ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

ขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนต่างจากขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั่วไปอย่างไร ต้องมีทั้งสองใบไหม

ทะเบียนวิสาหกิจชุมชนต่างจากทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) อย่างไร ขึ้นทะเบียนทั้งสองใบไหม สิทธิประโยชน์ภาษีและแหล่งทุนต่างกันตรงไหน พร้อมขั้นตอนสมัครกรมส่งเสริมการเกษตร

ขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนต่างจากขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั่วไปอย่างไร ต้องมีทั้งสองใบไหม
คำตอบเร็ว: ทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) คือทะเบียนรายบุคคลที่ยืนยันว่าคุณประกอบอาชีพเกษตรกรรมจริง ใช้รับสิทธิ์ช่วยเหลือรายบุคคล เช่น เงินเยียวยาภัยพิบัติ ส่วนทะเบียนวิสาหกิจชุมชนคือการรวมกลุ่มตั้งแต่ 7 คนขึ้นไปเพื่อดำเนินกิจการร่วมกันในนามกลุ่ม มีสิทธิประโยชน์เฉพาะ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้บางกรณีและการเข้าถึงแหล่งทุน/ตลาดในนามกลุ่ม ทั้งสองทะเบียนไม่ใช่สิ่งเดียวกันและไม่ได้แทนกันได้ เกษตรกรที่ทำเกษตรส่วนตัวควรมี ทบก. อยู่แล้ว ส่วนคนที่รวมกลุ่มแปรรูปหรือขายสินค้าในนามกลุ่มควรขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเพิ่ม และหลายกรณีจำเป็นต้องมีทั้งสองใบพร้อมกัน

เกษตรกรจำนวนไม่น้อยมีทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) อยู่แล้วเพราะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่หน่วยงานรัฐใช้ยืนยันตัวตนคนทำเกษตรมานาน แต่พอเริ่มรวมกลุ่มกับเพื่อนบ้านทำแปรรูปผลผลิต เช่น กลุ่มแม่บ้านทำกล้วยฉาบ หรือกลุ่มผู้ปลูกกาแฟที่อยากแปรรูปเป็นกาแฟคั่วบดขายในนามกลุ่ม ก็เริ่มได้ยินคำว่า "วิสาหกิจชุมชน" ผ่านหูจากเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลหรือเพื่อนเกษตรกรกลุ่มอื่น แล้วเกิดคำถามว่าต้องขึ้นทะเบียนใหม่อีกหรือ ทั้งที่มี ทบก. อยู่แล้ว บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นภาพชัดว่าสองทะเบียนนี้ทำหน้าที่คนละอย่าง และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง

ทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) คืออะไร ทำไมต้องมี

ทะเบียนเกษตรกรเป็นฐานข้อมูลรายบุคคลหรือรายครัวเรือนที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเก็บไว้ เพื่อยืนยันว่าผู้ขึ้นทะเบียนประกอบอาชีพเกษตรกรรมจริง ระบุชนิดกิจกรรม เช่น ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ เลี้ยงสัตว์ พื้นที่เพาะปลูก และรอบการผลิต ข้อมูลนี้เป็นฐานที่หน่วยงานรัฐใช้อ้างอิงเวลาจะช่วยเหลือเกษตรกรเป็นรายบุคคล เช่น เงินเยียวยาเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ มาตรการช่วยเหลือต้นทุนการผลิตในบางปี หรือการคัดกรองผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พูดง่าย ๆ คือ ทบก. เป็น "บัตรประจำตัวเกษตรกร" ระดับบุคคล ไม่ใช่นิติบุคคลหรือกลุ่ม

วิสาหกิจชุมชนคืออะไร ต่างจาก ทบก. ตรงไหน

วิสาหกิจชุมชนคือการรวมตัวกันของคนในชุมชนตั้งแต่ 7 คนขึ้นไปเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการผลิต แปรรูป หรือจำหน่ายสินค้า/บริการ โดยจดทะเบียนภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนอยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรเช่นกัน แต่เป็นคนละระบบทะเบียนกับ ทบก. อย่างสิ้นเชิง ความต่างหลักคือสถานะทางกฎหมาย ทบก. เป็นทะเบียน "รายบุคคล/รายครัวเรือน" ส่วนวิสาหกิจชุมชนเป็นทะเบียนของ "กลุ่ม/องค์กรชุมชน" ที่มีสมาชิกร่วมกันดำเนินกิจการภายใต้ชื่อกลุ่มเดียว มีคณะกรรมการบริหารกลุ่ม มีการแบ่งผลประโยชน์และความรับผิดชอบร่วมกันตามข้อตกลงของสมาชิก

ประเด็นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.)ทะเบียนวิสาหกิจชุมชน
สถานะรายบุคคล/รายครัวเรือนกลุ่ม/องค์กรชุมชน ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป
หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนกรมส่งเสริมการเกษตร (สำนักงานเกษตรอำเภอ)สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอเช่นกัน)
วัตถุประสงค์หลักยืนยันตัวตนคนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อรับสิทธิ์รายบุคคลรับรองสถานะกลุ่มเพื่อดำเนินกิจการร่วมกัน เข้าถึงแหล่งทุนและสิทธิประโยชน์ในนามกลุ่ม
สิทธิประโยชน์เด่นเงินเยียวยาภัยพิบัติ มาตรการช่วยเหลือรายบุคคลสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บางกรณี เข้าถึงแหล่งทุนกลุ่ม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับหน่วยงานรัฐ

สิทธิประโยชน์เฉพาะของวิสาหกิจชุมชนที่ ทบก. ไม่มีให้

เมื่อกลุ่มเกษตรกรจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนแล้ว จะได้รับสิทธิประโยชน์เฉพาะที่ทะเบียนเกษตรกรรายบุคคลไม่มีให้ ที่สำคัญคือกรณีการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกิจการวิสาหกิจชุมชนที่เข้าเงื่อนไขตามที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งช่วยลดภาระภาษีให้กลุ่มที่มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูปในนามกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์เข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนที่เปิดให้เฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เช่น งบสนับสนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรแปรรูปขนาดเล็ก หรือการฝึกอบรมพัฒนาทักษะกลุ่มจากหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาชุมชน รวมถึงโอกาสเข้าร่วมงานแสดงสินค้าหรือช่องทางตลาดที่เปิดเฉพาะผู้ประกอบการที่มีทะเบียนวิสาหกิจชุมชนรับรอง ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่เกษตรกรรายบุคคลที่มีแค่ ทบก. เข้าไม่ถึง

อีกจุดที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้เปรียบคือการขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักกำหนดให้ผู้ยื่นขอต้องมีสถานะเป็นกลุ่มที่จดทะเบียนถูกต้องก่อน ไม่รับพิจารณาจากผู้ผลิตรายบุคคลที่ไม่มีการรวมกลุ่ม การมีเครื่องหมายรับรองนี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้สินค้าเวลานำไปวางขายในห้างสรรพสินค้าหรือช่องทางออนไลน์ที่ผู้บริโภคมองหาสินค้าชุมชนที่มีมาตรฐานรองรับ อีกทั้งบางโครงการของหน่วยงานรัฐยังจัดสรรพื้นที่ขายในงานแสดงสินค้าระดับจังหวัดและระดับประเทศให้เฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น เกษตรกรรายบุคคลที่ผลิตสินค้าคนเดียวแม้คุณภาพดีเพียงใดก็ยังเข้าไม่ถึงโอกาสเหล่านี้หากไม่รวมกลุ่มและจดทะเบียนให้ถูกต้องก่อน

ขั้นตอนขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนที่กรมส่งเสริมการเกษตร

  1. รวมกลุ่มสมาชิกให้ได้ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป กำหนดชื่อกลุ่ม วัตถุประสงค์ และกิจกรรมหลักที่จะทำร่วมกันให้ชัดเจน เช่น แปรรูปผลไม้ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือรวบรวมผลผลิตขายส่ง
  2. จัดประชุมสมาชิกเพื่อเลือกประธานกลุ่มและคณะกรรมการบริหาร กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เช่น ผู้ดูแลการเงิน ผู้ดูแลการผลิต และผู้ประสานงานกับหน่วยงานภายนอก
  3. จัดทำเอกสารประกอบ เช่น รายชื่อสมาชิกพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ข้อบังคับกลุ่ม และแผนการดำเนินกิจการเบื้องต้นที่ระบุเป้าหมายรายได้และการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างสมาชิก
  4. ยื่นคำขอจดทะเบียนที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่กลุ่มตั้งอยู่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยรับเรื่องของสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
  5. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติกลุ่มและเอกสาร อาจมีการลงพื้นที่ตรวจสอบกิจกรรมจริงของกลุ่มก่อนอนุมัติ หากครบถ้วนจะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนให้
  6. หลังได้ทะเบียนแล้ว กลุ่มควรบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นหลักฐานสำคัญเมื่อต้องยื่นขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือแหล่งทุนในภายหลัง
  7. ต่ออายุ/ยืนยันสถานะกลุ่มตามรอบเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิ์ในระบบให้ต่อเนื่อง เพราะหากไม่แจ้งต่ออายุอาจถูกตัดออกจากทะเบียนที่ยังดำเนินกิจการอยู่

กลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นมักพลาดตรงขั้นตอนจัดทำแผนการดำเนินกิจการ เพราะคิดว่าเป็นแค่พิธีการ แต่ในทางปฏิบัติแผนนี้คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ใช้ประเมินว่ากลุ่มมีความพร้อมดำเนินกิจการจริงหรือไม่ กลุ่มที่เขียนแผนคลุมเครือ ไม่ระบุปริมาณการผลิตหรือช่องทางขายที่ชัดเจน มักถูกขอให้แก้ไขเอกสารซ้ำหลายรอบ ทำให้กระบวนการล่าช้ากว่าที่ควร

กรณีไหนที่ต้องมีทั้งสองทะเบียนพร้อมกัน

ใช้หลักตัดสินใจง่าย ๆ ดังนี้: ถ้าคุณทำเกษตรเป็นรายบุคคลหรือรายครัวเรือนโดยไม่ได้รวมกลุ่มกับใคร มี ทบก. อย่างเดียวก็เพียงพอสำหรับรับสิทธิ์รายบุคคล แต่ถ้าคุณเป็นทั้งเกษตรกรที่ปลูก/เลี้ยงเองในนามตัวเอง และในเวลาเดียวกันก็เป็นสมาชิกกลุ่มที่รวมตัวกันแปรรูปหรือขายสินค้าในนามกลุ่ม กรณีนี้จำเป็นต้องมีทั้งสองทะเบียนพร้อมกัน เพราะสิทธิ์แต่ละแบบแยกกันโดยสิ้นเชิง เช่น สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปกล้วยฉาบ ที่ในเวลาเดียวกันก็ปลูกกล้วยเองในที่ดินของตัวเอง ควรมี ทบก. ไว้เพื่อรับสิทธิ์ช่วยเหลือรายบุคคลเมื่อสวนกล้วยเสียหายจากภัยธรรมชาติ และต้องมีทะเบียนวิสาหกิจชุมชนไว้เพื่อให้กลุ่มแปรรูปเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีและแหล่งทุนในนามกลุ่มได้ด้วย การมีทะเบียนใดทะเบียนหนึ่งเพียงอย่างเดียวจะทำให้พลาดสิทธิ์อีกฝั่งไปโดยไม่จำเป็น

อีกกรณีที่พบบ่อยคือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลายกลุ่มพร้อมกัน เช่น เป็นสมาชิกกลุ่มแปรรูปผลไม้กลุ่มหนึ่ง และเป็นสมาชิกกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์อีกกลุ่มหนึ่งในเวลาเดียวกัน กรณีนี้ไม่มีข้อห้ามที่จะเป็นสมาชิกหลายกลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มมีทะเบียนวิสาหกิจชุมชนแยกกันตามกิจกรรมของตัวเอง สิ่งที่ต้องระวังคือบทบาทและความรับผิดชอบในแต่ละกลุ่มต้องชัดเจน ไม่ให้เกิดความสับสนเรื่องการแบ่งเวลาหรือทรัพยากรระหว่างกลุ่ม และควรมี ทบก. ส่วนตัวไว้ควบคู่กันเสมอไม่ว่าจะเป็นสมาชิกกี่กลุ่มก็ตาม เพราะสิทธิ์รายบุคคลไม่ได้ผูกกับจำนวนกลุ่มที่เข้าร่วม

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ต้องตัดสินใจ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งแต่ละกรณีนำไปสู่คำตอบที่ต่างกัน ไม่ใช่สูตรสำเร็จเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

  • เกษตรกรปลูกมะม่วงส่งขายพ่อค้าคนกลางคนเดียว ไม่ได้รวมกลุ่มกับใคร: มี ทบก. อย่างเดียวก็เพียงพอ เพราะยังไม่มีกิจกรรมร่วมในนามกลุ่มที่ต้องขอสิทธิ์ทางภาษีหรือแหล่งทุนของวิสาหกิจชุมชน
  • กลุ่มแม่บ้าน 12 คนรวมตัวกันแปรรูปมะม่วงเป็นมะม่วงกวนขายในนามกลุ่ม: ควรขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้กลุ่มมีสถานะรับรอง เข้าถึงงบสนับสนุนเครื่องจักรแปรรูปและช่องทางตลาดที่เปิดเฉพาะกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนแล้ว โดยสมาชิกแต่ละคนที่ปลูกมะม่วงเองในสวนของตัวเองก็ยังควรมี ทบก. ส่วนตัวควบคู่ไปด้วย
  • เกษตรกรรายเดียวที่อยากขอสินเชื่อขยายโรงเรือนของตัวเอง: ใช้ ทบก. เป็นหลักฐานยืนยันอาชีพประกอบการยื่นกู้ได้ ไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนวิสาหกิจชุมชนหากไม่มีการรวมกลุ่มดำเนินกิจการร่วมกับใคร

หลักคิดง่าย ๆ คือดูที่ "หน่วยดำเนินกิจการ" เป็นตัวตั้ง ถ้ากิจกรรมนั้นทำในนามตัวเองคนเดียวให้ยึด ทบก. เป็นหลัก แต่ถ้ากิจกรรมนั้นทำร่วมกับคนอื่นในนามกลุ่มที่มีการแบ่งรายได้และความรับผิดชอบร่วมกัน ต้องขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเพิ่มเสมอ ไม่ว่าสมาชิกแต่ละคนจะมี ทบก. อยู่แล้วหรือไม่ก็ตาม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจผิดว่าขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนแล้วไม่ต้องมี ทบก. อีก ทั้งที่เป็นคนละสิทธิ์ คนละวัตถุประสงค์
  • รวมกลุ่มกันทำกิจการแต่ไม่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ทำให้พลาดสิทธิ์ยกเว้นภาษีและแหล่งทุนที่เปิดเฉพาะกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนแล้ว
  • ตั้งกลุ่มแล้วไม่มีข้อบังคับหรือการแบ่งหน้าที่ชัดเจน ทำให้ตอนยื่นเอกสารขึ้นทะเบียนล่าช้าหรือถูกตีกลับให้แก้ไข
  • ลืมต่ออายุ/ยืนยันสถานะกลุ่มตามรอบเวลา ทำให้สถานะวิสาหกิจชุมชนหลุดจากระบบทั้งที่ยังดำเนินกิจการอยู่จริง
  • คิดว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องสละสิทธิ์รายบุคคลของตัวเองเมื่อเข้าร่วมกลุ่ม ทั้งที่แต่ละคนยังคงมี ทบก. ส่วนตัวควบคู่ไปได้ตามปกติ

สรุป

ทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) และทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเป็นคนละระบบที่ทำหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทบก. ยืนยันตัวตนรายบุคคลเพื่อรับสิทธิ์ช่วยเหลือส่วนตัว ส่วนวิสาหกิจชุมชนรับรองสถานะกลุ่มเพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีและแหล่งทุนในนามกลุ่ม เกษตรกรที่ทำเกษตรส่วนตัวและรวมกลุ่มทำกิจการไปพร้อมกันจำเป็นต้องมีทั้งสองทะเบียน เพราะขาดใบใดใบหนึ่งจะพลาดสิทธิ์ของอีกฝั่งไปโดยไม่จำเป็น ก่อนตัดสินใจควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่เพื่อยืนยันเงื่อนไขและเอกสารล่าสุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร (สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน) — ข้อมูลหลักเกณฑ์และขั้นตอนการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และทะเบียนเกษตรกร (ทบก.)
  • 📄กรมสรรพากร — เงื่อนไขสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกิจการวิสาหกิจชุมชนที่เข้าหลักเกณฑ์

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานเกษตรอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่หมวด ข่าว กฎหมาย และมาตรฐานเกษตร

คำถามที่พบบ่อย

ต้องมีสมาชิกกี่คนถึงจะขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนได้

ตามหลักเกณฑ์ต้องรวมกลุ่มสมาชิกอย่างน้อย 7 คนขึ้นไปที่อาศัยหรือดำเนินกิจการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน และเห็นพ้องร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ชื่อกลุ่มเดียวกัน

ทะเบียนวิสาหกิจชุมชนมีค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนไหม

โดยทั่วไปการยื่นขอจดทะเบียนที่สำนักงานเกษตรอำเภอไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับขั้นตอนพื้นฐาน ควรสอบถามรายละเอียดล่าสุดกับเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอในพื้นที่โดยตรง เพราะเงื่อนไขอาจปรับเปลี่ยนได้

สมาชิกวิสาหกิจชุมชนแต่ละคนต้องมี ทบก. ของตัวเองด้วยหรือไม่

ไม่บังคับ แต่แนะนำให้สมาชิกที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยตัวเองมี ทบก. ควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ช่วยเหลือรายบุคคลที่แยกจากสิทธิ์ของกลุ่ม

วิสาหกิจชุมชนต่างจากสหกรณ์การเกษตรอย่างไร

วิสาหกิจชุมชนมีขั้นตอนจดทะเบียนที่เรียบง่ายกว่า ใช้สมาชิกเริ่มต้นน้อยกว่า ไม่มีโครงสร้างทางกฎหมายซับซ้อนเท่าสหกรณ์การเกษตรซึ่งต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายสหกรณ์และมีระบบบัญชีที่เข้มงวดกว่า

ถ้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลิกดำเนินกิจการ ต้องแจ้งอะไรบ้าง

กลุ่มควรแจ้งยกเลิกสถานะกับสำนักงานเกษตรอำเภอที่จดทะเบียนไว้ เพื่อให้ข้อมูลในระบบเป็นปัจจุบันและไม่ถูกนับรวมเป็นกลุ่มที่ยังดำเนินกิจการอยู่

ทะเบียนวิสาหกิจชุมชนใช้ขอสินเชื่อจากธนาคารได้ไหม

ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินบางแห่งที่มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโดยเฉพาะ ควรสอบถามเงื่อนไขกับธนาคารที่สนใจโดยตรง