คำตอบเร็ว: ช่วงที่เหมาะปล่อยลูกพันธุ์ปลากดคังในกระชังแม่น้ำโขงคือเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำโขงเริ่มขึ้นสูงและไหลค่อนข้างแรงสม่ำเสมอ ทำให้กระชังมีน้ำไหลผ่านเพียงพอต่อการหมุนเวียนออกซิเจนและของเสีย เหมาะกับการปรับตัวของลูกพันธุ์ปลากดคัง หลีกเลี่ยงการปล่อยช่วงปลายฤดูแล้ง (มีนาคม-พฤษภาคม) ที่ระดับน้ำต่ำและน้ำนิ่ง เสี่ยงออกซิเจนต่ำในกระชัง ระยะเวลาเลี้ยงจนจับขายได้ประมาณ 10-12 เดือน หากปล่อยถูกช่วงจะจับขายได้พอดีช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนปีถัดไปซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์และงานบุญประจำปีในภาคอีสานที่ความต้องการปลากดคังสำหรับทำอาหารพื้นบ้านสูงกว่าปกติ
ปลากดคัง (Hemibagrus wyckioides) เป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญของลุ่มแม่น้ำโขง มีปฏิทินการเลี้ยงในกระชังที่ผูกกับระดับน้ำและจังหวะเทศกาลของภาคอีสานอย่างเฉพาะเจาะจง ต่างจากการเลี้ยงในบ่อดินทั่วไปที่ควบคุมสภาพน้ำได้เอง การเลี้ยงในกระชังต้องพึ่งพาระดับน้ำธรรมชาติของแม่น้ำโขงซึ่งผันผวนตามฤดูกาลและการบริหารจัดการเขื่อนต้นน้ำ เกษตรกรที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงปลากดคังในกระชังมักพลาดเพราะปล่อยลูกพันธุ์โดยไม่ดูจังหวะระดับน้ำ ทำให้กระชังลอยเกยตื้นหรือน้ำนิ่งจนปลาขาดออกซิเจน
ช่วงระดับน้ำที่เหมาะสมสำหรับปล่อยลูกพันธุ์
ระดับน้ำโขงในรอบปีแบ่งได้เป็นสามช่วงหลัก ช่วงน้ำหลาก (กรกฎาคม-ตุลาคม) ที่ระดับน้ำสูงสุดและไหลแรง ช่วงน้ำลด (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) ที่ระดับน้ำค่อยๆ ลดลง และช่วงน้ำแล้ง (มีนาคม-พฤษภาคม) ที่ระดับน้ำต่ำสุดและบางช่วงน้ำแทบนิ่ง การปล่อยลูกพันธุ์ปลากดคังที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงต้นน้ำหลัก (มิถุนายน-สิงหาคม) ที่ระดับน้ำเริ่มขึ้นแต่ยังไม่แรงจนเกินไป น้ำไหลเวียนดีพอที่จะพัดพาของเสียออกจากกระชังและเติมออกซิเจนให้ปลาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่แรงจนกระชังโคลงเคลงเสียหายเหมือนช่วงน้ำหลากเต็มที่ในเดือนกันยายน-ตุลาคมที่กระแสน้ำแรงมากจนอาจทำให้โครงกระชังชำรุดได้
| ช่วงเดือน | ลักษณะระดับน้ำโขง | เหมาะปล่อยลูกพันธุ์ไหม |
|---|---|---|
| มีนาคม-พฤษภาคม (น้ำแล้ง) | ระดับต่ำ น้ำนิ่ง ออกซิเจนต่ำ | ไม่เหมาะ เสี่ยงปลาขาดออกซิเจน |
| มิถุนายน-สิงหาคม (ต้นน้ำหลาก) | ระดับเริ่มขึ้น น้ำไหลสม่ำเสมอ | เหมาะที่สุด |
| กันยายน-ตุลาคม (น้ำหลากเต็มที่) | ระดับสูงสุด กระแสแรงมาก | เสี่ยงกระชังเสียหาย ไม่แนะนำปล่อยใหม่ |
| พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ (น้ำลด) | ระดับค่อยๆ ลดลง | พอปล่อยได้ในบางปี ต้องติดตามใกล้ชิด |
เกษตรกรควรติดตามประกาศระดับน้ำโขงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพราะระดับน้ำโขงในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการเขื่อนต้นน้ำนอกเหนือจากปริมาณฝนตามธรรมชาติ ทำให้บางปีรูปแบบระดับน้ำอาจไม่ตรงกับปฏิทินเดิมที่เคยเป็นมา การอ้างอิงจากประสบการณ์เก่าอย่างเดียวโดยไม่ติดตามข้อมูลปัจจุบันจึงมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ
ระยะเวลาเลี้ยงถึงเทศกาลที่ราคาดี
หากปล่อยลูกพันธุ์ปลากดคังช่วงมิถุนายน-สิงหาคม ปลาจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 10-12 เดือนจนได้ขนาดจับขาย (น้ำหนักประมาณ 1-1.5 กิโลกรัมต่อตัว) ซึ่งจะพอดีกับช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนของปีถัดไป ตรงกับเทศกาลสงกรานต์และงานบุญประจำปีหลายงานในภาคอีสานที่คนนิยมซื้อปลากดคังไปทำอาหารพื้นบ้านอย่างต้มยำปลากดหรือปลากดคังทอดกระเทียม ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมากในช่วงเทศกาลที่ครอบครัวรวมญาติ ทำให้ราคาปลากดคังในช่วงนี้สูงกว่าช่วงปกติ 15-25%
ทำไมต้องวางแผนให้จับขายตรงเทศกาลสงกรานต์
เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่คนอีสานที่ทำงานต่างจังหวัดกลับบ้านพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ความต้องการวัตถุดิบอาหารพื้นบ้านรวมถึงปลากดคังพุ่งสูงขึ้นในช่วงสั้นๆ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนและระหว่างเทศกาล พ่อค้าคนกลางและร้านอาหารมักสั่งจองปลากดคังล่วงหน้าในช่วงนี้ ทำให้เกษตรกรที่มีปลาพร้อมขายตรงจังหวะได้เปรียบทั้งด้านราคาและความแน่นอนของการขาย ต่างจากช่วงนอกเทศกาลที่ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางในราคาปกติซึ่งอาจต่ำกว่าถึง 20%
ความเสี่ยงเรื่องระดับน้ำโขงเปลี่ยนแปลง
ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลากดคังในกระชังแม่น้ำโขงคือระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคาดเดายากขึ้นในช่วงหลัง เนื่องจากการบริหารจัดการเขื่อนต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้านที่ปล่อยหรือกักเก็บน้ำโดยไม่สอดคล้องกับฤดูกาลธรรมชาติเหมือนในอดีต บางครั้งระดับน้ำอาจลดฮวบภายในไม่กี่วันทำให้กระชังเกยตื้นหรือน้ำในกระชังตื้นเกินไปจนปลาแออัด หรือบางครั้งระดับน้ำขึ้นเร็วและแรงผิดปกติจนกระแสน้ำรุนแรงเกินกว่าโครงสร้างกระชังจะทนได้ เกษตรกรจึงต้องมีแผนรับมือทั้งสองสถานการณ์ เช่น การผูกกระชังด้วยเชือกที่มีความยาวปรับได้ตามระดับน้ำ และการเตรียมจุดหลบภัยสำรองในกรณีน้ำขึ้นแรงกะทันหัน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ปล่อยลูกพันธุ์ช่วงน้ำแล้งที่น้ำนิ่งและระดับต่ำ ทำให้ปลาขาดออกซิเจนตายเป็นจำนวนมาก
- ไม่ติดตามประกาศระดับน้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อ้างอิงจากความเคยชินเดิมที่อาจไม่ตรงกับสภาพปัจจุบัน
- ผูกกระชังแบบตายตัวไม่ปรับตามระดับน้ำ ทำให้กระชังจมหรือเกยตื้นเมื่อระดับน้ำเปลี่ยน
- วางแผนจับขายไม่ตรงกับช่วงเทศกาล ทำให้ต้องขายในราคาปกติทั้งที่ปลาพร้อมขายแล้ว
- ปล่อยลูกพันธุ์ช่วงน้ำหลากเต็มที่ที่กระแสน้ำแรงเกินไป เสี่ยงกระชังชำรุดเสียหายทั้งชุด
- ไม่มีแผนสำรองรับมือระดับน้ำเปลี่ยนกะทันหันจากการบริหารเขื่อนต้นน้ำ
- ซื้อลูกพันธุ์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือโดยไม่ตรวจสอบสุขภาพปลาก่อนปล่อย เสี่ยงนำโรคเข้ามาในกระชัง
- ให้อาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อจนเหลือตกค้าง ทำให้น้ำในกระชังเสียเร็วและเสี่ยงโรค
ปัจจัยด้านคุณภาพน้ำและการจัดการกระชังตลอดฤดูกาล
นอกจากระดับน้ำแล้ว คุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงยังเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลด้วย ช่วงต้นฤดูฝนน้ำมักขุ่นข้นจากตะกอนดินที่ถูกชะล้างลงมา ซึ่งอาจส่งผลต่อเหงือกปลาถ้าขุ่นมากเกินไปต่อเนื่องหลายวัน เกษตรกรควรสังเกตความขุ่นของน้ำและพฤติกรรมปลาอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ หากปลามีอาการว่ายน้ำเซื่องซึมหรือลอยตัวผิดปกติ ควรตรวจสอบตะแกรงกระชังไม่ให้อุดตันจากตะกอนซึ่งจะขัดขวางการไหลเวียนน้ำ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดตาข่ายกระชังเป็นประจำเพื่อไม่ให้ตะไคร่น้ำและเศษตะกอนเกาะจนขวางการไหลเวียนของน้ำผ่านกระชัง
ขนาดกระชังและความหนาแน่นที่เหมาะสม
กระชังขนาดมาตรฐานสำหรับเลี้ยงปลากดคังในแม่น้ำโขงมักมีขนาดประมาณ 4x6x2.5 เมตร ปล่อยลูกพันธุ์ประมาณ 500-800 ตัวต่อกระชัง ความหนาแน่นที่เหมาะสมนี้ช่วยให้ปลามีพื้นที่ว่ายน้ำเพียงพอและลดความเครียดจากการแออัด ถ้าปล่อยหนาแน่นเกินไปนอกจากปลาจะโตช้าแล้วยังเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคได้ง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่คุณภาพน้ำไม่ดีจากความขุ่นหรือระดับออกซิเจนต่ำ
การให้อาหารและอัตราแลกเนื้อ
ปลากดคังมักให้อาหารวันละ 2 มื้อ เช้าและเย็น โดยปริมาณอาหารปรับตามอายุและขนาดปลา ช่วงแรกให้ประมาณ 3-5% ของน้ำหนักตัวต่อวัน แล้วค่อยๆ ลดสัดส่วนลงเมื่อปลาโตขึ้นเหลือประมาณ 1.5-2% ของน้ำหนักตัวเมื่อใกล้ขนาดจับขาย อัตราแลกเนื้อ (อาหารที่ใช้ต่อน้ำหนักปลาที่เพิ่มขึ้น) ของปลากดคังโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5-1.8 ต่อ 1 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับปลากินเนื้อชนิดอื่น การให้อาหารตรงเวลาและปริมาณสม่ำเสมอช่วยลดของเสียสะสมในกระชังและลดความเสี่ยงน้ำเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเตรียมพันธุ์ปลาและแหล่งซื้อลูกพันธุ์คุณภาพ
ลูกพันธุ์ปลากดคังในภาคอีสานส่วนใหญ่มาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำในพื้นที่ หรือฟาร์มเพาะพันธุ์เอกชนที่ได้รับการรับรอง เกษตรกรควรเลือกซื้อลูกพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบว่าลูกพันธุ์แข็งแรง ว่ายน้ำกระฉับกระเฉง ไม่มีบาดแผลหรือจุดผิดปกติตามลำตัว และควรสอบถามประวัติการเพาะเลี้ยงว่าปลอดโรคหรือไม่ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะการนำลูกพันธุ์ที่ติดเชื้อมาปล่อยในกระชังอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคในภายหลังซึ่งแก้ไขยากกว่าการป้องกันตั้งแต่ต้น ลูกพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปล่อยควรมีขนาดประมาณ 5-8 เซนติเมตร ซึ่งแข็งแรงพอที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำไหลในกระชังได้ดีกว่าลูกพันธุ์ขนาดเล็กกว่านี้
การขนส่งลูกพันธุ์จากแหล่งเพาะไปยังจุดเลี้ยง
เนื่องจากฟาร์มเพาะพันธุ์ปลากดคังบางแห่งอยู่ห่างจากจุดเลี้ยงริมแม่น้ำโขงพอสมควร การขนส่งลูกพันธุ์จึงต้องระวังเรื่องอุณหภูมิและออกซิเจนในถุงหรือถังขนส่งเป็นพิเศษ ควรขนส่งช่วงเช้ามืดหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด และปล่อยลูกพันธุ์ลงกระชังทันทีที่ถึงจุดหมายโดยมีขั้นตอนปรับอุณหภูมิน้ำในถุงกับน้ำในกระชังให้ใกล้เคียงกันก่อนปล่อยจริง เพื่อลดความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิฉับพลันซึ่งอาจทำให้ลูกพันธุ์อ่อนแอและติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้นในช่วงแรกของการเลี้ยง
โรคที่พบบ่อยในปลากดคังและการป้องกัน
โรคที่พบบ่อยในปลากดคังที่เลี้ยงในกระชังแม่น้ำโขงได้แก่โรคจากปรสิตภายนอกอย่างเห็บปลาและพยาธิใบไม้ ซึ่งมักระบาดในช่วงที่น้ำนิ่งหรือไหลเวียนไม่ดี รวมถึงโรคแผลตามลำตัวจากแบคทีเรียที่มักเกิดตามหลังปลาบาดเจ็บจากการเสียดสีกับตาข่ายกระชังหรือปลาด้วยกันเองในช่วงที่แออัดเกินไป การป้องกันที่ดีที่สุดคือรักษาความหนาแน่นของปลาในกระชังให้เหมาะสม ไม่ปล่อยหนาแน่นเกินไป หมั่นทำความสะอาดตาข่ายกระชังไม่ให้อุดตัน และสังเกตพฤติกรรมปลาอย่างสม่ำเสมอเพื่อพบความผิดปกติได้เร็วตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่โรคจะลุกลามไปทั้งกระชัง
ต้นทุนและผลตอบแทนโดยประมาณต่อรอบการเลี้ยง
ต้นทุนลูกพันธุ์ปลากดคังประมาณ 500-800 ตัวต่อกระชัง ราคาลูกพันธุ์ประมาณ 8-15 บาทต่อตัว รวมค่าลูกพันธุ์ประมาณ 4,000-12,000 บาท ค่าอาหารตลอดรอบเลี้ยง 10-12 เดือนประมาณ 60,000-90,000 บาท (ปลากดคังเป็นปลากินเนื้อที่ต้องการอาหารโปรตีนสูง ต้นทุนอาหารจึงสูงกว่าปลากินพืชอย่างปลานิลหรือปลาสลิดมาก) รวมต้นทุนทั้งรอบประมาณ 70,000-105,000 บาทต่อกระชัง หากได้ผลผลิตประมาณ 400-600 กิโลกรัมต่อกระชังและขายได้ราคาเฉลี่ยช่วงเทศกาล 220 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รายได้ประมาณ 88,000-132,000 บาทต่อกระชัง หักต้นทุนแล้วเหลือกำไรประมาณ 15,000-30,000 บาทต่อกระชังต่อรอบ ตัวเลขนี้เป็นเพียงประมาณการ ผลตอบแทนจริงขึ้นกับอัตรารอด คุณภาพน้ำ และราคาตลาด ณ ช่วงจับขาย
การเตรียมตัวก่อนน้ำหลากเต็มที่
ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนที่กระแสน้ำเริ่มแรงขึ้นก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลากเต็มที่ เกษตรกรควรตรวจสอบความแข็งแรงของโครงกระชังและจุดผูกยึดทั้งหมดล่วงหน้า เสริมเชือกผูกและจุดยึดที่มีสัญญาณสึกหรอ และพิจารณาย้ายกระชังไปยังจุดที่กำบังกระแสน้ำได้บ้างหากพื้นที่เดิมเสี่ยงกระแสแรงเกินไป การเตรียมพร้อมล่วงหน้าก่อนกระแสน้ำแรงมาถึงช่วยลดความเสี่ยงกระชังเสียหายได้มากกว่าการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ซึ่งมักสายเกินไปเมื่อกระแสน้ำแรงจนโครงกระชังเริ่มชำรุด
สรุป
การเลี้ยงปลากดคังในกระชังแม่น้ำโขงต้องวางแผนตามปฏิทินระดับน้ำเป็นหลัก ปล่อยลูกพันธุ์ช่วงต้นฤดูน้ำหลาก (มิถุนายน-สิงหาคม) ที่ระดับน้ำไหลเวียนสม่ำเสมอ จะทำให้จับขายได้ตรงช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีถัดไปที่ราคาสูงกว่าปกติ ความเสี่ยงสำคัญคือระดับน้ำโขงที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นจากการบริหารเขื่อนต้นน้ำ ซึ่งต่างจากรูปแบบธรรมชาติในอดีต เกษตรกรจึงต้องติดตามข้อมูลระดับน้ำอย่างใกล้ชิดและมีแผนสำรองรับมือทั้งกรณีน้ำขึ้นแรงและน้ำลดฮวบ ไม่ใช่อ้างอิงจากปฏิทินเดิมเพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมประมง — ข้อมูลชีววิทยาปลากดคังและแนวทางการเลี้ยงในกระชังแม่น้ำโขง
- สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ — ข้อมูลระดับน้ำแม่น้ำโขงและการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำโขง
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นเพิ่มเติมได้ที่หมวด ประมง
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

กระชังบก กระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป 2x2x90 ยกขอบบ่อ 30 ซม. (เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ)
ดูรายละเอียด
กระชังบก กระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป 2x2x120 ยกขอบบ่อ 30 ซม. (เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ)
ดูรายละเอียด
อวนคลุมบ่อกันนก อวนปิดปากบ่อ บ่อผ้าใบ บ่อดิน เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ รุ่นเคลือบสารพิเศษกันแดด
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ปลากดคังกินอาหารอะไรในกระชัง
ปลากดคังเป็นปลากินเนื้อ นิยมให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปโปรตีนสูงสำหรับปลากินเนื้อโดยเฉพาะ บางฟาร์มเสริมด้วยปลาเป็ดสับหรือเศษปลาในบางช่วงเพื่อลดต้นทุน แต่ต้องระวังเรื่องความสดของอาหารสดเพราะอาจทำให้น้ำเสียเร็วถ้าให้มากเกินไปในแต่ละมื้อ
ถ้าระดับน้ำโขงลดฮวบกะทันหันควรทำอย่างไร
ควรมีระบบตรวจสอบระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอและปรับความยาวเชือกผูกกระชังให้กระชังลอยตัวตามระดับน้ำได้ตลอดเวลา หากระดับน้ำลดจนกระชังเสี่ยงเกยตื้น ควรรีบเคลื่อนย้ายกระชังไปยังจุดที่มีความลึกเพียงพอทันทีก่อนที่ปลาจะแออัดหรือขาดน้ำ
เลี้ยงปลากดคังในกระชังกับบ่อดินต่างกันอย่างไร
การเลี้ยงในกระชังใช้พื้นที่น้ำธรรมชาติทำให้ต้นทุนบ่อต่ำกว่าและน้ำไหลเวียนตลอดเวลาช่วยเรื่องออกซิเจน แต่ต้องพึ่งพาระดับน้ำธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่บ่อดินควบคุมสภาพน้ำได้เองแต่ต้องลงทุนขุดบ่อและระบบเติมอากาศเพิ่มเติม ทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันขึ้นกับพื้นที่และเงินทุนของเกษตรกร
ปลากดคังขายราคาเท่าไหร่นอกช่วงเทศกาล
ปลากดคังนอกช่วงเทศกาลขายได้ประมาณ 180-200 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์และงานบุญอาจขึ้นไปถึง 220-250 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาผันผวนตามพื้นที่และฤดูกาล ควรเช็คราคาปัจจุบันจากตลาดในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ) ส่วนต่างราคานี้คือเหตุผลสำคัญที่ต้องวางแผนปฏิทินปล่อยลูกพันธุ์ให้จับขายตรงเทศกาล
กระชังปลากดคังต้องทำความสะอาดบ่อยแค่ไหน
ควรทำความสะอาดตาข่ายกระชังอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือถี่กว่านั้นในช่วงน้ำขุ่นที่ตะกอนเกาะเร็ว การปล่อยให้ตาข่ายอุดตันนานเกินไปจะทำให้การไหลเวียนน้ำผ่านกระชังลดลง ส่งผลต่อออกซิเจนและการระบายของเสียโดยตรง
ควรเลือกจุดตั้งกระชังแบบไหนในแม่น้ำโขง
ควรเลือกจุดที่มีกระแสน้ำไหลสม่ำเสมอไม่แรงเกินไป น้ำลึกพอสมควรแม้ในช่วงน้ำแล้ง และห่างจากจุดที่มีการทิ้งของเสียหรือน้ำเสียจากชุมชน ควรปรึกษาผู้มีประสบการณ์ในพื้นที่หรือหน่วยงานประมงท้องถิ่นก่อนเลือกจุดตั้งกระชังจริง
