เลี้ยงสัตว์

เลี้ยงนกกระจอกเทศลงทุนเท่าไหร่ กว่าจะคืนทุน

แจกแจงต้นทุนเลี้ยงนกกระจอกเทศแบบละเอียด ค่าลูกพันธุ์ โรงเรือนเฉพาะ ระยะเวลาคืนทุนจริง และความเสี่ยงเรื่องตลาดแคบที่เกษตรกรต้องรู้ก่อนลงทุนจริงจังทุกครั้ง

เลี้ยงนกกระจอกเทศลงทุนเท่าไหร่ กว่าจะคืนทุน
คำตอบเร็ว: เลี้ยงนกกระจอกเทศเริ่มต้น 5-10 ตัว ใช้เงินลงทุนรวมค่าลูกพันธุ์และโรงเรือนประมาณ 80,000-150,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนจริงอยู่ที่ประมาณ 2-3 ปีหากมีตลาดรับซื้อแน่นอน แต่ความเสี่ยงหลักคือตลาดเนื้อและหนังนกกระจอกเทศในไทยยังแคบ เกษตรกรควรหาผู้รับซื้อหรือช่องทางแปรรูปไว้ล่วงหน้าก่อนขยายฝูงจำนวนมาก

นกกระจอกเทศเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่ให้ผลผลิตครบวงจรทั้งเนื้อ หนัง และไข่ ทำให้มีเกษตรกรหลายรายสนใจเริ่มเลี้ยง แต่คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่กว่าจะคืนทุนจริง บทความนี้จะแจกแจงต้นทุนทุกรายการอย่างละเอียด ตั้งแต่ค่าลูกพันธุ์ โรงเรือนเฉพาะทาง ไปจนถึงระยะเวลาคืนทุนที่ประเมินจากข้อมูลจริงของฟาร์มที่เลี้ยงอยู่ในปัจจุบัน

ค่าลูกพันธุ์และโรงเรือนเฉพาะ

ลูกนกกระจอกเทศอายุ 1-3 เดือนมีราคาประมาณ 3,000-6,000 บาทต่อตัว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และแหล่งที่ซื้อ ส่วนโรงเรือนสำหรับนกกระจอกเทศต้องออกแบบเฉพาะเพราะเป็นนกขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่วิ่งเล่นกว้างขวาง รั้วต้องสูงอย่างน้อย 1.8-2 เมตรและแข็งแรงเพราะนกกระจอกเทศมีแรงเตะสูงมาก พื้นคอกควรเป็นดินอัดแน่นหรือทรายเพื่อป้องกันปัญหาข้อขาที่พบบ่อยในนกกระจอกเทศที่เลี้ยงบนพื้นแข็งเกินไป ต้นทุนก่อสร้างโรงเรือนสำหรับนก 5-10 ตัวอยู่ที่ประมาณ 40,000-70,000 บาท

นอกจากค่าลูกพันธุ์และโรงเรือนหลักแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่เกษตรกรมือใหม่มักลืมคำนวณ เช่น ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับกกลูกนกในช่วงแรก ค่าอุปกรณ์ทำความสะอาดคอก และค่าเวชภัณฑ์พื้นฐานสำหรับดูแลสุขภาพ รวมแล้วอาจเพิ่มต้นทุนเริ่มต้นอีกประมาณ 5,000-15,000 บาท เกษตรกรที่วางแผนงบประมาณโดยไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้มักพบว่าเงินทุนที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอเมื่อเริ่มเลี้ยงจริง

รายการต้นทุนโดยประมาณ
ลูกพันธุ์ 5 ตัว15,000-30,000 บาท
โรงเรือนและรั้ว40,000-70,000 บาท
อุปกรณ์ให้น้ำ-อาหาร5,000-10,000 บาท
ค่าอาหารตลอดรอบเลี้ยง (12-14 เดือน)20,000-40,000 บาท
รวมประมาณ80,000-150,000 บาท

ระยะเวลาคืนทุนจริง

นกกระจอกเทศใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 12-14 เดือนถึงน้ำหนักขายที่เหมาะสม หากขายเป็นเนื้อและหนังให้ผู้รับซื้อที่มีสัญญาแน่นอน ฟาร์มขนาด 5-10 ตัวสามารถคืนทุนได้ภายในรอบเลี้ยงที่สองถึงสาม หรือประมาณ 2-3 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาขายเนื้อและหนังในแต่ละช่วง รวมถึงประสิทธิภาพการจัดการที่ช่วยลดอัตราการสูญเสียระหว่างเลี้ยง ฟาร์มที่มีการวางแผนตลาดล่วงหน้าและมีผู้รับซื้อประจำมักคืนทุนได้เร็วกว่าฟาร์มที่เลี้ยงแล้วค่อยหาตลาดทีหลัง

ความเสี่ยงเรื่องตลาดแคบ

แม้นกกระจอกเทศจะมีตลาดกว้างกว่านกอีมู แต่เมื่อเทียบกับสัตว์เศรษฐกิจหลักอย่างไก่หรือหมูแล้วยังถือว่าตลาดค่อนข้างแคบ ผู้รับซื้อเนื้อและหนังนกกระจอกเทศส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบางภูมิภาคที่มีโรงเชือดหรือโรงฟอกหนังเฉพาะทางรองรับ เกษตรกรที่อยู่ไกลจากแหล่งรับซื้ออาจต้องแบกรับต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น หรือต้องขายในราคาต่ำกว่าตลาดหลักเพราะจำนวนผู้ซื้อในพื้นที่มีจำกัด การหาข้อมูลตลาดในรัศมีที่เข้าถึงได้จริงก่อนเริ่มเลี้ยงจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

การเลือกทำเลฟาร์มให้ใกล้ตลาดรับซื้อ

เนื่องจากตลาดนกกระจอกเทศยังกระจุกตัว การเลือกทำเลฟาร์มจึงควรพิจารณาระยะทางถึงโรงเชือดหรือโรงฟอกหนังที่ใกล้ที่สุดเป็นปัจจัยสำคัญ ฟาร์มที่อยู่ใกล้แหล่งรับซื้อสามารถลดต้นทุนขนส่งและลดความเครียดของนกระหว่างเดินทาง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพเนื้อและหนังโดยตรง หากไม่มีทำเลที่เหมาะสม เกษตรกรอาจต้องพิจารณารวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นในพื้นที่เพื่อขนส่งร่วมกัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ต้นทุนอาหารตลอดรอบการเลี้ยง

นกกระจอกเทศกินอาหารสำเร็จรูปสูตรเฉพาะร่วมกับผักและหญ้าสด ปริมาณการกินเพิ่มขึ้นตามอายุ ลูกนกช่วงแรกกินน้อยแต่เมื่อโตขึ้นจะกินมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงช่วงใกล้ขายที่กินอาหารมากที่สุด ต้นทุนอาหารรวมตลอดรอบเลี้ยง 12-14 เดือนต่อตัวอยู่ที่ประมาณ 4,000-8,000 บาท ขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบในพื้นที่และสูตรอาหารที่ใช้ ฟาร์มที่ปลูกพืชอาหารสัตว์เองบางส่วน เช่น หญ้าเนเปียร์ สามารถลดต้นทุนอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการซื้ออาหารสำเร็จรูปทั้งหมด

ผลผลิตที่ขายได้นอกจากเนื้อ

นอกจากเนื้อแล้ว นกกระจอกเทศยังให้ผลผลิตอื่นที่สร้างรายได้เพิ่ม เช่น หนังที่มีลวดลายเฉพาะตัวเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องหนังคุณภาพสูง ราคาหนังต่อผืนอาจสูงกว่าราคาเนื้อต่อกิโลกรัมมาก และไข่นกกระจอกเทศที่สามารถขายเป็นของแปลกหรือนำไปแกะสลักตกแต่งได้ราคาดี ฟาร์มที่บริหารจัดการผลผลิตครบทุกส่วนจะได้รายได้รวมสูงกว่าฟาร์มที่ขายเฉพาะเนื้ออย่างเดียวมาก อย่างไรก็ตามการขายหนังต้องผ่านกระบวนการฟอกที่มีมาตรฐาน ซึ่งอาจต้องส่งให้โรงฟอกเฉพาะทางที่มีจำนวนจำกัดในประเทศ

การจัดการสุขภาพและการสูญเสียที่ต้องเผื่อไว้

นกกระจอกเทศมีความเสี่ยงด้านสุขภาพในช่วงลูกนกมากที่สุด โดยเฉพาะปัญหาระบบทางเดินอาหารและการติดเชื้อที่อาจทำให้อัตราการตายสูงถึง 10-20 เปอร์เซ็นต์ในฟาร์มที่ไม่มีประสบการณ์ เกษตรกรควรเผื่อต้นทุนและจำนวนลูกพันธุ์เพิ่มเติมเพื่อรองรับการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น การดูแลความสะอาดของโรงเรือนและการควบคุมอุณหภูมิในช่วงลูกนกอย่างเหมาะสมช่วยลดอัตราการตายได้อย่างมีนัยสำคัญ ฟาร์มที่มีประสบการณ์มากขึ้นมักมีอัตราการสูญเสียที่ต่ำกว่าฟาร์มมือใหม่อย่างชัดเจน

การเลี้ยงแบบผสมผสานเพื่อกระจายความเสี่ยง

เกษตรกรบางรายเลือกเลี้ยงนกกระจอกเทศควบคู่กับสัตว์เศรษฐกิจอื่นหรือกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้เสริมระหว่างรอผลผลิตหลักจากนกกระจอกเทศ เช่น การเปิดฟาร์มให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและถ่ายรูปกับนกกระจอกเทศ ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมที่ไม่ต้องรอถึงรอบขายจริง โมเดลนี้เหมาะกับฟาร์มที่มีทำเลดีใกล้เส้นทางท่องเที่ยวหรือมีจุดขายด้านความแปลกใหม่ที่ดึงดูดผู้เยี่ยมชมได้

เอกสารและการขึ้นทะเบียนที่จำเป็น

ผู้ที่สนใจเลี้ยงนกกระจอกเทศเชิงพาณิชย์ควรขึ้นทะเบียนฟาร์มกับกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อให้มีเอกสารรับรองแหล่งที่มาของผลผลิตที่จำเป็นสำหรับการขายให้ผู้รับซื้อรายใหญ่หรือส่งขายข้ามพื้นที่ การมีเอกสารที่ถูกต้องยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อและเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารรับรองอาจถูกจำกัดให้ขายได้เฉพาะในตลาดท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการระบายผลผลิตเมื่อฝูงขยายใหญ่ขึ้น

คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นก่อนตัดสินใจลงทุน

สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มเลี้ยงนกกระจอกเทศเป็นครั้งแรก แนะนำให้เริ่มจากการเยี่ยมชมฟาร์มที่เลี้ยงอยู่แล้วเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สอบถามปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข รวมถึงตรวจสอบราคาขายจริงในตลาดปัจจุบันก่อนคำนวณแผนธุรกิจของตัวเอง ไม่ควรเชื่อตัวเลขกำไรที่ดูสวยงามจากแหล่งข้อมูลทั่วไปโดยไม่ตรวจสอบกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ การเริ่มต้นด้วยจำนวนน้อยและค่อยขยายเมื่อมั่นใจในระบบจัดการและตลาดแล้วเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าการลงทุนขนาดใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรก

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจคือการทดลองคำนวณสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เช่น หากราคาขายตกต่ำกว่าที่คาดไว้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ หรือหากเกิดการสูญเสียลูกนกมากกว่าที่ประเมินไว้ ธุรกิจยังสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ การวางแผนรับมือสถานการณ์เลวร้ายไว้ล่วงหน้าช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นและลดความเสี่ยงทางการเงินที่อาจกระทบต่อกิจการโดยรวม

บทบาทของเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงนกกระจอกเทศ

การเข้าร่วมกลุ่มหรือเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงนกกระจอกเทศในพื้นที่ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลตลาด ราคาซื้อขายจริง และแหล่งรับซื้อที่น่าเชื่อถือได้ง่ายขึ้น เครือข่ายเหล่านี้ยังช่วยรวมกลุ่มขนส่งผลผลิตไปยังโรงเชือดหรือโรงฟอกหนังร่วมกัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยสำหรับฟาร์มขนาดเล็กที่ไม่สามารถขนส่งเองได้อย่างคุ้มค่า เกษตรกรมือใหม่ที่เข้าร่วมเครือข่ายตั้งแต่เริ่มต้นมักได้เปรียบด้านข้อมูลและการเจรจาต่อรองราคามากกว่าเกษตรกรที่ทำงานอย่างโดดเดี่ยว

โดยสรุปแล้ว การเลี้ยงนกกระจอกเทศเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความอดทนและการวางแผนที่รอบคอบ ไม่ใช่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็วเหมือนสัตว์เศรษฐกิจบางชนิด แต่หากบริหารจัดการดีและมีตลาดรองรับที่มั่นคง ก็สามารถเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวได้เช่นกัน

เกษตรกรที่พร้อมทั้งด้านเงินทุน ความรู้ และเครือข่ายตลาด จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้สูงกว่าผู้ที่เริ่มต้นโดยขาดการเตรียมตัวที่ครบถ้วนในด้านใดด้านหนึ่ง

สุดท้ายนี้ ก่อนตัดสินใจลงทุนเลี้ยงนกกระจอกเทศจริง ควรใช้เวลาศึกษาข้อมูลตลาดในพื้นที่ของตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่ทุ่มเทลงไปตลอดหลายปีข้างหน้า

ความรอบคอบในขั้นตอนวางแผนตั้งแต่ต้นคือสิ่งที่แยกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จออกจากผู้ที่ต้องเลิกกิจการกลางคันเพราะประเมินตลาดและต้นทุนผิดพลาดตั้งแต่แรก

การเปรียบเทียบผลตอบแทนกับสัตว์เศรษฐกิจอื่น

เมื่อเทียบกับสัตว์เศรษฐกิจหลักอย่างไก่หรือหมู นกกระจอกเทศใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่ามากและใช้เวลาคืนทุนนานกว่า แต่ให้ผลตอบแทนต่อตัวที่สูงกว่าเมื่อขายได้ราคาดีและมีตลาดรองรับ เหมาะกับเกษตรกรที่มีเงินทุนพร้อมและสามารถรอผลตอบแทนระยะยาวได้ ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดเร็วหรือมีเงินทุนจำกัด การตัดสินใจเลี้ยงนกกระจอกเทศจึงควรพิจารณาจากความพร้อมด้านเงินทุนและระยะเวลาที่รอผลตอบแทนได้เป็นหลัก มากกว่าดูแค่ตัวเลขกำไรต่อตัวที่ดูน่าสนใจ

การจัดหาแหล่งเงินทุนและการวางแผนกระแสเงินสด

เนื่องจากนกกระจอกเทศใช้ระยะเวลาคืนทุนนานกว่าสัตว์เศรษฐกิจทั่วไป เกษตรกรควรวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้าอย่างละเอียด ไม่ควรใช้เงินกู้ดอกเบี้ยสูงมาลงทุนทั้งหมดเพราะภาระดอกเบี้ยจะกัดกินกำไรตลอดระยะเวลารอคืนทุน ควรมีเงินทุนสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายต่อเนื่องอย่างน้อย 1 รอบเลี้ยงเผื่อกรณีที่ราคาขายไม่เป็นไปตามคาด การมีแหล่งรายได้อื่นควบคู่ไปด้วยระหว่างรอผลผลิตจากนกกระจอกเทศจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินได้มาก โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรที่เริ่มเลี้ยงเป็นครั้งแรกและยังไม่มีประสบการณ์ประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำ

อุปกรณ์และระบบที่ช่วยลดต้นทุนแรงงาน

ฟาร์มนกกระจอกเทศขนาดกลางถึงใหญ่มักลงทุนในอุปกรณ์ให้อาหารและน้ำอัตโนมัติเพื่อลดภาระแรงงานประจำวัน แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นเพิ่มขึ้น แต่ช่วยประหยัดค่าแรงงานในระยะยาวและลดความเสี่ยงที่นกจะขาดน้ำหรืออาหารหากผู้ดูแลไม่สามารถมาให้อาหารได้ตรงเวลา สำหรับฟาร์มขนาดเล็กที่เริ่มต้น 5-10 ตัว อาจยังไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบอัตโนมัติทันที แต่ควรวางแผนไว้สำหรับการขยายฝูงในอนาคตหากธุรกิจไปได้ดี

การประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจขยายฝูง

หลังจากเลี้ยงรอบแรกสำเร็จและเริ่มมีกำไร เกษตรกรหลายรายมักอยากขยายฝูงทันที แต่ควรประเมินความพร้อมด้านตลาดก่อนเป็นอันดับแรก การขยายฝูงโดยไม่มั่นใจว่าตลาดจะรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เจอปัญหาขายไม่ทันหรือต้องลดราคาขายเพื่อระบายสต๊อก ควรขยายฝูงแบบค่อยเป็นค่อยไปและรักษาความสัมพันธ์กับผู้รับซื้อเดิมให้มั่นคงก่อนมองหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติม การขยายอย่างมีแผนช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าการขยายอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการควบคุมความเสี่ยง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่หาตลาดรับซื้อล่วงหน้า ทำให้นกโตพร้อมขายแต่หาผู้ซื้อไม่ได้ในราคาที่คุ้มทุน
  • สร้างโรงเรือนไม่แข็งแรงพอ ทำให้นกหนีหรือได้รับบาดเจ็บจากการชนรั้ว
  • ไม่เผื่อต้นทุนสำหรับการสูญเสียลูกนกในช่วงแรกเกิดซึ่งมีอัตราการตายค่อนข้างสูง
  • คำนวณระยะเวลาคืนทุนโดยไม่รวมต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่งไปยังผู้รับซื้อที่อยู่ไกล
  • ขายเฉพาะเนื้ออย่างเดียวโดยไม่ใช้ประโยชน์จากหนังและไข่ ทำให้รายได้รวมต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
  • เริ่มเลี้ยงจำนวนมากเกินไปตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่มีประสบการณ์ ทำให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพและการจัดการสูงเกินควบคุม

สรุป

การเลี้ยงนกกระจอกเทศต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 80,000-150,000 บาทสำหรับฝูงขนาดเล็ก 5-10 ตัว และใช้เวลาคืนทุนประมาณ 2-3 ปีหากมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ตลาดเนื้อและหนังที่ยังแคบและกระจุกตัวในบางพื้นที่ เกษตรกรควรหาผู้รับซื้อล่วงหน้า วางแผนใช้ประโยชน์จากผลผลิตครบทุกส่วนทั้งเนื้อ หนัง และไข่ และเผื่อต้นทุนสำหรับการสูญเสียในช่วงลูกนกเพื่อให้แผนการเงินแม่นยำที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมปศุสัตว์ — มาตรฐานการเลี้ยงนกกระจอกเทศและข้อกำหนดโรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — ข้อมูลช่องทางตลาดและการแปรรูปผลผลิตจากนกกระจอกเทศสำหรับเกษตรกรที่สนใจลงทุน

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

เลี้ยงนกกระจอกเทศ 5 ตัวใช้เงินลงทุนเท่าไหร่

รวมค่าลูกพันธุ์ โรงเรือน อุปกรณ์ และอาหารตลอดรอบเลี้ยงประมาณ 80,000-150,000 บาท ขึ้นอยู่กับราคาลูกพันธุ์และวัสดุก่อสร้างในพื้นที่

เลี้ยงนกกระจอกเทศกี่เดือนถึงขายได้

โดยทั่วไปประมาณ 12-14 เดือน ถึงน้ำหนักและขนาดที่เหมาะสมสำหรับขายเนื้อและหนัง

นกกระจอกเทศคืนทุนกี่ปี

หากมีตลาดรับซื้อแน่นอน ฟาร์มขนาดเล็กมักคืนทุนได้ภายในประมาณ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับราคาขายและประสิทธิภาพการจัดการ

นกกระจอกเทศขายอะไรได้บ้างนอกจากเนื้อ

ขายได้ทั้งหนังซึ่งมีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง และไข่ที่สามารถขายเป็นของแปลกหรือนำไปแกะสลักตกแต่งได้ราคาดี

ตลาดนกกระจอกเทศในไทยกว้างแค่ไหน

กว้างกว่านกอีมูแต่ยังถือว่าแคบเมื่อเทียบกับสัตว์เศรษฐกิจหลัก ผู้รับซื้อกระจุกตัวในบางภูมิภาคที่มีโรงเชือดหรือโรงฟอกหนังรองรับ