คำตอบเร็ว: ตลาดนกอีมูในไทยยังแคบมาก ช่องทางขายหลักคือขายน้ำมันอีมูให้กลุ่มทำผลิตภัณฑ์ความงาม/สุขภาพเฉพาะกลุ่ม และขายเนื้อให้ร้านอาหารเฉพาะทางหรือฟาร์มท่องเที่ยว ต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่านกกระจอกเทศเล็กน้อยเพราะหาลูกพันธุ์ยากกว่า ก่อนลงทุนควรหาผู้รับซื้อที่แน่นอนล่วงหน้า ไม่ควรเลี้ยงแล้วค่อยหาตลาดทีหลัง เพราะความเสี่ยงขายไม่ออกสูงกว่าสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่นมาก
นกอีมูเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่มีเกษตรกรบางรายสนใจเพราะได้ยินเรื่องราคาน้ำมันอีมูที่ดูสูงในตลาดต่างประเทศ แต่ก่อนตัดสินใจลงทุนจริงต้องแยกให้ออกระหว่างศักยภาพทางทฤษฎีกับความเป็นจริงของตลาดในประเทศไทย บทความนี้จะพาสำรวจช่องทางขายที่มีอยู่จริง เทียบต้นทุนกับนกกระจอกเทศซึ่งเป็นสัตว์ปีกขนาดใหญ่ที่มีตลาดชัดเจนกว่า และวิเคราะห์ความเสี่ยงเรื่องการหาผู้ซื้อที่เกษตรกรมือใหม่มักมองข้าม
นกอีมูคืออะไร ต่างจากนกกระจอกเทศอย่างไร
นกอีมูเป็นนกขนาดใหญ่บินไม่ได้จากออสเตรเลีย มีขนาดเล็กกว่านกกระจอกเทศเล็กน้อยแต่ยังจัดเป็นสัตว์ปีกขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่เลี้ยงกว้าง จุดขายหลักของนกอีมูคือน้ำมันที่สกัดจากไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งมีสรรพคุณด้านการบำรุงผิวและลดการอักเสบตามความเชื่อดั้งเดิม ส่วนนกกระจอกเทศมีตลาดที่ชัดเจนกว่าทั้งด้านเนื้อ หนัง และไข่ เนื่องจากมีการทำฟาร์มเชิงพาณิชย์มานานกว่าและมีเครือข่ายผู้รับซื้อที่กว้างกว่าในประเทศไทย
ช่องทางขายเนื้อ/น้ำมันอีมูที่มีจริงในไทย
ช่องทางขายน้ำมันอีมูในไทยส่วนใหญ่เป็นการขายตรงให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพขนาดเล็กที่ต้องการวัตถุดิบเฉพาะทาง ปริมาณความต้องการยังไม่มากและราคาผันผวนตามกระแสความนิยม ส่วนเนื้ออีมูมีตลาดแคบกว่าเนื้อนกกระจอกเทศมาก ส่วนใหญ่ขายให้ร้านอาหารเฉพาะทางที่ต้องการเมนูแปลกใหม่ หรือฟาร์มท่องเที่ยวที่ต้องการสัตว์แปลกไว้ให้ชม ไม่มีระบบรับซื้อจำนวนมากแบบสัตว์เศรษฐกิจหลักอย่างไก่หรือหมู เกษตรกรที่คิดจะเลี้ยงจึงต้องหาผู้ซื้อเจาะจงไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มเลี้ยงจริง
ต้นทุนเริ่มต้นเทียบนกกระจอกเทศ
| รายการ | นกอีมู | นกกระจอกเทศ |
|---|---|---|
| ราคาลูกพันธุ์ | สูงกว่า หาซื้อยากกว่า | หาซื้อง่ายกว่า ราคาเข้าถึงได้ |
| ความกว้างของตลาด | แคบมาก เฉพาะกลุ่ม | กว้างกว่า มีเครือข่ายผู้รับซื้อ |
| ผลผลิตหลัก | น้ำมัน + เนื้อเฉพาะกลุ่ม | เนื้อ หนัง ไข่ ครบวงจร |
| ระยะเวลาเลี้ยงถึงขาย | ประมาณ 18-24 เดือน | ประมาณ 12-14 เดือน |
| ความเสี่ยงขายไม่ออก | สูง | ปานกลาง |
ความเสี่ยงเรื่องหาผู้ซื้อ
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของการเลี้ยงนกอีมูไม่ใช่เรื่องเทคนิคการเลี้ยง แต่คือการหาผู้ซื้อที่แน่นอนและต่อเนื่อง เกษตรกรหลายรายที่เริ่มเลี้ยงตามกระแสโดยไม่มีสัญญารับซื้อล่วงหน้าพบว่าเมื่อนกโตพร้อมขาย กลับไม่มีผู้รับซื้อในราคาที่คุ้มทุน ทำให้ต้องแบกภาระต้นทุนอาหารต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีรายได้เข้ามา ต่างจากนกกระจอกเทศที่มีฟาร์มรับซื้อและโรงเชือดที่รองรับอยู่บ้างแล้วในบางภูมิภาค การตัดสินใจเลี้ยงนกอีมูจึงควรเริ่มจากการหาผู้ซื้อก่อน ไม่ใช่เลี้ยงก่อนแล้วค่อยหาตลาด
แผนผังการตัดสินใจก่อนเริ่มเลี้ยง
ก่อนตัดสินใจเลี้ยงนกอีมู ควรถามตัวเองตามลำดับดังนี้ ข้อแรก มีผู้รับซื้อน้ำมันหรือเนื้อที่ติดต่อไว้แล้วหรือยัง หากยังไม่มีควรหยุดและหาผู้ซื้อก่อน ข้อสอง หากมีผู้ซื้อแล้ว ปริมาณที่ผู้ซื้อต้องการต่อปีคุ้มกับการลงทุนโรงเรือนและลูกพันธุ์หรือไม่ ข้อสาม มีพื้นที่เพียงพอสำหรับนกอีมูซึ่งต้องการพื้นที่วิ่งเล่นกว้างกว่าสัตว์ปีกทั่วไปหรือไม่ ข้อสี่ มีเงินทุนสำรองพอสำหรับเลี้ยงจนถึงอายุขายที่ 18-24 เดือนโดยไม่มีรายได้ระหว่างทางหรือไม่ หากตอบว่าไม่ในข้อใดข้อหนึ่ง ควรทบทวนแผนใหม่ก่อนลงทุนจริง
โรงเรือนและพื้นที่ที่ต้องเตรียม
นกอีมูต้องการพื้นที่วิ่งเล่นกว้างขวางเพราะเป็นนกที่เคลื่อนไหวเร็วและต้องการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพที่ดี พื้นที่ขั้นต่ำควรมีประมาณ 100-200 ตารางเมตรต่อนก 2-3 ตัว รั้วต้องสูงและแข็งแรงเพราะนกอีมูสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงและอาจกระแทกรั้วที่ไม่แข็งแรงจนเสียหายได้ นอกจากนี้ควรมีที่พักหลบแดดฝนและแหล่งน้ำสะอาดตลอดเวลา ต้นทุนก่อสร้างโรงเรือนสำหรับนกอีมูจึงสูงกว่าสัตว์ปีกทั่วไปพอสมควร
อาหารและการดูแลสุขภาพ
นกอีมูกินอาหารได้หลากหลายทั้งพืชและแมลง แต่ในการเลี้ยงเชิงพาณิชย์มักให้อาหารสำเร็จรูปสูตรเฉพาะร่วมกับผักและหญ้าสด ต้นทุนอาหารต่อตัวตลอดรอบเลี้ยง 18-24 เดือนค่อนข้างสูงเพราะระยะเวลาเลี้ยงนาน โรคที่ต้องระวังคล้ายกับนกกระจอกเทศคือปัญหาระบบทางเดินอาหารและปรสิตภายใน ควรถ่ายพยาธิและตรวจสุขภาพเป็นระยะ รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งชี้ปัญหาสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ
การขนส่งและการจับนกอีมูอย่างปลอดภัย
นกอีมูมีขาที่แข็งแรงและสามารถเตะได้แรงมาก การจับและขนส่งจึงต้องใช้เทคนิคเฉพาะ เช่น การคลุมหัวเพื่อลดความตื่นตกใจและควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหว ควรมีผู้ช่วยอย่างน้อยสองคนในการจับแต่ละครั้งเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อคนและสัตว์ พาหนะขนส่งต้องมีพื้นที่สูงเพียงพอและมีการยึดที่มั่นคงเพื่อป้องกันนกตื่นตระหนกระหว่างเดินทาง ต้นทุนด้านการขนส่งนกอีมูจึงสูงกว่าสัตว์ปีกทั่วไปเพราะต้องการรถบรรทุกเฉพาะและคนที่มีประสบการณ์
ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ
หากเริ่มเลี้ยงนกอีมู 10 ตัว ลงทุนเริ่มต้นรวมโรงเรือนและลูกพันธุ์ประมาณ 150,000-250,000 บาท และมีผู้รับซื้อแน่นอนตลอด ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณอยู่ที่ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับราคาขายน้ำมันและเนื้อในแต่ละช่วง ซึ่งนานกว่านกกระจอกเทศที่มักคืนทุนได้ภายใน 2-3 ปีเนื่องจากตลาดกว้างกว่าและระยะเวลาเลี้ยงสั้นกว่า เกษตรกรจึงควรมีแหล่งรายได้อื่นควบคู่ไปด้วยระหว่างรอคืนทุนจากนกอีมู
การสกัดและแปรรูปน้ำมันอีมู
การสกัดน้ำมันอีมูต้องใช้ความรู้และอุปกรณ์เฉพาะทาง ไม่สามารถทำแบบง่าย ๆ ที่บ้านได้หากต้องการคุณภาพที่ขายได้ราคาดี เกษตรกรส่วนใหญ่จึงต้องส่งไขมันดิบให้โรงงานสกัดที่มีมาตรฐาน ซึ่งมีจำนวนจำกัดในประเทศไทยและอาจต้องขนส่งไกล เพิ่มต้นทุนด้านโลจิสติกส์ นี่เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดน้ำมันอีมูยังไม่ขยายตัวเร็วเท่าที่ควร เพราะขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูปที่รองรับเกษตรกรรายย่อยอย่างทั่วถึง
เปรียบเทียบความคุ้มค่าระยะยาวกับสัตว์ปีกทางเลือกอื่น
เมื่อเทียบความคุ้มค่าระยะยาว นกกระจอกเทศยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่านกอีมูสำหรับเกษตรกรที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะมีตลาดที่ชัดเจนกว่าทั้งเนื้อและหนัง อีกทั้งระยะเวลาเลี้ยงสั้นกว่า ทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนเร็วกว่า ส่วนนกอีมูเหมาะกับเกษตรกรที่มีเครือข่ายผู้ซื้อเฉพาะทางอยู่แล้ว หรือต้องการทำฟาร์มท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วย ไม่แนะนำให้เลี้ยงนกอีมูเป็นธุรกิจหลักโดยไม่มีแผนสำรองด้านตลาดที่ชัดเจน
โอกาสด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรควบคู่กับการเลี้ยง
ฟาร์มนกอีมูบางแห่งในไทยเลือกทำควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและให้อาหารนก ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมนอกเหนือจากการขายเนื้อและน้ำมัน โมเดลนี้เหมาะกับฟาร์มที่อยู่ใกล้เส้นทางท่องเที่ยวหรือมีจุดขายด้านความแปลกใหม่ อย่างไรก็ตามการทำฟาร์มท่องเที่ยวต้องลงทุนเพิ่มเติมด้านความปลอดภัยสำหรับผู้เยี่ยมชม เนื่องจากนกอีมูมีขนาดใหญ่และอาจเป็นอันตรายหากเข้าใกล้โดยไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม
ข้อกำหนดด้านกฎหมายและการขึ้นทะเบียนฟาร์ม
ผู้ที่สนใจเลี้ยงนกอีมูควรตรวจสอบข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนฟาร์มสัตว์ปีกกับกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ก่อนเริ่มเลี้ยง เนื่องจากสัตว์ปีกขนาดใหญ่บางชนิดอาจมีข้อกำหนดเฉพาะด้านการควบคุมโรคและการเคลื่อนย้าย การขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องยังช่วยให้ฟาร์มสามารถขอเอกสารรับรองแหล่งที่มาของผลผลิต ซึ่งจำเป็นสำหรับการขายให้ผู้ซื้อรายใหญ่หรือส่งออกในอนาคต หากไม่มีเอกสารรับรองที่ถูกต้องอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาดในระยะยาว
การเลือกซื้อลูกพันธุ์นกอีมูครั้งแรก
เนื่องจากนกอีมูยังไม่แพร่หลายในไทย แหล่งซื้อลูกพันธุ์จึงมีจำกัดและกระจุกตัวอยู่ในบางฟาร์มที่นำเข้าหรือเพาะพันธุ์เองมาหลายปีแล้ว ควรเลือกซื้อจากฟาร์มที่มีประวัติชัดเจนและสามารถให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงได้ต่อเนื่อง ราคาลูกพันธุ์อาจสูงกว่านกกระจอกเทศเพราะปริมาณผู้เพาะพันธุ์น้อยกว่ามาก และบางครั้งต้องรอคิวเป็นเดือนกว่าจะได้ลูกพันธุ์ตามจำนวนที่ต้องการ เกษตรกรควรวางแผนล่วงหน้าเรื่องระยะเวลารอคิวนี้ด้วย
การประเมินความพร้อมด้านเงินทุนก่อนเริ่ม
เนื่องจากระยะเวลาเลี้ยงนกอีมูยาวนานถึง 18-24 เดือนโดยไม่มีรายได้ระหว่างทาง เกษตรกรควรมีเงินทุนสำรองที่เพียงพอสำหรับค่าอาหารและค่าดูแลตลอดระยะเวลาดังกล่าว ไม่ควรใช้เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยสูงมาลงทุนเพราะความเสี่ยงเรื่องตลาดยังไม่แน่นอน การคำนวณกระแสเงินสดล่วงหน้าอย่างละเอียดจะช่วยป้องกันปัญหาขาดสภาพคล่องระหว่างรอผลผลิตพร้อมขาย ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเกษตรกรที่เริ่มเลี้ยงสัตว์ที่มีรอบการผลิตยาวโดยไม่วางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า
สรุปข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน
โดยสรุป การเลี้ยงนกอีมูเหมาะกับเกษตรกรที่มีเครือข่ายผู้ซื้อเฉพาะทางอยู่แล้ว มีเงินทุนสำรองเพียงพอสำหรับรอบการผลิตที่ยาว และมีความสนใจในธุรกิจเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ตลาดมวลชน หากไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน การเริ่มต้นด้วยสัตว์เศรษฐกิจที่มีตลาดกว้างกว่าอย่างนกกระจอกเทศหรือสัตว์ปีกทั่วไปอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจสัตว์เศรษฐกิจทางเลือก
สำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ แนะนำให้เริ่มจากการทดลองเลี้ยงจำนวนน้อยควบคู่กับการหาผู้ซื้อไปพร้อมกัน แทนที่จะลงทุนขนาดใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรก วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพจริงของต้นทุนและปัญหาที่อาจเจอโดยไม่เสี่ยงเงินทุนมากเกินไป หากทดลองแล้วพบว่ามีตลาดรองรับดีและจัดการฟาร์มได้ราบรื่น จึงค่อยขยายกิจการในรอบถัดไป
เปรียบเทียบกับสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกอื่นในกลุ่มเดียวกัน
นอกจากนกอีมูและนกกระจอกเทศแล้ว ยังมีสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกอื่นที่เกษตรกรไทยเริ่มสนใจ เช่น จิ้งหรีดและแมลงกินได้ ซึ่งมีตลาดที่กว้างกว่าและใช้เงินลงทุนต่ำกว่ามาก การเปรียบเทียบทางเลือกเหล่านี้ก่อนตัดสินใจช่วยให้เห็นภาพรวมว่านกอีมูเหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจแบบใดจริง ๆ หากเป้าหมายคือรายได้เร็วและความเสี่ยงต่ำ อาจมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า แต่หากต้องการทำธุรกิจเฉพาะกลุ่มที่มีการแข่งขันน้อยและมีเรื่องราวด้านการตลาดที่น่าสนใจ นกอีมูก็ยังเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในระยะยาวหากบริหารความเสี่ยงด้านตลาดได้ดี
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการเลี้ยงนกอีมูไม่ได้วัดจากความสามารถในการเลี้ยงให้นกโตแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการขายผลผลิตให้ได้ราคาที่คุ้มทุนอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้จึงต้องมีทักษะด้านการตลาดและเครือข่ายผู้ซื้อไม่น้อยไปกว่าทักษะด้านการเลี้ยงสัตว์
ผู้ที่สนใจจริงจังควรเริ่มต้นด้วยการศึกษาข้อมูลจากฟาร์มที่เลี้ยงอยู่แล้วให้ละเอียด และประเมินสถานการณ์ตลาดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาก่อนตัดสินใจลงทุนเงินก้อนใหญ่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เริ่มเลี้ยงตามกระแสโดยไม่มีผู้รับซื้อล่วงหน้า ทำให้นกโตเต็มที่แล้วขายไม่ออก
- ประเมินราคาน้ำมันอีมูจากตลาดต่างประเทศโดยไม่ตรวจสอบราคาจริงในประเทศไทย ซึ่งต่ำกว่ามาก
- สร้างโรงเรือนแคบเกินไป ทำให้นกเครียดและมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือบาดเจ็บจากการชนรั้ว
- ไม่เตรียมเงินทุนสำรองสำหรับระยะเวลาเลี้ยงยาว 18-24 เดือนโดยไม่มีรายได้ระหว่างทาง
- ไม่หาโรงงานสกัดน้ำมันที่ได้มาตรฐานไว้ล่วงหน้า ทำให้ไขมันดิบเสื่อมคุณภาพก่อนนำไปแปรรูป
- เลี้ยงจำนวนน้อยเกินไปจนไม่คุ้มกับต้นทุนคงที่ของโรงเรือนและระบบจัดการ
สรุป
นกอีมูเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่มีศักยภาพเฉพาะกลุ่มแต่ตลาดในไทยยังแคบมากเมื่อเทียบกับนกกระจอกเทศ ก่อนตัดสินใจลงทุนควรหาผู้รับซื้อน้ำมันหรือเนื้อที่แน่นอนล่วงหน้า ประเมินต้นทุนโรงเรือนและระยะเวลาเลี้ยงที่ยาวนานกว่าสัตว์ปีกทั่วไป และเตรียมเงินทุนสำรองให้เพียงพอ การเลี้ยงตามกระแสโดยไม่มีแผนตลาดที่ชัดเจนคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจนี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมปศุสัตว์ — ข้อมูลมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ปีกขนาดใหญ่และข้อกำหนดโรงเรือนที่เกษตรกรควรศึกษาก่อนเริ่มเลี้ยง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — ข้อมูลช่องทางตลาดสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกและคำแนะนำสำหรับเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงสัตว์ชนิดใหม่
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

กรงไก่ขนาดใหญ่ กรงไก่ชน กรง ไก่ไข่ กรงกระต่าย กรงแมว กรงสุนัข โรงเพาะชำ โรงเรือน เลี้ยงนก กรงนก เล้าไก่ ปลูกผัก มีตาข่าย
ดูรายละเอียด
กรงไก่ขนาดใหญ่ ทรงจั่ว กรงไก่ไข่ กรงไก่ชน กรงนก กรงกระต่าย กรงแมว กรงสุนัข โรงเพาะชำ โรงเรือน เลี้ยงนก ปลูกผัก มีตาข่าย
ดูรายละเอียด
Tinne เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ 58mm พิมพ์คําสั่งซื้อ Grab shopee food เครื่องปริ้นพกพา รองรับ Android/IOS
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
เลี้ยงนกอีมูคุ้มทุนไหม
ขึ้นอยู่กับว่ามีผู้รับซื้อแน่นอนหรือไม่ หากไม่มีตลาดรองรับล่วงหน้าความเสี่ยงขายไม่ออกสูงมาก แนะนำให้หาผู้ซื้อก่อนตัดสินใจลงทุน
นกอีมูกับนกกระจอกเทศต่างกันยังไง
นกอีมูมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อยและตลาดแคบกว่ามาก ส่วนนกกระจอกเทศมีตลาดเนื้อ หนัง และไข่ที่ชัดเจนกว่าในประเทศไทย
น้ำมันอีมูขายที่ไหนได้บ้าง
ส่วนใหญ่ขายตรงให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพขนาดเล็กที่ต้องการวัตถุดิบเฉพาะทาง ควรติดต่อผู้ซื้อไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มเลี้ยง
เลี้ยงนกอีมูใช้เวลากี่เดือนถึงขายได้
โดยทั่วไปประมาณ 18-24 เดือน นานกว่านกกระจอกเทศที่ใช้เวลาประมาณ 12-14 เดือน ทำให้ต้องเตรียมเงินทุนสำรองระยะยาว
มือใหม่ควรเริ่มเลี้ยงนกอีมูกี่ตัว
ไม่แนะนำให้เริ่มด้วยจำนวนน้อยเกินไปเพราะไม่คุ้มต้นทุนคงที่ แต่ก็ไม่ควรเริ่มมากเกินไปก่อนมีตลาดรองรับแน่นอน ควรประเมินจากปริมาณที่ผู้ซื้อต้องการจริงก่อน
