ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ที่ปรับปรุงเอง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ต้องทำอย่างไร

ปรับปรุงพันธุ์พืชเองแล้วกลัวคนอื่นเอาไปขยายพันธุ์ขาย บทความนี้อธิบายขั้นตอนขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ต่อกรมวิชาการเกษตร เอกสาร ระยะเวลา และสิทธิที่ได้รับ

ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ที่ปรับปรุงเอง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ต้องทำอย่างไร
คำตอบเร็ว: พันธุ์พืชที่ปรับปรุงขึ้นใหม่เองและยังไม่เคยนำออกขายเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สามารถยื่นคำขอรับความคุ้มครอง "พันธุ์พืชใหม่" ต่อกรมวิชาการเกษตรได้ โดยต้องพิสูจน์ว่าพันธุ์นั้นมีความแตกต่าง สม่ำเสมอ และคงตัวจริง เมื่อได้รับจดทะเบียนแล้วจะได้สิทธิผูกขาดผลิต-จำหน่ายพันธุ์นั้นเป็นระยะเวลาตามประเภทพืช (โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 12-27 ปี) แต่พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าที่ไม่ได้ปรับปรุงขึ้นใหม่จะขึ้นทะเบียนแบบนี้ไม่ได้

เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ผสมพันธุ์ข้าว ไม้ผล หรือพืชผักด้วยตัวเองจนได้ลักษณะเด่นที่ต่างจากพันธุ์ทั่วไป เช่น ทนโรคได้ดีกว่า ให้ผลผลิตสูงกว่า หรือรสชาติเฉพาะตัว มักกังวลเรื่องเดียวกัน คือถ้าเผยแพร่พันธุ์นี้ออกไปแล้วไม่ได้จดทะเบียนไว้ก่อน คนอื่นอาจนำกิ่งพันธุ์หรือเมล็ดไปขยายและขายแข่งได้โดยไม่ผิดอะไรเลย เพราะกฎหมายไทยไม่ได้คุ้มครองพันธุ์พืชโดยอัตโนมัติเหมือนลิขสิทธิ์งานเขียน ต้องยื่นขอจดทะเบียนก่อนจึงจะมีสิทธิตามกฎหมายมาบังคับใช้ได้

พันธุ์พืชใหม่ต่างจากพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปอย่างไร

พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 แบ่งพันธุ์พืชที่กฎหมายดูแลออกเป็นหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มได้รับการคุ้มครองคนละแบบ จุดที่เกษตรกรมักสับสนที่สุดคือกลุ่ม "พันธุ์พืชใหม่" กับ "พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป"

  • พันธุ์พืชใหม่ คือพันธุ์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ (คัดเลือก ผสมข้าม กลายพันธุ์แล้วคัดเลือก ฯลฯ) จนได้ลักษณะที่แตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมอย่างชัดเจน มีความสม่ำเสมอในต้นรุ่นเดียวกัน และคงลักษณะเดิมได้เมื่อขยายพันธุ์ต่อไปหลายรุ่น กลุ่มนี้เท่านั้นที่ยื่นขอ "จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่" เพื่อได้สิทธิผูกขาดเชิงพาณิชย์แบบเดียวกับสิทธิบัตรได้
  • พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป คือพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดหรือมีการปลูกเลี้ยงสืบทอดในประเทศไทยมานาน ไม่ใช่ผลจากการปรับปรุงพันธุ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ กลุ่มนี้กฎหมายคุ้มครองในเชิง "ทรัพยากรของชาติ" เพื่อป้องกันการนำออกไปใช้ประโยชน์ทางการค้าหรือวิจัยโดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์กลับมา ไม่ใช่การให้สิทธิผูกขาดแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงขึ้นทะเบียนแบบสิทธิผูกขาดเฉพาะตัวแบบพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้
  • ยังมีกลุ่ม พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น (มีเฉพาะบางท้องที่) และ พันธุ์พืชป่า ซึ่งใช้หลักการคุ้มครองแบบทรัพยากรร่วมเช่นเดียวกัน ไม่ใช่การจดทะเบียนสิทธิเฉพาะตัว

ข้อสังเกตที่ใช้แยกในทางปฏิบัติ: ถ้าเกษตรกรตอบได้ชัดว่า "ผมผสมพันธุ์นี้เอง เริ่มจากพ่อแม่พันธุ์คู่ไหน คัดเลือกกี่รุ่นจนนิ่ง" นั่นคือสัญญาณของพันธุ์พืชใหม่ที่มีสิทธิยื่นขอจดทะเบียนได้ แต่ถ้าเป็นพันธุ์ที่ปลูกสืบต่อกันมาในหมู่บ้านโดยไม่รู้ที่มาแน่ชัดว่าใครปรับปรุงขึ้น มักเข้าข่ายพันธุ์พืชพื้นเมืองซึ่งจดทะเบียนแบบผูกขาดส่วนตัวไม่ได้

เอกสารและขั้นตอนยื่นคำขอต่อกรมวิชาการเกษตร

การยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ดำเนินการผ่านกรมวิชาการเกษตร โดยหลักการที่ต้องเตรียมล่วงหน้ามีดังนี้

ขั้นตอนสิ่งที่ต้องเตรียม/ดำเนินการ
1. ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นยืนยันว่าพันธุ์มีความใหม่ ความแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่ ความสม่ำเสมอ และความคงตัว พร้อมตั้งชื่อพันธุ์ที่ไม่ซ้ำกับพันธุ์อื่น
2. เตรียมคำขอและเอกสารประกอบแบบคำขอจดทะเบียน ข้อมูลประวัติการปรับปรุงพันธุ์ ลักษณะประจำพันธุ์โดยละเอียด (สี ทรงต้น อายุเก็บเกี่ยว ผลผลิต ฯลฯ) และหลักฐานแสดงตัวตนผู้ขอ
3. ยื่นคำขอที่กรมวิชาการเกษตรยื่นต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านคุ้มครองพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตรโดยตรง เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารก่อน
4. ประกาศโฆษณาคำขอกรมวิชาการเกษตรประกาศโฆษณาคำขอเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนด
5. ตรวจสอบลักษณะพันธุ์ (ปลูกทดสอบ)อาจต้องส่งต้นพันธุ์ให้เจ้าหน้าที่ปลูกทดสอบเปรียบเทียบเพื่อยืนยันความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ ความคงตัวตามหลักวิชาการ
6. รับจดทะเบียนและออกหนังสือสำคัญเมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว จะได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ พร้อมนับอายุความคุ้มครองตั้งแต่วันจดทะเบียน

ถ้าเอกสารหรือหลักฐานที่ยื่นไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่จะบันทึกข้อบกพร่องและให้ระยะเวลาแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่ตีตกคำขอทันที แต่ถ้าปล่อยเลยกำหนดโดยไม่แก้ไขคำขอจะถือว่าตกไป ดังนั้นควรเตรียมข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์ให้ละเอียดและถ่ายรูปเปรียบเทียบกับพันธุ์ใกล้เคียงไว้ตั้งแต่ต้น เพราะขั้นตอนตรวจสอบลักษณะมักเป็นจุดที่ใช้เวลานานที่สุดในกระบวนการทั้งหมด

ระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับ

เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ ผู้ทรงสิทธิจะได้รับความคุ้มครองแบบผูกขาดเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งความยาวไม่เท่ากันทุกชนิดพืช โดยหลักทั่วไปพืชที่ให้ผลผลิตหรือเก็บเกี่ยวได้เร็วหลังปลูก เช่น ข้าว อ้อย พืชไร่ระยะสั้น มักได้รับความคุ้มครองสั้นกว่า ส่วนไม้ผลไม้ยืนต้นที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะให้ผลผลิตและขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า จะได้รับความคุ้มครองยาวนานกว่า ภาพรวมของระยะเวลาคุ้มครองตามกฎหมายอยู่ในช่วงประมาณ 12-27 ปี แต่ตัวเลขที่แน่นอนของพืชแต่ละชนิดเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศและหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับในปีที่ยื่นคำขอ จึงควรสอบถามระยะเวลาที่แน่นอนของพันธุ์พืชที่จะยื่นกับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรโดยตรงก่อนตัดสินใจวางแผนธุรกิจระยะยาว

ระหว่างที่ยังอยู่ในระยะคุ้มครอง ผู้ทรงสิทธิต้องชำระค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิตามรอบที่กฎหมายกำหนด หากไม่ชำระตามกำหนดสิทธิอาจถูกเพิกถอนก่อนครบอายุความคุ้มครองได้

เตรียมตัวก่อนยื่นคำขอให้พร้อมที่สุด

จากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เกษตรกรที่ยื่นคำขอแล้วผ่านขั้นตอนตรวจสอบได้เร็วมักมีจุดร่วมกันคือเริ่มเก็บบันทึกตั้งแต่ก่อนคิดจะยื่นคำขอด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพิ่งมาไล่รวบรวมข้อมูลตอนจะยื่น สิ่งที่ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 ฤดูปลูกก่อนยื่นจริง ได้แก่

  • ทำสมุดบันทึกพันธุ์ (breeding record) ระบุพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ผสม วันผสมเกสร รุ่นที่คัดเลือก (F1, F2, F3 ...) และเหตุผลที่คัดแต่ละรุ่น เอกสารนี้คือหลักฐานสำคัญที่สุดตอนพิสูจน์ความใหม่และที่มาของพันธุ์
  • ถ่ายภาพเปรียบเทียบ พันธุ์ที่ปรับปรุงกับพันธุ์แม่พันธุ์เดิมหรือพันธุ์ใกล้เคียงในสภาพแปลงเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจนโดยไม่ต้องเถียงกันภายหลัง
  • ปลูกซ้ำอย่างน้อย 2-3 รุ่น ในแปลงเดียวกันเพื่อยืนยันว่าลักษณะเด่นที่พบไม่ใช่ผลจากสภาพอากาศหรือดินในปีนั้นปีเดียว แต่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่คงตัวจริง
  • ตั้งชื่อพันธุ์ล่วงหน้าและตรวจสอบว่าไม่ซ้ำ กับชื่อพันธุ์ที่มีอยู่แล้วในทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร เพื่อไม่ให้คำขอต้องแก้ไขเรื่องชื่อจนเสียเวลา

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติคือเกษตรกรมีพันธุ์ดีอยู่ในมือหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยบันทึกอะไรไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พอจะยื่นคำขอจริงจึงต้องนั่งนึกย้อนหลังว่าผสมพันธุ์อย่างไร ซึ่งทำให้ข้อมูลที่ยื่นมีน้ำหนักน้อยกว่าการมีบันทึกต่อเนื่องตั้งแต่ต้น

สิทธิที่ได้รับ และข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

ผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนแล้วมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ขาย เสนอขาย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวซึ่งส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชนั้น หากมีผู้อื่นนำไปขยายพันธุ์ขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ทรงสิทธิสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเรียกร้องหรือฟ้องร้องได้

อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น กฎหมายไทยมีข้อจำกัดที่สำคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ (1) สิทธิเกษตรกร ซึ่งโดยหลักการเปิดช่องให้เกษตรกรที่ปลูกพันธุ์คุ้มครองอยู่แล้วสามารถเก็บส่วนขยายพันธุ์ไว้ปลูกต่อในพื้นที่ของตนเองได้ในบางกรณี ไม่ใช่ทุกกรณีจะถูกห้ามเด็ดขาด (2) การใช้เพื่อการศึกษา วิจัย ทดลอง หรือปรับปรุงพันธุ์ต่อยอด มักไม่ถือเป็นการละเมิด และ (3) สิทธิมีอายุจำกัดตามระยะเวลาคุ้มครอง เมื่อครบกำหนดพันธุ์นั้นจะตกเป็นสาธารณะให้ใครก็ใช้ประโยชน์ได้ รายละเอียดของแต่ละข้อยกเว้นมีเงื่อนไขเฉพาะที่ควรตรวจสอบกับกรมวิชาการเกษตรหรือที่ปรึกษากฎหมายก่อนนำไปอ้างอิงในกรณีพิพาทจริง

ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบได้จริง: เกษตรกรผสมพันธุ์มะม่วงจนได้ต้นที่ทนแล้งกว่าพันธุ์เดิมและติดผลเร็วกว่า 1 ปี เมื่อเริ่มมีคนในหมู่บ้านมาขอกิ่งพันธุ์ไปปลูก เจ้าของพันธุ์อาจอนุญาตให้ปลูกใช้เองในครัวเรือนได้โดยไม่กระทบสิทธิ แต่ถ้ามีสวนขนาดใหญ่ในต่างจังหวัดนำกิ่งพันธุ์นี้ไปขยายเป็นแปลงเชิงพาณิชย์แล้วขายกิ่งต่อ กรณีนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้ทรงสิทธิเต็มรูปแบบ เพราะเป็นการผลิตและจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ "ปลูกใช้เอง" กับ "ผลิตเพื่อขาย" ซึ่งมีผลทางกฎหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่

  • เผยแพร่หรือขายพันธุ์ออกสู่ตลาดไปก่อนโดยยังไม่ได้ยื่นคำขอ ทำให้เสียสิทธิความใหม่ของพันธุ์ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
  • เก็บข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์ไม่ละเอียดพอ เช่น ไม่มีรูปถ่ายเปรียบเทียบ ไม่บันทึกวันปลูก-เก็บเกี่ยว-ลักษณะใบ-ดอก-ผล ทำให้พิสูจน์ความแตกต่างจากพันธุ์เดิมได้ยากตอนตรวจสอบ
  • เข้าใจผิดว่าพันธุ์ที่ปลูกสืบทอดกันมาในครอบครัวหรือหมู่บ้านเป็น "พันธุ์พืชใหม่" ทั้งที่จริงเข้าข่ายพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปซึ่งจดทะเบียนแบบผูกขาดส่วนตัวไม่ได้
  • ไม่ติดตามชำระค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิตามรอบ ทำให้สิทธิถูกเพิกถอนก่อนครบอายุความคุ้มครองโดยไม่รู้ตัว
  • คิดว่าจดทะเบียนแล้วห้ามใครแตะพันธุ์นี้เด็ดขาดทุกกรณี โดยไม่รู้ว่ามีข้อยกเว้นเรื่องสิทธิเกษตรกรและการวิจัยที่อาจใช้ได้ในบางสถานการณ์
  • รอจนมีคนอื่นเริ่มขยายพันธุ์ขายไปแล้วจึงเพิ่งมายื่นคำขอจดทะเบียน ซึ่งอาจกระทบสถานะความใหม่ของพันธุ์และทำให้ยื่นคำขอไม่ผ่าน

สรุป

การขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เหมาะกับเกษตรกรที่ปรับปรุงพันธุ์เองจนได้ลักษณะแตกต่าง สม่ำเสมอ และคงตัวจริง ไม่ใช่พันธุ์พื้นเมืองที่สืบทอดกันมาโดยไม่มีผู้ปรับปรุงชัดเจน ต้องยื่นคำขอต่อกรมวิชาการเกษตรก่อนนำพันธุ์ออกเผยแพร่เชิงพาณิชย์ เตรียมข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์ให้ละเอียด และติดตามชำระค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิตลอดอายุความคุ้มครองเพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่ได้มา หากไม่แน่ใจในรายละเอียดข้อกฎหมายหรือระยะเวลาคุ้มครองของพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรตรวจสอบกับกรมวิชาการเกษตรโดยตรงก่อนตัดสินใจ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — หน่วยงานผู้รับผิดชอบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียน
  • 📄กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — ข้อมูลหลักการและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ด้านการรักษาประโยชน์นักปรับปรุงพันธุ์พืช

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานเกษตรอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเกษตร

คำถามที่พบบ่อย

ปรับปรุงพันธุ์ข้าวเองแล้วปลูกแจกเพื่อนบ้านไปก่อน ยังยื่นจดทะเบียนได้ไหม

ต้องดูว่าการแจกหรือเผยแพร่นั้นเข้าเงื่อนไข "นำออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์" ตามกฎหมายหรือไม่ และเกินระยะเวลาที่กฎหมายผ่อนผันไว้ก่อนยื่นคำขอหรือยัง เพราะการเผยแพร่ก่อนยื่นคำขออาจกระทบสถานะความใหม่ของพันธุ์ ควรปรึกษากรมวิชาการเกษตรโดยตรงก่อนตัดสินใจแจกพันธุ์เพิ่มเติม

พันธุ์พืชพื้นเมืองที่ปลูกในหมู่บ้านมานานจดทะเบียนแบบพันธุ์พืชใหม่ได้ไหม

โดยหลักการไม่ได้ เพราะไม่ใช่พันธุ์ที่เกิดจากการปรับปรุงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ พันธุ์กลุ่มนี้ได้รับการดูแลในฐานะทรัพยากรของชุมชน/ชาติแทน การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ต้องทำตามหลักเกณฑ์แบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งต่างจากการขอจดทะเบียนสิทธิเฉพาะตัว

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่สำเร็จ

ขึ้นกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะขั้นตอนตรวจสอบลักษณะประจำพันธุ์ที่บางกรณีต้องปลูกทดสอบเปรียบเทียบตามฤดูปลูกจริง ทำให้ใช้เวลาต่อเนื่องหลายเดือนถึงเป็นปี ควรเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อลดรอบการแก้ไข

จดทะเบียนแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหรือไม่

มีค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิที่ต้องชำระตามรอบระยะเวลาตลอดอายุความคุ้มครอง อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมวิชาการเกษตรในปีที่ยื่นคำขอ เพราะอาจมีการปรับปรุงอัตราเป็นระยะ

ถ้ามีคนอื่นเอาพันธุ์ที่จดทะเบียนแล้วไปขยายขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำอย่างไรได้บ้าง

ผู้ทรงสิทธิสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกร้องหรือดำเนินคดีกับผู้ละเมิดได้ ควรรวบรวมหลักฐานการจดทะเบียนและหลักฐานการละเมิด แล้วปรึกษากรมวิชาการเกษตรหรือนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาการเกษตรก่อนดำเนินการ

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าพันธุ์ของตัวเองเข้าข่าย "พันธุ์พืชใหม่" หรือไม่ ควรทำอย่างไรก่อน

ควรติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรหรือสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ก่อนตัดสินใจเผยแพร่หรือขายพันธุ์ออกไปในวงกว้าง เพราะการเผยแพร่พันธุ์ก่อนเวลาอันควรอาจทำให้เสียสิทธิที่ควรจะได้ ไม่ควรอาศัยการเดาหรือเทียบกับกรณีของคนอื่นที่อาจมีรายละเอียดต่างกัน