ประมง

ปลานวลจันทร์เทศเลี้ยงเดี่ยวกับปล่อยรวมบ่อปลานิล กำไรต่างกันแค่ไหน

เปรียบเทียบเลี้ยงปลานวลจันทร์เทศเดี่ยวกับปล่อยรวมบ่อปลานิล กำไรต่อไร่ ความหนาแน่นปล่อยที่เหมาะกับแต่ละแบบ และความเสี่ยงโรคที่ต่างกันของสองรูปแบบการเลี้ยง

ปลานวลจันทร์เทศเลี้ยงเดี่ยวกับปล่อยรวมบ่อปลานิล กำไรต่างกันแค่ไหน
คำตอบเร็ว: การเลี้ยงปลานวลจันทร์เทศแบบปล่อยรวมกับปลานิลในบ่อเดียวกันมักให้กำไรต่อไร่สูงกว่าการเลี้ยงเดี่ยวประมาณ 15-25% เพราะใช้ประโยชน์จากพื้นที่และอาหารธรรมชาติในบ่อได้เต็มที่กว่า ปลานวลจันทร์เทศกินแพลงก์ตอนและตะไคร่น้ำเป็นหลักซึ่งไม่แย่งอาหารกับปลานิลที่กินอาหารเม็ดเป็นหลัก ทำให้เลี้ยงรวมกันได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนอาหารมากนัก อย่างไรก็ตามการเลี้ยงเดี่ยวควบคุมคุณภาพน้ำและติดตามสุขภาพปลาได้ง่ายกว่า เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงปลานวลจันทร์เทศและยังไม่มีประสบการณ์บริหารบ่อแบบผสมหลายชนิด

ปลานวลจันทร์เทศ (Barbonymus gonionotus) เป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจที่นิยมเลี้ยงทั้งแบบเดี่ยวและแบบปล่อยรวมกับปลาชนิดอื่นในบ่อเดียวกัน โดยเฉพาะปลานิลซึ่งเป็นปลาที่เลี้ยงกันแพร่หลายอยู่แล้วในหลายพื้นที่ บทความนี้จะเปรียบเทียบทั้งสองรูปแบบเฉพาะในบริบทของบ่อเลี้ยงปลา ไม่รวมถึงการปล่อยปลาในนาข้าวซึ่งเป็นระบบที่ต่างออกไป เพื่อช่วยเกษตรกรตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เหมาะกับบ่อและเงินทุนของตัวเอง

กำไรต่อไร่ของสองรูปแบบ

สำหรับบ่อขนาด 1 ไร่ การเลี้ยงปลานวลจันทร์เทศเดี่ยวด้วยความหนาแน่น 3,000-4,000 ตัวต่อไร่ ใช้ต้นทุนลูกพันธุ์ประมาณ 3,000-4,000 บาท ค่าอาหารเสริม (รำผสมปลาป่น) ตลอดรอบเลี้ยง 6-8 เดือนประมาณ 12,000-18,000 บาท รวมต้นทุนประมาณ 18,000-25,000 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 500-700 กิโลกรัมต่อไร่ ขายได้ราคาเฉลี่ย 70 บาทต่อกิโลกรัม รวมรายได้ประมาณ 35,000-49,000 บาท กำไรประมาณ 15,000-25,000 บาทต่อไร่ต่อรอบ

ส่วนการปล่อยรวมปลานวลจันทร์เทศกับปลานิลในอัตราส่วนประมาณ 1,500-2,000 ตัวต่อไร่ต่อชนิด ใช้ต้นทุนลูกพันธุ์รวมประมาณ 4,500-6,500 บาท (ปลานิลราคาต่อตัวสูงกว่านวลจันทร์เทศเล็กน้อย) ค่าอาหารเม็ดสำหรับปลานิลตลอดรอบเลี้ยงประมาณ 20,000-28,000 บาท (นวลจันทร์เทศแทบไม่ต้องเสริมอาหารเพิ่มเพราะกินอาหารธรรมชาติและเศษอาหารที่ปลานิลกินเหลือ) รวมต้นทุนประมาณ 25,000-35,000 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิตรวมทั้งสองชนิดประมาณ 900-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ (ปลานิลประมาณ 600-800 กก. และนวลจันทร์เทศประมาณ 300-400 กก.) ขายได้รายได้รวมประมาณ 63,000-84,000 บาท กำไรประมาณ 30,000-45,000 บาทต่อไร่ต่อรอบ

รายการเลี้ยงเดี่ยวปล่อยรวมกับปลานิล
ต้นทุนรวมต่อไร่18,000-25,000 บาท25,000-35,000 บาท
ผลผลิตต่อไร่500-700 กก.900-1,200 กก. (รวม 2 ชนิด)
กำไรต่อไร่ต่อรอบ15,000-25,000 บาท30,000-45,000 บาท

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงประมาณการจากสภาพบ่อและการจัดการทั่วไป ผลตอบแทนจริงขึ้นกับคุณภาพน้ำ อัตรารอด และราคาตลาด ณ ช่วงจับขายซึ่งผันผวนตามฤดูกาลและปริมาณผลผลิตในตลาด

ความหนาแน่นปล่อยที่เหมาะกับแต่ละแบบ

การเลี้ยงเดี่ยวสามารถปล่อยปลานวลจันทร์เทศได้ในความหนาแน่นสูงกว่าการปล่อยรวม เนื่องจากไม่ต้องแบ่งพื้นที่และทรัพยากรอาหารธรรมชาติในบ่อให้ปลาชนิดอื่น ความหนาแน่นที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงเดี่ยวอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 ตัวต่อไร่ ขณะที่การปล่อยรวมต้องลดความหนาแน่นของปลานวลจันทร์เทศลงเหลือประมาณ 1,500-2,000 ตัวต่อไร่ เพื่อไม่ให้แย่งพื้นที่และอาหารธรรมชาติกับปลานิลมากเกินไป ส่วนความหนาแน่นปลานิลในระบบปล่อยรวมอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 ตัวต่อไร่เช่นกัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ทำให้ปลาทั้งสองชนิดเติบโตได้ดีโดยไม่แย่งทรัพยากรกันมากเกินไป

ทำไมสัดส่วนความหนาแน่นจึงสำคัญต่อผลผลิต

หากปล่อยความหนาแน่นสูงเกินไปในระบบปล่อยรวม ปลาทั้งสองชนิดจะแย่งพื้นที่และออกซิเจนกัน ทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้าลงทั้งคู่ และเสี่ยงต่อคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมเร็วกว่าปกติจากของเสียสะสมมากเกินความสามารถของบ่อจะรองรับได้ เกษตรกรที่มีประสบการณ์มักเริ่มต้นด้วยความหนาแน่นที่ต่ำกว่าเกณฑ์สูงสุดเล็กน้อยในรอบแรก แล้วค่อยปรับเพิ่มในรอบถัดไปเมื่อเข้าใจศักยภาพของบ่อตัวเองมากขึ้น

การปรับสัดส่วนตามฤดูกาลและสภาพน้ำในบ่อ

สัดส่วนความหนาแน่นที่เหมาะสมไม่ได้ตายตัวเสมอไป ในช่วงหน้าฝนที่น้ำมีอาหารธรรมชาติอุดมสมบูรณ์กว่าปกติจากสารอินทรีย์ที่ถูกชะล้างลงมา อาจปล่อยความหนาแน่นรวมได้สูงกว่าช่วงหน้าแล้งเล็กน้อย ขณะที่ช่วงหน้าแล้งที่น้ำนิ่งและอาหารธรรมชาติน้อยกว่า ควรลดความหนาแน่นลงหรือเพิ่มการให้อาหารเสริมเพื่อชดเชย เกษตรกรที่เข้าใจรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของบ่อตัวเองตลอดปีจะสามารถปรับสัดส่วนการปล่อยให้เหมาะสมและได้ผลผลิตสูงสุดในแต่ละรอบการเลี้ยง

ความเสี่ยงโรคที่ต่างกัน

การเลี้ยงเดี่ยวมีความเสี่ยงโรคที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและติดตามได้ง่ายกว่า เพราะพฤติกรรมและสุขภาพของปลาชนิดเดียวมีรูปแบบที่คาดเดาได้ชัดเจน เมื่อพบความผิดปกติสามารถวินิจฉัยและแก้ไขได้เร็วกว่า ส่วนการปล่อยรวมมีความเสี่ยงที่ซับซ้อนกว่า เพราะโรคที่ระบาดในปลาชนิดหนึ่งอาจแพร่ไปยังอีกชนิดหนึ่งได้ในบ่อเดียวกัน เช่น โรคจากแบคทีเรียหรือปรสิตภายนอกที่ติดต่อข้ามชนิดปลาได้ นอกจากนี้ในระบบปล่อยรวมยังยากต่อการสังเกตอาการป่วยของปลาแต่ละชนิดแยกกัน เพราะเกษตรกรมักสังเกตพฤติกรรมโดยรวมของบ่อมากกว่าแยกตามชนิดปลา ทำให้บางครั้งพบปัญหาช้ากว่าที่ควร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ปล่อยความหนาแน่นสูงเกินไปในระบบปล่อยรวม ทำให้ปลาแย่งอาหารและออกซิเจนกันจนโตช้าทั้งคู่
  • ไม่ปรับสัดส่วนความหนาแน่นระหว่างปลานวลจันทร์เทศกับปลานิลให้เหมาะสม ปล่อยในอัตราส่วนเท่ากับการเลี้ยงเดี่ยว
  • ในระบบปล่อยรวม ไม่แยกสังเกตอาการป่วยของปลาแต่ละชนิด ทำให้พบปัญหาโรคช้าเกินไป
  • เข้าใจผิดว่าปลานวลจันทร์เทศไม่ต้องให้อาหารเสริมเลยในระบบปล่อยรวม ทำให้โตช้ากว่าที่ควรในบ่อที่อาหารธรรมชาติไม่เพียงพอ
  • ไม่คำนวณต้นทุนอาหารปลานิลที่สูงกว่าให้ถูกต้อง ทำให้ประเมินกำไรของระบบปล่อยรวมสูงเกินจริง
  • เปลี่ยนจากเลี้ยงเดี่ยวเป็นปล่อยรวมกะทันหันโดยไม่ทดลองในบ่อขนาดเล็กก่อน เสี่ยงขาดทุนหากจัดการไม่ดี
  • ไม่เพิ่มระบบเติมอากาศให้เหมาะกับความหนาแน่นรวมที่สูงขึ้นในระบบปล่อยรวม ทำให้ปลาขาดออกซิเจนช่วงกลางคืน
  • ไม่หาช่องทางขายรองรับปลาทั้งสองชนิดพร้อมกัน ทำให้ต้องขายปลานวลจันทร์เทศราคาต่ำเพราะตลาดต้องการปลานิลมากกว่า

ผลกระทบของขนาดบ่อต่อการเลือกรูปแบบการเลี้ยง

บ่อขนาดเล็กกว่า 1 ไร่อาจไม่คุ้มค่าที่จะแบ่งเลี้ยงปลาสองชนิดในความหนาแน่นที่เหมาะสม เพราะพื้นที่จำกัดทำให้ต้องลดความหนาแน่นลงมากจนผลผลิตรวมไม่ต่างจากการเลี้ยงเดี่ยวมากนัก ขณะที่บ่อขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2-3 ไร่ขึ้นไปจะได้ประโยชน์จากระบบปล่อยรวมมากกว่า เพราะมีพื้นที่และอาหารธรรมชาติเพียงพอรองรับความหนาแน่นรวมที่สูงขึ้นโดยไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของปลาทั้งสองชนิดมากนัก เกษตรกรที่มีบ่อขนาดเล็กจึงควรพิจารณาเลี้ยงเดี่ยวเป็นหลักและอาจทดลองปล่อยรวมในสัดส่วนน้อยๆ ก่อนขยายในบ่อขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคต

ปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบ

นอกจากกำไรและความเสี่ยงโรคแล้ว เกษตรกรควรพิจารณาความสามารถในการบริหารจัดการของตัวเองด้วย การปล่อยรวมต้องอาศัยความเข้าใจพฤติกรรมของปลาทั้งสองชนิดพร้อมกัน ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนรู้มากกว่าการเลี้ยงเดี่ยว หากเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงปลาเป็นครั้งแรก การเลี้ยงเดี่ยวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยกว่า เพื่อเรียนรู้พื้นฐานการจัดการบ่อก่อน แล้วค่อยขยับไปสู่ระบบปล่อยรวมเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น นอกจากนี้ตลาดรับซื้อในพื้นที่ก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากตลาดต้องการปลานิลมากกว่าปลานวลจันทร์เทศ การปล่อยรวมอาจช่วยกระจายความเสี่ยงด้านราคาตลาดได้ดีกว่าการเลี้ยงเดี่ยวชนิดเดียว

การจัดการอาหารในระบบปล่อยรวม

แม้ปลานวลจันทร์เทศจะกินอาหารธรรมชาติเป็นหลัก แต่ในบ่อที่มีความหนาแน่นสูงหรืออาหารธรรมชาติไม่เพียงพอ ควรเสริมอาหารให้บ้างเพื่อไม่ให้ปลาโตช้าเกินไป โดยให้อาหารเสริมในช่วงเวลาที่ต่างจากการให้อาหารปลานิลเล็กน้อย เพื่อลดการแย่งกันกินอาหารโดยตรง เกษตรกรบางรายใช้วิธีโรยอาหารเสริมในจุดที่ห่างจากจุดให้อาหารปลานิลเพื่อให้ปลานวลจันทร์เทศมีโอกาสกินอาหารเสริมได้มากขึ้นโดยไม่ถูกปลานิลแย่งไปทั้งหมด

การติดตามอัตราการเจริญเติบโตแยกตามชนิดปลา

เกษตรกรที่เลี้ยงระบบปล่อยรวมควรสุ่มจับปลาแต่ละชนิดมาชั่งน้ำหนักเป็นระยะ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อติดตามว่าปลาทั้งสองชนิดเติบโตตามเกณฑ์ที่คาดหวังหรือไม่ หากพบว่าปลาชนิดใดชนิดหนึ่งโตช้ากว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นสัญญาณว่าสัดส่วนความหนาแน่นหรือการให้อาหารไม่เหมาะสม จำเป็นต้องปรับแผนการจัดการก่อนที่จะกระทบต่อผลผลิตรวมทั้งบ่อในช่วงจับขาย การเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ยังช่วยให้เกษตรกรมีฐานข้อมูลสำหรับปรับปรุงการจัดการในรอบถัดไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

การเตรียมบ่อและคุณภาพน้ำสำหรับทั้งสองรูปแบบ

ไม่ว่าจะเลือกเลี้ยงเดี่ยวหรือปล่อยรวม การเตรียมบ่อที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของความสำเร็จ ควรตากบ่อให้แห้งและใส่ปูนขาวปรับสภาพดินก้นบ่อก่อนเติมน้ำอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ก่อนปล่อยลูกปลา เพื่อฆ่าเชื้อโรคและศัตรูพืชที่อาจสะสมอยู่ในดินก้นบ่อจากรอบเลี้ยงก่อนหน้า สำหรับระบบปล่อยรวมที่มีความหนาแน่นรวมสูงกว่าระบบเลี้ยงเดี่ยว ควรให้ความสำคัญกับระบบเติมอากาศมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนถึงเช้ามืดที่ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำที่สุด เพราะปลาทั้งสองชนิดต้องแย่งออกซิเจนกันในสภาพที่ความหนาแน่นรวมสูงกว่า

การจัดการของเสียในบ่อที่มีความหนาแน่นสูง

ระบบปล่อยรวมที่มีปลาสองชนิดในความหนาแน่นรวมสูงกว่าการเลี้ยงเดี่ยว ย่อมมีของเสียสะสมมากกว่าตามไปด้วย โดยเฉพาะเศษอาหารเม็ดที่ให้ปลานิลซึ่งย่อยสลายช้ากว่าอาหารธรรมชาติที่ปลานวลจันทร์เทศกิน เกษตรกรควรมีแผนถ่ายน้ำบางส่วนสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้งในช่วงกลางถึงปลายรอบการเลี้ยง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำไม่ให้เสื่อมโทรมเร็วเกินไปจนกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลาทั้งสองชนิด

การเลือกลูกพันธุ์คุณภาพสำหรับทั้งสองรูปแบบ

ไม่ว่าจะเลี้ยงเดี่ยวหรือปล่อยรวม การเลือกลูกพันธุ์ที่แข็งแรงและมีขนาดสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลผลิตในรอบเลี้ยง ควรเลือกซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบว่าลูกปลาว่ายน้ำกระฉับกระเฉง ไม่มีบาดแผลหรือจุดผิดปกติตามลำตัว และมีขนาดใกล้เคียงกันเพื่อลดปัญหาการแย่งอาหารระหว่างปลาขนาดต่างกันในบ่อเดียวกัน โดยเฉพาะในระบบปล่อยรวมที่ต้องคำนึงถึงขนาดสัมพัทธ์ระหว่างปลานวลจันทร์เทศกับปลานิลด้วย เพื่อไม่ให้ปลาชนิดใดชนิดหนึ่งได้เปรียบด้านขนาดจนแย่งพื้นที่และอาหารของอีกชนิดมากเกินไป

การวางแผนตลาดและช่วงเวลาจับขาย

เนื่องจากปลานวลจันทร์เทศและปลานิลมีระยะเวลาเลี้ยงใกล้เคียงกัน (6-8 เดือน) การจับขายในระบบปล่อยรวมมักทำพร้อมกันทั้งบ่อ ซึ่งมีข้อดีคือประหยัดเวลาและแรงงานในการจับปลา แต่ก็มีข้อควรระวังคือต้องมีช่องทางขายที่รองรับปลาทั้งสองชนิดพร้อมกัน หากตลาดในพื้นที่ต้องการปลานิลมากกว่าปลานวลจันทร์เทศ อาจต้องหาช่องทางขายเพิ่มเติมสำหรับปลานวลจันทร์เทศโดยเฉพาะ เช่น ขายส่งให้พ่อค้าที่รับซื้อปลาน้ำจืดหลากหลายชนิด หรือแปรรูปเป็นปลาแดดเดียวเพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายช่องทางขาย

สรุป

การเลี้ยงปลานวลจันทร์เทศแบบปล่อยรวมกับปลานิลในบ่อเดียวกันมักให้กำไรต่อไร่สูงกว่าการเลี้ยงเดี่ยวเพราะใช้ประโยชน์จากพื้นที่และอาหารธรรมชาติได้เต็มที่กว่า แต่ต้องแลกกับความซับซ้อนในการจัดการความหนาแน่นและความเสี่ยงโรคที่อาจแพร่ข้ามชนิดปลาได้ ขณะที่การเลี้ยงเดี่ยวให้กำไรต่ำกว่าแต่จัดการง่ายกว่าและควบคุมความเสี่ยงได้ชัดเจนกว่า เกษตรกรมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ควรเริ่มจากการเลี้ยงเดี่ยวหรือทดลองปล่อยรวมในบ่อขนาดเล็กก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น การเลือกรูปแบบที่เหมาะสมควรพิจารณาทั้งเงินทุน ความสามารถในการบริหารจัดการ และตลาดรับซื้อในพื้นที่ประกอบกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมประมง — ข้อมูลชีววิทยาปลานวลจันทร์เทศและแนวทางการเลี้ยงแบบเดี่ยวและแบบผสม
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงปลาน้ำจืดในบ่อดิน

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข้อมูลการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นเพิ่มเติมได้ที่หมวด ประมง

คำถามที่พบบ่อย

ปลานวลจันทร์เทศกับปลานิลกินอาหารแย่งกันไหม

โดยธรรมชาติปลานวลจันทร์เทศกินแพลงก์ตอนและตะไคร่น้ำเป็นหลักซึ่งต่างจากปลานิลที่กินอาหารเม็ดเป็นหลัก ทำให้ไม่แย่งอาหารกันมากนักในสภาพปกติ แต่หากให้อาหารเม็ดในบ่อ ปลานวลจันทร์เทศก็สามารถกินอาหารเม็ดที่เหลือจากปลานิลได้เช่นกัน ซึ่งเป็นข้อดีของระบบปล่อยรวมที่ใช้ประโยชน์จากอาหารได้เต็มที่กว่า

เลี้ยงรวมกันแล้วปลาจะผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันไหม

ปลานวลจันทร์เทศและปลานิลเป็นปลาคนละวงศ์กัน ไม่สามารถผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันได้ตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เมื่อเลี้ยงรวมกันในบ่อเดียว

ควรเริ่มทดลองปล่อยรวมในบ่อขนาดเล็กก่อนไหม

แนะนำให้ทดลองในบ่อขนาดเล็กหรือบ่อเดียวก่อนขยายไปทั้งฟาร์ม โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่เคยเลี้ยงระบบปล่อยรวมมาก่อน เพื่อเรียนรู้อัตราส่วนความหนาแน่นและการจัดการอาหารที่เหมาะกับสภาพบ่อของตัวเองก่อนลงทุนขยายในวงกว้าง

ปลานวลจันทร์เทศใช้เวลาเลี้ยงนานแค่ไหนถึงจับขายได้

ปลานวลจันทร์เทศใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-8 เดือนจนได้ขนาดจับขาย (น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัมต่อตัว) ซึ่งใกล้เคียงกับระยะเวลาเลี้ยงปลานิลทั่วไป ทำให้สามารถจับขายพร้อมกันได้ในระบบปล่อยรวม สะดวกต่อการวางแผนรอบการเลี้ยง

ถ้ามีโรคระบาดในบ่อปล่อยรวม ควรแยกปลาออกจากกันไหม

หากพบการระบาดของโรคในบ่อปล่อยรวม ควรรีบวินิจฉัยว่าโรคนั้นติดต่อข้ามชนิดปลาได้หรือไม่ หากเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายควรพิจารณาแยกปลาที่ยังแข็งแรงออกไปยังบ่ออื่นทันทีเพื่อลดความเสียหาย แต่หากเป็นโรคเฉพาะชนิดที่ไม่ติดต่อข้ามสายพันธุ์ ก็สามารถรักษาเฉพาะปลาที่ป่วยได้โดยไม่ต้องแยกทั้งบ่อ