เลี้ยงสัตว์

หมูเหมยซานกับหมูลูกผสมการค้า ต่างกันตรงไหน

เทียบหมูเหมยซานกับหมูลูกผสมการค้าแบบชัดๆ ทั้งจำนวนลูกต่อครอก อัตราการเจริญเติบโต ต้นทุนอาหารสะสม และตลาดเฉพาะที่รับซื้อจริง ก่อนตัดสินใจเลี้ยงสายพันธุ์ไหนดี

หมูเหมยซานกับหมูลูกผสมการค้า ต่างกันตรงไหน
คำตอบเร็ว: หมูเหมยซานให้ลูกดกกว่าหมูลูกผสมการค้าชัดเจน (เฉลี่ย 13-16 ตัวต่อครอก เทียบกับ 10-12 ตัวของสามสายเลือดทั่วไป) แต่โตช้ากว่ามาก ต้องเลี้ยงนานกว่าจะได้น้ำหนักขาย และมีไขมันแทรกมากกว่า จึงไม่เหมาะเป็นหมูขุนขายเนื้อทั่วไป เหมาะกับคนที่จะทำแม่พันธุ์ปรับปรุงสายเลือดหรือจับตลาดหมูพื้นเมือง/ร้านอาหารเฉพาะทางมากกว่า

คนที่กำลังหาข้อมูลเรื่องหมูเหมยซาน ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเลี้ยงหมูขุนทั่วไป แต่สงสัยว่าหมูสายพันธุ์จีนตัวอ้วนกลม หนังเหี่ยวย่นที่เห็นในคลิปไวรัลนี้ เอามาเลี้ยงแข่งกับหมูลูกผสมสามสายเลือด (Landrace x Yorkshire x Duroc) ที่ฟาร์มส่วนใหญ่เลี้ยงกันอยู่แล้วได้จริงไหม คำตอบคือได้ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าหมูสองแบบนี้ถูกพัฒนามาคนละจุดประสงค์ เหมยซานถูกคัดสายพันธุ์มากว่าพันปีในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน เพื่อความดกของลูก ไม่ใช่เพื่อความเร็วในการโตหรือเปอร์เซ็นต์เนื้อแดง ส่วนหมูลูกผสมการค้าถูกคัดสายพันธุ์สมัยใหม่เพื่อ FCR (อัตราแลกเนื้อ) ต่ำและระยะเวลาขุนสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้

จำนวนลูกต่อครอก: จุดแข็งที่สุดของเหมยซาน

นี่คือตัวเลขที่ทำให้เหมยซานถูกพูดถึงในวงการปรับปรุงพันธุ์ทั่วโลก แม่พันธุ์เหมยซานให้ลูกเฉลี่ย 13-16 ตัวต่อครอก และบางฟาร์มที่คัดสายพันธุ์ดีรายงานตัวเลขสูงถึง 18-20 ตัวในครอกที่ดีที่สุด ขณะที่แม่พันธุ์ลูกผสมสามสายเลือดที่ฟาร์มไทยเลี้ยงทั่วไป (Landrace x Yorkshire ผสม Duroc) ให้ลูกเฉลี่ยราว 10-12 ตัวต่อครอก และมีอัตรารอดถึงหย่านมประมาณ 85-90% ในฟาร์มที่จัดการดี ความต่างของจำนวนลูกไม่ได้มาจากโชค แต่มาจากจำนวนไข่ที่ตกและจำนวนมดลูกเก็บตัวอ่อนได้ ซึ่งเหมยซานมีรังไข่ที่ตกไข่มากกว่าและมดลูกที่ยาวกว่าสายพันธุ์ตะวันตกโดยธรรมชาติ อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือเหมยซานเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเก่งมาก ให้นมดี มีต่อมน้ำนมจำนวนมากกว่าสายพันธุ์ทั่วไป ดูแลลูกโดยไม่ทับลูกตายง่ายเหมือนสายพันธุ์ที่ตัวใหญ่กว่า จุดนี้ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์ทั่วโลก (รวมถึงบริษัทพันธุกรรมหมูรายใหญ่) ใช้เหมยซานเป็นสายเลือดผสมเพื่อดึงยีนความดกของลูกเข้าไปในสายพันธุ์การค้า โดยไม่ได้เลี้ยงเหมยซานแท้เพื่อขายเนื้อโดยตรง

อัตราการเจริญเติบโต: จุดที่เหมยซานแพ้ขาด

ถ้าตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยความเร็วในการโต หมูลูกผสมการค้าชนะเหมยซานแบบไม่มีข้อกังขา หมูขุนสามสายเลือดในฟาร์มไทยที่จัดการอาหาร-สุขภาพดี ใช้เวลาราว 5.5-6.5 เดือนก็ถึงน้ำหนักขายที่ 100-110 กิโลกรัม ด้วยอัตราแลกเนื้อ (FCR) ประมาณ 2.6-2.9 กิโลกรัมอาหารต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวที่เพิ่ม ส่วนเหมยซานโตช้ากว่าเกือบเท่าตัว ต้องใช้เวลา 9-12 เดือนถึงจะได้น้ำหนักใกล้เคียงกัน และมักสะสมไขมันแทรกมากกว่าเนื้อแดง สัดส่วนไขมันต่อซากที่สูงกว่านี้เป็นทั้งข้อเสียถ้าจะขายเป็นหมูเนื้อทั่วไปที่โรงเชือดจ่ายราคาตามเปอร์เซ็นต์เนื้อแดง แต่กลับเป็นข้อดีถ้าตลาดปลายทางเป็นร้านอาหารที่ต้องการไขมันแทรกเพื่อรสชาติ เช่นร้านหมูสามชั้นทอดกรอบหรือหมูตุ๋นสไตล์จีนที่ต้องการมันแทรกเยอะ เวลาคำนวณต้นทุนการเลี้ยง ต้องคิดค่าอาหารสะสมตลอดช่วงที่ยืดยาวขึ้นเกือบสองเท่านี้เข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่ดูราคาขายปลายทางอย่างเดียว

ทำไมนักปรับปรุงพันธุ์ทั่วโลกถึงสนใจยีนของเหมยซาน

ประเด็นที่มักไม่ค่อยมีใครอธิบายให้เกษตรกรฟังคือ เหมยซานไม่ได้เป็นแค่หมูพันธุ์แปลกที่คนไทยเพิ่งรู้จักจากคลิปไวรัล แต่เป็นสายพันธุ์ที่งานวิจัยด้านพันธุกรรมสัตว์ทั่วโลกใช้ศึกษาเรื่องความดกของลูกมานานหลายสิบปี เพราะยีนที่ควบคุมจำนวนไข่ตกและขนาดมดลูกของเหมยซานแตกต่างจากสายพันธุ์ตะวันตกอย่างชัดเจน บริษัทพันธุกรรมสุกรรายใหญ่บางแห่งจึงใช้เหมยซานเป็นสายเลือดตั้งต้นในโปรแกรมผสมข้ามสายพันธุ์ (crossbreeding program) เพื่อพัฒนาสายพันธุ์แม่ที่ให้ลูกดกขึ้นโดยไม่เสียความเร็วในการโตของลูกมากเกินไป กระบวนการแบบนี้ใช้เวลาคัดสายเลือดหลายชั่วอายุและอาศัยข้อมูลทางสถิติจำนวนมาก ซึ่งเป็นงานระดับบริษัทพันธุกรรมมากกว่าที่ฟาร์มรายย่อยทั่วไปจะทำเองได้ ฟาร์มรายย่อยที่สนใจเรื่องนี้จึงเหมาะกับการเป็นผู้จำหน่ายพ่อแม่พันธุ์เหมยซานแท้หรือลูกผสมรุ่นแรกให้กลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการนำไปทดลองต่อยอด มากกว่าจะพยายามพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เองโดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับเพียงพอ

ตลาดเฉพาะที่รับซื้อหมูเหมยซานจริง

เพราะโตช้าและต้นทุนอาหารสะสมสูงกว่า หมูเหมยซานแทบไม่มีที่ยืนในตลาดหมูขุนทั่วไปที่ขายตามน้ำหนักเป็นกิโลกรัม ตลาดที่รับซื้อจริงแบ่งเป็นสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือฟาร์มปรับปรุงพันธุ์และบริษัทพันธุกรรมสัตว์ที่ต้องการแม่พันธุ์เหมยซานแท้หรือลูกผสมเหมยซานไปผสมพันธุ์เพื่อดึงยีนความดกของลูกเข้าสายเลือดหมูขุนของตัวเอง กลุ่มนี้จ่ายราคาสูงสำหรับตัวที่มีสายเลือดยืนยันได้ กลุ่มที่สองคือร้านอาหารและเชฟที่ทำเมนูหมูพื้นเมืองหรือหมูจีนโบราณ ต้องการเนื้อไขมันแทรกมากสำหรับเมนูตุ๋น หมูสามชั้นทอด หรือหมูแดดเดียว ซึ่งมักจ่ายราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่าหมูขุนทั่วไปเพราะเป็นสินค้าเฉพาะทาง กลุ่มที่สามคือฟาร์มอนุรักษ์พันธุ์และผู้เลี้ยงงานอดิเรกที่ต้องการหมูสายพันธุ์แปลกไว้จัดแสดงหรือทำฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตร ก่อนลงทุนเลี้ยงเหมยซานจริง ควรหาช่องทางขายในสามกลุ่มนี้ให้ชัดก่อน อย่าเลี้ยงแล้วหวังขายเข้าโรงเชือดปกติเพราะราคาที่ได้จะไม่คุ้มกับต้นทุนอาหารที่ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่า

ประเด็นเปรียบเทียบหมูเหมยซานหมูลูกผสมการค้า (3 สายเลือด)
จำนวนลูกต่อครอกเฉลี่ย13-16 ตัว (สูงสุดถึง 18-20)10-12 ตัว
ระยะเวลาขุนถึงน้ำหนักขาย9-12 เดือน5.5-6.5 เดือน
FCR โดยประมาณสูงกว่า 3.5 (ไม่มีมาตรฐานชัดเจนเพราะไม่นิยมขุนขายเนื้อ)2.6-2.9
สัดส่วนไขมันแทรกสูงต่ำกว่า ควบคุมด้วยพันธุกรรม
ตลาดหลักพ่อแม่พันธุ์ปรับปรุงสายเลือด, ร้านอาหารเฉพาะทาง, ฟาร์มอนุรักษ์โรงเชือด/ตลาดหมูขุนทั่วไป

ต้นทุนโรงเรือนและพื้นที่เลี้ยงที่ต่างกัน

อีกจุดที่ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจคือพื้นที่โรงเรือน เพราะเหมยซานถูกครองพื้นที่นานกว่าหมูลูกผสมการค้าเกือบสองเท่าต่อรอบการเลี้ยงหนึ่งรุ่น ถ้าโรงเรือนมีจำนวนคอกจำกัด การเลี้ยงเหมยซานจะทำให้หมุนรอบผลิตต่อปีได้น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ฟาร์มที่มีคอกจำกัดควรคิดเป็นรายได้ต่อคอกต่อปี ไม่ใช่รายได้ต่อตัว เพราะคอกเดียวกันที่เลี้ยงหมูลูกผสมการค้าได้ปีละ 1.8-2 รอบ อาจเลี้ยงเหมยซานได้เพียงปีละ 1 รอบเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่เลี้ยงแม่พันธุ์เหมยซานไว้ผลิตลูกขาย ซึ่งรอบการผลิตจะนับจากรอบคลอดของแม่พันธุ์ (ประมาณ 2 ครอกต่อปี) ไม่ใช่รอบขุนขายเนื้อ ทำให้การคำนวณผลตอบแทนต้องแยกให้ชัดว่าจะเลี้ยงเป็นหมูขุนขายเนื้อหรือเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ขายลูก เพราะสองแนวทางนี้ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่โรงเรือนต่างกันมาก

สำหรับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะลองเลี้ยงเหมยซานเป็นแม่พันธุ์ขายลูก สิ่งที่ควรทำก่อนคือติดต่อฟาร์มที่มีสายเลือดเหมยซานแท้ให้ชัดเจน สอบถามประวัติการให้ลูกของแม่พันธุ์ตัวที่จะซื้อย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 ครอก ไม่ใช่เชื่อแค่คำโฆษณาว่าสายพันธุ์นี้ลูกดก เพราะแม่พันธุ์แต่ละตัวให้ผลผลิตต่างกันแม้จะเป็นสายเลือดเดียวกัน และควรวางแผนตลาดขายลูกหมูล่วงหน้าก่อนแม่พันธุ์คลอดจริง เพราะลูกเหมยซานแท้ที่ไม่มีผู้ซื้อรอไว้จะกลายเป็นภาระต้นทุนอาหารทันทีถ้าต้องเลี้ยงต่อจนโตโดยไม่มีตลาดรองรับ

เกณฑ์ตัดสินใจ: จะเลือกสายพันธุ์ไหน

ถ้าเป้าหมายหลักของการเลี้ยงคือรายได้จากการขายหมูขุนเป็นกิโลกรัมให้เร็วที่สุดและหมุนเงินได้บ่อยที่สุดต่อปี หมูลูกผสมสามสายเลือดเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่ามาก เพราะทั้งระบบตลาด ราคาประกันขั้นต่ำ และห่วงโซ่โรงเชือดถูกออกแบบมารองรับสายพันธุ์นี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป้าหมายคือการทำแม่พันธุ์เพื่อขายลูกสุกรหรือพ่อแม่พันธุ์ให้ฟาร์มปรับปรุงสายเลือด หรือจับตลาดหมูพื้นเมือง/หมูจีนโบราณที่ร้านอาหารพรีเมียมต้องการ เหมยซานมีจุดขายที่หมูลูกผสมการค้าให้ไม่ได้คือความดกของลูกและรสชาติเนื้อที่มีไขมันแทรก คำแนะนำสำหรับมือใหม่คือเริ่มเลี้ยงเหมยซานจำนวนน้อย (2-4 ตัว) ควบคู่กับหาช่องทางขายให้ชัดก่อนขยายฝูง อย่าเปลี่ยนฝูงหมูขุนทั้งหมดเป็นเหมยซานทันทีโดยยังไม่มีตลาดรองรับ เพราะระยะเวลาคืนทุนที่ยาวกว่าเกือบสองเท่าจะกินสภาพคล่องของฟาร์มหนักมาก และควรทดลองเลี้ยงอย่างน้อยหนึ่งรอบเต็มก่อนตัดสินใจลงทุนขยายโรงเรือนเพิ่มเพื่อรองรับสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ

ตัวอย่างคำนวณต้นทุนคร่าวๆ ก่อนตัดสินใจ

ลองเทียบตัวเลขให้เห็นภาพ สมมติราคาอาหารสำเร็จรูปเฉลี่ยกิโลกรัมละ 15 บาท หมูลูกผสมการค้าที่ใช้ FCR 2.8 กินอาหารรวมตลอดช่วงขุนประมาณ 280-300 กิโลกรัมต่อตัวเพื่อให้ได้น้ำหนัก 100-110 กิโลกรัม คิดเป็นต้นทุนอาหารราว 4,200-4,500 บาทต่อตัว ในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ส่วนเหมยซานที่ใช้เวลาขุนยาวถึง 10-12 เดือนกว่าจะได้น้ำหนักใกล้เคียงกัน แม้จะกินอาหารต่อวันน้อยกว่าเพราะตัวเล็กกว่าในช่วงแรก แต่เมื่อคิดสะสมตลอดอายุการเลี้ยงที่ยาวเกือบสองเท่า ต้นทุนอาหารรวมมักไม่ต่างจากหมูลูกผสมการค้ามากนัก แถมยังมีต้นทุนแฝงเรื่องพื้นที่โรงเรือนที่ถูกครองนานกว่า ทำให้หมุนรอบการเลี้ยงต่อปีได้น้อยกว่า จุดนี้คือเหตุผลสำคัญที่เหมยซานไม่เหมาะกับฟาร์มที่ต้องการหมุนเงินไว และเหมาะกับฟาร์มที่ขายพ่อแม่พันธุ์หรือลูกหมูสายเลือดมากกว่าขุนขายเนื้อ เพราะขายลูกหมูอายุ 2-3 เดือนได้ราคาต่อตัวสูง โดยไม่ต้องแบกต้นทุนอาหารช่วงขุนที่ยาวนานเลย

สายเลือดและการดูแลที่ต่างจากหมูลูกผสมทั่วไป

เหมยซานแท้มีลักษณะเด่นที่สังเกตง่ายคือหนังหยักย่นเป็นชั้นๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าและคอ หูตกปรก ลำตัวสีดำเกือบทั้งตัว ต่างจากหมูลูกผสมสามสายเลือดที่มักมีสีขาวหรือขาวสลับดำและผิวหนังเรียบ เวลาซื้อลูกหมูเหมยซานจึงควรขอดูพ่อแม่พันธุ์จริงหรือใบรับรองสายเลือดจากฟาร์มต้นทาง เพราะตลาดมีการนำหมูลูกผสมที่มีหน้าตาคล้ายเหมยซานบางส่วนมาขายในราคาสูงโดยอ้างว่าเป็นสายพันธุ์แท้ ด้านการดูแลสุขภาพ เหมยซานไม่ได้ต้องการวัคซีนหรือโปรแกรมป้องกันโรคที่ต่างจากหมูทั่วไปมากนัก แต่เพราะเลี้ยงในจำนวนน้อยกว่าและกระจายอยู่ในฟาร์มขนาดเล็ก การขอคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ปศุสัตว์ในพื้นที่เรื่องโปรแกรมวัคซีนที่เหมาะสมกับจำนวนฝูงเล็กจึงสำคัญกว่าการใช้โปรแกรมมาตรฐานของฟาร์มขนาดใหญ่ทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่าเหมยซานคือหมูขุนทางเลือกที่ให้กำไรเร็วกว่า ทั้งที่จริงใช้เวลาขุนนานกว่าเกือบสองเท่า
  • ซื้อลูกหมูเหมยซานมาเลี้ยงโดยไม่มีช่องทางขายรองรับ แล้วต้องขายเข้าโรงเชือดทั่วไปในราคาต่ำเพราะไขมันแทรกเยอะไม่ตรงเกณฑ์เนื้อแดง
  • ผสมเหมยซานกับสายพันธุ์การค้าโดยไม่วางแผนสายเลือด ทำให้ได้ลูกที่ไม่ตรงจุดเด่นทั้งสองด้าน (ไม่ดกพอ ไม่โตเร็วพอ)
  • ไม่คำนวณต้นทุนอาหารสะสมตลอดช่วง 9-12 เดือน มองแค่ราคาต่อกิโลกรัมปลายทาง
  • เข้าใจผิดว่าเหมยซานทุกตัวลูกดกเท่ากันหมด ทั้งที่จำนวนลูกต่อครอกขึ้นกับสายเลือดแม่พันธุ์และการจัดการช่วงอุ้มท้องด้วย
  • ไม่ตรวจสอบใบรับรองสายพันธุ์ก่อนซื้อ ทำให้ได้หมูลูกผสมที่อ้างว่าเป็นเหมยซานแท้แต่จริงๆ ไม่ใช่
  • ขยายฝูงเร็วเกินไปก่อนหาช่องทางขายลูกหมูหรือพ่อแม่พันธุ์ได้จริง ทำให้ต้องแบกต้นทุนอาหารของหมูที่โตช้าโดยไม่มีรายได้เข้ามาชดเชย

สรุป

หมูเหมยซานกับหมูลูกผสมการค้าเป็นเครื่องมือคนละชนิดที่ตอบโจทย์คนละเป้าหมาย เหมยซานชนะเรื่องความดกของลูกและรสชาติไขมันแทรก แต่แพ้ขาดเรื่องความเร็วในการโตและต้นทุนอาหารสะสม ก่อนตัดสินใจเลี้ยงจึงต้องถามตัวเองก่อนว่าจะขายอะไร ถ้าจะขายหมูขุนเป็นกิโลกรัมเข้าโรงเชือดทั่วไป หมูลูกผสมการค้ายังเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่า แต่ถ้าจะทำตลาดพ่อแม่พันธุ์หรือหมูพื้นเมืองเฉพาะทาง เหมยซานมีช่องว่างตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งมากให้เจาะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมปศุสัตว์ — ข้อมูลการขึ้นทะเบียนฟาร์มสุกรและมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ทั่วไป
  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาสุกรมีชีวิตและแนวโน้มตลาดสุกรในประเทศ

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

หมูเหมยซานแท้ ราคาลูกหมูแพงกว่าหมูลูกผสมทั่วไปไหม

โดยทั่วไปแพงกว่าค่อนข้างมาก เพราะเป็นสายพันธุ์เฉพาะที่หายากในไทยและจำนวนฟาร์มที่มีสายเลือดแท้ยืนยันได้ยังมีน้อย ฟาร์มที่นำเข้าหรือคัดสายเลือดมาหลายชั่วอายุมักตั้งราคาสูงกว่าลูกหมูสามสายเลือดทั่วไปหลายเท่าตัว ราคาที่แน่นอนควรสอบถามฟาร์มต้นทางโดยตรงเพราะเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและปริมาณที่มีในตลาด

เลี้ยงเหมยซานผสมกับหมูพื้นเมืองไทยได้ไหม

ได้ และเป็นแนวทางที่บางฟาร์มทดลองทำเพื่อดึงจุดเด่นความดกของลูกจากเหมยซานเข้าไปในหมูพื้นเมืองไทยที่ทนโรคและสภาพอากาศได้ดีอยู่แล้ว แต่ต้องวางแผนสายเลือดชัดเจนและติดตามผลผลิตจริงหลายรุ่นก่อนตัดสินใจขยายฝูง เพราะลักษณะที่ได้ในรุ่นลูกผสมรุ่นแรกอาจไม่คงที่เท่าสายพันธุ์แท้

หมูเหมยซานเลี้ยงในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทยได้ไหม

เลี้ยงได้ เพราะเหมยซานเป็นสายพันธุ์ที่ทนทานพอสมควรและไม่ต้องการโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิเข้มงวดเท่าสายพันธุ์ยุโรปบางตัว แต่ยังต้องมีร่มเงา การระบายอากาศดี และน้ำสะอาดเพียงพอเหมือนการเลี้ยงหมูทั่วไป

ขายลูกหมูเหมยซานได้ราคาดีกว่าขายหมูขุนจริงไหม

สำหรับฟาร์มที่มีตลาดพ่อแม่พันธุ์รองรับแล้ว การขายลูกหมูหรือพ่อแม่พันธุ์มักให้ผลตอบแทนต่อตัวสูงกว่าขุนขายเนื้อ เพราะไม่ต้องแบกต้นทุนอาหารช่วง 9-12 เดือน แต่ถ้ายังไม่มีเครือข่ายผู้ซื้อพ่อแม่พันธุ์ การขุนขายเนื้อในตลาดเฉพาะอาจเป็นทางเลือกที่ทำได้เร็วกว่า

ต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตพิเศษก่อนเลี้ยงเหมยซานไหม

หมูเหมยซานไม่ใช่สัตว์ควบคุมพิเศษ เลี้ยงในลักษณะเดียวกับหมูทั่วไปได้ แต่ฟาร์มควรขึ้นทะเบียนฟาร์มปศุสัตว์ตามระเบียบทั่วไปของกรมปศุสัตว์เหมือนการเลี้ยงหมูทุกสายพันธุ์ และหากนำเข้าพันธุ์จากต่างประเทศต้องผ่านขั้นตอนกักกันโรคตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด