คำตอบเร็ว: ต้องขออนุญาตในบางกรณี พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 หมวดพันธุ์พืชป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป กำหนดว่าหากเก็บ รวบรวม หรือนำพันธุ์พืชป่า/พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปไปใช้ประโยชน์เพื่อการค้าหรือการวิจัยเชิงพาณิชย์ ต้องขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับกรมวิชาการเกษตรก่อน แต่ถ้าเก็บไว้ปลูกกินเองในครัวเรือนหรือใช้ตามวิถีท้องถิ่นดั้งเดิมโดยไม่มุ่งการค้า ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาต เรื่องนี้แยกต่างหากจากการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ที่ปรับปรุงเอง
เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนไม่น้อยที่เก็บพันธุ์ข้าวพื้นเมือง สมุนไพรป่า หรือพืชท้องถิ่นที่ปลูกสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แล้วเริ่มขยายเป็นธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์หรือแปรรูปขาย มักไม่รู้ว่าต้องขออนุญาตอะไรหรือไม่ เพราะคิดว่าพืชเหล่านี้ "เป็นของสาธารณะ" ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ในความเป็นจริงกฎหมายไทยมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องนี้อยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งแยกพันธุ์พืชออกเป็นหลายประเภทและมีเงื่อนไขต่างกัน
ความแตกต่างระหว่างพันธุ์พืชป่า พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชใหม่
พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 แบ่งพันธุ์พืชที่เกี่ยวข้องออกเป็นกลุ่มหลักที่เกษตรกรควรเข้าใจให้ชัดก่อนตัดสินใจว่าตนเองต้องขออนุญาตหรือไม่
- พันธุ์พืชป่า คือพันธุ์พืชที่เจริญเติบโตอยู่ตามธรรมชาติ ยังไม่เคยผ่านการนำมาเพาะปลูกหรือปรับปรุงพันธุ์โดยมนุษย์อย่างเป็นระบบ
- พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป คือพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดหรือมีการปลูกเลี้ยงสืบทอดกันมาในประเทศไทยเป็นเวลานาน มีการใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายในหลายท้องถิ่น ไม่ได้ผูกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ (ต่างจาก "พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น" ที่มีข้อกำหนดอีกชุดหนึ่ง)
- พันธุ์พืชใหม่ คือพันธุ์ที่ผู้ปรับปรุงพันธุ์คิดค้นหรือพัฒนาขึ้นเองจนมีลักษณะแตกต่างจากพันธุ์เดิม สามารถยื่นขอรับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ และเป็น "ผู้ทรงสิทธิ" ที่มีสิทธิผูกขาดเชิงพาณิชย์ในพันธุ์นั้นได้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ข้อแตกต่างสำคัญคือ พันธุ์พืชใหม่มี "เจ้าของสิทธิ์" ชัดเจนคือผู้ปรับปรุงพันธุ์ ในขณะที่พันธุ์พืชป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปไม่มีเจ้าของสิทธิ์เฉพาะราย แต่ถือเป็นทรัพยากรของประเทศที่รัฐมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ร่วมกันของสังคม กฎหมายจึงวางกลไกให้ผู้ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้าต้องขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่ส่วนรวม แทนที่จะให้ใครก็ได้นำไปแสวงหากำไรเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการตอบแทน
กรณีที่ต้องขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์
ไม่ใช่ทุกการใช้พันธุ์พืชป่าหรือพืชพื้นเมืองทั่วไปที่ต้องขออนุญาต กฎหมายเน้นเฉพาะกรณีที่เป็นการใช้ประโยชน์เพื่อการค้าหรือการวิจัยเชิงพาณิชย์ เท่านั้น ตัวอย่างกรณีที่เข้าข่ายต้องขออนุญาต ได้แก่
- รวบรวมพันธุ์พืชป่าหรือพืชพื้นเมืองทั่วไปจำนวนมากเพื่อนำไปขยายพันธุ์ขายเป็นธุรกิจ
- นำพันธุ์พืชไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เช่น สารสกัดสมุนไพรเพื่อผลิตยาหรือเครื่องสำอาง
- ส่งออกพันธุ์พืชหรือส่วนขยายพันธุ์ไปต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า
- บริษัทหรือหน่วยงานเอกชนขอเข้าถึงพันธุ์พืชในพื้นที่เพื่อนำไปศึกษาวิจัยและพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์
ส่วนกรณีที่ไม่ต้องขออนุญาต คือการใช้ประโยชน์ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชน เช่น ปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างเกษตรกรในท้องถิ่นตามประเพณี หรือใช้ในพิธีกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยไม่มีเจตนาแสวงหากำไรเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง
หน่วยงานที่รับผิดชอบการอนุญาต
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือกรมวิชาการเกษตร ผ่านสำนักคุ้มครองพันธุ์พืชซึ่งทำหน้าที่พิจารณาคำขออนุญาตเก็บ รวบรวม หรือนำพันธุ์พืชป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปไปใช้ประโยชน์ รวมถึงเป็นคู่สัญญาฝ่ายรัฐในการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับผู้ขอใช้ประโยชน์ ผู้ที่ต้องการยื่นขออนุญาตควรติดต่อสำนักคุ้มครองพันธุ์พืชโดยตรง หรือผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่เพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นก่อนดำเนินการ
| กรณีการใช้ประโยชน์ | ต้องขออนุญาตหรือไม่ | ติดต่อหน่วยงาน |
|---|---|---|
| ปลูกกินเอง แลกเปลี่ยนในท้องถิ่น | ไม่ต้อง | - |
| เพาะขยายขายเมล็ดพันธุ์เชิงธุรกิจ | ต้องขออนุญาต | สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร |
| วิจัยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ | ต้องขออนุญาต + ทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ | สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร |
| ปรับปรุงพันธุ์ใหม่จนแตกต่างจากเดิมชัดเจน | ยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่แทน (คนละหมวด) | กรมวิชาการเกษตร |
ตัวอย่างพืชที่เคยมีปัญหาการนำไปใช้โดยไม่ขออนุญาต
ในอดีตประเทศไทยเคยมีกรณีที่ต่างชาติหรือบริษัทเอกชนนำพันธุ์พืชท้องถิ่นและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องไปจดสิทธิบัตรหรือใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในต่างประเทศ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการขออนุญาตหรือแบ่งปันผลประโยชน์คืนให้ชุมชนต้นทาง ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชในลักษณะนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศถูกนำไปใช้ประโยชน์ฝ่ายเดียวโดยไม่มีการตอบแทนที่เป็นธรรม กรณีลักษณะนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่าทำไมกฎหมายจึงต้องมีกลไกขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์แยกออกมาต่างหากจากระบบสิทธิบัตรทั่วไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าพันธุ์พืชพื้นเมืองเป็น "ของฟรี" ที่ใครก็นำไปทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
- สับสนระหว่างการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่กับการขออนุญาตใช้พันธุ์พืชป่า/พื้นเมืองทั่วไป ทั้งที่เป็นคนละกระบวนการ
- เริ่มขยายธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์หรือแปรรูปในวงกว้างก่อน แล้วค่อยมาตรวจสอบข้อกฎหมายทีหลัง
- ไม่เก็บหลักฐานที่มาของพันธุ์พืชที่นำมาใช้ ทำให้ตอบคำถามเรื่องแหล่งที่มาไม่ได้หากถูกตรวจสอบ
- คิดว่าการขออนุญาตต้องผ่านกระบวนการเดียวกับการขอสิทธิบัตร ทั้งที่เป็นกฎหมายคนละฉบับกับหน่วยงานรับผิดชอบคนละส่วน
สรุป
พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 แยกพันธุ์พืชป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปออกจากพันธุ์พืชใหม่อย่างชัดเจน การใช้พันธุ์พืชกลุ่มแรกเพื่อการค้าหรือวิจัยเชิงพาณิชย์ต้องขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับกรมวิชาการเกษตรก่อนเสมอ ในขณะที่การใช้ตามวิถีดั้งเดิมในครัวเรือนหรือชุมชนไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาต เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนที่กำลังจะขยายธุรกิจจากพืชท้องถิ่นควรตรวจสอบสถานะให้ชัดก่อนลงทุนขยายกำลังการผลิต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายภายหลัง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร (สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช) — หน่วยงานรับผิดชอบการอนุญาตใช้ประโยชน์พันธุ์พืชป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลนโยบายและภาพรวมทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศ
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

อุปกรณ์ ปลูก ผักไฮโดรโปนิกส์ ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ ปุ๋ย ab อุปกรณ์ปลูกผักสลัด DIY ปุ๋ยผักสลัด hydroponic
ดูรายละเอียด
หนังสือ คู่มือ การผลิต และ ซื้อขาย ไม้ล้อม พันล้าน : เกษตร พันธุ์ไม้ การซื้อไม้ การปลูกไม้ การขายไม้ วิธีขุดไม้ใหญ่
ดูรายละเอียด
ส่งด่วน Zebra ZD230 เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด พิมพ์ใบปะหน้า สติกเกอร์ พิมพ์ระบบ TT และ DT แถมฟรี สติกเกอร์ + หมึกริบบอน
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ปลูกพืชพื้นเมืองในสวนตัวเองไว้กินเองต้องขออนุญาตไหม
การปลูกไว้ใช้บริโภคในครัวเรือน แลกเปลี่ยน หรือใช้ในท้องถิ่นตามวิถีดั้งเดิมโดยไม่ได้มุ่งเพื่อการค้าหรือวิจัยเชิงพาณิชย์ ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตแบ่งปันผลประโยชน์ตามหมวดนี้ แต่ถ้าภายหลังเปลี่ยนมาเพาะขยายพันธุ์เพื่อขายในเชิงพาณิชย์หรือส่งให้บริษัทนำไปวิจัยต่อยอด ต้องกลับมาพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขต้องขออนุญาตหรือไม่
ต่างจากการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตรงไหน
พันธุ์พืชใหม่คือพันธุ์ที่มีคนปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นเองจนมีลักษณะแตกต่างจากพันธุ์เดิมที่มีอยู่ ผู้ปรับปรุงสามารถยื่นขอรับความคุ้มครองเป็น "ผู้ทรงสิทธิ" ได้ ส่วนพันธุ์พืชป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปคือพันธุ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือสืบทอดกันมาในท้องถิ่นโดยไม่มีเจ้าของสิทธิ์เฉพาะราย กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้าต้องขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์คืนให้ส่วนรวมแทน
ขออนุญาตแบ่งปันผลประโยชน์ต้องเสียเงินเท่าไหร่
รูปแบบการแบ่งปันผลประโยชน์กำหนดเป็นข้อตกลงเฉพาะรายกรณีระหว่างผู้ขอใช้ประโยชน์กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งอาจอยู่ในรูปตัวเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือผลตอบแทนรูปแบบอื่นตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ไม่มีอัตราตายตัวที่ใช้ได้กับทุกกรณี ผู้สนใจควรติดต่อสำนักคุ้มครองพันธุ์พืชโดยตรงเพื่อสอบถามเงื่อนไขที่ใช้กับกรณีของตน
ถ้าไม่ขออนุญาตแล้วถูกจับได้ มีผลอย่างไร
การใช้ประโยชน์พันธุ์พืชป่าหรือพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีความผิดตามบทกำหนดโทษของพระราชบัญญัตินี้ รายละเอียดโทษที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมวิชาการเกษตรหรือที่ปรึกษากฎหมายโดยตรง เพราะขึ้นอยู่กับลักษณะการกระทำผิดแต่ละกรณี
วิสาหกิจชุมชนที่แปรรูปสมุนไพรพื้นบ้านขายต้องขออนุญาตหรือไม่
ต้องพิจารณาว่าสมุนไพรที่ใช้เป็นพันธุ์พืชป่าหรือพืชพื้นเมืองทั่วไปที่เข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่ และการแปรรูปนั้นเข้าลักษณะการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ วิสาหกิจชุมชนที่ไม่แน่ใจควรสอบถามสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ก่อนขยายกำลังการผลิตเพื่อการค้าในวงกว้าง
