ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

ประกันรายได้เกษตรกร 5 พืชหลัก ข้าว ยาง ปาล์ม มัน ข้าวโพด ต่างกันอย่างไร

เทียบรายละเอียดโครงการประกันรายได้เกษตรกร 5 พืชหลัก ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด หลักการชดเชยส่วนต่างราคาและช่องทางตรวจสอบสิทธิ์รับเงิน

ประกันรายได้เกษตรกร 5 พืชหลัก ข้าว ยาง ปาล์ม มัน ข้าวโพด ต่างกันอย่างไร
คำตอบเร็ว: โครงการประกันรายได้เกษตรกรครอบคลุมพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลักการเดียวกันทุกพืชคือรัฐจะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้เกษตรกรเมื่อราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกันที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ในแต่ละปี แต่รายละเอียดต่างกันในเรื่องปริมาณผลผลิตที่จำกัดสิทธิ์รับเงินต่อครัวเรือน ช่วงเวลาเปิดขึ้นทะเบียน และหน่วยงานที่ใช้อ้างอิงราคาตลาด เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นปัจจุบันก่อนเสมอ เพราะฐานข้อมูลนี้คือหลักฐานหลักที่ใช้คำนวณสิทธิ์รับเงินชดเชย ราคาประกันและปริมาณจำกัดสิทธิ์ของแต่ละปีควรตรวจสอบล่าสุดจากประกาศของกระทรวงพาณิชย์และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เนื่องจากปรับเปลี่ยนได้ตามมติคณะรัฐมนตรีทุกปี

เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจหลักมักได้ยินคำว่า "ประกันรายได้" ผ่านข่าวทุกปี แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าพืชที่ตัวเองปลูกมีเงื่อนไขต่างจากพืชอื่นตรงไหน ราคาประกันคำนวณอย่างไร และต้องทำอะไรก่อนถึงจะมีสิทธิ์รับเงินชดเชย บทความนี้จะไล่เทียบรายละเอียดของ 5 พืชหลักในโครงการให้เห็นภาพชัดในที่เดียว พร้อมอธิบายว่าประกันรายได้ต่างจากประกันภัยพืชผลจากภัยธรรมชาติอย่างไร เพราะสองเรื่องนี้เกษตรกรมักสับสนกันอยู่บ่อยครั้ง

หลักการทำงานของโครงการประกันรายได้เกษตรกร

กลไกหลักของโครงการนี้คือการชดเชยส่วนต่างระหว่าง "ราคาตลาดอ้างอิง" กับ "ราคาประกัน" ที่รัฐกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับพืชแต่ละชนิดในแต่ละฤดูกาลผลิต หากราคาตลาดอ้างอิงในช่วงเวลาที่กำหนดต่ำกว่าราคาประกัน รัฐจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้โดยตรงผ่าน ธ.ก.ส. แต่ถ้าราคาตลาดสูงกว่าหรือเท่ากับราคาประกัน เกษตรกรจะไม่ได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติม เพราะถือว่าขายได้ราคาตามกลไกตลาดอยู่แล้ว จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือโครงการนี้ไม่ได้จ่ายเงินให้ทุกคนที่ปลูกพืชทั้ง 5 ชนิด แต่จำกัดสิทธิ์ตามพื้นที่เพาะปลูกหรือปริมาณผลผลิตต่อครัวเรือนตามเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละปี และต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชนั้น ๆ ไว้อย่างถูกต้องกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบพืชนั้นโดยตรง เช่น ยางพารายื่นผ่านการยางแห่งประเทศไทย

รายละเอียดเฉพาะของแต่ละพืชใน 5 พืชหลัก

ข้าว

ประกันรายได้ข้าวแบ่งตามชนิดข้าวที่ปลูก เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ซึ่งแต่ละชนิดมีราคาประกันต่างกันตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในแต่ละปี ปริมาณผลผลิตที่ใช้คำนวณสิทธิ์จำกัดตามพื้นที่ปลูกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่ใช่คำนวณจากผลผลิตจริงทั้งหมดที่เก็บเกี่ยวได้ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและแจ้งพื้นที่ปลูกให้ตรงกับความเป็นจริงทุกฤดูกาล เนื่องจากการปลูกข้าวมีหลายรอบต่อปีในบางพื้นที่ การขึ้นทะเบียนแต่ละรอบจึงต้องทำใหม่ทุกครั้ง

ยางพารา

ประกันรายได้ยางพาราครอบคลุมยางก้อนถ้วย น้ำยางสด และยางแผ่นดิบคุณภาพดี โดยราคาประกันกำหนดแยกตามประเภทผลผลิตแต่ละชนิด สิทธิ์รับเงินจำกัดตามพื้นที่กรีดยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไม่ใช่พื้นที่ปลูกทั้งหมด เพราะพื้นที่ที่ยังกรีดไม่ได้ (ต้นยางอายุน้อย) จะไม่ถูกนำมาคำนวณสิทธิ์ เกษตรกรชาวสวนยางต้องเป็นสมาชิก กยท. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางให้ครบถ้วนก่อนถึงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชย

ปาล์มน้ำมัน

ประกันรายได้ปาล์มน้ำมันอ้างอิงราคาผลปาล์มทะลายสดที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ปริมาณผลผลิตที่ใช้คำนวณสิทธิ์จำกัดตามพื้นที่ปลูกปาล์มที่ให้ผลผลิตแล้วซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร สวนปาล์มที่เพิ่งปลูกและยังไม่ให้ผลผลิตจะไม่ถูกนับรวมในสิทธิ์การรับเงินชดเชย เกษตรกรควรระวังเรื่องเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์ม เพราะราคาตลาดอ้างอิงมักผูกกับคุณภาพผลปาล์มที่ตัดในเกณฑ์สุกพอดี ไม่ใช่ราคาที่ตัดปาล์มดิบขายเร่งด่วน

มันสำปะหลัง

ประกันรายได้มันสำปะหลังอ้างอิงราคาหัวมันสดที่เชื้อแป้งตามเกณฑ์มาตรฐาน (โดยทั่วไปกำหนดเกณฑ์เชื้อแป้งอ้างอิงไว้ระดับหนึ่งเพื่อเทียบราคา) ปริมาณจำกัดสิทธิ์คำนวณตามพื้นที่เพาะปลูกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรในแต่ละฤดูกาล เกษตรกรที่ขายหัวมันสดที่เชื้อแป้งต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงอาจได้รับราคาจริงจากโรงงานต่ำกว่าราคาประกัน ซึ่งเป็นส่วนที่โครงการจะช่วยชดเชยส่วนต่างให้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้างอิงราคาข้าวโพดเมล็ดแห้งความชื้นตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ปริมาณผลผลิตจำกัดสิทธิ์ตามพื้นที่ปลูกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรที่ขายข้าวโพดความชื้นสูงกว่าเกณฑ์มักถูกหักราคาจากผู้รับซื้อ ซึ่งไม่ได้อยู่ในการคำนวณของโครงการประกันรายได้โดยตรง เกษตรกรจึงควรบริหารจัดการการตากหรือลดความชื้นก่อนขายเพื่อให้ได้ราคาที่ใกล้เคียงราคาตลาดอ้างอิงมากที่สุด

พืชอ้างอิงราคาจากปัจจัยจำกัดสิทธิ์หลักหน่วยงานขึ้นทะเบียน
ข้าวราคาข้าวเปลือกแยกตามชนิดพื้นที่ปลูกที่ขึ้นทะเบียนต่อฤดูกาลกรมส่งเสริมการเกษตร
ยางพาราราคายางก้อนถ้วย/น้ำยางสด/ยางแผ่นดิบพื้นที่กรีดยางที่ขึ้นทะเบียนการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)
ปาล์มน้ำมันราคาผลปาล์มทะลายสดตามเปอร์เซ็นต์น้ำมันพื้นที่ปลูกที่ให้ผลผลิตแล้วกรมส่งเสริมการเกษตร
มันสำปะหลังราคาหัวมันสดตามเชื้อแป้งอ้างอิงพื้นที่เพาะปลูกที่ขึ้นทะเบียนต่อฤดูกาลกรมส่งเสริมการเกษตร
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาข้าวโพดเมล็ดแห้งตามความชื้นอ้างอิงพื้นที่ปลูกที่ขึ้นทะเบียนต่อฤดูกาลกรมส่งเสริมการเกษตร

ทำไมต้องจำกัดสิทธิ์ตามปริมาณผลผลิตหรือพื้นที่ปลูก

หลายคนสงสัยว่าทำไมโครงการนี้ไม่จ่ายชดเชยให้เต็มจำนวนผลผลิตที่ขายได้จริงทั้งหมด เหตุผลหลักคืองบประมาณของรัฐมีจำกัดในแต่ละปี การกำหนดเพดานปริมาณหรือพื้นที่จำกัดสิทธิ์จึงเป็นกลไกที่ทำให้เงินชดเชยกระจายไปถึงเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากได้ทั่วถึงกว่า แทนที่จะกระจุกตัวอยู่กับผู้ปลูกรายใหญ่ที่มีพื้นที่มาก หลักคิดนี้ใช้เหมือนกันทั้ง 5 พืช แต่ตัวเลขเพดานจะต่างกันตามลักษณะการผลิตของพืชนั้น เช่น ข้าวและมันสำปะหลังคำนวณจากพื้นที่ปลูกเป็นไร่ ส่วนยางพารานับเฉพาะพื้นที่ที่กรีดได้จริงเพราะต้นยางอายุน้อยยังไม่สร้างรายได้ เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกเกินเพดานจำกัดสิทธิ์จะได้รับเงินชดเชยเฉพาะส่วนที่อยู่ในเกณฑ์เท่านั้น ส่วนที่เกินจะไม่ได้รับการชดเชยแม้ราคาตลาดจะต่ำกว่าราคาประกันก็ตาม เกษตรกรที่ทำสวนหรือทำนาแปลงใหญ่จึงควรวางแผนการเงินโดยไม่พึ่งพาเงินชดเชยจากส่วนที่เกินเพดานเป็นหลัก

ประกันรายได้ต่างจากประกันภัยพืชผลอย่างไร

สองโครงการนี้เกษตรกรมักสับสนกันบ่อยที่สุด ทั้งที่วัตถุประสงค์ต่างกันคนละเรื่อง ประกันรายได้เกษตรกรชดเชย "ส่วนต่างราคา" เมื่อราคาตลาดตกต่ำกว่าราคาประกัน โดยไม่เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ผลผลิตออกมาหรือราคาตก ส่วนประกันภัยพืชผล (เช่น ประกันภัยข้าวนาปี) คุ้มครอง "ความเสียหายของผลผลิต" ที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ลมพายุ หรือศัตรูพืชระบาดรุนแรง ซึ่งเกษตรกรต้องสมัครและจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมต่างหากจากการขึ้นทะเบียนประกันรายได้ ดังนั้นเกษตรกรที่ต้องการความคุ้มครองครบทั้งสองด้าน คือทั้งเรื่องราคาตกและเรื่องผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติ จำเป็นต้องเข้าร่วมทั้งสองโครงการแยกกัน ไม่ใช่โครงการเดียวที่ครอบคลุมทั้งหมด

ปฏิทินคร่าว ๆ ที่เกษตรกรควรวางแผนไว้ในใจ

แม้แต่ละพืชจะมีรอบการผลิตต่างกัน แต่รูปแบบการดำเนินงานของโครงการมีขั้นตอนคล้ายกันที่เกษตรกรควรจดจำเป็นแนวทาง คือช่วงต้นฤดูกาลผลิตของพืชนั้น รัฐจะประกาศราคาประกันและเงื่อนไขของปีนั้นออกมาก่อน จากนั้นเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้ทันภายในกรอบเวลาที่กำหนด ระบบจะใช้ข้อมูลนี้ไปเทียบกับราคาตลาดอ้างอิงที่ประกาศเป็นงวด ๆ ตลอดช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด หากราคาตลาดงวดใดต่ำกว่าราคาประกัน เงินชดเชยของงวดนั้นจะถูกคำนวณและโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ตามกำหนดการที่ประกาศ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนดมักพลาดสิทธิ์รับเงินในงวดแรก ๆ แม้ราคาตลาดของงวดนั้นจะต่ำกว่าราคาประกันจริงก็ตาม ดังนั้นการติดตามประกาศเปิดขึ้นทะเบียนตั้งแต่ต้นฤดูกาลจึงสำคัญไม่แพ้การติดตามราคาตลาด

ช่องทางตรวจสอบสิทธิ์และการรับเงินชดเชย

  • ตรวจสอบสถานะการขึ้นทะเบียนเกษตรกรของตนเองผ่านกรมส่งเสริมการเกษตรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบพืชนั้น (เช่น กยท.สำหรับยางพารา) ให้เป็นปัจจุบันทุกฤดูกาล
  • ตรวจสอบผลการโอนเงินชดเชยผ่านแอปพลิเคชันหรือช่องทางออนไลน์ของ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง
  • เก็บสมุดบัญชี ธ.ก.ส. ให้เป็นปัจจุบันและอัปเดตเลขบัญชีให้ตรงกับข้อมูลที่ขึ้นทะเบียนไว้ เพื่อไม่ให้เงินโอนผิดพลาดหรือตกค้าง
  • ติดตามประกาศราคาประกันและกำหนดการจ่ายเงินชดเชยของแต่ละพืชจากประกาศทางการของกระทรวงพาณิชย์ในแต่ละปี เนื่องจากราคาประกันและงวดเวลาจ่ายเงินไม่ตายตัว เปลี่ยนตามมติคณะรัฐมนตรี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรใหม่ทุกฤดูกาล คิดว่าขึ้นทะเบียนครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป ทำให้พลาดสิทธิ์รับเงินชดเชยในฤดูกาลที่ไม่ได้อัปเดตข้อมูล
  • แจ้งพื้นที่ปลูกไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งแจ้งเกินหรือแจ้งน้อยกว่าที่ปลูกจริง อาจถูกตรวจสอบพบภายหลังและถูกตัดสิทธิ์หรือเรียกเงินคืน
  • สับสนระหว่างประกันรายได้กับประกันภัยพืชผล คิดว่าขึ้นทะเบียนประกันรายได้แล้วจะได้รับความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมหรือภัยแล้งด้วย ทั้งที่เป็นคนละโครงการที่ต้องสมัครแยกกัน
  • ไม่ปรับปรุงบัญชี ธ.ก.ส. ให้เป็นปัจจุบัน เปลี่ยนเลขบัญชีหรือปิดบัญชีเดิมโดยไม่แจ้งอัปเดต ทำให้เงินโอนไม่เข้าหรือตกค้างในระบบ
  • ไม่ติดตามประกาศราคาประกันของปีนั้น ๆ ใช้ตัวเลขราคาประกันของปีก่อนมาคาดการณ์รายได้ ทำให้วางแผนการเงินผิดพลาด เพราะราคาประกันปรับเปลี่ยนได้ทุกปีตามมติคณะรัฐมนตรี
  • ปลูกพืชในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินรองรับการขึ้นทะเบียน ทำให้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ครบถ้วนตามเงื่อนไข และเสียสิทธิ์รับเงินชดเชยทั้งหมด
  • รอให้ใกล้ปิดรอบขึ้นทะเบียนแล้วค่อยไปแจ้ง เกษตรกรบางรายไปแจ้งข้อมูลช่วงท้ายกรอบเวลาที่กำหนด ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารไม่ทันและอาจตกหล่นจากระบบในงวดจ่ายเงินแรก ควรไปแจ้งและปรับปรุงทะเบียนตั้งแต่ต้นฤดูกาลเพื่อลดความเสี่ยงนี้

สรุป

ก่อนรอเงินชดเชยทุกฤดูกาล ให้เกษตรกรตั้งคำถามกับตัวเองสามข้อคือ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรของพืชที่ปลูกไว้เป็นปัจจุบันหรือยัง พื้นที่ที่แจ้งไว้ตรงกับพื้นที่ปลูกจริงหรือไม่ และบัญชี ธ.ก.ส. ที่ผูกไว้ยังใช้งานได้อยู่หรือไม่ ถ้าตอบครบทั้งสามข้อ โอกาสได้รับเงินชดเชยตรงเวลาจะสูงขึ้นมาก เพราะปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องกลไกการคำนวณราคา แต่เป็นเรื่องความล่าช้าหรือความคลาดเคลื่อนของข้อมูลทะเบียนเกษตรกรเอง

โครงการประกันรายได้เกษตรกรใช้หลักการเดียวกันทั้ง 5 พืช คือชดเชยส่วนต่างเมื่อราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกัน แต่รายละเอียดปฏิบัติต่างกันตามลักษณะเฉพาะของแต่ละพืช ทั้งเรื่องเกณฑ์คุณภาพที่ใช้อ้างอิงราคา หน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียน และปัจจัยที่ใช้จำกัดสิทธิ์รับเงิน เกษตรกรที่ต้องการรับสิทธิ์เต็มที่ต้องขึ้นทะเบียนให้เป็นปัจจุบันทุกฤดูกาล ตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ปลูกให้ตรงความจริง และแยกให้ชัดว่าประกันรายได้กับประกันภัยพืชผลเป็นคนละเรื่องที่ต้องสมัครแยกกันหากต้องการความคุ้มครองครบทุกด้าน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาตลาดอ้างอิงและหลักการคำนวณส่วนต่างของโครงการประกันรายได้
  • 📄ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — ช่องทางตรวจสอบการโอนเงินชดเชยส่วนต่างให้เกษตรกร
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — ระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชแต่ละชนิด

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข้อมูลข่าวสาร กฎหมาย และมาตรฐานเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ หมวดข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

คำถามที่พบบ่อย

ปลูกพืชทั้ง 5 ชนิดในที่ดินเดียวกันจะได้รับเงินชดเชยทุกพืชหรือไม่

ได้ หากขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกแต่ละพืชไว้ถูกต้องและพื้นที่ปลูกจริงตรงตามที่แจ้ง เกษตรกรที่ปลูกพืชแซมหรือปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ต่างแปลงย่อยสามารถขึ้นทะเบียนและรับสิทธิ์ได้ตามพืชที่ปลูกจริง

ราคาประกันของแต่ละพืชคงที่ทุกปีหรือไม่

ไม่คงที่ ราคาประกันของแต่ละพืชกำหนดใหม่ทุกปีตามมติคณะรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาตลาดและงบประมาณที่จัดสรรในปีนั้น ควรตรวจสอบประกาศราคาประกันล่าสุดก่อนวางแผนการเงินทุกฤดูกาล

ถ้าราคาตลาดสูงกว่าราคาประกัน จะได้รับเงินชดเชยหรือไม่

ไม่ได้รับ เพราะหลักการของโครงการคือชดเชยเฉพาะส่วนต่างเมื่อราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกันเท่านั้น หากราคาตลาดสูงกว่าหรือเท่ากับราคาประกัน ถือว่าขายได้ราคาตามกลไกตลาดอยู่แล้ว

สมัครประกันภัยพืชผลเพิ่มเติมจากประกันรายได้ได้หรือไม่

ได้ และแนะนำให้พิจารณาควบคู่กันสำหรับเกษตรกรที่ต้องการความคุ้มครองครบทั้งด้านราคาตกและความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เนื่องจากเป็นคนละโครงการที่ต้องสมัครแยกกัน

ตรวจสอบว่าตัวเองมีสิทธิ์รับเงินชดเชยหรือไม่ ต้องทำอย่างไร

เริ่มจากตรวจสอบสถานะการขึ้นทะเบียนเกษตรกรของตนเองว่าเป็นปัจจุบันหรือไม่ จากนั้นตรวจสอบผลการคำนวณสิทธิ์และการโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์ของ ธ.ก.ส. หากพบข้อผิดพลาดควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่