โรคและการดูแลเผยแพร่ 7 พฤศจิกายน 2569

ไข้สามวันในโคคืออะไร อาการเป็นอย่างไร และเลี้ยงโคช่วงอากาศเปลี่ยนต้องระวังอะไร

ไข้สามวันในโคเกิดจากไวรัสที่มีแมลงดูดเลือดเป็นพาหะ ไม่ติดโดยการสัมผัสตัวโดยตรง สรุปอาการ แนวทางดูแลและป้องกันตามข้อมูลกรมปศุสัตว์ ช่วงอากาศเปลี่ยนปี 2569

ไข้สามวันในโคคืออะไร อาการเป็นอย่างไร และเลี้ยงโคช่วงอากาศเปลี่ยนต้องระวังอะไร

คำตอบสั้น ๆ

ไข้สามวันในโคเกิดจากไวรัสที่แมลงดูดเลือดแพร่ ไม่ติดโดยการสัมผัสตัวโดยตรง บทความสรุปอาการ การดูแล และข้อควรระวังช่วงอากาศเปลี่ยนตามข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พร้อมบอกจุดที่ยังไม่มีประกาศยืนยันในปีนี้

คำตอบเร็ว: ไข้สามวัน (Bovine Ephemeral Fever) คือโรคไวรัสในโคและกระบือที่แมลงดูดเลือดเป็นพาหะ ไม่ติดต่อโดยการสัมผัสตัวกันโดยตรง สัตว์จะมีไข้สูง ซึม ไม่กินอาหาร ขาเกร็งเจ็บ น้ำนมลด โดยอาการหลักอยู่ราว 3 วัน แต่บางตัวยังเดินกะเผลกหรืออ่อนแรงต่อได้ ไม่มียารักษาไวรัสโดยตรง ต้องดูแลประคับประคองและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ช่วงอากาศเปลี่ยนให้คุมแมลง ลดความเครียด และปรึกษาปศุสัตว์อำเภอเมื่อโคล้มลุกไม่ได้ (ข้อมูล ณ พ.ย. 2569)

ปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงที่ผู้เลี้ยงโคหลายบ้านเจอเรื่องเดียวกัน คือโคที่เมื่อวานยังกินหญ้าปกติ เช้านี้ยืนซึม ตัวร้อน ไม่แตะอาหาร ขาเกร็งเหมือนเจ็บ แล้วบางตัวก็ล้มนอนลุกไม่ได้ อาการแบบนี้ทำให้เจ้าของตกใจและมักสงสัยว่าเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย ซึ่งอันตรายกว่ามาก บทความนี้อธิบายไข้สามวันตามข้อมูลของกรมปศุสัตว์ แยกให้เห็นว่าต่างจากโรคอื่นตรงไหน และบอกว่าช่วงอากาศเปลี่ยนควรทำอะไรบ้าง โดยทุกตัวเลขมาจากหน้าความรู้ที่เปิดอ่านจริง และจะบอกตรง ๆ ในจุดที่ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน

ไข้สามวันในโคคืออะไร

ภาพประกอบ ไข้สามวันในโคคืออะไร

ไข้สามวันเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มแร็บโดไวรัส (rhabdovirus) พบได้ในโคและกระบือทุกอายุ ตามข้อมูลของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ (สบส.) กรมปศุสัตว์ ลูกโคอายุต่ำกว่า 6 เดือนมักไม่แสดงอาการ โรคนี้พบทั่วไปในหลายพื้นที่ของเอเชีย บางส่วนของแอฟริกา และออสเตรเลีย ชื่อ "สามวัน" มาจากลักษณะที่ไข้ ความซึม และเบื่ออาหารมักอยู่ราว 3 วันแล้วค่อยดีขึ้น แม้ในสัตว์บางตัวอาการเดินเจ็บหรืออ่อนแรงจะอยู่นานกว่านั้น

จุดที่เกษตรกรควรจำคือ โรคนี้ แพร่ผ่านแมลงดูดเลือด ไม่ได้แพร่ผ่านการสัมผัสตัวกันโดยตรง น้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำเชื้อ ตามที่หน้าความรู้ของ สบส. ระบุไว้ ดังนั้นการแยกสัตว์ป่วยออกจากฝูงอย่างเดียวไม่ช่วยหยุดการระบาดได้เท่ากับการลดแมลงในและรอบโรงเรือน ซึ่งต่างจากโรคปากและเท้าเปื่อยที่ติดผ่านการสัมผัสและสิ่งปนเปื้อน

อาการที่พบ และต่างจากโรคอื่นอย่างไร

ระยะฟักตัวของไข้สามวันอยู่ที่ประมาณ 2-10 วันหลังได้รับเชื้อ จากนั้นสัตว์จะมีอาการตามที่หน้าความรู้ของกรมปศุสัตว์รวบรวมไว้ ดังนี้

  • ไข้สูง หน้าความรู้ระบุช่วงไว้ที่ประมาณ 105-106 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เป็นแนวเทียบกับอุณหภูมิทางทวารหนักที่วัดได้
  • ซึม เบื่ออาหาร กล้ามเนื้อสั่น
  • ตัวและขาแข็งเกร็ง ขาเจ็บ เดินกะเผลก บางตัวไม่ยอมลุก
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม น้ำนมลด
  • มีน้ำมูก น้ำลายไหล และในบางตัวมีการบวมบริเวณคอหรือไหล่

เพราะอาการหลายอย่างคล้ายโรคอื่น เกษตรกรจึงมักสับสน ตารางด้านล่างช่วยแยกลักษณะเด่นของโรคที่พบบ่อยช่วงอากาศเปลี่ยน โดยสรุปจากหน้าความรู้ของ สบส. กรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น การวินิจฉัยจริงต้องให้สัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตรวจ

โรคลักษณะเด่นติดต่ออย่างไรความรุนแรงตามข้อมูล สบส.
ไข้สามวันไข้สูง ซึม ขาเกร็งเจ็บ ล้มลุกไม่ได้ น้ำนมลด อาการหลักราว 3 วันแมลงดูดเลือด ไม่ติดโดยสัมผัสตัวโดยตรงนมลดได้มากถ้าป่วยปลายระยะให้นม สัตว์อ่อนแอมีโรคแทรก (ไม่ระบุอัตราตาย)
ปากและเท้าเปื่อยตุ่มพองในปากและระหว่างกีบ น้ำลายไหล เดินเจ็บสัมผัสสัตว์ป่วยและสิ่งปนเปื้อนโคโตตายต่ำกว่าลูกโค แต่ลูกโคตายสูง
เฮโมรายิกเซพติซีเมีย (โรคคอบวม)ไข้สูง น้ำลายไหล หายใจลำบาก คอ หน้าอกบวมแบคทีเรีย Pasteurella multocida จากสภาพแวดล้อมและความเครียดแบบเฉียบพลันตายได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ข้อสังเกตที่ใช้แยกคร่าว ๆ คือ ไข้สามวันมักไม่มีตุ่มพองในปากและกีบแบบโรคปากและเท้าเปื่อย และไม่มีอาการบวมน้ำที่คอจนหายใจลำบากแบบโรคคอบวม แต่ถ้ามีข้อสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ให้แจ้งปศุสัตว์อำเภอก่อนเสมอ เพราะสองโรคหลังเป็นโรคที่ต้องควบคุมอย่างจริงจังในระดับฝูงและพื้นที่

ทำไมถึงพบช่วงอากาศเปลี่ยน

ประกาศเตือนโรคสัตว์ของ สบส. ที่เผยแพร่เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 ระบุว่าไข้สามวันพบมากในช่วงต้นฤดูฝน และแนวทางป้องกันคือควบคุมแมลงดูดเลือดที่เป็นพาหะ ส่วนในช่วงฝนต่อเนื่องจนถึงปลายฝน ความชื้นสูง น้ำขัง และแหล่งเพาะพันธุ์แมลงที่เพิ่มขึ้นทำให้โอกาสที่โคจะถูกแมลงกัดสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นการอธิบายเชิงหลักการ ไม่ใช่ตัวเลขการระบาดจากประกาศใดประกาศหนึ่ง

อีกด้านหนึ่ง อากาศที่ผันผวนทำให้โคเครียด ภูมิคุ้มกันลดลง กรมปศุสัตว์เคยแนะนำไว้ในช่วงเปลี่ยนฤดูเมื่อปี 2565 (ข่าวเดลินิวส์ ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นข่าวเก่า ควรอ่านเป็นแนวปฏิบัติทั่วไป) ว่าความเครียดจากฝน ลม และอุณหภูมิแกว่งทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง เสี่ยงต่อโรคปากและเท้าเปื่อยและโรคคอบวมมากขึ้น จึงควรจัดโรงเรือนให้มีหลังคากันฝนกันลม มีวัสดุรองพื้น น้ำสะอาด อาหารและวิตามินเพียงพอ

ความเสียหายที่ควรรู้

ข้อมูลในหน้าความรู้ของ สบส. (อ้างอิงคู่มือการดูแลสุขภาพโคนม ทัศนีย์ ชมภูจันทร์ และคณะ พ.ศ. 2539) ระบุว่าโคนมที่ป่วยในช่วงท้ายของการให้นมอาจเสียน้ำนมไปมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และสัตว์ที่อ่อนแอมีโอกาสเกิดโรคแทรก หน้าเดียวกันยังรวบรวมผลสำรวจในไทยในอดีตว่า พบอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยราว 70 เปอร์เซ็นต์ในโค และ 47.5 เปอร์เซ็นต์ในกระบือในภาคใต้ (ราตรี และคณะ 2527) และพบ 93.6 เปอร์เซ็นต์ในโคที่มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี (ปราจีน และคณะ 2530) ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลสำรวจเก่าจากหลายสิบปีก่อน ใช้เห็นภาพว่าเชื้อพบได้กว้างในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ได้บอกสถานการณ์ปี 2569

หน้าความรู้ดังกล่าวไม่ได้ระบุอัตราการตายไว้ ผู้เขียนจึงไม่ขอเดาตัวเลข สิ่งที่เห็นในทางปฏิบัติตามคำอธิบายของ สบส. คือความเสียหายหลักมาจากน้ำนมที่ลดลง โคที่ล้มนอนนานจนเกิดแผลและปอดอักเสบ และการเจ็บขาที่ทำให้โคเนื้อกินอาหารน้อยลงจนน้ำหนักตก

การวินิจฉัยและการรักษา

ตามหน้าความรู้ของ สบส. การวินิจฉัยใช้ทั้งอาการร่วมกับการแยกเชื้อไวรัสจากเลือดในช่วงที่ไข้สูง หรือตรวจซีรัมแบบเก็บ 2 ครั้งห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ การเก็บตัวอย่างต้องทำเย็น ส่งห้องปฏิบัติการภายใน 24 ชั่วโมง เกษตรกรไม่ต้องเก็บเอง ให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เป็นผู้ดำเนินการ

เรื่องการรักษา เอกสารระบุว่า ไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง แนวทางคือใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ร่วมกับยาบำรุง และดูแลโคที่เดินเจ็บหรือลุกไม่ได้ ข้อควรระวังสำคัญคือ ห้ามกรอกน้ำหรือยาเข้าปากโคที่ล้มนอน เพราะมีโอกาสสำลักเข้าปอดจนเกิดปอดอักเสบ เรื่องชนิดและขนาดยาให้สัตวแพทย์เป็นผู้กำหนด และเกษตรกรต้องทำตามฉลากและคำสั่งของสัตวแพทย์เท่านั้น

การป้องกัน และเรื่องวัคซีนที่ข้อมูลยังไม่ตรงกัน

หน้าความรู้ของ สบส. ระบุว่าโดยทั่วไปมีวัคซีนป้องกันไข้สามวัน แต่ในประเทศไทย "ขณะนี้ไม่มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคนี้" ขณะที่ประกาศเตือนภัยฤดูฝนปี 2568 เน้นการควบคุมแมลงพาหะเป็นหลัก ผู้เขียนไม่พบประกาศทางการที่ยืนยันว่ามีวัคซีนไข้สามวันขึ้นทะเบียนใช้ในไทยปี 2569 หากมีผู้ขายวัคซีนชนิดนี้ให้ตรวจสอบกับปศุสัตว์อำเภอก่อนซื้อ ในทางปฏิบัติจึงต้องพึ่งการจัดการฟาร์มเป็นหลัก

  • ลดแหล่งเพาะพันธุ์แมลง เช่น น้ำขังรอบคอก มูลสัตว์กองสะสม หญ้ารกชื้น
  • ระบายอากาศในโรงเรือนให้ดี ใช้มุ้งหรือตาข่ายกันแมลงบริเวณที่เหมาะสม
  • เลี้ยงโคให้ห่างพื้นที่น้ำขังและพงหญ้ารกในช่วงที่แมลงชุกถ้าทำได้
  • ลดความเครียดของโค ไม่ย้ายคอก ไม่ขนย้ายตอนฝนตก ไม่ให้อดอาหาร
  • ดูแลโภชนาการและน้ำสะอาดให้พอเพียงเพื่อให้โคฟื้นเร็ว

การใช้ยากันแมลงหรือสารกำจัดแมลงในโรงเรือนและตัวสัตว์ ผู้เขียนไม่ระบุชื่อสารหรืออัตราใช้ เพราะต้องเลือกตามฉลากผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียน และต้องระวังผลกระทบต่อสัตว์ น้ำนม และสิ่งแวดล้อม ให้ปรึกษาปศุสัตว์อำเภอหรือสัตวแพทย์ประจำพื้นที่ ถ้าอยากเข้าใจบทบาทของหน่วยงานนี้ อ่านต่อได้ที่ ปศุสัตว์อำเภอ (ปศอ.) คือใคร ทำอะไรให้เกษตรกรรายย่อยได้บ้าง

โรคอื่นที่ต้องระวังพร้อมกันช่วงเปลี่ยนฤดู

ประกาศเตือนภัยของ สบส. เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 ยังกล่าวถึงโรคอื่นของโคในช่วงฝน ซึ่งเกษตรกรควรดูคู่กับไข้สามวัน และข้อมูลต่อไปนี้ประกอบกับหน้าความรู้ของแต่ละโรคที่ สบส. เผยแพร่

โรคข้อมูลสำคัญจาก สบส.สิ่งที่เกษตรกรทำได้
ปากและเท้าเปื่อยในไทยมี 3 ชนิด (O, A, Asia I) ไม่ป้องกันข้ามชนิด ระยะฟักตัว 2-8 วัน ตุ่มพองในปากและระหว่างกีบ หายได้ใน 1-2 สัปดาห์หากไม่มีโรคแทรกฉีดวัคซีนตามรอบของกรมปศุสัตว์ แจ้งทันทีเมื่อพบตุ่มพอง ควบคุมคนและยานพาหนะเข้าออก
เฮโมรายิกเซพติซีเมียเกิดจากแบคทีเรีย พบมากต้นและปลายฤดูฝน อาจตายภายใน 24 ชั่วโมงในแบบเฉียบพลัน วัคซีนฉีดตั้งแต่อายุ 4 เดือน ปีละครั้งฉีดวัคซีนครบ แยกสัตว์ป่วย ไม่กินซาก ฝังหรือเผา ลดความเครียด
ตาอักเสบติดเชื้อ (IBK)มีแมลงวันเป็นตัวแพร่ที่บริเวณตาควบคุมแมลงวันและความสะอาดของคอก
กีบเน่าเกี่ยวกับคอกเปียกแฉะ มีโคลนปรับพื้นคอกให้แห้ง ใช้หินกรวดรองในจุดชื้น

เรื่องวัคซีนปากและเท้าเปื่อย หน้าความรู้ของ สบส. ระบุว่าฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 4-6 เดือน (ในอีกส่วนของหน้าเขียนไว้ที่ 6 เดือน) เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 3-4 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำทุก 6 เดือน ภูมิคุ้มกันเริ่มทำงานหลังฉีดประมาณ 3-4 สัปดาห์ และเก็บวัคซีนที่ 4-6 องศาเซลเซียส ห้ามแช่แข็ง ส่วนวัคซีนเฮโมรายิกฯ ของกรมปศุสัตว์ ฉีดตั้งแต่ 4 เดือน ปีละครั้ง คุ้มกันเริ่มหลังฉีด 3 สัปดาห์ และอยู่ได้ราว 15 เดือนตามหน้าความรู้ (ในหน้าเดียวกันมีบรรทัดที่เขียนว่า 1 ปี จึงควรถือรอบปีละครั้งเป็นหลัก) ปริมาณฉีดและวิธีฉีดให้เป็นไปตามเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และฉลากวัคซีน

อ่านเรื่องโรคปากและเท้าเปื่อยเพิ่มได้ที่ โรคปากและเท้าเปื่อยในวัวควาย สิ่งที่เกษตรกรควรรู้และการแจ้งหน่วยงาน และเรื่องเห็บซึ่งเป็นปรสิตดูดเลือดอีกชนิดที่ต้องจัดการช่วงนี้ ที่ วัวมีเห็บเกาะเยอะ ต้องรีบกำจัดแค่ไหนก่อนเสี่ยงไข้เห็บลามทั้งฝูง

สถานการณ์ปีนี้ ยังไม่พบประกาศยืนยัน

ผู้เขียนค้นข้อมูลทางการก่อนเขียนและ ไม่พบประกาศของกรมปศุสัตว์ที่ยืนยันการระบาดของไข้สามวันเป็นพิเศษในช่วง พ.ย. 2569 สิ่งที่ยืนยันได้มีเพียงข้อมูลองค์ความรู้ของ สบส. และประกาศเตือนโรคสัตว์ฤดูฝนปี 2568 หากฟาร์มของท่านมีโคป่วยหลายตัวพร้อมกัน ให้ถือเป็นเรื่องที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ควรรอประกาศ นอกจากนี้ รอบการฉีดวัคซีนปากและเท้าเปื่อยของแต่ละพื้นที่ต่างกันตามแผนของจังหวัด ผู้เขียนไม่ได้ยืนยันรอบเดือนที่แน่ชัดจากเอกสารทางการ ให้สอบถามปศุสัตว์อำเภอหรือปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ของท่านโดยตรง

ขั้นตอนเมื่อพบโคมีไข้ซึมและลุกไม่ได้

  1. แยกโคตัวที่ป่วยไปไว้ในที่ร่มแห้ง มีที่รองนอน อากาศถ่ายเท ใกล้น้ำและอาหารที่เอื้อมถึง
  2. วัดอุณหภูมิถ้าทำได้ และจดวัน เวลา อาการ จำนวนตัวที่ป่วย เพื่อบอกเจ้าหน้าที่
  3. ตรวจปากและกีบว่ามีตุ่มพองหรือแผลหรือไม่ ถ้ามีให้งดเคลื่อนย้ายสัตว์และคนเข้าออกฟาร์มแล้วแจ้งปศุสัตว์ทันที
  4. ติดต่อปศุสัตว์อำเภอ หรืออาสาปศุสัตว์ หรือผู้ใหญ่บ้านและ อบต. ซึ่งกรมปศุสัตว์ระบุเป็นช่องทางประสานในข่าวเมื่อปี 2565 หรือโทรสอบถามสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติที่ 0 2579 5584
  5. โคที่ล้มนอน ให้พลิกตัวด้านข้างทุกไม่กี่ชั่วโมงเพื่อลดแผลกดทับ อย่ากรอกน้ำหรือยาเข้าปากขณะที่โคกลืนไม่ปกติ
  6. ห้ามชำแหละหรือกินซากสัตว์ที่ตายด้วยสาเหตุไม่ทราบ ให้ฝังหรือเผาตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เหมาว่าเป็นไข้สามวันทุกครั้งที่โคซึม จนพลาดโรคปากและเท้าเปื่อยหรือโรคคอบวมที่ต้องแจ้งและรักษาเร็ว
  • กรอกยาหรือน้ำใส่ปากโคที่ล้มนอน เสี่ยงสำลักลงปอด
  • ซื้อยาปฏิชีวนะหรือวัคซีนมาฉีดเองตามคำบอกเล่า โดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์
  • แยกสัตว์ป่วยแล้วนึกว่าจบ แต่ไม่ได้จัดการแมลงและน้ำขังรอบคอก
  • ลืมว่าโคที่หายแล้วยังอ่อนแรงและนมลด ต้องให้อาหารและน้ำต่อเนื่อง
  • ย้ายโคหรือรวมฝูงช่วงฝนตกและอากาศแกว่ง ทำให้เครียดซ้ำ

เช็กลิสต์ฟาร์มโคช่วงอากาศเปลี่ยน

  • พื้นคอกแห้ง ไม่มีน้ำขังและมูลกอง
  • หลังคากันฝนและลมสาด ไม่มีจุดรั่วบริเวณที่โคนอน
  • มีน้ำสะอาดและอาหารเพียงพอ ไม่ปล่อยให้โคอด
  • จดประวัติการฉีดวัคซีนปากและเท้าเปื่อยและเฮโมรายิกฯ ของโคแต่ละตัว
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องมือ ภาชนะ รถ และรองเท้าที่เข้าฟาร์ม
  • เบอร์ติดต่อปศุสัตว์อำเภอติดไว้ในที่เห็นง่าย
  • ถ้าซื้อโคใหม่ แยกกักดูอาการก่อนรวมฝูง

วางระบบเรื่องการขอคำปรึกษาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ตัดสินใจเร็วเมื่อเกิดเหตุ ดูแนวทางเตรียมข้อมูลได้ที่ เตรียมข้อมูลฟาร์มอย่างไรเมื่อต้องขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่เกษตร และดูว่ากรมปศุสัตว์ช่วยเรื่องวัคซีนได้อย่างไรที่ กรมปศุสัตว์ วัคซีนโค กระบือ

สรุป

ไข้สามวันเป็นโรคไวรัสของโคที่มีแมลงดูดเลือดเป็นพาหะ ไม่ใช่โรคที่ติดกันโดยการสัมผัสตัวโดยตรง สัตว์ส่วนใหญ่มักดีขึ้นเมื่อได้พักและดูแลประคับประคอง แต่ตัวที่ล้มลงหรือกินไม่ได้ต้องให้สัตวแพทย์ตรวจ ผู้เขียนยังไม่พบประกาศทางการของปี 2569 ที่ยืนยันการระบาดรอบนี้ จึงไม่ขอระบุตัวเลขหรือพื้นที่ ควรตรวจสอบกับปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัดเป็นระยะ ข้อมูล ณ พ.ย. 2569

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄สบส. กรมปศุสัตว์ ความรู้โรคไข้สามวัน (Bovine Ephemeral Fever) — อาการ การติดต่อ การวินิจฉัย การรักษา และผลสำรวจเก่าของไทย (https://niah.dld.go.th/index.php/th/knowledge/knowledge-major-diseases-in-animals/cattle/bovine-ephemeral-feve)
  • 📄สบส. กรมปศุสัตว์ ประกาศเตือนโรคสัตว์ช่วงฤดูฝน (24 ต.ค. 2568) — ไข้สามวันพบมากต้นฤดูฝน และโรคโคอื่นในช่วงฝน (https://niah.dld.go.th/index.php/th/news-head/animal-disease-warning/phon)
  • 📄สบส. กรมปศุสัตว์ ความรู้โรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย — อาการ การป้องกัน และวัคซีนของกรมปศุสัตว์ (https://niah.dld.go.th/index.php/th/knowledge/knowledge-major-diseases-in-animals/cattle/septicemia)
  • 📄สบส. กรมปศุสัตว์ ความรู้โรคปากและเท้าเปื่อย — ชนิดเชื้อ อาการ และโปรแกรมวัคซีน (https://niah.dld.go.th/index.php/th/knowledge/knowledge-major-diseases-in-animals/cattle/foot-and-mouth-diseas)
  • 📄เดลินิวส์ 9 ธ.ค. 2565 (ข่าวเก่า) กรมปศุสัตว์แนะนำช่วงเปลี่ยนฤดู — แนวทางลดความเครียดโคและช่องทางประสานเจ้าหน้าที่ (https://www.dailynews.co.th/news/1770753/)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ไข้สามวันในโคติดคนได้ไหม

หน้าความรู้ของ สบส. กรมปศุสัตว์ ระบุว่าเป็นโรคของโคและกระบือ ไม่ได้กล่าวถึงการติดต่อสู่คน ผู้เขียนไม่พบข้อมูลทางการว่าติดคนจึงไม่ขอยืนยัน อย่างไรก็ตามเมื่อดูแลสัตว์ป่วยให้ล้างมือและใช้ถุงมือตามหลักสุขอนามัยทั่วไป และปรึกษาปศุสัตว์อำเภอหากกังวล

ไข้สามวันติดต่อจากโคตัวป่วยไปตัวอื่นโดยตรงไหม

ตามข้อมูลของ สบส. ไม่ติดโดยการสัมผัสโดยตรง น้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำเชื้อ แต่แพร่ผ่านแมลงดูดเลือด การจัดการแมลงและแหล่งเพาะพันธุ์จึงสำคัญกว่าการแยกสัตว์อย่างเดียว

โคป่วยไข้สามวันจะหายเองไหม

หน้าความรู้ระบุว่าไข้ ซึม และเบื่ออาหารอยู่ราว 3 วัน แต่บางตัวเดินเจ็บหรืออ่อนแรงต่อไปได้ และสัตว์ที่อ่อนแอมีโรคแทรก จึงต้องดูแลประคับประคอง ให้อาหาร น้ำ และให้สัตวแพทย์ประเมินว่าควรให้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกหรือไม่

มีวัคซีนไข้สามวันให้ฉีดในไทยไหม

หน้าความรู้ของ สบส. เขียนว่าปัจจุบันไม่มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคนี้ในประเทศไทย ผู้เขียนไม่พบประกาศทางการปี 2569 ที่ยืนยันเป็นอย่างอื่น หากมีผู้เสนอขายให้สอบถามปศุสัตว์อำเภอก่อน

แยกไข้สามวันจากโรคปากและเท้าเปื่อยได้อย่างไร

โรคปากและเท้าเปื่อยมีตุ่มพองหรือแผลในปากและระหว่างกีบ และติดผ่านการสัมผัส ส่วนไข้สามวันมักเป็นไข้ ซึม ขาเกร็งเจ็บ ไม่มีตุ่มพองเด่นชัด แต่การแยกให้ชัดต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ถ้าสงสัยให้งดเคลื่อนย้ายและแจ้งทันที

ช่วงอากาศเปลี่ยนควรฉีดวัคซีนอะไรให้โค

วัคซีนที่กรมปศุสัตว์กล่าวถึงในประกาศเตือนฤดูฝนปี 2568 คือวัคซีนปากและเท้าเปื่อยและวัคซีนเฮโมรายิกเซพติซีเมีย ตามอายุและรอบที่กำหนด ให้สอบถามปศุสัตว์อำเภอว่ารอบฉีดของพื้นที่เป็นเมื่อไหร่ เพราะรอบแต่ละจังหวัดต่างกัน