร์ม ควรให้ที่ปรึกษาหรือ อบก. ประเมินก่อนตัดสินใจลงทุน

ขนาดฟาร์ม (โดยประมาณ)มีบ่อก๊าซชีวภาพอยู่แล้วความคุ้มค่าเข้าร่วม T-VER
ฟาร์มหมู/ไก่ขนาดเล็ก (ต่ำกว่าหลักร้อยตัว)ไม่มีต่ำ ต้นทุนตรวจสอบสูงกว่ารายได้เครดิต
ฟาร์มขนาดกลางมี (ใช้ผลิตไฟฟ้าในฟาร์ม)ปานกลาง-สูง เป็นรายได้เสริมจากระบบเดิม
ฟาร์มขนาดใหญ่/รวมกลุ่มฟาร์มเครือข่ายมีหรือกำลังลงทุนใหม่สูง ต้นทุนตรวจสอบต่อหน่วยเครดิตต่ำลง

ขั้นตอนขึ้นทะเบียนกับ อบก.

  1. ศึกษา methodology ของ T-VER ประเภทโครงการจัดการของเสียปศุสัตว์ ให้ตรงกับระบบบ่อก๊าซชีวภาพที่มีหรือจะสร้าง
  2. จัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document) ระบุข้อมูลฟาร์ม ปริมาณสัตว์ ระบบบ่อก๊าซชีวภาพ และวิธีคำนวณ baseline
  3. ว่าจ้างผู้ตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) โดย VVB ที่ อบก. ขึ้นทะเบียนไว้ ก่อนยื่นขึ้นทะเบียนโครงการ
  4. ยื่นขึ้นทะเบียนโครงการกับ อบก. รอการพิจารณาอนุมัติ
  5. ดำเนินโครงการและเก็บข้อมูลตามแผนติดตามผล (Monitoring Plan) อย่างต่อเนื่อง
  6. ว่าจ้าง VVB ตรวจสอบรับรองผล (Verification) เพื่อขอออกคาร์บอนเครดิตตามรอบที่กำหนด
  7. นำเครดิตที่ได้รับการรับรองไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย

ต้นทุนเทียบรายได้จากการขายเครดิตจริง

ต้นทุนหลักของโครงการแบ่งเป็นสองก้อน คือ ต้นทุนลงทุนระบบบ่อก๊าซชีวภาพ (ถ้ายังไม่มี) ซึ่งขึ้นกับขนาดฟาร์มและเทคโนโลยีที่เลือก และต้นทุนดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต ได้แก่ ค่าที่ปรึกษาจัดทำเอกสาร ค่าจ้าง VVB ตรวจสอบทั้งสองรอบ และค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียน/ออกเครดิตกับ อบก. ฝั่งรายได้มาจากการขายเครดิตในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ซึ่งราคาต่อหน่วย (tCO2e) เคลื่อนไหวขึ้นลงตามอุปสงค์ของผู้ซื้อ (มักเป็นบริษัทที่ต้องการชดเชยคาร์บอนฟุตพรินท์) ไม่ใช่ราคาคงที่ ฟาร์มควรประเมินก่อนว่าปริมาณเครดิตต่อปีที่คำนวณได้จริงคูณราคาตลาด ณ ช่วงนั้น มากกว่าต้นทุนดำเนินโครงการทั้งหมดหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเข้าร่วม อย่าคาดการณ์รายได้จากราคาสูงสุดที่เคยมีข่าว เพราะราคาจริงในตลาดผันผวนได้มาก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลงทุนสร้างบ่อก๊าซชีวภาพใหม่โดยหวังพึ่งรายได้จากเครดิตอย่างเดียว โดยไม่คิดต้นทุนค่าไฟที่ประหยัดได้ด้วย
  • ไม่ตรวจสอบว่า methodology ที่เลือกตรงกับระบบบ่อก๊าซชีวภาพของตนจริงหรือไม่ ทำให้เอกสารถูกตีกลับ
  • ประเมินรายได้จากราคาคาร์บอนเครดิตสูงสุดที่เคยเห็นในข่าว แทนราคาตลาดจริงช่วงที่จะขาย
  • ไม่เก็บข้อมูลปริมาณสัตว์และการทำงานของระบบบ่อก๊าซชีวภาพต่อเนื่อง ทำให้ผ่านขั้น Verification ยาก
  • คิดว่าขึ้นทะเบียนแล้วได้เครดิตทันที ทั้งที่ต้องผ่านการตรวจสอบทั้ง Validation และ Verification ก่อน
  • ไม่เปรียบเทียบค่าจ้าง VVB จากหลายรายก่อนเลือกใช้บริการ ทำให้ต้นทุนดำเนินโครงการสูงเกินจำเป็น

สรุป

คาร์บอนเครดิตจากบ่อก๊าซชีวภาพฟาร์มปศุสัตว์ขายได้จริงในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย แต่ไม่ใช่รายได้ที่ได้มาง่าย ๆ ต้องผ่านขั้นตอนขึ้นทะเบียนกับ อบก. การตรวจสอบโดย VVB สองรอบ และคำนวณต้นทุนเทียบรายได้จริงก่อนตัดสินใจ ฟาร์มที่มีระบบบ่อก๊าซชีวภาพอยู่แล้วเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองมักคุ้มค่ากว่าการลงทุนสร้างใหม่เพื่อหวังเครดิตอย่างเดียว ฟาร์มขนาดเล็กควรพิจารณารวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก./TGO) — หลักเกณฑ์โครงการ T-VER เครื่องมือคำนวณ Premium T-VER และขั้นตอนขึ้นทะเบียนโครงการ
  • 📄กรมปศุสัตว์ — แนวทางการจัดการมูลสัตว์และระบบบ่อก๊าซชีวภาพในฟาร์มปศุสัตว์

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูบทความอื่นในหมวด ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเกษตร เพิ่มเติม

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คำถามที่พบบ่อย

ฟาร์มหมูขนาดเล็กควรทำโครงการคาร์บอนเครดิตเองหรือรวมกลุ่ม

ฟาร์มขนาดเล็กมักคุ้มกว่าถ้ารวมกลุ่มกับฟาร์มใกล้เคียงเป็นโครงการเดียวเพื่อกระจายต้นทุนค่าที่ปรึกษาและค่าตรวจสอบต่อฟาร์มให้ต่ำลง แทนที่จะยื่นโครงการเดี่ยว

ต้องมีบ่อก๊าซชีวภาพอยู่แล้วก่อนถึงจะขอเครดิตได้ไหม

ไม่จำเป็น สามารถยื่นโครงการพร้อมแผนสร้างระบบใหม่ได้ แต่ต้องคิดต้นทุนก่อสร้างรวมเข้าไปในการประเมินความคุ้มค่าตั้งแต่ต้น

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะขายเครดิตได้รอบแรก

ตั้งแต่เริ่มยื่นเอกสารจนถึงได้เครดิตรอบแรกมักใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี เพราะต้องผ่านทั้งขั้นขึ้นทะเบียนและขั้นตรวจสอบรับรองผลหลังดำเนินโครงการจริงระยะหนึ่งก่อน

ขายเครดิตให้ใครได้บ้าง

ผู้ซื้อหลักคือบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการชดเชยคาร์บอนฟุตพรินท์ของตนเองในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย ผ่านระบบทะเบียนของ อบก. หรือนายหน้า/แพลตฟอร์มที่เชื่อมกับตลาดนี้

ถ้าจำนวนสัตว์ในฟาร์มเปลี่ยนแปลงระหว่างโครงการมีผลอย่างไร

มีผลโดยตรงต่อปริมาณเครดิตที่คำนวณได้ เพราะฐานคำนวณอิงจากปริมาณมูลสัตว์เฉลี่ยต่อปี ต้องรายงานข้อมูลจริงตามรอบติดตามผลต่อเนื่อง