โรคและการดูแลเผยแพร่ 7 พฤศจิกายน 2569

โคหายจากลัมปีสกินแล้วกลับเข้าฝูงได้เมื่อไร และผลต่อการให้ผลผลิตระยะยาวเป็นอย่างไร

โคหายลัมปีสกินแล้วปล่อยกลับฝูงได้เมื่อไร ไวรัสอยู่ในตุ่มได้ราว 1 เดือน น้ำนมลดและเจริญพันธุ์ช้าลงได้ ควรถามปศุสัตว์อำเภอก่อนตัดสินใจ ข้อมูล ณ พ.ย. 2569

โคหายจากลัมปีสกินแล้วกลับเข้าฝูงได้เมื่อไร และผลต่อการให้ผลผลิตระยะยาวเป็นอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

ยังไม่มีประกาศกรมปศุสัตว์กำหนดจำนวนวันตายตัวสำหรับโคที่หายลัมปีสกิน บทความนี้สรุปข้อมูลวิชาการเรื่องไวรัสในตุ่มและน้ำเชื้อ ผลต่อน้ำนมและการสืบพันธุ์ และสิ่งที่ต้องถามปศุสัตว์

คำตอบเร็ว: ยังไม่มีประกาศของกรมปศุสัตว์ที่กำหนดจำนวนวันตายตัวว่าโคที่หายจากลัมปีสกินต้องรอกี่วันจึงกลับเข้าฝูงได้ จึงไม่ควรตัดสินใจเอง เอกสารทางวิชาการระบุว่าไวรัสอยู่ในตุ่มผิวหนังได้นานราวหนึ่งเดือน และตรวจพบในน้ำเชื้อโคหลังป่วยได้ถึง 42 วัน ดังนั้นแนวทางที่ปลอดภัยคือรอให้ตุ่มและแผลแห้งหลุดครบ โคกินอาหารและไม่มีไข้ แล้วให้ปศุสัตว์อำเภอหรือสัตวแพทย์ประจำฝูงตรวจก่อนปล่อยรวมฝูง ส่วนผลระยะยาวต่อผลผลิต โคบางตัวน้ำนมลด เต้านมอักเสบ หรือเจริญพันธุ์ช้าลง ต้องประเมินรายตัว (ข้อมูล ณ พ.ย. 2569)

เจ้าของโคหลายรายถามคำถามเดียวกันหลังโรคผ่านไปสองสามสัปดาห์ว่า ตุ่มแห้งแล้ว กินหญ้าได้แล้ว ปล่อยกลับไปอยู่กับฝูงได้หรือยัง คำถามนี้ฟังเหมือนง่าย แต่คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีตัวเลขวันเดียวที่ทางการประกาศไว้ให้ใช้ทั่วประเทศ สิ่งที่มีคือข้อมูลทางวิชาการเรื่องไวรัสอยู่ในร่างกายและบนผิวโคได้นานแค่ไหน กับหลักการแยกสัตว์ป่วยที่กรมปศุสัตว์แนะนำ บทความนี้จึงแยกให้เห็นว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ อะไรเป็นข้อควรระวังจากหลักวิชา และอะไรที่ต้องถามเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ก่อนตัดสินใจ ต้องรู้ก่อนว่าโรคนี้ทิ้งอะไรไว้ในตัวโค

ภาพประกอบ ก่อนตัดสินใจ ต้องรู้ก่อนว่าโรคนี้ทิ้งอะไรไว้ในตัวโค

ลัมปีสกินเป็นโรคไวรัสของโคและกระบือ ตำราสัตวแพทย์ MSD Veterinary Manual อธิบายว่าตุ่มบนผิวหนังอาจค่อย ๆ ยุบลง หรืออาจเนื้อตายกลายเป็นก้อนแข็งนูนที่เรียกว่า sitfast ต่อมาก้อนนี้จะหลุดทิ้งไว้เป็นแผลเปิด แล้วแผลค่อยหายเป็นแผลเป็น ตำราเล่มเดียวกันระบุว่าไวรัสคงอยู่ในตุ่มผิวหนังได้นานถึงประมาณหนึ่งเดือน

งานทบทวนวิชาการเรื่องกลไกของโรคและการควบคุม ตีพิมพ์ในวารสาร Veterinary Sciences ปี 2024 ให้ตัวเลขละเอียดกว่า คือ ไวรัสมีชีวิตอยู่ในเศษผิวหนังที่แห้งได้ราว 25 ถึง 50 วัน และอยู่ในโรงเรือนที่มืดได้นานหลายเดือน ส่วนในน้ำเชื้อพบไวรัสที่ 42 วันหลังเริ่มมีไข้ และพบสารพันธุกรรมของไวรัสได้นานถึง 159 วันหลังติดเชื้อในงานวิจัยหนึ่ง ในเอกสารเดียวกันระบุว่าโคที่หายแล้วไม่ถือเป็นพาหะ ไม่มีรายงานพาหะที่ยืนยันได้ แต่สารพันธุกรรมที่ยังตรวจพบในน้ำเชื้อชี้ว่าเชื้ออาจเหลืออยู่ในเนื้อเยื่อบางส่วนนานกว่าช่วงที่โคดูหายป่วยแล้ว

อ่านให้ถูกความหมาย การพบสารพันธุกรรมไม่ได้แปลว่าเชื้อยังแพร่ได้ แต่มันบอกว่า สายตาของเราตัดสินไม่ได้ทั้งหมด โคที่ตาดูดีอาจยังมีแผลแห้งที่มีเชื้อติดอยู่ที่ผิวหรือในซอกเล็บ ซึ่งแมลงดูดเลือดหรือสัมผัสโดยตรงก็พาไปต่อได้

ตัวเลขที่ตรวจสอบได้ และตัวเลขที่ยังไม่มีประกาศ

ประเด็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้สถานะ
ไวรัสในตุ่มผิวหนังอยู่ได้นานถึงราว 1 เดือน (MSD Veterinary Manual)ข้อมูลวิชาการ
ไวรัสในเศษผิวหนังแห้งราว 25 ถึง 50 วัน (Vet Sci 2024)ข้อมูลวิชาการ
ไวรัสในน้ำเชื้อโคพบที่ 42 วันหลังเริ่มมีไข้ และพบสารพันธุกรรมได้ถึง 159 วันในงานวิจัยหนึ่งข้อมูลวิชาการ
พาหะหลังหายป่วยไม่มีรายงานพาหะที่ยืนยันได้ข้อมูลวิชาการ
จำนวนวันที่ปล่อยโคหายป่วยกลับฝูงได้ไม่พบประกาศของกรมปศุสัตว์ที่กำหนดตัวเลขนี้ถามปศุสัตว์อำเภอ
น้ำนมลดลงลดได้ราว 10 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่จากไข้และเต้านมอักเสบตามมา (Vet Sci 2024)ช่วงกว้าง ขึ้นกับแต่ละตัว

ตารางนี้ตั้งใจให้เห็นช่องว่างอย่างตรงไปตรงมา ตัวเลขทางวิชาการมีจริง แต่ไม่มีเอกสารทางการของไทยที่แปลงตัวเลขเหล่านั้นเป็นกฎว่าต้องรอกี่วัน ผู้เขียนจึงไม่ขอตั้งตัวเลขเองขึ้นมา

เมื่อไรจึงถือว่าโค น่าจะพร้อม ให้สัตวแพทย์ประเมิน

ใช้เป็นรายการตรวจสำหรับคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ตัดสินเอง

  • ไม่มีไข้ต่อเนื่องหลายวัน และกินอาหารกับน้ำเป็นปกติ
  • ไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นมาเพิ่ม ตุ่มเก่าแห้งและสะเก็ดหลุดครบ หรือแผลที่ก้อนแข็งหลุดไปแล้วเริ่มปิด
  • เต้านมไม่ร้อน ไม่บวมแข็ง น้ำนมไม่เป็นก้อนหรือมีหนอง
  • ขาและเหนียงคอไม่บวมน้ำ เดินไม่เจ็บ
  • เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือสัตวแพทย์ประจำฝูงมาดูตัวและยืนยันว่าตัวนี้ปล่อยรวมได้
  • ฝูงที่จะรับกลับมีสถานะวัคซีนและสภาพสุขภาพที่ทราบ ไม่มีตัวป่วยรายใหม่ในช่วงนั้น

ข้อสุดท้ายคนมักมองข้าม โคที่หายแล้วอาจปลอดภัยต่อฝูง แต่ฝูงอาจไม่ปลอดภัยต่อโคตัวนั้นที่ภูมิคุ้มกันยังฟื้นไม่เต็มที่ ถ้าในฟาร์มยังมีตัวป่วยใหม่ ๆ ให้เลื่อนไว้ก่อน

ผลระยะยาวต่อผลผลิต ที่เจ้าของโคควรเตรียมใจ

ตำรา MSD ระบุผลตามมาของโรคไว้ว่า น้ำนมลด เต้านมอักเสบ บางครั้งแท้ง โคเพศผู้เป็นหมัน และอาจผอมแห้ง มีปอดบวมร่วม ส่วนงานทบทวนปี 2024 ให้ภาพที่ชัดขึ้นว่าน้ำนมลดได้ตั้งแต่ราว 10 จนถึง 85 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักคือไข้และเต้านมอักเสบที่ตามมา และปัญหาระบบสืบพันธุ์ เช่น เจริญพันธุ์ลดลง เป็นสัดช้า เยื่อบุมดลูกอักเสบเรื้อรัง และอัณฑะอักเสบในพ่อพันธุ์ ซึ่งอาจเป็นหมันระยะยาวหรือถาวร งานนี้รายงานว่าฟาร์มอุตสาหกรรมมีปัญหาด้านการสืบพันธุ์ราว 45 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ของโค

โคนม

สิ่งที่ควรดูคือปริมาณน้ำนมเทียบกับก่อนป่วย ค่าเซลล์โซมาติกหรือผลตรวจเต้านมอักเสบ และการกลับมาเป็นสัดตามรอบ ถ้าน้ำนมไม่กลับมาแม้ผ่านไปหลายรอบการให้นมและเต้านมมีก้อนแข็ง ให้ปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องคัดทิ้งตามความคุ้มทุน กรมปศุสัตว์เองก็ระบุในข่าวเมื่อ 24 ต.ค. 2566 ว่าโรคนี้ไม่มียารักษาจำเพาะ รักษาตามอาการ และบางตัวต้องคัดทิ้งเพราะให้ผลผลิตต่ำในระยะยาว

โคเนื้อและแม่พันธุ์

ติดตามน้ำหนัก ความสมบูรณ์ของร่าง และการผสมติด แม่โคที่ป่วยช่วงตั้งท้องมีความเสี่ยงแท้งตามที่ตำรารายงาน ควรเลื่อนการผสมรอบใหม่ไว้จนสัตวแพทย์ประเมินว่าโคฟื้นตัวพอ ส่วนพ่อพันธุ์ที่เคยป่วย ผลตรวจน้ำเชื้อควรตรวจก่อนนำกลับมาใช้ เพราะมีรายงานพบไวรัสในน้ำเชื้อได้นานกว่าช่วงที่ภายนอกดูหายแล้ว

แผลเป็นกับมูลค่าซาก

ตำราระบุว่าแผลหายเป็นแผลเป็น โคที่ผิวเสียหายมากอาจขายได้ราคาน้อยกว่า ตัวเลขส่วนลดราคาไม่มีในแหล่งที่เปิดอ่าน จึงไม่ขอระบุ ให้ถามพ่อค้าหรือสหกรณ์ในพื้นที่ของท่านโดยตรง

ขั้นตอนที่ควรทำจริงหน้าฟาร์ม

  1. แยกต่อไปก่อน เก็บโคที่เพิ่งหายไว้คอกแยกเดิมอย่างน้อยจนสัตวแพทย์ดูแล้ว กรมปศุสัตว์แนะนำให้แยกสัตว์ที่มีอาการออกจากฝูงในข่าวปี 2566 ที่อ้างถึงข้างต้น
  2. จดวันที่ให้ครบ วันเริ่มมีไข้ วันที่พบตุ่ม วันที่ตุ่มแห้ง วันที่สะเก็ดหลุด วันที่น้ำนมกลับมา ข้อมูลพวกนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจได้เร็ว
  3. ควบคุมแมลงดูดเลือด กรมปศุสัตว์แนะนำมุ้ง การใช้สารไล่แมลงกับตัวสัตว์ และการพ่นโรงเรือน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนตามฉลาก ไม่ควรเดาอัตราผสมเอง
  4. แจ้งปศุสัตว์ ถ้ามีตัวป่วยใหม่หรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ แจ้งปศุสัตว์อำเภอ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ตามที่กรมระบุไว้ในข่าวเมื่อ 24 ต.ค. 2566 ควรตรวจสอบเบอร์ล่าสุดกับสำนักงานปศุสัตว์อีกครั้ง
  5. ล้างและทิ้งช่วงโรงเรือน ไวรัสในเศษผิวหนังแห้งอยู่ได้ราว 25 ถึง 50 วัน และในโรงเรือนมืดได้นานกว่านั้น จึงควรทำความสะอาดและตากโรงเรือนให้โล่ง แสงแดดเข้า ก่อนนำโคกลับ
  6. วางแผนวัคซีน สอบถามปศุสัตว์ว่าโคที่หายแล้วและโคตัวอื่นควรฉีดวัคซีนช่วงไหน ดูรายละเอียดเพิ่มใน โรคลัมปีสกินในโค เมื่อพบตุ่มบนผิวหนังต้องทำอะไรก่อน วัคซีนป้องกันฉีดช่วงไหนดีที่สุด

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นลัมปีสกินจริงหรือไม่

ตุ่มบนผิวโคไม่ได้เป็นลัมปีสกินทั้งหมด โรคผิวหนังอื่นก็ทำให้เกิดตุ่มและสะเก็ดได้ ถ้าเจ้าของวินิจฉัยเองโดยไม่มีผลตรวจ การกำหนดเวลาปล่อยกลับฝูงจะผิดตั้งแต่ต้น ลองเทียบอาการที่ โรคลัมปีสกินในโคต่างจากโรคผิวหนังชนิดอื่นอย่างไร แล้วให้เจ้าหน้าที่ยืนยันอีกครั้ง

นมจากโคที่หายป่วยและโคที่ยังอยู่ในฝูง

เรื่องนี้เจ้าของโคนมถามบ่อย การจัดการน้ำนมจากโคที่เพิ่งหายและยังมีเต้านมอักเสบมีรายละเอียดเฉพาะของมัน อ่านเพิ่มที่ ถาม-ตอบความปลอดภัยของน้ำนมโคที่เป็นลัมปีสกิน ซึ่งตอบประเด็นนี้โดยตรง นมจากโคที่มีเต้านมอักเสบหรือมีหนองไม่ควรส่งโรงงานหรือจำหน่าย ให้ทิ้งอย่างถูกวิธีและปรึกษาสัตวแพทย์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ปล่อยโคกลับฝูงทันทีที่ตุ่มดูแห้ง ทั้งที่สะเก็ดบางส่วนยังติดและอาจยังมีไวรัสอยู่ได้ตามตัวเลขวิชาการข้างต้น
  • เชื่อว่าโคที่หายแล้วเป็นพาหะตลอดชีวิต จึงรีบขายหรือทิ้งโดยไม่ประเมิน ทั้งที่เอกสารวิชาการระบุว่าไม่มีรายงานพาหะที่ยืนยันได้
  • กลับกัน คือเชื่อว่าหายแล้วไม่มีปัญหา จึงนำพ่อพันธุ์กลับไปใช้ผสมโดยไม่ตรวจ ทั้งที่มีรายงานพบเชื้อในน้ำเชื้อได้นาน
  • ฉีดยาหรือใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำบอกเล่าโดยไม่ถามสัตวแพทย์ โรคนี้ไม่มียารักษาจำเพาะ การรักษาเป็นเพียงตามอาการและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
  • ไม่จดบันทึกวันที่ป่วยและวันที่หาย ทำให้เจ้าหน้าที่ประเมินไม่ได้และขอความช่วยเหลือไม่ได้
  • ไม่ทำความสะอาดคอกที่เคยแยกสัตว์ป่วย แล้วนำโคตัวอื่นเข้าไปอยู่ต่อ

สรุป

โคที่หายจากลัมปีสกินแล้วกลับเข้าฝูงได้เมื่อสัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ประเมินแล้วว่าแผลและตุ่มหายแล้ว โคกินอาหารปกติ และไม่มีตัวป่วยรายใหม่ในฟาร์ม ไม่มีตัวเลขวันที่ทางการประกาศตายตัว ข้อมูลวิชาการให้กรอบว่าไวรัสอยู่ในตุ่มได้ราวหนึ่งเดือน ในเศษผิวแห้ง 25 ถึง 50 วัน และในน้ำเชื้อพบได้ที่ 42 วันหลังมีไข้ ส่วนผลต่อผลผลิต ให้ประเมินรายตัวทั้งน้ำนม การสืบพันธุ์ และแผลเป็น แล้วตัดสินใจเรื่องเลี้ยงต่อหรือคัดทิ้งด้วยข้อมูลของฟาร์มเอง ข้อมูล ณ พ.ย. 2569 หากมีประกาศใหม่จากกรมปศุสัตว์ให้ยึดประกาศนั้นก่อน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄MSD Veterinary Manual: Lumpy Skin Disease in Cattle — ไวรัสในตุ่มผิวหนังนานถึงราวหนึ่งเดือน แผลเป็น น้ำนมลด เต้านมอักเสบ แท้ง โคเพศผู้เป็นหมัน ไม่มีการรักษาจำเพาะ https://www.msdvetmanual.com/integumentary-system/pox-diseases/lumpy-skin-disease-in-cattle
  • 📄Haider et al. Lumpy Skin Disease: Insights into Molecular Pathogenesis and Control Strategies, Veterinary Sciences 2024;11(11):561 — ไวรัสในเศษผิวแห้ง 25 ถึง 50 วัน ในน้ำเชื้อ 42 วัน น้ำนมลด 10 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีรายงานพาหะ https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11598853/
  • 📄อินโฟเควสท์ รายงานคำเตือนของกรมปศุสัตว์ (24 ต.ค. 2566) — แยกสัตว์ใหม่อย่างน้อย 14 วัน วัคซีน มาตรการป้องกันแมลง สายด่วน 063-225-6888 https://www.infoquest.co.th/?p=345403

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

โคหายจากลัมปีสกินแล้วแพร่โรคต่อได้อีกหรือไม่

เอกสารวิชาการระบุว่าโคที่หายแล้วไม่ถือเป็นพาหะ แต่ไวรัสอยู่ในตุ่มและเศษผิวแห้งได้นานราวหนึ่งเดือนถึง 50 วัน และพบในน้ำเชื้อได้ ดังนั้นช่วงที่แผลยังไม่หายสนิทยังมีความเสี่ยง ควรให้สัตวแพทย์ประเมิน

ต้องรอกี่วันก่อนปล่อยกลับเข้าฝูง

ไม่พบประกาศของกรมปศุสัตว์ที่ระบุจำนวนวันตายตัวสำหรับกรณีนี้ จึงไม่ควรยึดตัวเลขที่ได้ยินมา ให้สอบถามปศุสัตว์อำเภอหรือจังหวัดของท่าน เพราะมาตรการอาจต่างกันตามสถานการณ์โรคในพื้นที่

โคที่หายแล้วควรฉีดวัคซีนอีกไหม

เป็นเรื่องที่ต้องถามสัตวแพทย์ว่าตามโปรแกรมของพื้นที่ควรทำเมื่อไร กรมปศุสัตว์ระบุในข่าวปี 2566 ว่าวัคซีนเชื้อเป็นฉีดปีละครั้งตั้งแต่อายุ 1 เดือน และวัคซีนเชื้อตายปีละสองครั้งตั้งแต่อายุ 4 เดือน แต่โปรแกรมของแต่ละฟาร์มควรให้สัตวแพทย์กำหนด

น้ำนมจะกลับมาเท่าเดิมไหม

ไม่มีคำตอบเดียว งานวิชาการระบุว่าน้ำนมลดได้ราว 10 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับความรุนแรงของไข้และเต้านมอักเสบ บางตัวฟื้น บางตัวไม่ฟื้น ควรเทียบข้อมูลรายตัวก่อนป่วยกับหลังป่วย

พ่อพันธุ์ที่หายแล้วใช้ผสมได้เมื่อไร

มีรายงานพบไวรัสในน้ำเชื้อที่ 42 วันหลังมีไข้ และพบสารพันธุกรรมนานถึง 159 วันในงานวิจัยหนึ่ง และโรคอาจทำให้อัณฑะอักเสบจนเป็นหมันได้ จึงควรให้สัตวแพทย์ตรวจก่อนนำกลับมาใช้งาน

ควรคัดทิ้งโคที่หายแล้วหรือไม่

ขึ้นกับสภาพรายตัว ถ้าผลผลิตตกต่ำถาวร เต้านมเสียหาย หรือเจริญพันธุ์ไม่ได้ การคัดทิ้งอาจคุ้มกว่าเลี้ยงต่อ กรมปศุสัตว์เองระบุว่าบางตัวต้องคัดทิ้งเพราะผลผลิตระยะยาวต่ำ ให้ปรึกษาสัตวแพทย์และคำนวณต้นทุนอาหารเทียบรายได้