คำตอบเร็ว: GAP (Good Agricultural Practice) เป็นมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหารทั่วไป ดูแลโดยกรมวิชาการเกษตร ส่วน GACP (Good Agricultural and Collection Practice) เป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับพืชสมุนไพรและวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ผลิตยา ครอบคลุมทั้งขั้นตอนปลูกและขั้นตอนเก็บเกี่ยว/รวบรวมวัตถุดิบซึ่ง GAP ทั่วไปไม่ได้เน้น พืชสมุนไพรบางชนิดที่จะใช้เป็นวัตถุดิบยาหรือส่งออกไปยังตลาดที่เข้มงวดด้านคุณภาพจึงต้องขอรับรอง GACP โดยเฉพาะ ไม่สามารถใช้ใบรับรอง GAP ทดแทนได้ในบางช่องทางขาย
เกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรเพื่อขายเป็นวัตถุดิบยาหรือส่งออกมักสับสนว่าทำไมมี GAP อยู่แล้วยังต้องขอ GACP อีก บทความนี้เปรียบเทียบขอบเขตของสองมาตรฐานนี้ให้ชัดเจน พร้อมบอกว่าสมุนไพรชนิดใดควรเล็งไปที่ GACP โดยตรง
ความแตกต่างของขอบเขตการรับรอง GACP กับ GAP
| ประเด็น | GAP (พืชทั่วไป) | GACP (พืชสมุนไพร/วัตถุดิบยา) |
|---|---|---|
| ขอบเขตที่ครอบคลุม | การปลูก การดูแล จนถึงการเก็บเกี่ยวเพื่อบริโภคเป็นอาหาร | ทั้งการปลูก การเก็บเกี่ยว/รวบรวม (collection) และการจัดการหลังเก็บเกี่ยวเบื้องต้นก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตยา |
| กลุ่มพืชเป้าหมาย | พืชอาหารทั่วไป เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว | พืชสมุนไพรและพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบทางยา รวมถึงพืชที่มีกฎหมายควบคุมเฉพาะ |
| เกณฑ์ความปลอดภัยที่เน้น | สารเคมีตกค้าง ความปลอดภัยอาหาร | ความปลอดภัย ความบริสุทธิ์ และความคงที่ของสารสำคัญในพืชที่ใช้ทำยา |
| หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง | กรมวิชาการเกษตร | หน่วยงานด้านการแพทย์แผนไทย/สาธารณสุขและกรมวิชาการเกษตรร่วมกัน ขึ้นกับชนิดพืชและวัตถุประสงค์การใช้ |
ความต่างที่สำคัญที่สุดคือ GAP มองที่ "ความปลอดภัยสำหรับบริโภคเป็นอาหาร" ขณะที่ GACP มองที่ "ความคงที่และความบริสุทธิ์ของสารออกฤทธิ์สำคัญ" ที่จะนำไปใช้ผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งต้องควบคุมปัจจัยที่ GAP ทั่วไปไม่ได้กำหนดไว้ เช่น ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่มีผลต่อปริมาณสารสำคัญในพืช วิธีเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยวที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของสารออกฤทธิ์ และการควบคุมแหล่งที่มาของพืชที่เก็บจากธรรมชาติ (wild collection) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า "Collection" ใน GACP ที่ GAP ไม่มีแนวคิดนี้
พืชสมุนไพรชนิดใดต้องใช้ GACP โดยเฉพาะ
พืชสมุนไพรที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยาแผนไทย ยาสมุนไพร หรือส่งออกไปยังตลาดที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพยาสมุนไพรเข้มงวด มักต้องใช้มาตรฐาน GACP แทนหรือควบคู่กับ GAP โดยเฉพาะพืชที่มีกฎหมายควบคุมเป็นพิเศษซึ่งต้องผ่านระบบรับรอง GACP เฉพาะทาง รวมถึงสมุนไพรมูลค่าสูงที่ตลาดต่างประเทศต้องการหลักฐานคุณภาพระดับวัตถุดิบยา ไม่ใช่แค่ระดับพืชผักทั่วไป เกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรเพื่อขายในตลาดทั่วไปหรือแปรรูปเป็นอาหาร/เครื่องดื่มทั่วไปอาจใช้ GAP ทั่วไปได้เพียงพอ แต่ถ้าเป้าหมายคือขายให้โรงงานผลิตยาสมุนไพรหรือส่งออกไปตลาดที่ต้องการมาตรฐานยา ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าพืชชนิดนั้นเข้าข่ายต้องรับรอง GACP หรือไม่ตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก เพราะการปรับวิธีปลูก/เก็บเกี่ยวให้เข้าเกณฑ์ GACP ภายหลังทำได้ยากกว่าวางแผนตั้งแต่ต้น
ขั้นตอนขอรับรอง GACP กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ศึกษาข้อกำหนด GACP ของพืชสมุนไพรชนิดที่จะปลูกจากหน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรฐานนั้นโดยตรง เพราะข้อกำหนดอาจต่างกันตามชนิดพืชและวัตถุประสงค์การใช้
- ปรับระบบการปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับเกณฑ์ GACP ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การจัดการดินและน้ำ ไปจนถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
- จัดทำระบบบันทึกข้อมูลการปลูก (traceability) ตั้งแต่แหล่งเมล็ดพันธุ์จนถึงการเก็บเกี่ยว เพราะ GACP ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับมากกว่า GAP ทั่วไป
- ยื่นขอตรวจประเมินฟาร์มกับหน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรฐาน GACP ของพืชชนิดนั้น
- รับการตรวจประเมินภาคสนามและแก้ไขจุดที่ไม่ผ่านเกณฑ์ตามคำแนะนำของผู้ตรวจ
- ได้รับใบรับรอง GACP และต้องรักษามาตรฐานต่อเนื่องเพื่อผ่านการตรวจติดตามตามรอบที่กำหนด
ตลาดที่ต้องการสินค้าที่มีใบรับรอง GACP
ตลาดหลักที่ต้องการวัตถุดิบสมุนไพรที่มีใบรับรอง GACP คือโรงงานผลิตยาแผนไทยและยาสมุนไพรที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตยาซึ่งกำหนดให้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งวัตถุดิบได้ รวมถึงผู้ส่งออกที่ขายสมุนไพรไปยังประเทศที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพยาสมุนไพรเข้มงวด ซึ่งมักต้องการเอกสารรับรองมาตรฐานระดับสากลประกอบการนำเข้า เกษตรกรที่มีใบรับรอง GACP จะมีข้อได้เปรียบในการเจรจาราคาและได้รับความเชื่อถือจากผู้ซื้อกลุ่มนี้มากกว่าเกษตรกรที่ไม่มีใบรับรองใด ๆ แต่ควรตระหนักว่าตลาดที่ต้องการ GACP มักเป็นตลาดเฉพาะทางที่มีปริมาณความต้องการจำกัดกว่าตลาดสมุนไพรทั่วไป จึงควรหาผู้รับซื้อหรือทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้ชัดเจนก่อนลงทุนปรับระบบฟาร์มทั้งหมดเพื่อขอรับรอง GACP
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่ามี GAP อยู่แล้วเพียงพอสำหรับขายวัตถุดิบยา โดยไม่ตรวจสอบว่าผู้ซื้อต้องการ GACP โดยเฉพาะ
- เริ่มขอ GACP หลังปลูกไปแล้ว ทำให้ต้องปรับระบบบันทึกข้อมูลย้อนหลังซึ่งทำได้ยากกว่าวางแผนตั้งแต่ต้น
- ไม่มีตลาดหรือผู้รับซื้อรองรับชัดเจนก่อนลงทุนปรับระบบฟาร์มเพื่อขอรับรอง GACP ทำให้ต้นทุนที่ลงไปไม่คุ้มค่า
- ละเลยระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ GACP ที่ต่างจาก GAP ทั่วไป
- เก็บเกี่ยวสมุนไพรผิดช่วงเวลาที่มีผลต่อปริมาณสารสำคัญ ทำให้วัตถุดิบไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพแม้ปลูกถูกวิธี
- ไม่ติดตามว่ามาตรฐาน GACP ของพืชแต่ละชนิดอาจมีหน่วยงานรับผิดชอบต่างกัน ทำให้ยื่นขอผิดหน่วยงาน
สรุป
GAP กับ GACP ต่างกันที่ขอบเขตและเป้าหมาย GAP เน้นความปลอดภัยพืชอาหารทั่วไป ส่วน GACP เน้นความคงที่ของสารสำคัญและการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับพืชสมุนไพรที่จะใช้เป็นวัตถุดิบยา เกษตรกรที่ตั้งเป้าขายให้โรงงานผลิตยาหรือส่งออกตลาดที่เข้มงวดควรวางแผนขอ GACP ตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก และหาผู้รับซื้อรองรับชัดเจนก่อนลงทุนปรับระบบฟาร์มทั้งหมด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — มาตรฐาน GAP พืชอาหารและแนวทางเปรียบเทียบกับมาตรฐานเฉพาะทางอื่น
- หน่วยงานด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กระทรวงสาธารณสุข — เกณฑ์มาตรฐาน GACP สำหรับพืชสมุนไพรและวัตถุดิบยา
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานเกษตรอื่นในหมวด ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเกษตร
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ถุงมือทำงานเท่ๆ ทําสวนเกษตร แปลงผัก พรวนดิน ขุดดิน ถอนหญ้า ปลูกต้นไม้ ปอกทุเรียนได้ มีคูปองลดเพิ่ม Agricultural Gloves
ดูรายละเอียด
ถุงมือปลูกต้นไม้ ถุงมือปอกทุเรียนขุดดิน ถุงมือยางสีเขียว สินค้า Agricultural Gloves ยางอเนกประสงค์
ดูรายละเอียด
ช้อนส้อมพรวนดิน ช้อนพรวนดิน ส้อมพรวนดิน พลั่วพรวนดิน อุปกรณ์พรวนดิน อุปกรณ์จัดสวน อุปกรณ์เกษตร น้ำหนักเบา
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
มี GAP อยู่แล้วต้องขอ GACP เพิ่มไหม
ขึ้นอยู่กับช่องทางขาย ถ้าขายเป็นวัตถุดิบยาหรือส่งออกไปตลาดที่ต้องการมาตรฐานยาสมุนไพร มักต้องมี GACP เพิ่มเติม เพราะ GAP ไม่ครอบคลุมข้อกำหนดด้านความคงที่ของสารสำคัญและการตรวจสอบย้อนกลับ
สมุนไพรที่ปลูกขายตลาดสดทั่วไปต้องมี GACP ไหม
โดยทั่วไปไม่จำเป็น ถ้าขายเป็นสมุนไพรสดหรือแปรรูปสำหรับบริโภคทั่วไป GAP ทั่วไปมักเพียงพอ GACP จำเป็นเฉพาะเมื่อวัตถุดิบจะเข้าสู่กระบวนการผลิตยา
ขอรับรอง GACP ใช้เวลานานแค่ไหน
ขึ้นกับความพร้อมของฟาร์มและชนิดพืช ฟาร์มที่ต้องปรับระบบบันทึกข้อมูลและวิธีปลูกใหม่ทั้งหมดจะใช้เวลานานกว่า ควรสอบถามกรอบเวลาที่ชัดเจนจากหน่วยงานรับรองก่อนเริ่ม
ใบรับรอง GACP มีอายุกี่ปีและต้องต่ออายุอย่างไร
โดยทั่วไปมีอายุจำกัดและต้องผ่านการตรวจติดตามหรือขอต่ออายุตามรอบที่หน่วยงานรับรองกำหนด ไม่ใช่ได้รับครั้งเดียวแล้วถือครองตลอดไป
เกษตรกรรายย่อยขอ GACP เองได้ไหมหรือต้องรวมกลุ่ม
ทำได้ทั้งสองแบบ แต่การรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันมักช่วยลดต้นทุนการขอตรวจประเมินและพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลร่วมกัน เหมาะกับรายย่อยที่มีพื้นที่ปลูกไม่ใหญ่มาก
