เลี้ยงสัตว์

หอยทากขายส่งร้านอาหารฝรั่งเศส เลี้ยงในไทยส่งออกได้ไหม

วิเคราะห์ลึกตลาดส่งออกหอยทาก escargot จากไทย มาตรฐานที่ผู้รับซื้อส่งออกต้องการ ปริมาณขั้นต่ำต่อรอบ และราคาในประเทศเทียบส่งออกที่เกษตรกรรายย่อยควรรู้ก่อนลงทุน

หอยทากขายส่งร้านอาหารฝรั่งเศส เลี้ยงในไทยส่งออกได้ไหม
คำตอบเร็ว: ส่งออกได้จริงแต่เป็นตลาดเฉพาะที่แคบและยากสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะตลาด escargot หลักของยุโรปนิยมหอยทากสายพันธุ์ Helix ไม่ใช่หอยทากยักษ์แอฟริกา (Achatina fulica) ที่ฟาร์มไทยส่วนใหญ่เลี้ยงกันอยู่ ผู้รับซื้อส่งออกต้องการมาตรฐานปลอดสารพิษ ปริมาณขั้นต่ำระดับตัน และต้องผ่านโรงงานแปรรูปมาตรฐาน GMP/HACCP ซึ่งเกษตรกรรายย่อยเข้าถึงยาก ตลาดในประเทศที่ขายให้ฟาร์มยาหอยทาก/เครื่องสำอางจึงเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายกว่ามากในทางปฏิบัติ

คำถามเรื่องหอยทากขายส่งร้านอาหารฝรั่งเศสมักเกิดจากความเข้าใจว่าหอยทากที่เลี้ยงในไทยคือชนิดเดียวกับที่ใช้ทำเมนู escargot ในร้านอาหารฝรั่งเศส ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบางส่วน เพราะหอยทากที่เกษตรกรไทยนิยมเลี้ยงเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่คือหอยทากยักษ์แอฟริกา (Achatina fulica) ขณะที่ตลาด escargot ระดับพรีเมียมในยุโรปนิยมหอยทากสกุล Helix (เช่น Helix aspersa หรือ Helix pomatia) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีเนื้อสัมผัสและรสชาติตรงตามมาตรฐานอาหารฝรั่งเศสมากกว่า การวิเคราะห์เจาะลึกครั้งนี้จะแยกให้เห็นชัดว่าโอกาสส่งออกจริงอยู่ตรงไหน และช่องทางไหนที่เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้จริงมากกว่า

มาตรฐานที่ผู้รับซื้อส่งออกต้องการ

ผู้รับซื้อเพื่อส่งออกไม่ว่าจะเป็นโรงงานแปรรูปหรือผู้ส่งออกโดยตรง มักกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่าตลาดในประเทศมาก ข้อแรกคือสายพันธุ์ต้องตรงตามที่ตลาดปลายทางต้องการ ถ้าเป็นตลาดยุโรปที่ต้องการ escargot แท้มักต้องการสายพันธุ์ Helix ซึ่งในไทยแทบไม่มีฟาร์มเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ข้อสองคือมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร หอยทากต้องเลี้ยงในระบบที่ปลอดสารเคมีตกค้าง ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่เลี้ยงและแหล่งอาหารที่ให้ ต้องผ่านการตรวจสอบเชื้อโรคและพยาธิที่อาจติดมากับตัวหอย เพราะหอยทากบางชนิดเป็นพาหะของพยาธิที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากปรุงไม่สุกหรือแปรรูปไม่ถูกวิธี ข้อสามคือขนาดและความสม่ำเสมอของตัวหอย ผู้รับซื้อส่งออกมักกำหนดเกณฑ์น้ำหนักและขนาดเปลือกที่ชัดเจน ต้องคัดแยกขนาดให้สม่ำเสมอทั้งล็อต ซึ่งต้องอาศัยระบบคัดแยกที่ฟาร์มรายย่อยส่วนใหญ่ยังไม่มี

ปริมาณขั้นต่ำต่อรอบส่งออกที่ต้องเจอ

อีกอุปสรรคสำคัญคือปริมาณขั้นต่ำที่ผู้ส่งออกหรือโรงงานแปรรูปต้องการ เพราะการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปมีต้นทุนคงที่สูง (ค่าตรวจสอบมาตรฐาน ค่าขนส่งควบคุมอุณหภูมิ ค่าเอกสารส่งออก) ทำให้ผู้รับซื้อมักต้องการปริมาณระดับหลักตันขึ้นไปต่อรอบเพื่อให้คุ้มต้นทุนดำเนินการ ฟาร์มรายย่อยที่เลี้ยงหอยทากได้เพียงหลักร้อยกิโลกรัมต่อรอบจึงแทบไม่มีทางส่งออกได้โดยตรง ต้องอาศัยการรวมกลุ่มเกษตรกรหลายรายเป็นสหกรณ์หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อรวบรวมปริมาณให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างระบบมาตรฐานร่วมกันในกลุ่มให้ตรงกันทั้งเรื่องพันธุ์ ขนาด และวิธีเลี้ยงที่ปลอดสารพิษ ก่อนจะเจรจากับผู้ส่งออกได้จริง กระบวนการรวมกลุ่มแบบนี้มักใช้เวลาเป็นปีกว่าจะลงตัว เพราะต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันเรื่องมาตรฐานการเลี้ยงและการแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมระหว่างสมาชิกกลุ่ม

ราคาขายในประเทศเทียบกับราคาส่งออก

ในตลาดภายในประเทศ หอยทากยักษ์แอฟริกาที่เลี้ยงกันทั่วไปมักขายให้ฟาร์มหรือโรงงานผลิตยาหอยทาก เครื่องสำอาง หรือเซรั่มบำรุงผิวที่ใช้เมือกหอยทากเป็นวัตถุดิบ ราคาขายหอยทากมีชีวิตในประเทศอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 20-60 บาท ขึ้นกับขนาดและความสมบูรณ์ของตัวหอย ส่วนตลาดส่งออกที่แปรรูปเป็นเนื้อหอยทากแช่แข็งหรือปรุงสุกพร้อมรับประทานสำหรับร้านอาหารระดับพรีเมียม มีราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่าหลายเท่าตัวเมื่อคิดเป็นราคาสินค้าสำเร็จรูปปลายทาง แต่ราคาที่เกษตรกรต้นทางได้รับจริงหลังหักต้นทุนแปรรูป ค่าดำเนินการส่งออก และส่วนต่างของพ่อค้าคนกลางหรือโรงงานแปรรูป มักไม่ได้สูงกว่าราคาขายในประเทศมากเท่าที่คาดหวังไว้ตอนแรก เพราะเกษตรกรรายย่อยแทบไม่มีอำนาจต่อรองราคากับโรงงานแปรรูปที่ควบคุมทั้งกระบวนการแปรรูปและช่องทางส่งออก การรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนจึงเป็นทางเดียวที่จะเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรรายย่อยมีส่วนแบ่งกำไรจากห่วงโซ่การส่งออกมากขึ้นกว่าการขายผ่านคนกลางแบบต่างคนต่างขาย

ความจริงเรื่องสายพันธุ์ที่ต้องเข้าใจก่อนลงทุน

จุดที่เกษตรกรไทยมักเข้าใจผิดคือคิดว่าหอยทากยักษ์แอฟริกาที่เลี้ยงกันแพร่หลายสามารถส่งเข้าสู่ตลาด escargot ยุโรปได้เลย ทั้งที่ในความเป็นจริงตลาด escargot ระดับพรีเมียมมีมาตรฐานเรื่องสายพันธุ์ค่อนข้างเข้มงวด ผู้บริโภคยุโรปที่คุ้นเคยกับรสชาติและเนื้อสัมผัสของ Helix มักไม่ยอมรับหอยทากสายพันธุ์อื่นในเมนู escargot แท้ แม้บางครั้งจะมีการนำหอยทากสายพันธุ์อื่นไปแปรรูปทดแทนในผลิตภัณฑ์ระดับล่างหรืออาหารกระป๋องราคาประหยัด แต่ตลาดนี้มีมูลค่าต่ำกว่าตลาด escargot แท้มาก และการแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตจากประเทศอื่นที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าก็ทำให้กำไรต่อหน่วยบางลงอีก ฟาร์มไทยที่สนใจตลาดนี้จริงจังจึงควรศึกษาความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงสายพันธุ์ Helix โดยเฉพาะ ซึ่งต้องใช้องค์ความรู้และการลงทุนที่ต่างจากการเลี้ยงหอยทากยักษ์แอฟริกาแบบดั้งเดิมพอสมควร รวมถึงต้องพิจารณาว่าสภาพภูมิอากาศของไทยเหมาะกับการเพาะเลี้ยง Helix ซึ่งเป็นสายพันธุ์เขตอบอุ่นหรือไม่ เพราะบางสายพันธุ์อาจไม่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทยเท่ากับหอยทากยักษ์แอฟริกาที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ได้ดีอยู่แล้ว

ประเด็นตลาดในประเทศ (หอยทากยักษ์แอฟริกา)ตลาดส่งออก escargot (สายพันธุ์ Helix)
ราคาต่อกิโลกรัม (หอยทากมีชีวิต)20-60 บาทสูงกว่ามากแต่ผ่านคนกลาง/โรงงานแปรรูปหลายทอด
ปริมาณขั้นต่ำที่ต้องการไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขายได้แม้ปริมาณน้อยมักต้องการระดับตันต่อรอบ
มาตรฐานที่ต้องผ่านทั่วไป ไม่เข้มงวดมากปลอดสารพิษ + GMP/HACCP + ตรวจพยาธิ
ความยากในการเข้าถึงของรายย่อยง่ายยากมาก ต้องรวมกลุ่มหรือเป็นฟาร์มขนาดใหญ่

บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เคยพยายามเจาะตลาดนี้

ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคยพยายามเจาะตลาดส่งออกหอยทากไปยุโรป เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างมาตรฐานฟาร์มและโรงงานแปรรูปที่ผ่านการรับรองสากลได้ และหลายกรณีก็เลือกเปลี่ยนมาเน้นตลาดในภูมิภาคเอเชียหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่น เช่น เซรั่มหรือคอลลาเจนจากเมือกหอยทาก แทนที่จะพยายามแข่งขันในตลาด escargot แท้โดยตรง เพราะการแข่งขันกับผู้ผลิตดั้งเดิมในยุโรปที่มีทั้งแบรนด์ ประวัติศาสตร์ และมาตรฐานที่ยาวนานเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรไทยที่สนใจตลาดหอยทากควรพิจารณาการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มควบคู่ไปกับการพยายามส่งออกเนื้อหอยทากสดหรือแช่แข็งโดยตรง เพราะช่องทางผลิตภัณฑ์แปรรูปมีอุปสรรคด้านมาตรฐานสายพันธุ์น้อยกว่าและเปิดตลาดได้กว้างกว่าในระยะแรก

ช่องทางที่เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้จริง

สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ยังไม่มีเงินทุนหรือเครือข่ายมากพอจะทำตลาดส่งออกโดยตรง ช่องทางที่เข้าถึงได้จริงและมีความเสี่ยงต่ำกว่าคือการขายหอยทากมีชีวิตให้ฟาร์มหรือโรงงานผลิตยาหอยทากและเครื่องสำอางในประเทศ ซึ่งมีความต้องการต่อเนื่องและไม่ต้องผ่านมาตรฐานส่งออกที่ซับซ้อน อีกช่องทางคือการขายให้ร้านอาหารไทยที่มีเมนูหอยทากผัดหรือหอยทากทอดกระเทียม ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในบางพื้นที่และไม่ต้องการมาตรฐานเข้มงวดเท่าตลาดส่งออก สำหรับผู้ที่ต้องการจริงจังกับตลาดส่งออกในระยะยาว แนะนำให้เริ่มจากการรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อสร้างมาตรฐานการเลี้ยงร่วมกันก่อน แล้วจึงติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องมาตรฐานส่งออกและหาผู้รับซื้อที่มีใบอนุญาตส่งออกจริง แทนที่จะพยายามส่งออกเองโดยลำพังซึ่งมีความเสี่ยงและต้นทุนดำเนินการสูงเกินกำลังของฟาร์มรายย่อย

ต้นทุนและวิธีเลี้ยงที่ต้องปรับถ้าตั้งเป้าตลาดพรีเมียม

ถ้าฟาร์มตัดสินใจจริงจังกับการยกระดับสู่ตลาดพรีเมียม สิ่งที่ต้องลงทุนเพิ่มจากการเลี้ยงหอยทากทั่วไปคือระบบควบคุมความสะอาดของบ่อเลี้ยง แหล่งอาหารที่ปลอดสารเคมีตลอดห่วงโซ่ (ผัก ใบไม้ที่ให้กินต้องไม่มีสารตกค้าง) และระบบพักหอยก่อนส่งขาย (purging) เพื่อให้หอยทากขับของเสียในระบบทางเดินอาหารออกให้หมดก่อนแปรรูป ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ตลาดส่งออกให้ความสำคัญมากแต่ฟาร์มทั่วไปในประเทศมักไม่ได้ทำ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรฐานเหล่านี้อาจทำให้ต้นทุนต่อกิโลกรัมสูงกว่าการเลี้ยงทั่วไปพอสมควร ฟาร์มจึงต้องคำนวณให้แน่ใจว่าราคาที่ได้จากตลาดพรีเมียมคุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่ลงทุนเพิ่มแล้วสุดท้ายยังขายได้แค่ราคาตลาดทั่วไปเพราะหาผู้รับซื้อพรีเมียมไม่ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจผิดว่าหอยทากยักษ์แอฟริกาที่เลี้ยงอยู่คือสายพันธุ์เดียวกับที่ใช้ทำ escargot ในร้านอาหารฝรั่งเศส
  • ลงทุนขยายฟาร์มใหญ่โดยหวังส่งออกโดยไม่มีผู้รับซื้อหรือใบอนุญาตส่งออกรองรับจริง
  • ไม่ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสารตกค้างก่อนเริ่มเลี้ยง ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์เมื่อพยายามขายเข้าโรงงานแปรรูป
  • ประเมินราคาส่งออกจากราคาสินค้าสำเร็จรูปปลายทางในต่างประเทศ โดยไม่หักต้นทุนคนกลางและค่าแปรรูปที่กินส่วนต่างไปมาก
  • ไม่รวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นเพื่อสร้างปริมาณให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ผู้ส่งออกต้องการ
  • มองข้ามตลาดในประเทศ (ยาหอยทาก/เครื่องสำอาง/ร้านอาหารไทย) ที่เข้าถึงง่ายกว่าและมีรายได้สม่ำเสมอกว่าการรอโอกาสส่งออก

สัญญาณที่บอกว่าฟาร์มพร้อมพิจารณาตลาดส่งออกจริงจัง

ก่อนตัดสินใจลงทุนยกระดับฟาร์มเพื่อเจาะตลาดส่งออก ควรประเมินสัญญาณพร้อมเหล่านี้ก่อน หนึ่ง มีปริมาณการผลิตต่อรอบที่ใกล้เคียงหรือรวมกับเครือข่ายเกษตรกรอื่นแล้วถึงระดับตันได้จริง สอง มีเงินทุนสำรองเพียงพอสำหรับลงทุนระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและรอผลตอบรับจากผู้ซื้อต่างประเทศซึ่งมักใช้เวลานานกว่าตลาดในประเทศมาก สาม มีการติดต่อหรือได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ/นายหน้าส่งออกที่มีใบอนุญาตถูกต้องแล้วในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่คาดเดาว่าน่าจะขายได้ ถ้ายังไม่มีสัญญาณเหล่านี้ครบ แนะนำให้โฟกัสที่การสร้างรายได้มั่นคงจากตลาดในประเทศก่อน แล้วค่อยทยอยสะสมเงินทุนและเครือข่ายสำหรับก้าวต่อไปสู่ตลาดส่งออกอย่างมั่นคง

เทียบภาพรวมตลาดในประเทศกับตลาดส่งออก

เกษตรกรที่กำลังตัดสินใจว่าจะเน้นตลาดไหนควรเข้าใจความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองตลาดนี้ให้ชัดก่อนลงทุน ตลาดในประเทศมีจุดเด่นคือเข้าถึงง่าย ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ และรับซื้อได้แม้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอในช่วงแรก เหมาะกับเกษตรกรที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ระบบการเลี้ยง ขณะที่ตลาดส่งออกให้ราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่าในบางช่วง แต่แลกมาด้วยข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่ามากทั้งเรื่องสายพันธุ์ ปริมาณขั้นต่ำ และระบบตรวจสอบคุณภาพที่ต้องคงเส้นคงวาตลอดทั้งปี ความเสี่ยงสำคัญของตลาดส่งออกคือหากไม่สามารถส่งมอบได้ตามสัญญาในรอบใดรอบหนึ่ง อาจเสียความน่าเชื่อถือกับคู่ค้าและถูกตัดออกจากรายชื่อผู้ส่งมอบในรอบถัดไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกษตรกรรายย่อยมักไม่ได้เตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า

ผู้ที่สนใจข้อมูลการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกอื่นเพิ่มเติม สามารถดูได้ในหมวด เลี้ยงสัตว์

สรุป

การส่งออกหอยทากเป็น escargot จากไทยเป็นตลาดที่มีอยู่จริงแต่แคบและมีอุปสรรคสูงสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งเรื่องสายพันธุ์ที่ต้องตรงมาตรฐานตลาดปลายทาง ปริมาณขั้นต่ำระดับตัน และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวด เกษตรกรที่เพิ่งเริ่มต้นควรมองตลาดในประเทศเป็นฐานรายได้หลักก่อน แล้วค่อยพิจารณาการรวมกลุ่มเพื่อสร้างมาตรฐานส่งออกในระยะยาวหากเห็นโอกาสที่ชัดเจนพอ การลงทุนยกระดับมาตรฐานฟาร์มควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามสัญญาณความพร้อมของตลาดจริง ไม่ใช่ลงทุนทั้งหมดตั้งแต่ต้นโดยหวังผลตอบแทนจากตลาดที่ยังไม่มีผู้ซื้อรองรับแน่ชัด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลมาตรฐานการเลี้ยงหอยทากและความปลอดภัยด้านอาหาร
  • 📄กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ — ข้อมูลมาตรฐานและช่องทางการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

หอยทากยักษ์แอฟริกาส่งออกเป็น escargot ได้เลยไหม

โดยทั่วไปยาก เพราะตลาด escargot ระดับพรีเมียมในยุโรปนิยมสายพันธุ์ Helix ที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสต่างจากหอยทากยักษ์แอฟริกา หากต้องการเจาะตลาดนี้จริงจังควรศึกษาความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงสายพันธุ์ Helix โดยเฉพาะแทน

เลี้ยงหอยทากขายในประเทศได้กำไรจริงไหม

ได้ในระดับรายได้เสริมถึงรายได้หลักถ้าจัดการต้นทุนดี เพราะหอยทากยักษ์แอฟริกามีตลาดในประเทศรองรับต่อเนื่อง เช่น ฟาร์มยาหอยทาก เครื่องสำอาง และร้านอาหาร แม้ราคาต่อกิโลกรัมจะไม่สูงเท่าที่คาดหวังจากตลาดส่งออก แต่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและเข้าถึงง่ายกว่ามาก

ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ถ้าจะเริ่มทำมาตรฐานส่งออก

ไม่มีตัวเลขตายตัวเพราะขึ้นกับขนาดฟาร์มและระบบที่ต้องปรับปรุง แต่โดยทั่วไปต้องลงทุนเรื่องระบบเลี้ยงปลอดสารพิษ การตรวจสอบคุณภาพ และอาจต้องรวมทุนกับกลุ่มเกษตรกรอื่นเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปหรือระบบคัดแยกร่วมกัน

หอยทากที่เลี้ยงในไทยกินได้ปลอดภัยไหม

กินได้ถ้าเลี้ยงและปรุงถูกวิธี แต่ต้องระวังเรื่องพยาธิที่อาจติดมากับหอยทากดิบหรือปรุงไม่สุก ควรปรุงสุกทั่วถึงเสมอก่อนรับประทาน และเลี้ยงในระบบที่ควบคุมสารเคมีตกค้างอย่างเคร่งครัดหากตั้งใจขายเป็นอาหาร ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการกินหอยทากดิบหรือสุกๆ ดิบๆ โดยเด็ดขาด

มีหน่วยงานไหนช่วยเกษตรกรที่สนใจส่งออกหอยทากบ้าง

ควรติดต่อกรมวิชาการเกษตรหรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นเรื่องมาตรฐานการเลี้ยงและการรวมกลุ่มเกษตรกร รวมถึงกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสำหรับข้อมูลด้านมาตรฐานและช่องทางส่งออกที่เป็นทางการ