คำตอบเร็ว: มาตรา 40 คือประกันสังคมภาคสมัครใจสำหรับคนที่ไม่มีนายจ้าง ครอบคลุมเกษตรกรที่ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมงด้วยตัวเอง มี 3 ทางเลือกจ่ายเบี้ย 70 / 100 / 300 บาทต่อเดือน ให้ความคุ้มครองต่างกันตั้งแต่เงินทดแทนขาดรายได้ ทุพพลภาพ ค่าทำศพ ไปจนถึงเงินบำเหน็จชราภาพและสงเคราะห์บุตรในทางเลือกที่ 3 จุดที่ต้องแยกให้ออกคือมาตรา 40 คุ้มครอง "ตัวคน" ไม่ใช่ทรัพย์สินในฟาร์มแบบประกันภัยพืชผลหรือปศุสัตว์ สมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกพื้นที่ เครือข่ายประกันสังคม หรือจุดบริการที่หน่วยงานจัดไว้ในชุมชน
อ่านคำว่า "มาตรา 40" ครั้งแรกหลายคนอาจงงว่าเกี่ยวอะไรกับคนทำเกษตร เพราะภาพจำของประกันสังคมมักผูกกับลูกจ้างในโรงงานหรือออฟฟิศที่มีนายจ้างหักเงินเดือนส่งสมทบทุกเดือนโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงคือเกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีสถานะเป็น "ผู้ประกอบอาชีพอิสระ" ไม่มีนายจ้าง ไม่มีใครหักเงินสมทบให้ ถ้าวันหนึ่งล้มป่วยจนลงแปลงไม่ได้ ขาหักจากอุบัติเหตุรถไถพลิกคว่ำ หรือแขนบาดเจ็บจากเครื่องตัดหญ้า รายได้จะหยุดทันทีโดยไม่มีระบบใดมารองรับเลย นี่คือช่องว่างที่มาตรา 40 ถูกออกแบบมาปิด และเป็นคนละเรื่องกับประกันภัยพืชผลหรือประกันภัยปศุสัตว์ที่หลายคนอาจเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง
ลองนึกภาพเกษตรกรทำสวนทุเรียนที่ปีนต้นไม้เก็บผลผลิตแล้วพลัดตกจนขาหัก ต้องพักรักษาตัวสองเดือนเต็ม ระหว่างนั้นไม่มีใครมาเก็บผลผลิตแทนได้เต็มที่ รายได้จากสวนก็หายไปพร้อมกับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น หากเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 อยู่ก่อนแล้ว อย่างน้อยยังมีเงินทดแทนการขาดรายได้มาช่วยประคองค่าใช้จ่ายในบ้านระหว่างพักฟื้น ต่างจากการไม่มีระบบรองรับใด ๆ เลยที่ต้องหยิบยืมเงินหรือขายทรัพย์สินฉุกเฉินเพื่อประทังชีวิตในช่วงที่ทำงานไม่ได้
มาตรา 40 คืออะไร ใครสมัครได้บ้าง
มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม เป็นช่องทางให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในระบบ (ไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 33 หรือ 39) สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจได้ คุณสมบัติหลักคือมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ถึงไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ในวันสมัคร ไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ 39 อยู่ก่อน และไม่ใช่ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลของหน่วยงานตัวเองอยู่แล้ว เกษตรกรที่ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือรับจ้างทำเกษตรแบบไม่มีนายจ้างประจำ ล้วนเข้าเงื่อนไขนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้แล้วหรือยังก็สมัครได้ เพราะเป็นคนละระบบกัน
3 ทางเลือกความคุ้มครองและเบี้ยที่ต้องจ่ายต่างกันอย่างไร
จุดที่เกษตรกรต้องตัดสินใจตอนสมัครคือเลือกจ่ายเบี้ยแบบไหน เพราะแต่ละทางเลือกให้สิทธิประโยชน์ไม่เท่ากัน และเมื่อเลือกแล้วส่งเบี้ยไปสักพักหนึ่งก็สามารถขอเปลี่ยนทางเลือกได้ภายหลังตามเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
| ทางเลือก | เบี้ยที่จ่ายเอง/เดือน | สิทธิหลักที่ได้รับ | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| ทางเลือกที่ 1 | 70 บาท | เงินทดแทนขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย/ทุพพลภาพ และเงินค่าทำศพ | เกษตรกรที่ต้องการความคุ้มครองพื้นฐานราคาประหยัดที่สุด |
| ทางเลือกที่ 2 | 100 บาท | เหมือนทางเลือกที่ 1 บวกเงินบำเหน็จชราภาพสะสมคืนพร้อมผลตอบแทนตอนอายุครบ 60 ปี | คนที่อยากมีเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณจากงานฟาร์ม |
| ทางเลือกที่ 3 | 300 บาท | คุ้มครองครบทั้งขาดรายได้ ทุพพลภาพ ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์บุตร และบำเหน็จชราภาพ | ครอบครัวเกษตรกรที่มีลูกเล็กและต้องการความคุ้มครองกว้างที่สุด |
ตัวเลขเบี้ยและรายละเอียดสิทธิประโยชน์ข้างต้นเป็นข้อมูลทั่วไปตามโครงสร้างมาตรา 40 ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แต่รัฐมีสิทธิปรับปรุงเงื่อนไขหรือให้เงินอุดหนุนสมทบเพิ่มเติมเป็นรอบ ๆ ไป เกษตรกรควรตรวจสอบยอดเบี้ยและเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนตัดสินใจสมัครทุกครั้ง
มาตรา 40 ต่างจากประกันภัยพืชผลหรือประกันภัยปศุสัตว์อย่างไร
นี่คือจุดที่เกษตรกรมักสับสนมากที่สุด มาตรา 40 เป็นระบบประกันสังคมที่คุ้มครอง "ตัวบุคคล" คือสุขภาพ ชีวิต และความสามารถในการหารายได้ของเกษตรกรเอง ในขณะที่ประกันภัยพืชผล เช่น ประกันภัยข้าวนาปีจากภัยธรรมชาติ หรือประกันภัยปศุสัตว์อย่างประกันภัยกุ้งจากโรคระบาด เป็นกรมธรรม์เชิงพาณิชย์ที่คุ้มครอง "ทรัพย์สินการผลิต" คือพืชในแปลงหรือสัตว์ในฟาร์ม ไม่ใช่ตัวเกษตรกร ทั้งสองระบบไม่ได้ทดแทนกันและไม่ได้ขึ้นตรงกับหน่วยงานเดียวกัน มาตรา 40 อยู่ภายใต้สำนักงานประกันสังคม ส่วนประกันภัยพืชผล/ปศุสัตว์มักเชื่อมโยงกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรที่ต้องการปิดความเสี่ยงให้ครบทั้งตัวคนและผลผลิตจึงจำเป็นต้องพิจารณาทำทั้งสองระบบแยกกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วคิดว่าครอบคลุมทุกด้านแล้ว
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ชาวนาที่ทำนาปีแล้วสมัครมาตรา 40 ไว้ครบทางเลือกที่ 3 หากเกิดน้ำท่วมจนต้นข้าวเสียหายทั้งแปลง มาตรา 40 จะไม่จ่ายชดเชยความเสียหายของต้นข้าวให้แม้แต่บาทเดียว เพราะไม่ได้ออกแบบมาคุ้มครองผลผลิต สิ่งที่ต้องใช้แทนคือประกันภัยข้าวนาปีที่เชื่อมกับสินเชื่อ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นคนละกรมธรรม์ คนละหน่วยงานรับผิดชอบ และต้องสมัครแยกกันตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกับเกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่ทำประกันภัยกุ้งไว้เพื่อรับความเสียหายจากโรคระบาดในบ่อ แต่ถ้าตัวผู้เลี้ยงเองล้มป่วยจนดูแลบ่อไม่ได้ ประกันภัยกุ้งก็ไม่ได้ช่วยเรื่องรายได้ส่วนตัวเช่นกัน ต้องพึ่งมาตรา 40 แทน การเข้าใจขอบเขตของแต่ละระบบให้ชัดจึงช่วยให้วางแผนป้องกันความเสี่ยงได้ครบทุกด้านจริง ๆ ไม่ใช่คิดว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วปลอดภัยหมด
เอกสารและสิ่งที่ควรเตรียมก่อนไปสมัคร
- บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง (ไม่หมดอายุ) ใช้ยืนยันตัวตนและกรอกข้อมูลในระบบ
- เงินสดสำหรับชำระเบี้ยงวดแรกตามทางเลือกที่ตัดสินใจไว้ล่วงหน้า ควรตัดสินใจก่อนไปถึงสำนักงานเพื่อไม่ต้องเสียเวลาคิดหน้าเคาน์เตอร์
- เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้จริง สำหรับรับการแจ้งเตือนรอบชำระเบี้ยและข่าวสารสิทธิประโยชน์
- สำเนาเอกสารทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) หากมีอยู่แล้ว แม้ไม่บังคับต้องใช้ในการสมัครมาตรา 40 แต่พกไว้เผื่อเจ้าหน้าที่ต้องการอ้างอิงข้อมูลอาชีพ
- บัญชีธนาคารที่ต้องการผูกไว้รับสิทธิประโยชน์ในอนาคต เช่น เงินทดแทนหรือเงินบำเหน็จชราภาพ จะช่วยให้การรับเงินสิทธิ์ต่าง ๆ รวดเร็วขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องใช้สิทธิ
ช่องทางสมัครมาตรา 40 ทำอย่างไร
- เตรียมบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง และเงินสดสำหรับชำระเบี้ยงวดแรกตามทางเลือกที่ต้องการ
- เลือกช่องทางสมัคร: เดินทางไปสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขาใกล้บ้าน หรือติดต่อผ่านเครือข่ายประกันสังคม เช่น ตัวแทนในชุมชน หน่วยบริการเคลื่อนที่ หรือจุดบริการร่วมกับเครือข่ายเกษตรกร
- แจ้งความประสงค์เลือกทางเลือกที่ 1, 2 หรือ 3 กับเจ้าหน้าที่ พร้อมกรอกแบบฟอร์มสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40
- ชำระเงินสมทบงวดแรกตามทางเลือกที่เลือกไว้
- รับหลักฐานการสมัครและตรวจสอบสถานะความเป็นผู้ประกันตนภายหลัง เพื่อยืนยันว่าข้อมูลถูกบันทึกเรียบร้อย
บางพื้นที่มีจุดบริการเคลื่อนที่ที่ลงพื้นที่ตามตลาดนัดเกษตรกรหรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นระยะ เกษตรกรที่เดินทางไปสำนักงานประกันสังคมโดยตรงลำบากสามารถสอบถามตารางจุดบริการเคลื่อนที่ในพื้นที่ของตนได้จากเกษตรอำเภอหรือผู้นำชุมชน
ขาดส่งเบี้ยแล้วเสียสิทธิอย่างไร
ข้อควรรู้ที่เกษตรกรมักมองข้ามคือมาตรา 40 กำหนดรอบเวลาชำระเบี้ยชัดเจน หากขาดส่งติดต่อกันเกินระยะเวลาที่กำหนด สถานะความเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดลง ต้องสมัครใหม่และเริ่มนับอายุสมาชิกใหม่ทั้งหมด ซึ่งกระทบโดยตรงกับเงินบำเหน็จชราภาพที่สะสมไว้ในทางเลือกที่ 2 และ 3 เพราะการนับอายุสมาชิกใหม่หมายถึงต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะถึงเงื่อนไขรับเงินก้อน ช่วงที่รายได้จากการเกษตรไม่แน่นอน เช่น ฤดูแล้งหรือหลังพายุเข้าทำลายผลผลิต เป็นช่วงที่เกษตรกรมักขาดส่งเบี้ยบ่อยที่สุด ควรวางแผนสำรองเงินสำหรับเบี้ยประกันสังคมไว้ต่างหากจากเงินหมุนเวียนในฟาร์ม เพื่อไม่ให้ปัญหาการเงินระยะสั้นมากระทบสิทธิระยะยาว
ตัวอย่างการตัดสินใจของเกษตรกร 3 กลุ่ม
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าควรเลือกทางเลือกไหน ลองดูตัวอย่างสถานการณ์ต่อไปนี้ ซึ่งไม่ใช่คำแนะนำตายตัวแต่เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจตามบริบทของแต่ละครัวเรือน
- ชาวสวนยางวัย 28 ปี โสด รายได้ไม่แน่นอนตามราคายาง: มักเริ่มจากทางเลือกที่ 1 เพราะเบี้ยต่ำสุดและยังไม่มีภาระต้องผูกเงินก้อนระยะยาว เมื่อราคายางดีขึ้นค่อยพิจารณาขยับไปทางเลือกที่ 2 เพื่อเริ่มสะสมบำเหน็จ
- ครอบครัวทำนาที่มีลูกวัยเรียน 2 คน: มักเลือกทางเลือกที่ 3 ทั้งที่เบี้ยแพงกว่า เพราะสิทธิสงเคราะห์บุตรช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริง คุ้มกว่าเมื่อคำนวณรวมกับสิทธิอื่นที่ได้ครบ
- เกษตรกรเลี้ยงสัตว์วัย 55 ปี ใกล้เกษียณจากงานฟาร์ม: มักเลือกทางเลือกที่ 2 เพื่อเน้นสะสมบำเหน็จชราภาพให้ได้เงินก้อนตอนอายุ 60 โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยสูงสุดเพราะลูกโตแล้วไม่ต้องพึ่งสิทธิสงเคราะห์บุตร
สิ่งที่ทั้ง 3 กลุ่มทำเหมือนกันคือทบทวนทางเลือกใหม่ทุกครั้งที่รายได้จากฟาร์มเปลี่ยนแปลงมาก เช่น หลังเก็บเกี่ยวได้ราคาดี หรือหลังประสบภัยแล้งจนรายได้ลด ไม่ใช่เลือกครั้งเดียวแล้วปล่อยผ่านไปโดยไม่ทบทวนอีกเลยตลอดหลายปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจผิดว่ามาตรา 40 คุ้มครองความเสียหายของพืชผลหรือสัตว์เลี้ยงในฟาร์มด้วย ทั้งที่จริงคุ้มครองเฉพาะตัวบุคคล
- เลือกทางเลือกที่เบี้ยถูกที่สุดโดยไม่คำนวณว่าตัวเองต้องการเงินบำเหน็จชราภาพในระยะยาวหรือไม่
- ลืมกำหนดวันส่งเบี้ยจนขาดสภาพผู้ประกันตนโดยไม่รู้ตัว แล้วต้องเริ่มนับอายุสมาชิกใหม่
- เข้าใจผิดว่าต้องมีนายจ้างมารับรองหรือมีสัญญาจ้างจึงจะสมัครได้ ทั้งที่มาตรา 40 ออกแบบมาสำหรับคนไม่มีนายจ้างโดยเฉพาะ
- ไม่เชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนเกษตรกรที่ขึ้นไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้พลาดโอกาสรับสิทธิ์อื่นที่หน่วยงานรัฐจัดให้เฉพาะเกษตรกรที่มีทะเบียนครบถ้วน
- คิดว่าสมัครครั้งเดียวแล้วเปลี่ยนทางเลือกไม่ได้อีก ทั้งที่ตามเงื่อนไขสามารถยื่นขอเปลี่ยนทางเลือกได้เมื่อสถานการณ์การเงินเปลี่ยนไป
สรุป
มาตรา 40 คือทางเลือกที่เกษตรกรอิสระใช้สร้างความคุ้มครองให้ตัวเองในวันที่ไม่มีนายจ้างคอยดูแล เลือกจ่ายเบี้ยได้ 3 ระดับตามกำลังทรัพย์และเป้าหมาย ตั้งแต่ความคุ้มครองพื้นฐานไปจนถึงบำเหน็จชราภาพและสงเคราะห์บุตร สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือมาตรา 40 คุ้มครองตัวคนเท่านั้น ไม่ใช่พืชผลหรือสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม จึงยังต้องพิจารณาประกันภัยพืชผลหรือปศุสัตว์แยกต่างหากหากต้องการปิดความเสี่ยงด้านทรัพย์สินการผลิตด้วย และที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้องส่งเบี้ยให้ต่อเนื่องเพราะการขาดส่งจะทำให้เสียสิทธิ์และต้องเริ่มนับใหม่ทั้งหมด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานประกันสังคม (สปส.) — ข้อมูลคุณสมบัติผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกความคุ้มครอง อัตราเบี้ย และช่องทางสมัคร
- กรมส่งเสริมการเกษตร — ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) และความสัมพันธ์กับสิทธิประโยชน์ด้านการเกษตรอื่น ๆ
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เกษตรกรที่สนใจอ่านเรื่องกฎหมาย ทะเบียน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเกษตรอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถดูได้ที่หมวด ข่าว กฎหมาย และมาตรฐานเกษตร
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

Srithai Superware ลัง พลาสติก อเนกประสงค์ สำหรับ ใส่ผักผลไม้ สิ่งของ อุตสาหกรรม อะไหล่รถ ซ้อนกันได้ รุ่น CBL 230, 230S
ดูรายละเอียด
ซันไวตามินพลัส2 วิตามินบำรุงไข่ เพิ่มไข่ ไข่ดก สำหรับ ไก่ไข่ เป็ดไข่ นกกระทาไข่
ดูรายละเอียด
หนังสือ คู่มือ การผลิต และ ซื้อขาย ไม้ล้อม พันล้าน : เกษตร พันธุ์ไม้ การซื้อไม้ การปลูกไม้ การขายไม้ วิธีขุดไม้ใหญ่
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยังต้องสมัครมาตรา 40 อีกไหม
ต้องสมัครแยกต่างหาก เพราะทะเบียนเกษตรกรเป็นฐานข้อมูลรับรองอาชีพเพื่อรับสิทธิ์ด้านการเกษตร ส่วนมาตรา 40 คือระบบประกันสังคมคุ้มครองตัวบุคคล ทั้งสองระบบไม่เชื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติถึงกัน ควรทำทั้งสองอย่างเพื่อสิทธิประโยชน์ครบถ้วน
สมัครมาตรา 40 แล้วเปลี่ยนทางเลือกภายหลังได้หรือไม่
ได้ ผู้ประกันตนสามารถยื่นคำขอเปลี่ยนทางเลือกกับสำนักงานประกันสังคมได้ตามรอบเวลาที่กำหนด แต่ควรสอบถามเงื่อนไขและผลกระทบต่อสิทธิ์ที่สะสมไว้เดิมกับเจ้าหน้าที่ก่อนเปลี่ยนทุกครั้ง
ลูกจ้างที่เกษตรกรจ้างมาช่วยงานในฟาร์มของตัวเอง สมัครมาตรา 40 ได้ไหม
ได้ หากลูกจ้างคนนั้นไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 33 และมีคุณสมบัติตามที่มาตรา 40 กำหนด ก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจได้เช่นเดียวกับเจ้าของฟาร์ม
อายุเกิน 60 ปีแล้ว ยังสมัครมาตรา 40 ได้หรือไม่
สมัครได้ถึงอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ในวันสมัคร แต่สิทธิประโยชน์บางรายการ เช่น เงินบำเหน็จชราภาพ อาจมีเงื่อนไขเรื่องอายุและระยะเวลาสมาชิกต่างจากผู้สมัครวัยหนุ่มสาว ควรสอบถามรายละเอียดกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง
เจ็บป่วยจากการทำงานในแปลง เช่น ถูกสารเคมีหรือเครื่องมือบาดเจ็บ เบิกอะไรได้บ้าง
ผู้ประกันตนที่เลือกทางเลือกซึ่งมีความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วยสามารถยื่นขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ระหว่างหยุดงานได้ตามเงื่อนไข แต่มาตรา 40 ไม่ใช่ระบบรักษาพยาบาลฟรี ยังต้องใช้สิทธิรักษาพยาบาลหลักของตัวเองควบคู่กันไป
ถ้าอยู่ต่างจังหวัดห่างไกล ไม่มีสำนักงานประกันสังคมใกล้บ้าน จะสมัครยังไง
สอบถามเกษตรอำเภอหรือผู้นำชุมชนเกี่ยวกับตารางหน่วยบริการเคลื่อนที่ที่มักลงพื้นที่ตามตลาดนัดหรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นระยะ หรือติดต่อเครือข่ายประกันสังคมในพื้นที่ซึ่งรับสมัครและรับชำระเบี้ยแทนสำนักงานหลักได้เช่นกัน
