คำตอบเร็ว: จิ้งโกร่งเลี้ยงตายยกบ่อบ่อยเพราะเกษตรกรมักเข้าใจผิดว่าเลี้ยงเหมือนจิ้งหรีด ทั้งที่จิ้งโกร่งเป็นแมลงคนละชนิด อาศัยอยู่ในดินเป็นหลัก ต้องการความชื้นในดินสูงกว่ามาก และไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ-ความชื้นในดินมากกว่าจิ้งหรีดหลายเท่า สาเหตุตายยกบ่อที่พบบ่อยที่สุดคือดินแห้งเกินไปจนจิ้งโกร่งขาดน้ำและอุณหภูมิดินสูงเกินช่วงที่ทนได้ รองลงมาคือดินแฉะเกินไปจนเชื้อราและแบคทีเรียเติบโต สัญญาณเตือนก่อนสูญเสียทั้งรุ่นที่ต้องจับตาคือจิ้งโกร่งเริ่มขึ้นมาที่ผิวดินตอนกลางวันผิดปกติ กินอาหารน้อยลงต่อเนื่องหลายวัน และมีกลิ่นเหม็นอับผิดปกติจากบ่อเลี้ยง
รู้จักจิ้งโกร่งก่อนตัดสินใจเลี้ยง
จิ้งโกร่งเป็นแมลงที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น กระชอน อีกร่อย หรือแมงดินในบางพื้นที่ เป็นแมลงที่คนไทยรู้จักและบริโภคมาช้านานในฐานะอาหารพื้นบ้าน โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือที่นิยมนำมาทอดหรือคั่วเป็นของกินเล่น ราคาขายในตลาดท้องถิ่นมักสูงกว่าจิ้งหรีดต่อกิโลกรัม เพราะยังไม่มีระบบเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่เหมือนจิ้งหรีด ผลผลิตส่วนใหญ่ในตลาดยังมาจากการจับตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ที่เพาะเลี้ยงได้สำเร็จมีโอกาสขายได้ราคาดีกว่า แต่ก็ต้องแลกกับความยากในการควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมตลอดวงจรการเลี้ยง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ยังมีผู้เลี้ยงเชิงพาณิชย์จำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับจิ้งหรีด
ทำไมจิ้งโกร่งถึงไม่ใช่จิ้งหรีดสายพันธุ์หนึ่ง
เกษตรกรจำนวนมากที่เริ่มเลี้ยงจิ้งโกร่งมาจากพื้นฐานการเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่แล้ว จึงมักคิดว่าจิ้งโกร่งเป็นแค่จิ้งหรีดตัวใหญ่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เลี้ยงด้วยวิธีเดียวกันได้ แต่ในทางชีววิทยาจิ้งโกร่งอยู่คนละวงศ์กับจิ้งหรีดโดยสิ้นเชิง จิ้งโกร่งเป็นแมลงในวงศ์ Gryllotalpidae ที่มีขาหน้าดัดแปลงเป็นอวัยวะขุดดินคล้ายพลั่ว ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ผิวดินและขึ้นมาบนผิวดินเฉพาะบางช่วงเวลา ขณะที่จิ้งหรีดส่วนใหญ่ที่เลี้ยงเชิงพาณิชย์ในไทยอาศัยอยู่บนผิวดินหรือในวัสดุรองพื้นที่ค่อนข้างแห้ง ความแตกต่างเชิงพฤติกรรมนี้ส่งผลโดยตรงต่อทุกอย่างในระบบการเลี้ยง ตั้งแต่ชนิดของวัสดุรองพื้น ความชื้นที่ต้องควบคุม ไปจนถึงวิธีให้อาหารและการจับ
ระบบเลี้ยงจิ้งหรีดทั่วไปมักใช้แผงไข่กระดาษเป็นที่หลบซ่อนและกะละมังหรือบ่อซีเมนต์ที่มีวัสดุรองพื้นแห้ง ให้ความชื้นผ่านน้ำในถ้วยหรือฟองน้ำชุบน้ำ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เหมาะกับจิ้งโกร่งเลย เพราะจิ้งโกร่งต้องการดินร่วนที่มีความชื้นสม่ำเสมอตลอดทั้งบ่อในระดับที่ใกล้เคียงกับดินในธรรมชาติช่วงหน้าฝน หากเกษตรกรนำระบบเลี้ยงจิ้งหรีดมาใช้กับจิ้งโกร่งตรงๆ โดยไม่ปรับเรื่องดินและความชื้น มักพบว่าจิ้งโกร่งตายยกบ่อภายในไม่กี่สัปดาห์แรก เพราะดินในบ่อแห้งเร็วกว่าที่จิ้งโกร่งจะทนได้
อีกจุดที่เกษตรกรมักไม่ทันสังเกตคือเรื่องวงจรชีวิต จิ้งโกร่งใช้เวลาเจริญเติบโตจากไข่จนถึงตัวเต็มวัยนานกว่าจิ้งหรีดค่อนข้างมาก บางสายพันธุ์อาจใช้เวลาหลายเดือนถึงเกือบหนึ่งปี ทำให้ความเสียหายจากการตายยกบ่อในแต่ละครั้งกระทบต่อรายได้มากกว่าการเลี้ยงจิ้งหรีดที่มีรอบการเลี้ยงสั้นกว่าและสามารถเริ่มรุ่นใหม่ได้เร็วกว่าเมื่อเกิดปัญหา ด้วยเหตุนี้การป้องกันไม่ให้เกิดการตายยกบ่อจึงสำคัญกว่าการแก้ไขหลังเกิดปัญหาแล้วมาก เพราะการเริ่มต้นรุ่นใหม่ต้องใช้เวลารอนานกว่าจะได้ผลผลิตอีกครั้ง
ความต่างเรื่องดินและความชื้นระหว่างจิ้งโกร่งกับจิ้งหรีด
| ปัจจัย | จิ้งหรีด | จิ้งโกร่ง |
|---|---|---|
| ที่อยู่อาศัยหลัก | ผิวดิน/วัสดุรองพื้นแห้ง | ใต้ผิวดิน ขุดโพรงลึก 10-30 ซม. |
| ความชื้นวัสดุรองพื้น | ชื้นเล็กน้อย ไม่แฉะ | ชื้นสม่ำเสมอทั่วบ่อ ใกล้เคียงดินหน้าฝน |
| ชนิดวัสดุรองพื้น | แผงไข่ วัสดุแห้ง | ดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุ |
| การให้น้ำ | ถ้วยน้ำ/ฟองน้ำชุบน้ำ | รดผิวดินให้ซึมลึกสม่ำเสมอ |
| ความไวต่อดินแห้ง | ทนได้ระดับหนึ่ง | ไวมาก ตายเร็วถ้าดินแห้ง |
จากตารางจะเห็นว่าจุดต่างที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความชื้นของวัสดุรองพื้น จิ้งหรีดสามารถอยู่ในสภาพวัสดุรองพื้นที่ค่อนข้างแห้งได้นานหลายวันโดยไม่ตาย เพราะมีพฤติกรรมหาความชื้นจากถ้วยน้ำเอง แต่จิ้งโกร่งอาศัยความชื้นจากดินโดยรอบตัวตลอดเวลา หากดินแห้งแม้เพียงบางส่วนของบ่อ จิ้งโกร่งในบริเวณนั้นจะเริ่มขาดน้ำและตายภายในเวลาอันสั้น การเลี้ยงจิ้งโกร่งจึงต้องให้ความสำคัญกับการรดน้ำและการรักษาความชื้นในดินมากกว่าการเลี้ยงจิ้งหรีดหลายเท่าตัว
สาเหตุตายยกบ่อที่พบบ่อยที่สุด
เมื่อรวบรวมกรณีที่เกษตรกรรายงานปัญหาจิ้งโกร่งตายยกบ่อ พบว่าสาเหตุหลักแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ตามลำดับความถี่ที่พบ ดังนี้
ดินแห้งเกินไปจนขาดน้ำ
เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่พบบ่อยที่สุด มักเกิดจากการรดน้ำไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่น้ำระเหยเร็ว หรือบ่อเลี้ยงอยู่ในที่โดนแดดจัดโดยไม่มีร่มเงาปกคลุม ดินชั้นบนอาจดูชื้นแต่ดินชั้นล่างที่จิ้งโกร่งขุดโพรงอยู่กลับแห้งสนิท ทำให้เกษตรกรมองไม่เห็นปัญหาจนกว่าจะพบจิ้งโกร่งตายจำนวนมาก
อุณหภูมิดินสูงเกินช่วงที่ทนได้
บ่อเลี้ยงที่ตั้งอยู่กลางแจ้งโดยไม่มีหลังคาหรือตาข่ายพรางแสง อุณหภูมิดินอาจสูงเกิน 35-38 องศาเซลเซียสในช่วงบ่าย ซึ่งเกินช่วงที่จิ้งโกร่งทนได้ต่อเนื่องนาน ยิ่งดินแห้งร่วมด้วยยิ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเร็ว เพราะดินแห้งเก็บความร้อนได้มากกว่าดินชื้น
ดินแฉะเกินไปจนเชื้อราและแบคทีเรียเติบโต
เป็นสาเหตุที่พบรองลงมาแต่มักถูกมองข้าม เกิดจากเกษตรกรที่กลัวปัญหาดินแห้งจนรดน้ำมากเกินไปหรือระบบระบายน้ำในบ่อไม่ดี ทำให้ดินแฉะจนขาดออกซิเจน เกิดสภาวะไร้อากาศในดินที่เอื้อต่อการเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อจิ้งโกร่ง อาการที่พบคือจิ้งโกร่งเคลื่อนไหวช้าลง ลำตัวมีจุดดำผิดปกติ และตายเป็นกลุ่มในบริเวณที่ดินแฉะที่สุด
ความหนาแน่นสูงเกินไปในพื้นที่จำกัด
จิ้งโกร่งมีพฤติกรรมขุดโพรงเป็นอาณาเขตของตัวเอง หากปล่อยเลี้ยงหนาแน่นเกินไปในบ่อขนาดเล็ก จิ้งโกร่งจะแย่งพื้นที่และอาหารกัน เกิดความเครียดสะสมที่ทำให้ภูมิต้านทานลดลงและติดเชื้อง่ายขึ้น รวมถึงมีพฤติกรรมกัดกินกันเองในบางกรณีที่รุนแรง
สัญญาณเตือนก่อนสูญเสียทั้งรุ่น
การสังเกตสัญญาณเตือนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการตายยกบ่อ เพราะเมื่อพบจิ้งโกร่งตายจำนวนมากแล้วมักสายเกินไปที่จะแก้ไขทั้งรุ่น สัญญาณที่ควรจับตาเป็นพิเศษมีดังนี้
| สัญญาณที่พบ | ความหมาย | สิ่งที่ต้องทำทันที |
|---|---|---|
| จิ้งโกร่งขึ้นผิวดินตอนกลางวัน | ดินร้อนหรือแห้งเกินไป จิ้งโกร่งหนีขึ้นมาหาความเย็น/ความชื้น | รดน้ำเพิ่มทันที ตรวจสอบความชื้นดินชั้นลึก |
| กินอาหารน้อยลงต่อเนื่อง | เริ่มเครียดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม | ตรวจความชื้นและอุณหภูมิทั้งบ่อ ปรับทันที |
| กลิ่นเหม็นอับจากบ่อ | ดินแฉะ ขาดออกซิเจน เชื้อราเติบโต | เพิ่มการระบายน้ำ ลดปริมาณน้ำที่ให้ลงชั่วคราว |
| พบซากจิ้งโกร่งกระจายเป็นหย่อม | เริ่มมีการตายเฉพาะจุด อาจลุกลาม | แยกโซนที่พบซาก ตรวจสภาพดินจุดนั้นเทียบกับจุดอื่น |
| ดินมีรอยแตกระแหงบนผิว | ดินแห้งจัดจนหดตัว | รดน้ำซึมลึกทันที ไม่ใช่แค่ผิวหน้า |
เกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งโกร่งควรตรวจสภาพบ่ออย่างน้อยวันละ 2 ครั้งในช่วงแรกของการเลี้ยง คือตอนเช้าและตอนบ่ายที่อุณหภูมิสูงสุด เพราะจิ้งโกร่งตอบสนองต่อความร้อนและความแห้งเร็วกว่าที่คาดคิด การรอสังเกตแบบวันเว้นวันมักทำให้พลาดจังหวะแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายรุนแรง
ขั้นตอนกู้บ่อเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณเตือน
เมื่อพบสัญญาณเตือนตามที่กล่าวไว้ ผู้เลี้ยงไม่ควรตกใจจนรดน้ำหรือปรับสภาพบ่ออย่างรุนแรงทันที เพราะการเปลี่ยนแปลงความชื้นแบบฉับพลันอาจทำให้จิ้งโกร่งที่เหลืออยู่ช็อกและตายเพิ่มได้อีก ขั้นตอนที่แนะนำคือให้แบ่งบ่อออกเป็นโซนย่อยๆ แล้วตรวจความชื้นดินทีละโซนด้วยการขุดตัวอย่างมาบีบดู หากพบว่าโซนใดแห้งกว่าปกติให้ค่อยๆ เพิ่มน้ำในโซนนั้นทีละน้อยและติดตามผลใน 24 ชั่วโมงถัดไป แทนที่จะรดน้ำทั่วทั้งบ่อในปริมาณมากพร้อมกัน เพราะอาจทำให้โซนที่ความชื้นปกติอยู่แล้วกลายเป็นแฉะเกินไปแทน หากพบว่าอุณหภูมิเป็นสาเหตุหลัก ควรติดตั้งตาข่ายพรางแสงเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด และย้ายจิ้งโกร่งที่ยังแข็งแรงในโซนที่มีปัญหาไปยังโซนที่สภาพดินยังปกติชั่วคราวระหว่างที่ปรับปรุงระบบ
สิ่งสำคัญคือการบันทึกข้อมูลทุกครั้งที่พบปัญหา เช่น วันที่ ตำแหน่งในบ่อ อาการที่พบ และวิธีแก้ที่ใช้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลของตัวเองว่าปัจจัยใดในพื้นที่ที่เลี้ยงส่งผลต่อจิ้งโกร่งมากที่สุด เพราะสภาพอากาศและดินในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยแตกต่างกันมาก สิ่งที่ใช้ได้ผลในภาคหนึ่งอาจไม่ได้ผลเท่ากันในอีกภาคหนึ่ง การเก็บข้อมูลของตัวเองอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ปรับระบบการเลี้ยงให้เหมาะกับพื้นที่เฉพาะของตนเองได้แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ ในรุ่นถัดไป
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ
เมื่อเข้าใจสาเหตุหลักแล้ว การป้องกันจึงเน้นไปที่การควบคุมความชื้นและอุณหภูมิดินให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่การพยายามควบคุมปัจจัยอื่นแบบเดียวกับจิ้งหรีด ผู้เลี้ยงควรใช้ดินร่วนปนทรายผสมอินทรียวัตถุที่ระบายน้ำได้ดีแต่เก็บความชื้นได้นาน ไม่ใช่ดินเหนียวที่อุ้มน้ำจนแฉะหรือดินทรายล้วนที่แห้งเร็วเกินไป ควรมีหลังคาหรือตาข่ายพรางแสงปกคลุมบ่อเพื่อลดอุณหภูมิดินในช่วงแดดจัด และควรรดน้ำแบบให้ซึมลึกถึงชั้นที่จิ้งโกร่งขุดโพรงอยู่ ไม่ใช่แค่พรมผิวหน้าดินให้ดูชื้นเท่านั้น การตรวจความชื้นดินควรใช้วิธีขุดตัวอย่างดินลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตรมาบีบดูด้วยมือ หากดินจับตัวเป็นก้อนหลวมๆ ได้โดยไม่แฉะเยิ้มถือว่าความชื้นเหมาะสม
นอกจากปัจจัยเรื่องดินและความชื้นแล้ว ผู้เลี้ยงยังควรระวังเรื่องศัตรูธรรมชาติที่อาจเข้ามารบกวนบ่อ เช่น มดหรือแมลงนักล่าอื่นๆ ที่อาจเข้ามาทางรอยแตกของขอบบ่อหรือช่องว่างที่ไม่ได้ปิดมิดชิด การตรวจสอบขอบบ่อและระบบป้องกันศัตรูควบคู่ไปกับการตรวจความชื้นดินจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำเช่นกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้อนปัญหาจนแก้ไขได้ยากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้ระบบเลี้ยงจิ้งหรีดเดิมมาเลี้ยงจิ้งโกร่งตรงๆ โดยไม่ปรับเรื่องดินและความชื้น
- รดน้ำแค่ผิวหน้าดินจนดูชื้น แต่ดินชั้นลึกที่จิ้งโกร่งอยู่ยังแห้งสนิท
- ตั้งบ่อเลี้ยงกลางแจ้งโดยไม่มีร่มเงาหรือตาข่ายพรางแสง
- รดน้ำมากเกินไปเพราะกลัวดินแห้ง จนดินแฉะและขาดออกซิเจน
- ปล่อยเลี้ยงหนาแน่นเกินไปในพื้นที่จำกัดโดยไม่ขยายบ่อตามอายุ
- ตรวจสภาพบ่อไม่บ่อยพอ ทำให้พลาดสัญญาณเตือนก่อนตายยกบ่อ
เลี้ยงจิ้งโกร่งเป็นรายได้เสริมได้จริงหรือไม่
ตลาดจิ้งโกร่งในไทยยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ไม่กว้างเท่าจิ้งหรีดที่มีระบบรับซื้อเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ผู้ที่สนใจเลี้ยงจิ้งโกร่งเพื่อขายควรเริ่มจากการหาตลาดรับซื้อในพื้นที่ก่อนลงทุนขยายบ่อ เพราะจิ้งโกร่งบางพื้นที่นิยมบริโภคเป็นอาหารพื้นบ้าน ขณะที่บางพื้นที่แทบไม่มีตลาดรองรับเลย การทดลองเลี้ยงในบ่อขนาดเล็กก่อนเพื่อเรียนรู้การควบคุมความชื้นให้ชำนาญ ก่อนขยายบ่อใหญ่ขึ้นจึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าการลงทุนสร้างบ่อขนาดใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรกโดยยังไม่มีประสบการณ์รับมือกับปัญหาดินแห้งหรือดินแฉะที่มักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการเรียนรู้
เกษตรกรที่เคยเลี้ยงจิ้งหรีดมาก่อนมีข้อได้เปรียบเรื่องความเข้าใจพื้นฐานเรื่องการจัดการแมลงเศรษฐกิจ เช่น การให้อาหาร การควบคุมศัตรูแมลง และการจับผลผลิต แต่ต้องปรับความคิดใหม่ทั้งหมดในเรื่องดินและความชื้น เพราะเป็นปัจจัยที่ต่างจากที่คุ้นเคยมากที่สุด การอบรมหรือศึกษาดูงานจากผู้เลี้ยงจิ้งโกร่งที่มีประสบการณ์จริงในพื้นที่ใกล้เคียงจะช่วยลดความเสี่ยงในการตายยกบ่อได้มากกว่าการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด
ผู้ที่สนใจข้อมูลการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจและสัตว์เลี้ยงทางเลือกอื่นเพิ่มเติม สามารถดูได้ในหมวด เลี้ยงสัตว์
สรุป
ปัญหาจิ้งโกร่งตายยกบ่อส่วนใหญ่เกิดจากการนำระบบเลี้ยงจิ้งหรีดมาใช้โดยไม่ปรับตามธรรมชาติของจิ้งโกร่งที่อาศัยในดินและต้องการความชื้นสูงกว่ามาก การควบคุมความชื้นและอุณหภูมิดินให้สม่ำเสมอทั่วทั้งบ่อคือหัวใจของการเลี้ยงให้รอด ไม่ใช่การเลียนแบบเทคนิคจากสัตว์ชนิดอื่น เกษตรกรที่หมั่นตรวจสภาพบ่อสม่ำเสมอและจับสัญญาณเตือนได้ทัน จะลดความเสี่ยงการสูญเสียทั้งรุ่นลงได้อย่างมาก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลด้านแมลงเศรษฐกิจและการจัดการดินสำหรับการเพาะเลี้ยง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจทางเลือกสำหรับเกษตรกรรายย่อย
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
จิ้งโกร่งกับจิ้งหรีดเลี้ยงในบ่อเดียวกันได้ไหม
ไม่แนะนำ เพราะความต้องการดินและความชื้นต่างกันมาก การเลี้ยงรวมกันมักทำให้ปัจจัยแวดล้อมไม่เหมาะสมกับสัตว์ทั้งสองชนิดพร้อมกัน และอาจเกิดปัญหาแย่งอาหารหรือกัดกันได้ด้วย
ดินที่เหมาะกับการเลี้ยงจิ้งโกร่งควรเป็นแบบไหน
ควรเป็นดินร่วนปนทรายผสมอินทรียวัตถุ ระบายน้ำได้ดีแต่เก็บความชื้นได้นาน ไม่ใช่ดินเหนียวที่อุ้มน้ำจนแฉะหรือดินทรายล้วนที่แห้งเร็วเกินไป
ต้องรดน้ำบ่อยแค่ไหนถึงจะพอ
ขึ้นกับสภาพอากาศและวัสดุคลุมบ่อ แต่โดยทั่วไปควรรดน้ำอย่างน้อยวันละครั้งในช่วงอากาศร้อน และตรวจความชื้นดินชั้นลึกด้วยการขุดตัวอย่างมาบีบดูเป็นระยะเพื่อยืนยันว่าความชื้นยังเพียงพอ
ถ้าพบจิ้งโกร่งตายเป็นหย่อมแล้วควรทำอย่างไร
ควรแยกตรวจสภาพดินในจุดที่พบซากเทียบกับจุดอื่นในบ่อทันที เพื่อหาสาเหตุเฉพาะจุด เช่น ดินแห้งกว่าจุดอื่นหรือแฉะกว่าจุดอื่น แล้วปรับความชื้นเฉพาะจุดนั้นก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปทั้งบ่อ
เลี้ยงจิ้งโกร่งในกะละมังแบบจิ้งหรีดได้ไหม
ทำได้ในเชิงทดลองขนาดเล็ก แต่ต้องปรับวัสดุรองพื้นเป็นดินร่วนความชื้นสูงแทนแผงไข่แห้ง และต้องมีความลึกของดินเพียงพอให้จิ้งโกร่งขุดโพรงได้ ซึ่งมักต้องใช้ภาชนะที่ลึกกว่าที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดทั่วไป



